Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

บทเรียน Insider Trading จาก ‘เถ้าแก่น้อย’ ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมายแต่ทำลายความเชื่อมั่นทั้งองค์กร สะเทือนไกลถึงระบบตลาดทุนไทย ชี้ ควรแก้วิกฤติทันทีกู้ความเชื่อมั่นระยะยาว

บทนำ
ข่าวคดีใช้ข้อมูลภายใน (insider trading) ที่โยงถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน สะเทือนมากกว่าราคาหุ้นวันสองวัน มันกระแทก “ทุนทางความเชื่อมั่น” ของทั้งองค์กร—ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า ไปจนถึงพนักงาน และโยงไปไกลถึงระบบตลาดทุนไทยโดยรวม บทความนี้เจาะให้ผู้บริหารและคนทำธุรกิจเห็นว่า การพลาดของผู้นำหนึ่งคน สามารถทำให้ทั้งตลาดสั่นได้อย่างไร และควรทำอะไรทันทีเพื่อกู้ความเชื่อมั่นให้กลับมาอย่างยั่งยืน

1) เคสเถ้าแก่น้อย: ข้อเท็จจริงแบบย่อ
ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 เกิดกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งต่อผู้เกี่ยวข้องหลายรายในคดีซื้อขายหุ้นโดยอาศัยข้อมูลภายในของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เหตุการณ์ดังกล่าวจุดคำถามใหญ่เรื่องธรรมาภิบาล (Corporate Governance: CG) และการสื่อสารกับนักลงทุน

2) ไม่ใช่เคสเดียว: ปรากฏการณ์ที่ไทยเคยเจอ
• Thai Union (TU): กรณีผู้บริหารระดับสูงถูกลงโทษทางแพ่งจากคดี insider trading และมีการเปลี่ยนแปลงระดับบอร์ด
• CP ALL: เกิดคดี insider trading ที่ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ จนต้องออกมาชี้แจง–ขอโทษต่อสาธารณะ
สองตัวอย่างนี้สะท้อนว่า ‘ชื่อชั้นแบรนด์’ หรือ ‘ขนาดธุรกิจ’ ไม่ได้กันความเสี่ยงด้าน CG หากวินัยและระบบกำกับดูแลไม่เข้มพอ
.
3) ทำไมเรื่องนี้ “แพง” สำหรับผู้บริหาร
1) Cost of Capital สูงขึ้น – ความไม่ไว้วางใจทำให้ผู้ให้ทุนเรียกส่วนชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
2) Reputation Risk ติดตัว – ลูกค้า–คู่ค้า–พาร์ทเนอร์บางรายจะชะลอหรือทบทวนการร่วมมือ
3) Talent Risk – คนเก่งลังเลจะอยู่ต่อ หากรู้สึกว่าผู้นำไม่ยืนข้างกติกา
4) Regulatory Overhang – ความเสี่ยงทางกำกับดูแลยืดเยื้อ กินสมาธิผู้บริหาร และทำให้แผนกลยุทธ์สะดุด

4) 10 Checkpoints ที่ผู้บริหารต้องทำ “ทันที”
1) Freeze Window & Pre‑clearance: กำหนดช่วง Blackout และระบบอนุมัติล่วงหน้าสำหรับผู้บริหารทุกระดับ
2) Insider List & Logging: ทำรายชื่อผู้รับรู้ข้อมูลสำคัญและล็อกการเข้าถึงแบบตรวจสอบย้อนกลับได้
3) Board Oversight ที่เป็นอิสระ: เสริมอำนาจคณะกรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระให้พิจารณาดีลที่เสี่ยงขัดผลประโยชน์
4) Whistleblower ที่ใช้ได้จริง: ช่องร้องเรียนเป็นความลับ พร้อม SLA ในการสอบสวน
5) Conduct Training รายไตรมาส: เทรนนิ่งภาคบังคับ พร้อมแบบทดสอบผ่านเกณฑ์
6) IR Protocol: คู่มือสื่อสารวิกฤต—ใครพูด, พูดอะไร, เมื่อไร, รูปแบบเอกสาร–FAQ
7) Event Timeline Disclosure: เปิดเผยเส้นเวลา “รู้–พิจารณา–ตัดสินใจ–ลงมือ” ให้ตรวจสอบได้
8) Third‑party Review: ใช้ที่ปรึกษาอิสระทำ Forensic Review/Compliance Gap Assessment
9) KPI & Pay Link: ผูกคะแนน CG/ESG เข้ากับโบนัสและ Long‑term Incentive ของผู้บริหาร
10) Board Refresh: ทบทวนโครงสร้างบอร์ด–ทักษะ–วาระ เพื่อยกระดับวัฒนธรรมรับผิดชอบ

