Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

Harry Maguire จากตัวตลกแห่งโลกออนไลน์ สู่ฮีโร่แห่งเกียรติยศ สร้างความภูมิใจ แก่แฟนปีศาจแดงทั้งโลก

(21 ต.ค. 68) ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยสามารถถูกขยายและส่งต่อด้วยความเร็วแสง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (Harry Maguire) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปรากฏการณ์นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วงเวลาหนึ่ง ชื่อของเขาไม่ได้ถูกกล่าวถึงในฐานะกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก หรือเสาหลักของทีมชาติอังกฤษ แต่กลับกลายเป็น 'มีม' และเป้าของการล้อเลียนในโลกออนไลน์อย่างโหดร้ายทารุณ

ยุคมืด: เมื่อคำวิจารณ์กลายเป็นการด้อยค่าและนำไปสู่เสียงหัวเราะ

นับตั้งแต่ย้ายมาสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2019 ด้วยค่าตัวสถิติโลกสำหรับกองหลัง อาชีพของแม็กไกวร์ก็ถูกฉาบด้วยแรงกดดันมหาศาล ความผิดพลาดในสนามถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดและกลายเป็นการผลิตซ้ำในโลกโซเชียล มีมที่ล้อเลียนการเคลื่อนไหวที่ดูเชื่องช้า การสกัดที่ผิดพลาด หรือการทำเข้าประตูตัวเอง ได้สร้างภาพลักษณ์ของเขาให้เป็น 'ตัวตลก' แห่งวงการลูกหนัง คำวิจารณ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลงานในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัว ความกดดันเหล่านี้หนักหนาและบดขยี้เขาจนคนภายนอกแทบจะจินตนาการไม่ออกว่าเขาต้องเผชิญกับมันอย่างไรในแต่ละวัน ถึงแม้จะถูกปลดจากตำแหน่งกัปตันทีมและตกเป็นตัวเลือกสำรองในช่วงฤดูร้อนปี 2023 แต่ท่ามกลางความพ่ายแพ้และเสียงเยาะเย้ย สิ่งหนึ่งที่แม็กไกวร์ไม่เคยทำคือ การถอดใจยอมแพ้

แสงสว่าง: การกลับมาที่เงียบงันแต่ทรงพลัง

ในช่วงที่หลายคนคาดการณ์ว่าเขาจะย้ายทีมและจบอาชีพในโอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างน่าผิดหวัง แม็กไกวร์กลับเลือกที่จะก้มหน้าทำงานหนักอย่างเงียบ ๆ เขาปฏิเสธโอกาสย้ายทีมที่สามารถทำให้เขาหลีกหนีจากแรงกดดัน และเลือกที่จะเชิดหน้าต่อสู้เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองในทีมที่เขารักต่อไป การบาดเจ็บของเพื่อนร่วมทีมเปิดประตูให้เขาได้กลับมายืนในแนวรับอีกครั้ง และนี่คือจุดเปลี่ยนที่น่าประทับใจที่สุด เขาไม่ได้กลับมาพร้อมคำพูดที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีการโพสต์อะไรลงโซเชียลมีเดียให้เยิ่นเย้อ แต่แม็กไกวร์กลับมาพร้อมกับผลงานที่ยอดเยี่ยมในสนาม 

ทันใดนั้น โลกฟุตบอลก็เริ่มเห็นแฮร์รี่ แม็กไกวร์คนเดิม—กองหลังที่แข็งแกร่งในการดวลตัวต่อตัว แม่นยำในการจ่ายบอลขึ้นหน้า ทรงพลังในการเล่นลูกกลางอากาศ และเมื่อไหร่ที่ทีมต้องการประตูในเวลาวิกฤต เขาจะอยู่ตรงนั้นเสมอที่หน้าปากประตูคู่แข่งเพื่อเป็นเป้าหมายแห่งความหวังที่เพื่อนร่วมทีมจะเปิดบอลเข้าไปให้เขาเสมอ  แม็กไกวร์แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่หายไปนาน การอ่านเกมที่เฉียบขาด และความทุ่มเทที่ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก ในเดือนพฤศจิกายน 2023  และเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่านมาถึงยุคของกุนซือปีศาจแดงคนปัจจุบันอย่าง รูเบน อโมริม แม็กไกวร์มักจะถูกส่งลงสนามในช่วงเวลาสำคัญๆเสมอ ไม่ว่าจะในบทบาทตัวจริงหรือตัวสำรอง นี่ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันอย่างเป็นทางการถึงการกลับมาสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดในอาชีพของเขาอีกครั้ง 

