Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

‘พีระพันธุ์’ จัดไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนคลับ ‘อภิสิทธิ์’ ดึง ‘ป้าจุรี’ ดาวติ๊กต๊อก เสริมทัพออนไลน์ สะท้อนทิศทางใหม่ของนักการเมืองไทย ลงมาสื่อสารผ่านโลกโซเชียลมีเดียเอง

(22 ต.ค. 68) ในยุคที่การสื่อสารก้าวข้ามจากยุคสื่อเก่าสู่ยุคสื่อใหม่ ทุกวงการต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่เพื่อรับมือกับยุคใหม่แห่งการสื่อสาร รวมถึงวงการการเมืองด้วย ที่เหล่านักการเมืองที่อยู่มานานแค่ไหนก็ต้องปรับตัว 

ล่าสุด ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ผู้ที่อยู่ในวงการการเมืองมาเกือบ 20 ปี ได้มาร่วมไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนคลับผ่านติ๊กต๊อก เพื่อเพิ่มการสื่อสารในโลกยุคสื่อใหม่ ผ่านการพูดคุยแบบชัดเจนตรงไปตรงมาอันเป็นเอกลักษณ์ของหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

หรือประชาธิปัตย์ที่หลังการปรับทัพใหม่โดยแม่ทัพหน้าเก่าคนดีคนเดิมอย่าง ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ก็ได้มีการแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคด้านการสื่อสารอย่าง ‘จุรี นุ่นแก้ว’ หรือป้าจุรี ดาวติ๊กต๊อกคนดังแดนด้ามขวาน สะท้อนภาพรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคสื่อใหม่ได้อย่างชัดเจน

ต่อไปเราจะเห็นภาพนักการเมือง วงการการเมือง ปรับตัวอย่างไรบ้าง ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูต่อไปในอนาคต

ผบ.ตร.ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล สั่งยกระดับการปราบปรามสแกมเมอร์ในกัมพูชา ใช้ยาแรงลุยกำจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทุกมิติ เพิ่มความเข้มสร้างวัคซีนไซเบอร์ป้องกันคนไทยตกเป็นเหยื่อ

วันนี้ (21 ตุลาคม 2568) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนแนวคิดในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ จากท่าทีของเกาหลีใต้ต่อกัมพูชา โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.), พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทางการประชุมระบบทางไกล

ผบ.ตร.มีข้อสั่งการในการเร่งรัดดำเนินการตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ในประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งต้องมีการทำงานควบคู่กันทั้งด้านอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งทั่วโลกให้ความสนใจและให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าว ในการสืบสวน ติดตาม จับกุม ขยายผล และประสานประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. ดำเนินการ

นอกจากนี้ ผบ.ตร.สั่งการให้ยกระดับวัคซีนไซเบอร์ สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกหลอกลวง โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน, ให้ติดตามจับกุมกรณีกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเพิกถอนสัญชาติของเครือข่าย “ก๊กอาน” ที่ถูกออกหมายจับ รวม 3 คน ขณะนี้มีการออกหมายจับและหมายแดงตามกระบวนการสากลแล้ว และให้ขับเคลื่อน Warroom IAC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ โดยเพิ่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมปฏิบัติงาน

ผบ.ตร.กล่าวถึงการใช้ยาแรงในการปราบปรามว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เคยละเลยกรณีดังกล่าว มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดำเนินการในการป้องกันปราบปราม และวิธีการทางการทูต โดยเฉพาะกัมพูชา ไทยนำข้อมูลจุดที่เชื่อว่าเป็นศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่งให้ทางกัมพูชาเพื่อขอความร่วมมือในการร่วมเปิดปฏิบัติการทลายศูนย์ดังกล่าว แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร แต่เราก็ยังเดินหน้ากดดันและขอร่วมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเห็นผลแล้ว อาทิ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้รับตัวผู้ต้องหาชาวไทยกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยแล้ว 3 รอบ รวม 219 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล โดยตำรวจไซเบอร์เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก

จากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยกระดับการขับเคลื่อนการปฏิบัติผ่าน ศปอส.ตร.ทุกระดับ โดยประสานการปฏิบัติร่วมกับศูนย์ประสานงาน (Warroom) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยและเส้นทางการเงินทันท่วงที (Real Time) สามารถระงับยับยั้งธุรกรรมต้องสงสัย พิสูจน์ทราบตัวตน และขยายผลไปสู่การจับกุมเครือข่ายผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่า “นักการเมืองไทย 7 ราย” มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ผบ.ตร.กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ยังไม่มีการร้องทุกข์หรือพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าตำรวจพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากมีพยานหลักฐานหรือการร้องทุกข์ตาม ป.วิอาญา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติ "ยุทธการทำลายล้างเครือข่ายยาเสพติด ถล่มจุดพัก ทุบคลัง ปิดเส้นลำเลียง" ทั่วประเทศ ยึดยาบ้า 33 ล้านเม็ด ไอซ์-คีตามีนอีกนับตัน พร้อมเร่งล่าตัวการระดับสั่งการ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ณ บช.ปส. โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล  เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด., พลโทณัฐศิษฐ์ คงชินศาสตร์ธิติ ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.และผู้บังคับบัญชา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการ “ต้องชนะยาเสพติด” ให้ได้อย่างเด็ดขาด

จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านการปราบปรามยาเสพติด โดยให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก และให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมสั่งการให้ “อัปเดต - อัปเกรด” การทำงานให้ทันต่ออาชญากรรมยุคใหม่ 

ภายใต้แผนยุทธการทำลายล้างเครือข่ายยาเสพติด ถล่มจุดพัก ทุบคลัง ปิดเส้นลำเลียง" ทั่วประเทศ   12 วัน (9–20 ต.ค.) ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมหน่วยงานความมั่นคง จับกุมผู้ต้องหา 16 ราย จาก 10 คดีสำคัญ ยึดของกลางยาบ้าได้กว่า 33.84 ล้านเม็ด, ไอซ์ 800 กิโลกรัม, คีตามีน 500 กิโลกรัม และทรัพย์สินอีกจำนวนมาก พร้อมเดินหน้าขยายผลตามยึดทรัพย์กลุ่มผู้บงการเครือข่าย โดยมีคดีสำคัญ  ที่สะท้อนถึงความเด็ดขาดในการสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ตั้งแต่ชายแดนจนถึงพื้นที่ชั้นใน ดังนี้


 
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จับกุมเครือข่ายสำคัญ 8 คดี 
1. บก.สกส. จับยกครัว! ยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ด ซุกในรถของเก่า
วันที่ 12 ต.ค. 68 บก.สกส., บก.ปส.3, ภ.6 และทหาร ร่วมจับ 4 ผู้ต้องหาเป็นเครือญาติ พ่อ แม่ ลูก และลูกสะใภ้ พร้อมของกลางยาบ้า 6,000,000 เม็ด ซุกในรถบรรทุกของเก่า  กลุ่มผู้ต้องหารับจ้างขนยาจาก อ.งาว จ.ลำปาง ปลายทาง จ.สุพรรณบุรี โดยใช้รถ 2 คัน พ่อแม่ขับนำ ลูกชายกับสะใภ้ขนยา ถูกจับได้ที่ปั๊ม อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ก่อนนำรถ X-ray พบยาบ้าซ่อนเต็มคัน เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ดำเนินคดี และขยายผลถึงผู้ว่าจ้างในเครือญาติ
2. บก.ปส.1 ทลายเครือข่าย “สงครามส่งด่วน” ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด, ไอซ์-คีตามีน รวมกว่า 1 ตัน 
ตำรวจ บก.ปส.1, บก.ขส. และ ขกท.ศปก.นสศ. บุกจับเครือข่ายค้ายา "สงครามส่งด่วน" ขยายผลจาก              คดีเก่า รวบผู้ต้องหาเพิ่ม 5 คน ยึดของกลางรวมมหาศาล เจ้าหน้าที่เดินหน้าขยายผล ล่าตัวผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เตรียมขอหมายจับขบวนการเบื้องหลังต่อไป
คดีที่ 1 (13 ต.ค. 68) จับ 4 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด พร้อมรถกระบะตู้ทึบ 2 คัน ที่ จ.สุพรรณบุรี และรถนำทางอีก 2 คัน ที่ จ.อุตรดิตถ์
คดีที่ 2 ขยายผลพบโกดังพักยา จ.เพชรบูรณ์ ตรวจยึดคีตามีน 500 กก. จับผู้ต้องหา 1 คน  พร้อมรถกระบะ 2 คัน
คดีที่ 3 ตรวจค้นโกดังอีกแห่งใน จ.เพชรบูรณ์ ใกล้จุดแรก 400 เมตร ยึดไอซ์ 500 กก. พร้อมรถกระบะ 1 คัน
3. บก.ปส.3 เดินหน้ากวาดล้างยาเสพติด 4 คดี ยึดของกลางกว่า 11.36 ล้านเม็ด ไอซ์ 300 กิโลกรัม
ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.2 บก.ปส.3 เดินหน้าลุยต่อเนื่อง ตรวจยึดยาเสพติดล็อตใหญ่จากหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ รวม 4 คดี และเดินหน้าขยายผล หาตัวผู้เกี่ยวข้องในทุกคดี มั่นใจเชื่อมโยงเครือข่ายใหญ่ข้ามชาติ พร้อมนำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมาย
คดีที่ 1 (8 ต.ค. 68) ตรวจยึดยาบ้า 4,000,000 เม็ด ซุกในกระสอบสีรุ้งริมถนนสายบายพาสเชียงราย–เชียงแสน อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย หลังแก๊งลำเลียงอาข่าทิ้งของหลบหนี
คดีที่ 2 (16 ต.ค. 68) จับ 2 ผู้ต้องหา ยึดไอซ์ 300 กก. ในรถยนต์มุ่งหน้าเข้าเมืองเชียงราย บริเวณถนนบายพาสเชียงราย–เชียงของ หลังขยายผลจากพื้นที่พักคอยบ้านสบเปา อ.พญาเม็งราย
คดีที่ 3 (16 ต.ค. 68) จับผู้ต้องหา 1 คน พร้อมรถบรรทุก 6 ล้อ ตรวจพบยาบ้า 5,000,000 เม็ด ซุกช่องลับบริเวณพื้นรถ ในปั๊มน้ำมัน อ.สารภี จ.เชียงใหม่
คดีที่ 4 (17 ต.ค. 68) ตรวจยึดยาบ้า 2,360,000 เม็ด ซุกในป่าริมถนนชนบทสายบ้านร้องอ้อ–บ้านต้นส้าน  ต.แม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ หลังกลุ่มวัยรุ่นมีพิรุธหลบหนี

กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) จับกุม 2 คดีซ้อน ยึดยาบ้า 6.48 ล้านเม็ด เครือข่าย “ไม้สั้นเชียงราย”
ตชด.327 บุกจับ 2 คดีใหญ่ ในรอบ 4 วัน ยึดยาบ้ารวม 6,480,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหา 4 คน และรถของกลาง 2 คัน ทั้งสองคดีเชื่อมโยงเครือข่ายค้ายารายใหญ่ “ไม้สั้นเชียงราย” เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลลากตัวผู้บงการมาดำเนินคดีต่อไป
คดีแรก (13 ต.ค. 68) สกัดรถกระบะต้องสงสัย พร้อมผู้ต้องหา 2 คน บนถนนสายแม่จัน–เชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พบยาบ้า 2,080,000 เม็ด
คดีที่สอง (17 ต.ค. 68) ขยายผลตามจับผู้ต้องหา 2 คน ได้อีกบนถนนเชียงแสน–เมืองเชียงราย พบยาบ้าอีก 4,400,000 เม็ด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการวาง “กลไกเชิงระบบ” ที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อใช้เป็นแนวทางถาวรในการต่อสู้กับอาชญากรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยยาเสพติด อาชญากรรม
ข้ามชาติ หรือรูปแบบอาชญากรรมยุคใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น  และกล่าวแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ร่วมกันปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท กล้าหาญ และไม่หวั่นไหว แม้ต้องเสี่ยงชีวิต เพื่อขจัดภัยร้ายที่คุกคามความมั่นคงของชาติ และเพื่อรักษาความสงบสุขของสังคมไทยโดยรวม  และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายประสบความสำเร็จในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย พร้อมทั้งปลอดภัยในการปฏิบัติงานทุกขั้นตอน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  ผบ.ตร. กล่าวแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่า ผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและยึดของกลางจำนวนมาก ถือเป็นผลงานที่สะท้อนถึง
ความตั้งใจจริงของเจ้าหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา  รอง ผบ.ตร. / ผอ.ศอ.ปส.ตร. กล่าวว่า “ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศอ.ปส.ตร. เดินหน้าเชิงรุกในทุกมิติ ปิดล้อม ตรวจค้น สืบสวน ขยายผล ปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและนอกประเทศ พร้อมยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง 
เพื่อทำลายโครงสร้างทางการเงินของขบวนการอย่างเด็ดขาด ยืนยัน! เราจะไม่ปล่อยให้ ‘ยานรก’ มาทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้อีกต่อไป!”
 


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้  ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา ให้ห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อสังคมปลอดภัยและอนาคตรุ่นใหม่ที่มั่นคง  หากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วนยาเสพติด 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน
 

วันปิยมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES 

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สร้างความเศร้าโศกแก่ประชาชนและชาติไทยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงครองราชสมบัตินาน 42 ปี และทรงพระชนมายุ 58 พรรษา

พระองค์ทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาศิลปวิทยาและวิชาต่างๆ ตั้งแต่โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ มวยปล้ำ กระบี่กระบอง และวิศวกรรม เพื่อเตรียมรับราชสมบัติ

ก่อนจะบรรลุนิติภาวะ พระองค์ได้เสด็จประพาสต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ชวา และอินเดีย เพื่อทอดพระเนตรระบบการปกครองของชาวยุโรป เพื่อนำมาปรับใช้กับการบริหารราชการไทยให้เหมาะสมยิ่งขึ้น หลังทรงบรรลุนิติภาวะจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