5) Crisis Playbook 48 ชั่วโมงแรก (ย่อ)
0–6 ชม.: ตั้ง War‑room, เคลียร์ Facts, แตะเบรกทุกการสื่อสารที่ไม่ผ่าน IR/Legal
6–24 ชม.: แถลงสั้น–จริง–ตรวจสอบได้, อธิบายขั้นตอนสอบสวนและมาตรการป้องกันซ้ำ, สื่อสารภายในกับพนักงาน
24–48 ชม.: เผยไทม์ไลน์, FAQ สำหรับนักลงทุน/สื่อ, นัดอัปเดตครั้งถัดไป, เปิดช่อง Q&A อย่างมีกรอบ
Do: โปร่งใส, รักษาความเท่าเทียมข้อมูล, วัดอารมณ์ผู้มีส่วนได้เสีย
Don’t: โยนความผิด, ชี้นำราคา, ให้สัญญาเกินศักยภาพ
.
6) Governance‑by‑Design: ทำให้ “การยึดกติกา” เป็นดีฟอลต์
• ออกแบบกระบวนการที่ทำผิดได้ยาก (Hard to do wrong): ระบบอนุมัติ, สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล, และเตือนอัตโนมัติ
• ใช้ Data & Audit Trail: บันทึกทุก access/approval เพื่อลดช่องโหว่และเร่งการสอบสวนเมื่อเกิดเหตุ
• Integrate กับยุทธศาสตร์ธุรกิจ: CG ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นอาวุธสร้างความได้เปรียบในการดึงทุนและพาร์ทเนอร์คุณภาพ

บทสรุป
Insider trading ไม่ใช่แค่ความผิดตามกฎหมาย แต่มันคือ “สัญญาณของวัฒนธรรม” ว่าองค์กรยอมให้กติกาถูกบิดเพื่อประโยชน์บางคน ผู้บริหารที่เข้มแข็งต้องรีบยกระดับระบบ—ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวบุคคล—เพื่อกู้ทุนความไว้วางใจและวางรากฐานการเติบโตระยะยาว คำถามที่ท้าทายผู้บริหารทุกคนคือ: ในวันที่องค์กรถูกจับจ้อง คุณจะเลือกปกป้องราคาในวันพรุ่งนี้ หรือปกป้องความน่าเชื่อถือในอีก 10 ปีข้างหน้า?

ผบ.ตร. แถลงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซากขุดรากขบวนการค้ายานรก

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) เวลา 09.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซาก ขุดรากขบวนการยานรก โดยตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1 – 9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ปิดล้อมตรวจค้น 9,031 จุด 1,730 เครือข่าย จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติด 17,071 ราย ผู้ต้องหา 17,261 คน จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 652 หมาย ยึดของกลางยาบ้า 96.73 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,715 กิโลกรัม, คีตามีน 740 กิโลกรัม, เฮโรอีน 95 กิโลกรัม, ยาอี 100,650 เม็ด, อาวุธปืน 607 กระบอก, ระเบิด 7 ลูก, เงินสด 9.33 ล้านบาท และอายัดทรัพย์สินกว่า 343 ล้านบาท โดยเป็นปฏิบัติการรุกฆาตยาเสพติดครั้งใหญ่ปฏิบัติการพร้อมทั่วประเทศ ทั้งนี้ มี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.), พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ช่วยราชการ บช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.  , พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1, และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ร่วมเกาะติดรายงานการเข้าปฏิบัติการและร่วมแถลง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดในชุมชนให้สิ้นซาก ขุดรากขบวนการค้ายานรก  มุ่งเป้าตรวจค้น แหล่งแพร่ระบาด แหล่งพักยา เครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ และยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ตัดเส้นทางการเงินของขบวนการ จากรายงานเบื้องต้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาและยึดของกลางยาเสพติดได้จำนวนมาก  พร้อมอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายค้ายาเป็นจำนวนมหาศาล และตำรวจเดินหน้าขยายผลเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การจับกุมตัวการใหญ่