จากกำแพงแนวรับ สู่ฮีโร่ผู้โหม่งประตูชัย 'ศึกแดงเดือด'

หากยังมีใครกังขาในสปิริตและความสามารถของเขา การแข่งขัน 'แดงเดือด' นัดล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาหมาดๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเยือนลิเวอร์พูลถึงแอนฟิลด์ และสามารถคว้าชัยชนะได้ 2-1 คือบทพิสูจน์ที่ไม่มีข้อกังขาถึงคุณค่าในตัวตนของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ผู้สวมบทบาทเป็นมากกว่ากองหลังในเกมนี้ และนี่คือผลงานอันโดดเด่นของเขาจากแมตช์แห่งศักดิ์ศรีและเกียรติยศนี้

1. ผู้นำในแนวรับ: ตลอดทั้งเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ดถูกบีบให้ตั้งรับอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลัง แม็กไกวร์คือผู้ที่ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงที่สุด เขาเข้าสกัดได้เด็ดขาด จัดการกับลูกครอสอันตรายด้วยความมั่นใจ และมีการอ่านเกมล่วงหน้าที่ยอดเยี่ยม การป้องกันของเขาคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระทั่งในจังหวะที่ ลิเวอร์พูลยิงชนเสาชนคานถึงสามครั้ง

2. ผู้ทำประตูชัย: ในนาทีที่ 84 หลังลิเวอร์พูลตีเสมอได้สำเร็จ ความกดดันถาโถมเข้าใส่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทีมเยือนอีกครั้ง แต่แล้วความพยายามของแม็กไกวร์ก็ได้รับรางวัลสูงสุด เมื่อลูกครอสอันชาญฉลาดจาก บรูโน แฟร์นันด์ส ลอยเข้ามาในกรอบเขตโทษ และเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่พุ่งตัวโหม่งด้วยพละกำลังและความเด็ดขาด ลูกพุ่งเสียบมุมเป็นประตูชัย 2-1 ที่สำคัญที่สุดในฤดูกาลนี้ ประตูนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นการยุติสถิติอันยาวนานถึง 10 ปี ที่แมนฯ ยูไนเต็ดไม่สามารถบุกมาชนะในเกมลีกที่แอนฟิลด์ได้

การพิสูจน์ตัวตน คุณค่าของความพยายามและการไม่ยอมแพ้ “ครั้งแล้วครั้งเล่า”

ประตูชัยของแม็กไกวร์ในเกมใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่า 'ตัวตลก' ในโลกออนไลน์ได้หายไปแล้ว และแทนที่ด้วย 'ฮีโร่' ที่กล้าหาญและไม่เคยยอมก้มหัวให้แก่คำดูถูกใด ๆ

บทเรียนแห่งความอดทน

เส้นทางของแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลที่กลับมาทำผลงานได้ดีหลังจากฟอร์มตก แต่มันคือเรื่องราวที่ทรงคุณค่าและน่าประทับใจยิ่งกว่านั้น มันคือบทพิสูจน์ของ ความทรหดอดทนทางจิตใจ (Mental Fortitude) ในยุคที่คนส่วนใหญ่จะเลือกหลีกหนีหรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่แม็กไกวร์กลับเลือกอีกเส้นทางหนึ่งที่ยากลำบากและท้าทายความเป็นลูกผู้ชายมากกว่า นั่นคือการก้มหน้าทำงานหนักเพื่อปรับปรุงตัวเอง แบกรับทุกความกดดันและเสียงเยาะเย้ยถากถางจากคนทั้งโลกและเปลี่ยนมันให้เป็นพลังส่งตัวเองสู่ความสำเร็จไม่ใช่แค่ของตัวเอง แต่ของทั้งทีมและทั้งสโมสร 