รัชสมัยของพระองค์เต็มไปด้วยการพัฒนาและสวัสดิการต่อประชาชน เช่น การไฟฟ้า ไปรษณีย์ โทรเลข และโทรศัพท์ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้แก่ประชาชน ทวยราษฎร์จึงถวายพระนามว่า “พระปิยมหาราช” และกำหนดทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

 

'แม่ค้าออนไลน์' ตัวท็อปของไทย จากสองสำนักไลฟ์คอมเมิร์ซ ยอดขายร้อยล้านเหมือนกัน แต่มีสไตล์ต่างกันชัดเจน

ในยุคที่ “ไลฟ์คอมเมิร์ซ” กลายเป็นห้องทดลองยอดขายแบบเรียลไทม์ สองชื่อที่ขึ้นชั้นตัวท็อปของไทยคือ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” และ “พิมรี่พาย” ทั้งคู่สร้างมูลค่าการขายระดับแตะร้อยล้าน แต่สไตล์และเครื่องมือที่ใช้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนกันตรงไหน

 

• เอนเตอร์เทนก่อน ค่อยขาย: ไลฟ์คือโชว์—เสียงดัง จังหวะเร็ว ยิงโปรแรง สร้างความขาดแคลน และอ่านคอมเมนต์สดเพื่อเร่งการตัดสินใจ

• หลังบ้านเป็นระบบ: ทีมแอดมิน–ออเดอร์–คลัง–ขนส่ง ทำงานทันรอบบิล ไม่อย่างนั้น “ไวรัลก็แปลงเป็นรายได้จริงไม่ได้”

• ซื้อเพราะคน ไม่ใช่แค่เพราะของ: ทั้งคู่เล่าเรื่องตัวเองต่อเนื่อง จนผู้ชมรู้สึก “คบหา” มากกว่า “พบเจอครั้งเดียว”

ต่างกันอย่างไร (แก่นสไตล์)

ฝั่ง “เจนนี่”: สปีดจัด มาราธอน ไลฟ์แบบเทศกาล

• จังหวะ: เปิดยาวเป็นเซสชันมาราธอน สลับแบรนด์เร็ว ปิดดีลไว เน้น “ปักหมุด–ดันตะกร้า” ให้เห็นออเดอร์พุ่งต่อหน้า

• ตัวเลขไวรัล: มีเคสวันเดียวแตะ ~126 ล้านบาท จากรันไลฟ์ต่อเนื่อง และเคสร่วมไลฟ์กับ “อั้ม พัชราภา” รายงานว่ายอด ~60 ล้านบาทใน 10 นาที คนดูทะลุ ~1.1 ล้าน ขณะไลฟ์ (ตัวเลขจากสื่อหลัก)

• ข้อสังเกตสำคัญ: กระแส “ยอดร้อยล้าน” ถูกตั้งคำถามในแวดวงโซเชียลเรื่องนิยามยอด–การนับ–การยกเลิกออเดอร์ภายหลัง จึงควรอ่านตัวเลขคู่กับบริบทแพลตฟอร์มเสมอ

ฝั่ง “พิมรี่พาย”: คาแรกเตอร์จัด เล่าเรื่องเก่ง สร้างคอมมูนิตี้ยาว

• จังหวะ: โทนตรง–แรง–ขำ (แต่คุมฟีล “จริงใจ”) ผสม Storytelling และกิจกรรมเพื่อสังคมให้คนดู “เชียร์คนขาย” ไปพร้อมกับ “เชียร์สินค้า”

• ตัวเลขไวรัลในอดีต–ปัจจุบัน: เคส “กล่องสุ่ม” เคยมีรายงานว่าปิดยอด ~100 ล้านบาทใน ~10 นาที และในแคมเปญใหญ่ 9.9 ปี 2024 รายงานยอด ~34 ล้านบาทใน <2 ชั่วโมง—สะท้อนศักยภาพการปิดดีลเร็วจากฐานแฟนหนาแน่น

• ทุนทางภาพลักษณ์: งานกุศลและการสื่อสารด้าน “การให้” ทำให้ภาพตัวตนของพิมรี่พายถูกอ่านว่าเป็นผู้ให้/ผู้นำ ซึ่งส่งผลกับความน่าเชื่อถือเชิงแบรนด์

เมนูเครื่องมือที่ใช้บ่อย (และแตกต่าง)

• ฝั่งเจนนี่: ดีลสดหน้างาน–ต่อรองราคาในไลฟ์, ยิงของฮอตสลับเร็ว, เล่นสัญญาณ “ดันตะกร้าให้ 999+”, คอลแลบคนดังเพื่อสาดทราฟฟิกระยะสั้น

• ฝั่งพิมรี่พาย: คุมสคริปต์การเล่าเรื่อง, แทรกคอนเทนต์เพื่อสังคม, ขยายพอร์ตสินค้าหลากหลายตั้งแต่บิวตี้จนถึงแคมเปญพิเศษ/ไอเท็มมูลค่าสูง—ใช้คอมมูนิตี้เป็นตัวคูณการซื้อซ้ำ