ผบ.ตร. กล่าวย้ำว่า ตำรวจไทยทุกนายต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ผลงานที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ถึงความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างทุกหน่วย เราจะเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งการจับกุม ยึดทรัพย์ และขยายผล จนกว่าจะสามารถทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดให้สิ้นซากจากแผ่นดินไทย

ด้าน พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า ศอ.ปส.ตร. เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามยาเสพติดในทุกมิติ มุ่งทำลายเครือข่ายผู้ค้ารายย่อยในชุมชนอย่างจริงจัง โดยสั่งทุกหน่วย “ปิดล้อม-ตรวจค้น-กวาดล้าง” แหล่งแพร่ระบาดและแหล่งdกเก็บยาเสพติด พร้อมจับกุม ยึดทรัพย์ และขยายผลถึงเครือข่ายต้นตอ โดยในปีงบประมาณ 2568 ดำเนิน “ปฏิบัติการระดมปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ” แล้ว 11 ครั้ง ครอบคลุมเป้าหมายกว่า 54,000 จุด จับกุมผู้ต้องหาเกือบ 90,000 คน ยึดทรัพย์กว่า 6,200 ล้านบาท  สำหรับปีงบประมาณ 2569 ศอ.ปส.ตร. จัดระดมตรวจค้นครั้งแรกแล้ว และจะเพิ่มความถี่เป็นเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเร่งตัดวงจรเครือข่ายผู้ค้าในชุมชนอย่างเด็ดขาด สะท้อนความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการทำให้ “ประเทศไทยปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด ได้ที่ สายด่วน 191 หรือที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อช่วยกันปกป้องลูกหลานของเราให้ห่างไกลจาก "ยานรก" สร้างสังคมปลอดภัย และอนาคตที่มั่นคงให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ฝรั่งเศสเตรียมส่งทหาร 2,000 นายเข้ายูเครน หน่วยรบ French Foreign Legion พร้อมเคลื่อนพล รัสเซียจวก ‘มาครง’ อยากจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ ชี้เป็นสัญญาณยกระดับสงคราม นาโต VS รัสเซีย

(29 ต.ค. 68) หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (SVR) เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังเตรียมส่งกำลังทหารราว 2,000 นาย เข้าประจำการใน “ยูเครนตอนกลาง” โดยกำลังหลักจะมาจากหน่วยรบพิเศษ French Foreign Legion ที่ปัจจุบันประจำอยู่ในชายแดนโปแลนด์ และอยู่ระหว่างการฝึกเข้มพร้อมรับอาวุธและยุทธภัณฑ์เต็มรูปแบบ ก่อนย้ายไปยูเครนในเร็ว ๆ นี้

รายงานของ SVR ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมาจากประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งถูกมองว่าต้องการสร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำทางทหาร” หลังถูกวิจารณ์หนักเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ โดยฝรั่งเศสยังได้เร่งขยายจำนวนเตียงในโรงพยาบาลหลายร้อยเตียงเพื่อรองรับผู้บาดเจ็บจากภารกิจดังกล่าว 

ขณะที่ ดมีตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน ออกมาแสดงความกังวลต่อรายงานนี้ โดยระบุว่า “เป็นเรื่องที่น่าตกใจ” พร้อมเตือนว่าการเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสอาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในยุโรปอย่างร้ายแรง ทั้งยังกล่าวว่า ประเทศในสหภาพยุโรปส่วนใหญ่กำลัง “ไหลตามแนวคิดทหารนิยม” ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในอนาคตของยุโรปเอง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า หากฝรั่งเศสส่งทหารเข้าสู่พื้นที่สู้รบจริง จะถือเป็น “ก้าวย่างที่อันตราย” เพราะจะทำให้ชาติตะวันตกเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในสงครามยูเครน–รัสเซีย ซึ่งดำเนินมานานกว่า 3 ปี และอาจเป็นชนวนให้เกิดการเผชิญหน้าทางทหารระหว่าง “นาโต” กับ “รัสเซีย” อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ผ่าน “โครงการ / องค์กร / สถาบัน / ศูนย์การเรียนรู้”ภายใต้พระราชดำริ หรือในพระราชูปถัมภ์ของพระองค์

 