แม้ในเวลาที่เสียงก่นด่าและดูถูกจะประดังเข้าหาจากทุกสารทิศแต่แม็กไกวร์ก็ไม่เคยตอบโต้ด้วยคำพูดใด ทุกคำที่กล่าวถึงสโมสร โค้ช เพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล (ที่ด้อยค่าเขาอย่างหนัก) มีแต่ถ้อยคำที่ให้เกียรติและขอบคุณอย่างจริงใจ เขาได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จาก 'ตัวตลก' ที่ทุกคนหัวเราะใส่ ให้กลายเป็น 'ฮีโร่' ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับทุกคนที่เคยถูกตัดสินหรือถูกมองข้าม ว่าตราบใดที่เรายังคงสู้และทำงานหนักอย่างไม่ย่อท้อ วันแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจจะมาถึงอย่างแน่นอน และประตูชัยที่แอนฟิลด์ในช่วงเวลาแห่งโชคชะตาในวันนั้น จะถูกจดจำไปตลอดกาล ว่าคือช่วงเวลาที่กองหลังที่ถูกเยาะเย้ยด้อยค่าอย่างต่ำต้อยดุจธุลีดิน ได้กลับขึ้นมาผงาดจากฝุ่นผงแห่งความอดทนและการทุ่มเททำงานหนักจนกลายเป็นผู้กอบกู้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่เคยดูหมิ่นเขามาก่อนด้วยเช่นกัน

'อลงกรณ์' เยือนปักกิ่งปาฐกถาพิเศษ 'อดีต 50 ปีมั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า' ในวาระครึ่งศตวรรษมิตรภาพไทย-จีน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์ อดีตรัฐมนตรีและสส.หลายสมัยได้รับเชิญร่วมสัมมนาและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “อดีต 50 ปี มั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า” ในวาระครึ่งศตวรรษมิตรภาพไทย-จีน เมื่อเร็วนี้ ณ โรงแรมแชงการิล่า กรุงปักกิ่งโดยกล่าวถึงประวัติศาสตร์แห่งความเป็นมิตรกว่า 2 พันปี ก่อนเข้าสู่ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มจากการทำความรู้จักกันในเบื้องต้นพัฒนาสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนและวัฒนธรรมที่มั่นคงโดยคาดหวังว่าความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีดิจิตอล ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด โลจิสติกส์ข้ามทวีปและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดโลกร้อนจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ของ2ประเทศสู่ยุคสมัยแห่งความก้าวหน้า ซึ่งเป็นคำปาฐกถาที่มีสารัตถะน่าสนใจอย่างมาก โดยมีข้อความดังนี้

“ปาฐกถาพิเศษ
ในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน”

“อดีต 50 ปีมั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์
อดีตรัฐมนตรี และสส.หลายสมัย
ณ โรงแรมแชงการิล่า กรุงปักกิ่ง

การมองย้อนกลับไป: 50 ปีแห่งความมั่นคง
“วันนี้เรามารวมกันเพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 โดย ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น และนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลของจีน ความสัมพันธ์ของเราได้ก้าวพ้นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่ผ่านอุปสรรคนานัปการจนสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นปึกแผ่นและมั่นคงโดยเฉพาะความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมเสมือนมรดกที่หยั่งรากล้ำลึกจากอดีตสู่พลังสร้างสรรค์อนาคต

ไทยและจีนมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนานซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยที่ได้มีการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีเครื่องปั้นดินเผาจากจีน และในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มีการแปลวรรณคดีจีนสำคัญ ๆ เป็นภาษาไทยมากถึง 35 เรื่อง เช่น สามก๊ก ไซฮั่น และเลียดก๊ก ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอย่างแยกไม่ออก

ในช่วงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 3 มีการสร้างวัดด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนอย่างแพร่หลาย และสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างพระที่นั่งรูปแบบจีนที่พระราชวังบางปะอิน สะท้อนถึงการยอมรับและบูรณาการองค์ประกอบทางวัฒนธรรมจีนไว้ในวิถีชีวิตของไทย พระบรมวงศานุวงศ์ไทยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงสนพระทัยในภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของจีน และได้เสด็จเยือนประเทศจีนครบทุกมณฑล นับเป็นแบบอย่างที่ดีของการศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