ความเสี่ยงที่ต้องรู้

• เจนนี่: พึ่งพา “โมเมนตัมไวรัล + มาราธอน” สูง—เสี่ยงความล้าและช็อกโหลดฝั่งปฏิบัติการ หากหลังบ้านไม่หนาพอ

• พิมรี่พาย: คาแรกเตอร์แรงและการคาดหวังสาธารณะสูง—ดราม่าแต่ละครั้งกระทบทุนทางสังคม ต้องบริหารความเสี่ยงสื่อสารอย่างมืออาชีพ

แล้วแบรนด์ควรเลือกใคร—เมื่อไหร่?

• ต้องการ “ยอดระยะสั้นแบบสาดไฟ” บนแพลตฟอร์มไวอย่าง TikTok (เปิดตัว–ระบายสต็อก–เทสต์ตลาด): เอนฝั่ง “เจนนี่”—สปีดคืออาวุธ, โชว์แรง, ดึงคนดูใหม่ไว

• ต้องการ “แบรนด์ดิ้งระยะยาว” ที่ผูกความรู้สึก–คอมมูนิตี้ และเล่าเรื่องได้ลึก: เอนฝั่ง “พิมรี่พาย”—ทุนทางอารมณ์และความเชื่อใจคือแต้มต่อ

 

เช็กลิสต์ 7 ข้อ สำหรับทีมการตลาดที่อยาก “ยืมท่า”

1. 1) วางจังหวะไลฟ์: เปิดแบบบล็อกสั้น (ปิดดีลไว) สลับบล็อกยาว (เล่าเรื่อง/รีวิวลึก)

2. 2) ทำสินค้าหลัก–รอง: ปักหมุดตัวฮีโร่ดึงคน แล้วต่อด้วยตัวกำไร

3. 3) เตรียมสคริปต์ทางเลือก 2–3 แบบ: หากคอมเมนต์ไปทางไหน—มีมุก/โปร/รีวิวสำรอง

4. 4) ลงทุนหลังบ้าน: SLA ตอบแชต, แพ็ก, ส่ง, คืนเงิน—ให้เร็วเท่าจังหวะที่ขาย

5. 5) ใช้คอมมูนิตี้ให้เป็น: เปิดกรุเรื่องราวคนทำแบรนด์/ลูกค้า ให้แฟนมีส่วนร่วมในไลฟ์

6. 6) ตั้งเกจวัดผล 2 ชั้น: ยอดสั่ง+รับของจริง (ลดการยกเลิกหลังไลฟ์) และ LTV/ซื้อซ้ำ

7. 7) จัดการรีพุตเทชัน: เตรียม Playbook ดราม่า—ใครพูด, พูดอะไร, เมื่อไหร่, บนแพลตฟอร์มใด

 

เชิงอ้างอิง/กรณีศึกษาเด่น

• รายงานไลฟ์เจนนี่วันเดียวแตะ ~126 ล้านบาท (สื่อกระแสหลัก)

• เคสคอลแลบ “อั้ม พัชราภา” ยอด ~60 ล้านใน 10 นาที คนดูเกิน ~1.1 ล้าน (สื่อธุรกิจ)

• มุมมองตรวจทาน “ยอดจริงหรือจกตา” ในกระแสเจนนี่ (สำนักวิเคราะห์โซเชียล)

• เคส “กล่องสุ่ม” พิมรี่พายแตะ ~100 ล้านใน ~10 นาที (ข่าวบันเทิง/สังคม)

• แคมเปญ 9.9/2024 พิมรี่พายทำยอด ~34 ล้านใน <2 ชม. (สื่อสิ่งพิมพ์รายวัน)

(สุรินทร์) มทบ.25 ร่วมงานวันพยาบาลแห่งชาติ วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ วันอาสาสมัครไทย และวันรักต้นไม้แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2568