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' วิเคราะห์ 'ภาพลวงตา' ส่งออกไทยพุ่ง 19%แต่รายได้ประชาชนไม่เพิ่มจีดีพี.โตต่ำ1.5% พร้อมเสนอ4ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand อดีตรัฐมนตรีและส.ส.6สมัยพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์ที่น่าตกใจถึงภาวะเศรษฐกิจไทย โดยเตือนว่า ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2568 ที่พุ่งสูงถึง 19.0% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 42 เดือนนั้น เป็นเพียง 'ภาพลวงตา'
“การเติบโตทางสถิติไม่สำคัญเท่ากับ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้  ถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่า เรากำลังสร้าง "เศรษฐกิจตัวเลข" หรือ "เศรษฐกิจชีวิตจริง" ของประชาชน”

การเติบโตของส่งออกเกือบทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนโดยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะ 2 กลุ่มหลัก
1. ทองคำ: การส่งออกทองคำมีการขยายตัวสูงถึง 212.6% ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันตัวเลขรวม แต่ทองคำไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกหรือทางผ่านการส่งออก(re-export)
2. อิเล็กทรอนิกส์: แม้สินค้ากลุ่มนี้จะมีการส่งออกสูง เช่น คอมพิวเตอร์ 57%แต่โครงสร้างการผลิตยังคงเป็นการประกอบ(Assembly)ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
  
ผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นประมาณ 27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดซึ่งการส่งออกที่เติบโต 23% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศประมาณ1ใน5ส่วน( 18-22%) เท่านั้น ส่วนกลุ่มทองคำที่ส่งออกพุ่ง 47% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเพียง 3-5% สำหรับทองคำแท่ง

"ความจริงคือ ถ้าตัดมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และทองคำออกไป อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือน ก.ย. 2568 จะเหลือเพียง 4.9% เท่านั้น" นายอลงกรณ์ระบุ โดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย "ส่วนต่าง 14.1% คือตัวเลขที่บวมและไม่ได้กระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่"

นายอลงกรณ์ ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯและทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการบริหารและพัฒนาผลไม้แห่งชาติ (Fruit Board)ยังกล่าวต่อไปว่า ตัวเลขที่สะท้อนความเจ็บปวดของเศรษฐกิจฐานรากคือ ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ทรุดหนักจากการส่งออกพืชเศรษฐกิจหลักเช่นมูลค่าส่งออกข้าว ลดลงถึง 31%และมูลค่าส่งออกผลไม้ ลดลงถึง 50% สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะการกลับมาของอินเดียในตลาดข้าว และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาตกต่ำ และ กระทบรายได้เกษตรกรโดยตรง

ยิ่งกว่านั้นภาคครัวเรือนยังคงแบกรับภาระหนี้ครัวเรือนทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อฉุดรั้งการบริโภคภายในประเทศให้ซบเซา รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยที่สูงกว่า 6.9% เป็นภาระโดยตรงต่อทั้งครัวเรือนและ SMEs ที่ต้องกู้เงิน ทำให้ต้องนำรายได้ไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นแทนที่จะใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้การบริโภคในประเทศ (Consumption) ที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของ GDP ยังคงอ่อนแอโดยธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 90.9% ของจีดีพี ในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่สมาคมธนาคารไทยเผยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีหนี้เสียสูงถึง 6.8% เทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหนี้เสียเพียง 2.1%

นายอลงกรณ์อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนชี้ว่า ตัวเลขส่งออกกับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่โตต่ำเพียง 1.5% ในไตรมาสที่ 3ของปีนี้และปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่ความขัดแย้งของตัวเลข แต่เป็น "อาการป่วย" ของเศรษฐกิจไทยและเป็นสัญญาณของวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า "การเติบโตที่ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ" (Decoupled Growth)

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเติบโตแบบ K-Shaped Recovery ที่บริษัทใหญ่เติบโตร่ำรวยแต่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การแก้ปัญหาวิกฤต "การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง" นี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้น "ปริมาณ" ไปสู่ "คุณภาพ" และมุ่งเน้นการสร้าง DVA สูง ในทุกห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน 

1. ยกระดับผลิตภาพ(Productivity)ภาคเกษตร สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech)เกษตรอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์( Smart & AI Farming )และเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)พัฒนาระบบประกันรายได้เกษตรกรจัดตั้งกองทุนเกษตรกรเพื่อการลงทุน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเก็บรักษาผลผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรรวมทั้งยกระดับการตลาดและช่องทางการจำหน่ายโดยสร้างเครือข่ายตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์และแพลตฟอร์มการค้าสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ

2. เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่งออกหลักของเรายังคงเป็น การประกอบ (Assembly) ไม่ใช่ การสร้าง (Manufacturing) ที่แท้จริง เราเป็นเพียงจุดสุดท้ายในห่วงโซ่การผลิต (global value chain)แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้น รายได้จากการส่งออกกระจุกตัวในกลุ่มบริษัทข้ามชาติและบริษัทใหญ่ ขณะที่แรงงานไทยได้เพียงค่าจ้างขั้นต่ำ เราต้องปรับเปลี่ยนจากการประกอบเป็นโรงงานประกอบ(OEM: Origianl Equipment Manufacturer)อัพเกรดเป็นODM (Original Design Manufactuere)มีดีไซน์สร้างมูลค่าเพิ่มและ OBM (Original Brand Manufacturer)สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้วยโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)บนฐานทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property)ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (DVA:Domestic Value Added)

3. เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มาตรการแก้หนี้ต้องมาพร้อมกับการ เพิ่มทักษะและโอกาสในการสร้างรายได้ ให้กับลูกหนี้ฐานราก เพื่อให้สามารถออกจากวงจรหนี้และกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน

4.ยกเครื่องโมเดลการส่งออกแบบดั้งเดิมใน”ระบบผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก“(Importer-Exporter model)สู่โมเดลใหม่คือแพลตฟอร์มการค้าดิจิตอลข้ามพรมแดนซึ่งจะเพิ่มการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอี.(SME)และสินค้าเกษตรสินค้าชุมชนรวมทั้งการท่องเที่ยวได้แบบก้าวกระโดดสามารถกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากในประเทศได้อย่างทั่วถึง(Inclusive distribution)

นายอลงกรณ์อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์สรุปว่า ที่ผ่านมาการผลิตและส่งออกของประเทศไทยเป็นเพียง "จุดผ่าน" ของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ผลที่ตามมาคือรายได้จริงของประชาชนไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการส่งออก ”ตราบใดที่การเติบโต 19% ยังคงเป็นกำไรที่กระจุกตัว ประเทศไทยก็จะยังคงติดกับดัก ”ส่งออกรุ่ง แต่ GDP ร่วง“อย่างนี้ต่อไปถ้าไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างและระบบภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชย์แบบครบวงจร

นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขการเติบโตของการส่งออกจึงไม่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง“

”ตำรวจ–ขนส่ง“ ผนึกกำลัง ปลุกพลังเยาวชน “นักเรียนรุ่นใหม่ ใส่หมวกกันน็อก” จุดไฟวินัยจราจร สร้างเมืองปลอดภัย ลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์!

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่วิทยาลัยการอาชีพนครนายก สำนักงานขนส่งจังหวัดนครนายก กรมการขนส่งทางบก จัดโครงการ “นักเรียนรุ่นใหม่ ใส่หมวกกันน็อก” เพื่อปลูกฝังวินัยจราจร สร้างจิตสำนึกความปลอดภัย และขับเคลื่อนวัฒนธรรม “ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกทุกครั้ง” ในกลุ่มเยาวชน

โดยได้รับเกียรติจาก ตำรวจตรีอังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วมพิธีเปิดพร้อมมอบหมวกกันน็อกให้แก่นักเรียนกว่า 100 คน ร่วมด้วย นางสาวเยาวมาศ เที่ยวทอง ขนส่งจังหวัดนครนายก กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–เอกชน เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา

โดยพิธีมี นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิด พร้อมกล่าวเน้นย้ำให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของ “หมวกกันน็อกหนึ่งใบ เท่ากับหนึ่งชีวิต” และร่วมกันสร้างเมืองนครนายกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งความปลอดภัยทางถนน

ภายในงานยังมีการอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โดย ร.ต.ต.โชติพัฒน์ โคตรศรีวงศ์ รอง สว.จราจร สภ.บ้านนา ถ่ายทอดเทคนิคการขับขี่ปลอดภัย และการป้องกันอุบัติเหตุแก่เยาวชนอย่างเข้มข้น

บรรยากาศอบอวลด้วยพลังแห่งการมีส่วนร่วม ทั้งเจ้าหน้าที่ ครู และนักเรียน ต่างแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน “สวมหมวกก่อนขับ ปลอดภัยทุกเส้นทาง” ตอกย้ำวิสัยทัศน์กรมการขนส่งทางบก “องค์กรแห่งนวัตกรรม ดูแลการขนส่งทางถนนให้มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อชีวิตคนไทยทุกคน”