 กล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างประเทศที่มีระบบสังคมการเมืองต่างกัน แม้ในช่วงสงครามเย็นที่การติดต่อทางการทูตหยุดชะงักไปชั่วขณะ แต่ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและสายสัมพันธ์ “ไทย-จีนใช่อื่นไกลคือพี่น้องกัน” ของประชาชนไม่เคยขาดหาย และหลังจากสถาปนาความสัมพันธ์แล้ว ทั้งสองฝ่ายก็สามารถสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจร่วมกันได้สำเร็จ

ความร่วมมือในปัจจุบัน: ความสำเร็จที่จับต้องได้

ปัจจุบันความร่วมมือไทย-จีนครอบคลุมมิติต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยีและวัฒนธรรมซึ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน

1.ด้านเศรษฐกิจการค้า 
จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีนสูงถึง 94,919.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.39 ล้านล้านบาท และขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.2% จากปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยได้แก่ ผลไม้สด โดยเฉพาะทุเรียน สินค้าเกษตร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
2.ด้านการลงทุน 
จีนเป็นประเทศที่ลงทุนโดยตรงในไทย(FDI :Foreign Direct Investment)มากที่สุดเป็นอันดับ 1โดยในปี 2567 มีโครงการลงทุนจากจีนที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน จำนวน 554 โครงการ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 116.4% จากปีก่อนหน้า โดยมีมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 114,067 ล้านบาท ขยายตัว 18.2% คาดว่าปีนี้ตัวเลขลงทุนจะทะลุ 140,000ล้านบาทการลงทุนมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมใหม่เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานใหม่ และอุตสาหกรรมสมัยใหม่
3. ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-จีนคือสายธารที่ไหลมาอย่างต่อเนื่องนับพันปี  จากอดีตที่ทั้งสองชาติเรียนรู้และปรับใช้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน สู่ปัจจุบันที่ความร่วมมือทางวัฒนธรรมได้รับการส่งเสริมในทุกระดับรวมทั้งการเดินทางท่องเที่ยวแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของเรา

มองไปข้างหน้า: 50 ปีแห่งความก้าวหน้า

ในอีก 50 ปีข้างหน้า ความท้าทายสำคัญคือการรักษาคุณค่าดั้งเดิมของวัฒนธรรมทั้งสองไว้ สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของทั้งสองชาติในศตวรรษที่ 21 จากรากฐานที่มั่นคงในอดีต พร้อมกับเปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์มิตรภาพและอนาคตที่มั่งคั่งและยั่งยืนร่วมกัน เช่น ความร่วมมือในด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)ตอบโจทย์โลกเดือด (Global Boiling)จะเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันซึ่งเป็นผลดีต่อโลกโดยรวมด้วย

ขณะเดียวกันมีความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์แห่งอนาคตของ2ประเทศ เช่นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์(Ai)สู่การสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Center) การวิจัยและพัฒนาควอนตัมคอมพิวติง (Quantum Computing) และระบบคลาวด์ (Cloud System) ขนาดใหญ่ร่วมกัน เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ควรขยายความร่วมมือด้าน Telemedicine และ HealthTech ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดการโรคไม่ติดต่อ การใช้ AI ในการดูแลป้องกันและการรักษาเฉพาะบุคคล ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมเวชศาสตร์อายุวัฒนะ (Longevity) การท่องเที่ยวสุขภาพ (Health Tourism) และการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร (Herbal Wellness) โดยผสมผสานภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยสมุนไพรไทยกับแพทย์แผนจีน
ประการสำคัญคือการขับเคลื่อนการอัปเกรดอุตสาหกรรมสีเขียวผ่านการวิจัยและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ร่วมกัน เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotic Technology) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System - ESS) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ (New EV) อากาศยานไร้คนขับ (UAV) เทคโนโลยีขั้นสูงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (High-tech Defence Industry) และที่จะลืมไม่ได้คือการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น แฟชั่น การออกแบบ และดิจิทัลคอนเทนต์