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ห้องประชุมกุญชรศุภศรี ชั้น 9 อาคาร 100 ปี การสาธารณสุขไทย โรงพยาบาลสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ไชยนคร  กิจคณะ ผู้บัญชาการมณพลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้  พันเอก อัครสิทธิ์ ปะกิระตา รอง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25(1) ร่วมงานวันพยาบาลแห่งชาติ วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ วันอาสาสมัครไทย และวันรักต้นไม้แห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์ ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในฐานะที่พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวิชาชีพการพยาบาลและทุกวิชาชีพ รวมทั้งให้ผู้ประกอบวิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ตระหนักและสำนึกในหน้าที่ เยี่ยงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติเสมอมา และยังเป็นการเดินตามรอยพระบาทในการสร้างสรรค์สุขภาพดีถ้วนหน้าให้แก่ประชาชน ให้เป็นศูนย์รวมความสามัคคีของประชาชนตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดสุรินทร์ โดยมี นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีฯ มี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรม ซึ่งกิจกรรม ประกอบด้วย พิธีสงฆ์ พิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี การกล่าวคำอาศิรวาทราชสดุดีโดยประธานในพิธี พิธีมอบเกียรติบัตร พยาบาลดีเด่น และทันตบุคลากรทรงคุณค่า จังหวัดสุรินทร์ ประจำปี 2568 รวม 40 ราย การร่วมร้องเพลงมาร์ชพยาบาล และบันทึกภาพร่วมกัน และเหล่าพยาบาลร่วมยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลกันอย่างชื่นมื่น นายแพทย์ยุทธนา วรรณโพธิ์กลาง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนงานพยาบาลของจังหวัดสุรินทร์ จะเพิ่มศักยภาพในการดูแลพี่น้องประชาชน ในเรื่องที่สำคัญคือเรื่องคุณภาพการพยาบาล คุณภาพการให้บริการหรือความสัมพันธ์ที่ดี ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขด้าน Care D+ ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ด้วยมาตรฐานและการบริการที่ดี ด้วยการร่วมมือกันของพยาบาลทุกหน่วยบริการ  ด้านนายแพทย์ชวมัย สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ กล่าวด้วยว่า จังหวัดสุรินทร์มีพีๆ น้อง ๆ พยาบาลในการกำกับดูแลนับพันคน ผ่านเครือข่ายจากโรงพยาบาลต่าง ๆ อาทิโรงพยาบาลศีขรภูมิ โรงพยาบาลปราสาท ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลชุมชนอีกหลายแห่ง ที่มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยทุกระดับ ซึ่งจังหวัดสุรินทร์สามารถดูแลผู้ป่วยในระดับซับซ้อนที่ไม่ต้องส่งต่อไปที่อื่นได้แล้ว ซึ่งโรงพยาบาลสุรินทร์พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการทำงานตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์อย่างเต็มที่ต่อไป นอกจากนี้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ยังได้ฝากถึงพี่น้องพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ว่า ที่ผ่านมาทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยภาวะที่หนัก เหนื่อย เครียด เสียสละทั้งส่วนรวมและส่วนตัว ในการทำงานเพื่อประชาชน จึงพร้อมที่จะให้กำลังใจและช่วยเหลือในทุก ๆ ทาง ทั้งความก้าวหน้า ความเป็นอยู่ และสุขภาวะทั้งพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน 

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์ในการบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1 ได้แก่ กองพันทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองพันรักษาฝั่งที่ 12 กรมรักษาฝั่งที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยกองเรือยุทธการ และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์การตรวจเยี่ยมครั้งนี้จัดขึ้นที่บริเวณหน้า กองร้อยต่อสู้อากาศยานที่ 2 กองพันต่อสู้อากาศยานที่ 21 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 2 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง

โดยผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้กล่าวว่า “การช่วยเหลือประชาชนในยามที่เกิดภัยพิบัติเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติได้อย่างทันท่วงที กำลังพลและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานทุกเมื่อ เพราะภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 1 มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ” ได้เน้นย้ำให้กำลังพลและหน่วยบรรเทาสาธารณภัย (นบภ.) ตรวจสอบและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ให้พร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมให้การต้อนรับ ฮาบีบ อูมัร อิบนีมูฮำหมัด ผู้นำจิตวิญญาณมุสลิมโลก เยือนอาเซียนและประเทศไทย พร้อม ลงพื้นที่ จชต.

ผู้สื่อข่าวรายงาน (วานนี้) วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมอัลมีรอช กรุงเทพมหานคร  พลโท นรธิป โพยนอกแม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ร่วมให้การต้อนรับ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสาย จากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33  ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และคณะ ในโอกาสมายืนประเทศไทย ในฐานะแขกของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามและนำคณะ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33  ผู้นำจิตวิญญาณของ  พี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน  

ในการนี้ได้เข้าเยี่ยมนาย อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรีและพบปะผู้นำศาสนาอิสลาม ประจำสำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำกิจการ
ด้านศาสนาอิสลามในประเทศไทย เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านศาสนาอิสลามร่วมกัน


ทั้งนี้ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัด แห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และ โดยคณะมีหมายกำหนดการ เยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในระหว่างวันที่ 21 -23 ตุลาคม 2568  ซึ่งการมาเยือนของผู้นำศาสนาระดับโลก จะเป็นผลดีต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในมิติการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่จะได้ทำความเข้าใจในหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง ผ่านผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ที่ทุกคนยอมรับและเคารพนับถือ

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดการฝึกทบทวนผู้ปฏิบัติหน้าที่ครูฝึก ให้มีความพร้อมการอบรมและดูแลทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68