สถาบันพระปกเกล้า เปิดหลักสูตรนักบริหารวัฒนธรรมระดับชาติ ปลุกพลังทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ (27 ต.ค.68) ที่ห้องสัตมรามาธิราช สถาบันพระปกเกล้า สำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ จัดพิธีเปิดการศึกษาอบรมและปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงของชาติด้านการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในพื้นที่”

โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มอบหมายให้ อาจารย์วิทวัส ชัยภาคภูมิ ที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิดหลักสูตร ขณะที่ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ประธานมูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมากิบาล กล่าวรายงาน

ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า การจัดหลักสูตรครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างหลักสูตรการจัดการฝึกอบรมเทคนิคเชิงกลยุทธ์ ในการเสริมสร้างความเป็น “พลเมืองทางวัฒนธรรม” และพัฒนานักบริหารระดับสูงของชาติให้มีทักษะด้านการบริหารจัดการทางวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยและทิศทางสากล โดยมุ่งเน้นให้เกิด เครือข่ายนักบริหารทางวัฒนธรรม ที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประยุกต์ใช้เครื่องมือและแนวคิดทางวัฒนธรรมในการพัฒนาพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิด ชุมชนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ที่ยั่งยืน

ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทุนวัฒนธรรมสร้างชาติ” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งการบรรยายพิเศษโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทุนทางวัฒนธรรม และกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดย อาจารย์กู้เกียรติ ภูมิรัตน์

โอกาสนี้ นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ นางธนิษฐา สุขะวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ ได้ร่วมกล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่นักศึกษา

สำหรับหลักสูตรดังกล่าว มีเป้าหมายพัฒนา “นักบริหารระดับสูงของชาติ” ให้มีองค์ความรู้ด้านการจัดการทุนทางวัฒนธรรม เชื่อมโยงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ และสร้างเครือข่ายนักบริหารวัฒนธรรมทั่วประเทศ

หลักสูตรมีผู้เข้าร่วม 45 คน ใช้เวลาอบรมต่อเนื่อง 4 เดือน ประกอบด้วยการบรรยายเชิงลึก การศึกษาดูงานในประเทศ 3 ครั้ง และต่างประเทศ 1 ครั้ง พร้อมจัดทำโครงงานกลุ่มเชิงนโยบาย เพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมไทยสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ตำรวจนครบาลบุกกลางดึก! ทลายแก๊งค้ายานรกกลางชุมชนวัดเศวตฯ ยึดไอซ์ 50 กก. ล่าขยายผลถึงเครือข่ายใหญ่”

ภายใต้นโยบายเข้มของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มุ่งทลายเครือข่ายยาเสพติดให้สิ้นซาก สร้าง “ชุมชนสีขาวอย่างยั่งยืน” สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. ระดมปฏิบัติการกวาดล้างทั่วนครบาล

ล่าสุด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการให้ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.8 เปิดยุทธการเด็ดหัวขบวนการค้ายานรกในพื้นที่กรุง

เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา พ.ต.อ.โชติช่วง รัศมี ผกก.สส.บก.น.8 นำกำลังชุดสืบสวน บุกตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยภายใน ชุมชนวัดเศวตฉัตรวรวิหาร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน หลังสืบทราบว่าเป็นจุดพักยา ก่อนกระจายขายรายย่อยทั่วกรุงเทพฯ

ตำรวจเฝ้าติดตามพฤติกรรมจนพบรถต้องสงสัย โดยมี นายเพชรตรากรณ์ อายุ 36 ปี และ นายกรธวัช อายุ 54 ปี ขับเข้าพื้นที่ จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบของกลาง ยาไอซ์ 50 ถุง น้ำหนักรวมกว่า 50 กิโลกรัม พร้อมโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย เพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ก่อนคุมตัวส่งดำเนินคดีที่ บก.น.8

หลังการจับกุม ชุดสืบสวนเร่งขยายผลถึงต้นตอเครือข่าย พร้อมประสานสำนักงาน ป.ป.ส. ดำเนินการตามกฎหมายในข้อหา สมคบและฟอกเงิน รวมถึงตรวจยึดทรัพย์ตามมาตรการพิเศษ