ตลอดจนความร่วมมือด้านโลจิสติกส์บนเส้นทางรถไฟ จีน-ลาว-ไทยซึ่งเป็นเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 สู่ตลาดโลกนับเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคใหม่ ไม่เพียงแต่เชื่อมโยงสามประเทศเข้าด้วยกัน แต่ยังเป็น "สะพานทอง" (Golden Landbridge)ที่สำคัญในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารจากไทย อาเซียนสู่จีน ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง แอฟริกาและยุโรปทำให้ไทยเป็น "ศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางราง" (Rail Logistics Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง ตัวอย่างที่เริ่มแล้วคือขบวนรถไฟบรรทุกข้าวสารจากประเทศไทยไปเขตอุตสาหกรรมฉงชิ่งบนเส้นทางรถไฟไทยลาวจีนเป็นขบวนแรกในปี 2563 นี่คือการเปิดประตูอีสาน(อีสานเกตเวย์-ISAN Gateway) ซึ่งนอกจากจะเปลี่ยนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก“landlocked” เป็น “Landlink“ แล้วอีสานจะเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าโดยเฉพาะ "สินค้าแปรรูปเกษตรและปศุสัตว์" ซึ่งเป็นจุดแข็งของพื้นที่รวมถึงสินค้าอื่น ๆ และการท่องเที่ยวและที่สำคัญไม่แพ้กันคือความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งความร่วมมือในด้าน FarmTech และ FoodTech จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตอาหารอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเกษตร 

อดีต 50 ปีมั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า
ห้าทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย-จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการทำความรู้จักกันในเบื้องต้น ได้พัฒนาสู่ความเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสร้าง ประชาคมที่ปลอดภัย มั่งคั่ง และยั่งยืน ความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากการทุ่มเทของผู้นำและประชาชนทั้งสองประเทศตลอดหลายยุคสมัยหลายสมัย ด้วยรากฐานที่มั่นคงในอดีตและความร่วมมือที่เข้มแข็งในปัจจุบัน ผมเชื่อมั่นว่าอีก 50 ปีข้างหน้า ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะก้าวไปสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองที่ยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม เราจะร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสและมั่นคงให้กับลูกหลานของเราทุกคน ขอให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนยืนยงตลอดไป


ทรัมป์ลั่นกลางวงสื่อ!! ชี้ ยูเครนไม่มีทางชนะรัสเซียในสมรภูมิที่ยืดเยื้อ เผยแผนเร่งส่งเรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย พร้อมเดินหน้าดีลการค้ากับ ‘สี จิ้นผิง’ แต่ขู่จีน หากไม่ตกลง เตรียมเจอภาษีโหด 157% จากสหรัฐฯ

(21 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (20 ต.ค.) ว่า ไม่เชื่อยูเครนจะสามารถเอาชนะรัสเซียได้ในสงครามที่ยืดเยื้อ พร้อมระบุว่า “พวกเขายังอาจชนะได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นไปได้” ซึ่งท่าทีดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่ค่อนข้างสิ้นหวังต่อแนวรบของยูเครน ท่ามกลางความพยายามของชาติตะวันตกในการส่งอาวุธและความช่วยเหลือต่อเนื่อง

โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์ระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีแอนโธนี่ อัลบาเนซี (Anthony Albanese) ของออสเตรเลีย โดยทั้งสองฝ่ายหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง ภายใต้ข้อตกลง AUKUS และการเร่งส่งมอบเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ ให้แก่กองทัพออสเตรเลีย ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า “กำลังเดินหน้าอย่างเร่งด่วน” นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงแผนสร้างฐานซ่อมบำรุงเรือดำน้ำแห่งใหม่ในออสเตรเลีย มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าจะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่เกาหลีใต้ในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปข้อตกลงการค้าที่ “ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย” พร้อมเตือนว่าหากจีนไม่ยอมตกลง จะต้องเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 157% ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า “เราขู่พวกเขาด้วยภาษีได้ และยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ แต่ไม่อยากทำถึงขั้นนั้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำว่าจีน “ไม่ได้มีเจตนาจะบุกไต้หวัน” และยกย่องกองทัพสหรัฐฯ ว่ายังเหนือกว่าจีนหลายเท่า โดยกล่าวทิ้งท้ายอย่างภาคภูมิว่า “เรามีอาวุธที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเรามี — และเรานำหน้าจีนไปไกลในเชิงกำลังทหาร”