วันอังคารที่ 21 ต.ค.68 น.อ.ทิวา  อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทบทวนผู้ปฏิบัติหน้าที่ครูฝึก โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา และครูฝึก จำนวนทั้งสิ้น 240 นาย เข้าร่วมพิธีฯ ณ อาคารฝึกอบรมรวม ศฝท.ยศ.ทร. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ และเพิ่มประสบการณ์ ให้ครูฝึกสามารถดูแล และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 ที่จะมารายงานตัวและฝึกอบรมระหว่างวันที่ 1 พ.ย.68 - 1 ม.ค.69 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหัวข้อการฝึกอบรมประกอบด้วย 

         - วิชาทหารราบบุคคลท่ามือเปล่า ท่าอาวุธ ตามคู่มือแบบฝึกพระราชทานโรงเรียนทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
         - การกู้ฟื้นคืนชีพ (CPR)
         - บรรยายเรื่องโรคลมร้อน (Heat Stroke)
         - แนวทางการดูแล กำลังพล ที่มีปัญหา ด้านสุขภาพจิตและมีประวัติการใช้สารเสพติด
         - บรรยายเรื่องการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ทั้งนี้ การฝึกทบทวนจะเน้นหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการรับทหารใหม่ ตลอดจนหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของทหารใหม่ในระหว่างการฝึกอบรม 

โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการเน้นย้ำครูฝึกทุกนายให้คำนึงอยู่เสมอในการดูแลทหารใหม่ทุกนาย เสมือนน้องเล็กของกองทัพเรือ

 

ไตรมาส 2/2568 บันเทิงไทย MONO, Workpoint พลิกกลับมีกำไรเล็กน้อย Amarin, MCOT ยังเจอแรงกดหนัก ไอดอล-อีเว้นท์-โรงหนัง ช่วยพยุงภาพรวม

ไตรมาส 2/2568 ของกลุ่มบันเทิงไทยสะท้อนสองโลกที่แตกต่างชัดเจน: รายได้โฆษณาทีวีดิจิทัลยังถูกกดดัน ขณะที่ธุรกิจที่พึ่ง “แฟนตัวจริง” และทราฟฟิกหน้างาน—ตั้งแต่ Idol Marketing, คอนเสิร์ต/อีเวนต์ ไปจนถึงสื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) และโรงภาพยนตร์—ยังเดินหน้าได้ดี ทำให้หลายบริษัท “เอาตัวรอด” ด้วยพอร์ตที่หลากหลายมากขึ้น แต่อีกด้าน บางบริษัทที่ยังพึ่งรายได้โฆษณาทีวีสูงต้องเผชิญแรงต้านต่อเนื่อง

 

ONEE (The One Enterprise) – เด่นจาก Idol Marketing – ONEE พลิกมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2568 ที่ 86.61 ล้านบาท จากรายได้รวม 1,789.33 ล้านบาท โดยแรงขับหลักมาจากกลุ่ม Idol Marketing (Artist Mgmt./คอนเสิร์ต/อีเวนต์/สินค้าเมอร์ชันไดร์) ที่เติบโตโดดเด่น ชดเชยสื่อทีวีที่ชะลอได้ดีขึ้น ถือเป็นสัญญาณว่าพอร์ตที่ “พึ่งแฟน” ให้ความยืดหยุ่นกว่าในภาวะโฆษณาทีวีซบเซา

PLANB (สื่อ OOH) – รายได้–กำไรขยับต่อเนื่อง – PLANB โชว์รายได้ไตรมาส 2 ราว 2,252 ล้านบาท (≈2.25 พันล้านบาท) และกำไรสุทธิราว 270 ล้านบาท โตเล็กน้อย YoY พร้อมฐานะการเงินแข็งแรงจากกระแสเงินสดอิสระ การผนึกกับ VGI และการขยายสินทรัพย์สื่อช่วยหนุนครึ่งปีหลัง ยังมีแรงเสริมจากไฮซีซันและโครงการ Hello LED ที่เริ่มรับรู้

MAJOR (โรงภาพยนตร์) – กำไรยังมี แต่ฐานสูงปีก่อนกด YoY – กำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่แถว 124–125 ล้านบาท ลดลง YoY จากฐานภาพยนตร์ฮิตปีก่อน แต่ยังสะท้อนการฟื้นตัวตามไลน์อัปหนังและการคุมต้นทุน หากครึ่งหลังมีหนังบิ๊กฟอร์มต่อเนื่อง อาจเห็นแรงส่งกลับมาได้มากขึ้น

BEC (ช่อง 3) – ยังอยู่ในโหมดระมัดระวัง – กำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ประมาณ 20.9 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรก 2568 มีกำไรสุทธิราว 64 ล้านบาท รายได้จากทีวีและคอนเทนต์ยังผันผวนตามเม็ดเงินโฆษณา จึงต้องพึ่งระเบียบวินัยค่าใช้จ่าย และการต่อยอดลิขสิทธิ์ต่างประเทศมากขึ้น