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เปิดเผยว่า ผบ.ตร.กำชับให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะผู้ต้องหาใช้พื้นที่หลังวัดเป็นจุดซุกซ่อนยา ถือเป็นภัยโดยตรงต่อเยาวชนในชุมชน พร้อมสั่งขยายผล “เด็ดรากถอนโคน” เครือข่ายให้สิ้นซาก

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษก ตร. กล่าวเสริมว่า ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสการค้ายาในพื้นที่ สามารถแจ้งผ่าน สายด่วน 191 หรือ สถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อร่วมสร้างสังคมปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน

‘เสียวหมี่’ เปิดโรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ แห่งแรกที่อู่ฮั่น มูลค่าลงทุน 2.5 พันล้านหยวน ขยายอาณาจักรไกลกว่า ‘สมาร์ทโฟน–รถยนต์’ ชูเทคโนโลยีล้ำ ผลิตแอร์พรีเมียมได้ทุก 6.5 วิ

(29 ต.ค. 68) เสียวหมี่ (Xiaomi) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน เปิดโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะแห่งแรกที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการขยายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากเดิมที่เน้นเฉพาะสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า สู่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเต็มรูปแบบ

โรงงานแห่งใหม่นี้มุ่งเน้นผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ เป็นโรงงานขนาดใหญ่แห่งที่ 3 ของเสียวหมี่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 750 หมู่ หรือประมาณ 312.5 ไร่ ใช้งบลงทุนกว่า 2.5 พันล้านหยวน (ราว 1.28 หมื่นล้านบาท) และติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Digital Twin, ระบบตรวจสอบด้วย AI และระบบขนส่งทางอากาศอัตโนมัติ

เสียวหมี่เผยว่า โรงงานสามารถผลิตแอร์ระดับพรีเมียมได้ทุก 6.5 วินาที และจะมีกำลังการผลิตสูงสุดปีละกว่า 7 ล้านเครื่อง สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์รวมกว่า 14,000 ล้านหยวน (ราว 7.2 หมื่นล้านบาท)

สำหรับ การเปิดโรงงานใหม่นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาด “สมาร์ทโฮม” ในจีน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 756,000 ล้านหยวนในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มแตะเกือบ 800,000 ล้านหยวนในปีนี้ ขณะที่ยอดส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนโตขึ้นถึง 14.8% สะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศที่ยังขยายตัวไม่หยุด


 

‘เดชอิศม์’ กับ 5 ทางเลือกการเมือง ท่ามกลางสนามการเมืองภาคใต้กำลังเปลี่ยน ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่ง่าย – ‘กล้าธรรม’ ก็แน่น พปชร.–โอกาสใหม่–ตั้งพรรคเอง อาจเป็นทางออก

ทางเลือกของนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง

1.อยู่กับประชาธิปัตย์ต่อไป ไม่มีตำแหน่งอะไร อยู่เงียบๆ ขอจัดการเฉพาะคนของตัวเอง แต่ไม่ง่ายกับบริบทของประชาธิปัตย์เปลี่ยนไปแล้ว กลับไปสู่อุดมการณ์เดิมแล้ว

2.ไปอยู่กล้าธรรม ก็ไม่ง่ายกับการ์ดสูงของ สส. กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ที่เขาอยู่มาก่อน รวมถึงโบ้ท อนุกูล พฤษภานุศักดิ์ ที่ทำงานพื้นที่มานาน และยืนหยัดลงเขต ที่มีน้ำหอม สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาของนายกฯชายเป็น สส. อยู่ก่อนแล้ว

3.ไปตั้งต้นใหม่กับพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องเฟ้นหาตัวผู้สมัครใหม่ทั้งหมด แต่ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เขาก็เดินหน้าสรรหาผู้สมัครมาแล้วไม่น้อยทีเดียว

4.ไปพรรคโอกาสใหม่ ที่มีคณะของฉัตรชัย พรหมเลิศ กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอยู่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง

5.ตั้งพรรคขึ้นมาเอง เช่น ชื่อ 'พรรคทักษิณ' เน้นส่งผู้สมัคร 14 จังหวัดภาคใต้ 60 เขต สู้ในเขตที่สู้ได้ แต่ประเด็นคือ ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก สมมุติเขตละ 20 ล้าน ต้องใช้งบประมาณถึง 1200 ล้านบาท นายกฯชายจะรับได้ไหม ถ้ารับได้ก็เป็นอีก 1 ทางเดิน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top