เชียงใหม่-FIA ประกาศผลผู้ชนะการแข่งขันนวัตกรรมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2025

สมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ (FIA) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลกและสหพันธ์องค์กรด้านการสัญจรทั่วโลก ได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะระดับภูมิภาค FIA Region II (เอเชียแปซิฟิก) ของการแข่งขัน “FIA Innovation Challenge 2025” ระหว่างการประชุม FIA Asia-Pacific Congress ที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและแสดงผลงานโครงการนวัตกรรมจากสโมสรสมาชิก FIA ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนของตน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งปันองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสโมสรสมาชิกทั่วโลก เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรและเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งนวัตกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการช่วยเหลือบนท้องถนน การตรวจสอบยานพาหนะที่โปร่งใสมากขึ้น และการเพิ่มความปลอดภัยของยานพาหนะ

**ผู้ชนะ FIA Region II (เอเชียแปซิฟิก) ได้แก่:**

• **RACQ (ออสเตรเลีย): Vehicle Security Standard**  
โครงการกำหนดมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของยานพาหนะ เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาคุณสมบัติความปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้รถยนต์ที่ปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้รถยนต์ถูกโจรกรรมได้ยากขึ้นและสามารถติดตามคืนได้ง่ายขึ้น

• **JAF (ญี่ปุ่น): Video Advisory Road Service**  
บริการช่วยเหลือบนท้องถนนแบบวิดีโอคอลสำหรับสมาชิก โดยให้คำปรึกษาและตรวจสอบปัญหายานพาหนะจากระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟน หากต้องการความช่วยเหลือในสถานที่จริง ระบบจะส่งข้อมูลรายละเอียดให้ทีมช่วยเหลือภาคสนามเพื่อลดระยะเวลารอคอย

• **WIAA (อินเดีย): Automated Testing Station**  
ศูนย์ตรวจสภาพรถยนต์ที่ทันสมัยโดยใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติและอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของการตรวจสอบยานพาหนะขนาดใหญ่ ส่งเสริมความปลอดภัยและความยั่งยืนในการขนส่ง

คุณ Mohammed Ben Sulayem ประธาน FIA กล่าวว่า “การแข่งขัน Innovation Challenge เป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของสโมสรสมาชิก FIA ทั่วโลก ผลงานของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคน และแสดงให้เห็นว่าเมื่อเราร่วมมือกัน เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรมได้ ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2025 และขอขอบคุณสโมสรสมาชิกทุกแห่งที่ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้”

คุณ Joe Ferreria ประธาน FIA Region II กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ FIA มีความโดดเด่นด้วยความหลากหลาย ความคิดริเริ่ม และพลังแห่งความสร้างสรรค์ ผลงานของผู้ชนะในปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสโมสรสมาชิกสามารถพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อสร้างความเติบโต ความยั่งยืนทางการเงิน และผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกได้อย่างแท้จริง ซึ่งสามารถต่อยอดและขยายผลไปทั่วภูมิภาคได้”

คุณ Willem Groenewald เลขาธิการใหญ่ฝ่ายการสัญจรและความยั่งยืนของ FIA กล่าวเสริมว่า “ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นวัตกรรมจากสโมสรสมาชิกกำลังทำให้การสัญจรมีความปลอดภัย เข้าถึงได้ และยั่งยืนมากขึ้นทุกวัน ผลงานที่ส่งเข้ามาในปีนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นของสมาชิก FIA”

ผู้ชนะระดับโลกของการแข่งขัน FIA Innovation Challenge 2025 จะได้รับการประกาศในเดือนธันวาคมนี้ ระหว่างการประชุมใหญ่ FIA General Assemblies ที่เมืองทาชเคนต์ ประเทศอุซเบกิสถาน


 

เมื่อ AWS ล่มโลกออนไลน์หยุดหายใจ ย้อนรอย Facebook-Instagram- WhatsApp เคยดับพร้อมกัน สัญญาณเตือนโลกออนไลน์ ต้องไม่ฝากชีวิตไว้ในมือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