MONO (Mono Next) – กลับมากำไร – ไตรมาส 2 พลิกมีกำไรสุทธิราว 15.6 ล้านบาท (เพิ่ม 78% QoQ) จากการบริหารต้นทุนดีขึ้น และพอร์ตคอนเทนต์ที่รัดกุมขึ้น ทำให้โมเมนตัมฝั่งทีวีและแพลตฟอร์มดีขึ้น แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมทีวียังท้าทาย

WORK (Workpoint) – กำไรเล็กแต่เริ่มทรงตัว – กำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ 20.71 ล้านบาท รายได้ราว 526.65 ล้านบาท แม้ยังมีผลจากค่าใช้จ่ายพิเศษในการปรับโครงสร้างองค์กร แต่รายได้จากคอนเสิร์ต/ละครเวทีช่วยพยุงภาพรวม เริ่มเห็นสัญญาณทรงตัวมากขึ้น

GRAMMY (จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่) – ยังขาดทุนเล็กน้อย – ไตรมาส 2 ขาดทุนสุทธิประมาณ 2.36 ล้านบาท จากสภาพแวดล้อมโฆษณาและรายได้บางเซกเมนต์ที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ทำให้ต้องเร่งหมุนพอร์ตไปกิจกรรมสร้างรายได้กับแฟน (แฟนมีต–คอนเสิร์ต–เมอร์ช์) มากขึ้น

RS (RS Group) – พลิกกลับมากำไร – RS รายงานไตรมาส 2 พลิกมีกำไรสุทธิประมาณ 13.8 ล้านบาท สะท้อนการเร่งรีบเชิงพอร์ตและคุมค่าใช้จ่าย ควบคู่การเดินหน้าธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์เชิงแฟนเบสและคอมเมิร์ซที่คัดสินค้ากำไรดีกว่า

AMARIN – ขาดทุนจากโฆษณาทีวีและออนไลน์อ่อนตัว – งบรวมไตรมาส 2 ขาดทุนสุทธิประมาณ 44.7 ล้านบาท (ครึ่งปีแรกขาดทุนประมาณ 83.9 ล้านบาท) โดยบริษัทชี้ว่ารายได้โฆษณาทีวีดิจิทัล–ออนไลน์ที่ลดลงเป็นแรงกดหลัก พร้อมต้นทุนอีเวนต์ที่สูงขึ้นในบางรายการ

MCOT (อสมท) – ยังขาดทุนต่อ – ไตรมาส 2 ขาดทุนสุทธิประมาณ 63.3 ล้านบาท และครึ่งปีแรกขาดทุนประมาณ 147 ล้านบาท สอดคล้องกับทิศทางทีวีที่ซบเซา แม้ธุรกิจดิจิทัลและธุรกิจใหม่เริ่มเติบโตแต่ยังชดเชยไม่พอ จำเป็นต้องเดินหน้าทรานส์ฟอร์มรายได้ต่อเนื่อง

JKN – ยังไม่ส่งงบล่าสุด และอยู่ในสถานะ “เข้าข่ายเพิกถอน” – ณ เดือนตุลาคม 2568 JKN ยัง “Suspend” การซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์ และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน” เนื่องจากไม่นำส่งงบการเงินตามกำหนด พร้อมอยู่ระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการ/จัดทำ Special Audit

 

ภาพรวมเชิงกลยุทธ์: สิ่งที่ (ยัง) เวิร์ก และสิ่งที่ต้องระวัง

• Diversification ชนะเม็ดเงินโฆษณาทีวีที่ชะลอ – โมเดลที่พึ่ง “แฟน” และทรัพย์สินสื่อจริง (Idol/คอนเสิร์ต/OOH/โรงหนัง) ทำให้ ONEE–PLANB–MAJOR ไปได้ ขณะที่บริษัทที่พึ่ง TV Adex สูงยังเสี่ยงต่อ วัฏจักรเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ผันผวน

• ต้นทุนคือคีย์ – MONO และ WORK แสดงให้เห็นว่า “คุมค่าใช้จ่าย” และปรับโครงสร้างช่วยพากลับสู่กำไรได้ แม้รายได้ยังไม่ฟื้นแรง

• บริษัทที่ยังพึ่งทีวี/ออนไลน์แอด – AMARIN และ MCOT ยังถูกกดด้วยรายได้โฆษณาที่อ่อน ทำให้ผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง จำเป็นต้องเร่งขยายแหล่งรายได้ใหม่

• เคสพิเศษ (JKN) – ความไม่แน่นอนเชิงกำกับและการเงินสูงจากการไม่ส่งงบ/ฟื้นฟู ควรติดตามความคืบหน้ากับหน่วยงานกำกับใกล้ชิดก่อนสรุปมุมมองการดำเนินงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top