🌐 โลกเชื่อมโยงกันมากจน “หยุดทั้งระบบ” ได้เพียงชั่วพริบตา
เหตุการณ์ AWS ล่มเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2025 และเหตุล่มของ Facebook–Instagram–WhatsApp เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2021 สะท้อนภาพเดียวกันว่า โลกดิจิทัลปัจจุบัน “ไม่มีใครอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อีกแล้ว” เพียงโครงข่ายหลักของบริษัทหนึ่งหยุดทำงาน — ระบบของอีกหลายร้อยบริษัททั่วโลกก็พังไปด้วย

☁️ แล้ว AWS คืออะไร?
AWS (Amazon Web Services) คือบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) จากบริษัท Amazon มันเป็น “เบื้องหลัง” ของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ ที่องค์กรทั่วโลกใช้ในการเก็บข้อมูล รันเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือระบบหลังบ้านต่าง ๆ เว็บไซต์อย่าง Netflix, Zoom, Airbnb, TikTok, Grab และอีกนับพันราย ล้วนใช้ AWS เป็นฐานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) กล่าวง่าย ๆ คือ “AWS คือระบบไฟฟ้าแห่งโลกออนไลน์” ที่ขับเคลื่อนทั้งธุรกิจและชีวิตประจำวันของผู้คน

เมื่อระบบนี้ “ล่ม” จึงไม่ใช่เพียงเว็บไซต์หนึ่งล่ม แต่คือ “ระบบของโลกจำนวนมหาศาลดับพร้อมกัน”

⚙️ เมื่อระบบล่ม โลกออนไลน์หยุดหายใจ
เหตุการณ์ AWS ล่ม — 20 ตุลาคม 2025
- ปัญหาเริ่มต้นในช่วงเช้าเวลาสหรัฐฯ (ค่ำตามเวลาไทย) ที่ศูนย์ข้อมูล US-EAST-1, นอร์ทเวอร์จิเนีย
- เกิดข้อขัดข้องในระบบ “Network Load Balancer Monitoring” ส่งผลให้บริการหลายส่วนของ AWS ใช้งานไม่ได้ เช่น EC2, S3, DynamoDB, Route53 และ SQS
- เว็บไซต์และแอปที่ใช้ AWS เช่น Slack, Fortnite, Duolingo, Zoom, Ring และแอปการเงินหลายแห่ง ล่มพร้อมกันทั่วโลก
- การกู้คืนระบบใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมงกว่าบริการหลักจะกลับมาปกติ

เหตุการณ์ Facebook–Instagram–WhatsApp ล่ม — 4 ตุลาคม 2021
- เริ่มเกิดขึ้นเวลาประมาณ 15:39 UTC (22:39 น. เวลาไทย)
- ระบบ BackBone Router ของ Meta ผิดพลาด ส่งผลให้ DNS ของบริษัททั้งหมดถูกถอดออกจากอินเทอร์เน็ต
- ส่งผลให้บริการหลักทั้ง Facebook, Instagram, WhatsApp, Messenger และ Oculus ใช้งานไม่ได้ทั่วโลกนานกว่า 6 ชั่วโมง
- มีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 3,500 ล้านคน และมูลค่าหุ้น Meta ร่วงเกือบ 5% ภายในวันเดียว

💼 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
1. ธุรกิจหยุดชะงัก
- บริษัทที่รันระบบผ่าน AWS ไม่สามารถทำธุรกรรมหรือให้บริการลูกค้าได้
- แพลตฟอร์มสื่อและอีคอมเมิร์ซสูญเสียรายได้และความเชื่อมั่น

2. ความมั่นคงทางข้อมูลและระบบคลาวด์ถูกตั้งคำถาม
- เหตุการณ์เหล่านี้เตือนว่า “โลกพึ่งพาผู้ให้บริการไม่กี่รายมากเกินไป”
- Cloud provider รายใหญ่ไม่ต่างจาก “โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติของโลกดิจิทัล”

3. ผลทางจิตวิทยาและสังคมออนไลน์
- คนจำนวนมากรู้สึก “ว่างเปล่า” และตระหนักว่าโลกออนไลน์มีอิทธิพลต่อชีวิตจริงเพียงใด
- การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศถูกตัดขาดทันที โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติหรือภัยพิบัติ

🧭 ทางแก้ไข: โลกต้อง “กระจายความเสี่ยงดิจิทัล”
1. Diversify Infrastructure
 - องค์กรไม่ควรผูกกับผู้ให้บริการ Cloud เพียงรายเดียว
- การใช้ระบบ Multi-Cloud (AWS + Google Cloud + Azure ฯลฯ) หรือ Hybrid-Cloud จะช่วยให้สลับระบบได้เมื่อเกิดเหตุ

2. ออกแบบระบบสำรอง (Failover Design)
- ควรมี Data Center สำรองในภูมิภาคอื่น หรือสำรอง DNS อัตโนมัติ
- สร้าง “Offline Workflow” ให้สามารถทำงานต่อได้ แม้ระบบหลักล่ม

3. เสริมความรู้ด้าน Digital Resilience
- องค์กรและผู้ใช้ควรเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้งานอยู่
- ภาครัฐควรมีนโยบาย “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติ” ที่ไม่ผูกติดต่างชาติรายเดียว

4. วางระบบสื่อสารสำรองสำหรับภาวะฉุกเฉิน
- เช่น ใช้ SMS, Telegram, LINE หรือระบบสื่อสารองค์กรแบบภายใน
- เพื่อป้องกันการสูญเสียการติดต่อในสถานการณ์เร่งด่วน

🌏 บทสรุป: โลกดิจิทัลที่พึ่งพา “ศูนย์กลาง” มากเกินไป คือโลกที่เปราะบาง
เหตุล่มของ AWS และ Facebook คือสัญญาณเตือนว่า โลกออนไลน์ต้องไม่ “ฝากชีวิตไว้ในมือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง” อีกต่อไป อนาคตของเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่อง “ความเร็วและประสิทธิภาพ” แต่คือเรื่องของ “ความยั่งยืนและความยืดหยุ่นของระบบ” ที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดในวันที่โลกไร้ระบบได้จริง

เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน

เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน

มูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ มอบรางวัล Sir Robert Peel Award  ครั้งที่ 2 ให้กับตำรวจ และบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้สังคม 

เมื่อวันที่ (19 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ดร.มณฑล เงินวัฒนะ ประธานมูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ พร้อม พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ และคณะผู้บริหารมูลนิธิ ได้จัดพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ Sir Robert Peel Awards ครั้งที่ 2 ให้กับข้าราชการตำรวจ สื่อมวลชน บุคคล และบริษัทเอกชน ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม ในสาขาต่างๆ จำนวน 56 รางวัล ที่ห้องบุณยะจินดา 2 สโมสรตำรวจ อาทิ

รางวัลสาขา “องค์กรตำรวจดีเด่น” ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
 
รางวัลสาขา “ผู้บริหารหน่วยงานตำรวจดีเด่น” ได้แก่ พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ.(191), พ.ต.อ.กิตติ มาลีหวล ผกก.สภ.เถิน, พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง, พ.ต.อ.ประภาส แก้วฉีด ผกก.สน.โคกคราม และ พ.ต.อ.สาธิต สมานภาพ ผกก.5 บก.ทล.

รางวัลสาขา “เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ฝ่ายป้องกันและปราบปราม” ได้แก่ พ.ต.อ.สถาพร รอดโพธิ์ทอง รอง ผบก.ภ.จว.ตาก, พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล, พ.ต.ท.ณัฐกิตต์ จอกโคกสูง รอง ผกก.ป.สน.ทองหล่อ, พ.ต.ท.วรภัทร สุขไทย รอง ผกก.ป.สน.บางซื่อ และ ร.ต.ท.เฉลิมชัย เทพอุด รอง สว.(ป.) สภ.สบปราบ

รางวัลสาขา “เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ฝ่ายงานสืบสวนและสอบสวน” ได้แก่ พ.ต.อ.ปิโยรส กัณหะสิริ ผกก.สส.ภ.จว.นครปฐม, พ.ต.อ.วิชยานนท์ เอกตาแสง ผกก.สน.ท่าข้าม, พ.ต.อ.ศิรณวิทญ์ อินทร ผกก.สส.บก.น.5, พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. และ พ.ต.ต.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา สว.กก.ดส.บช.น.

รางวัลสาขา “เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ดีเด่น” ได้แก่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ในฐานะ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท.(หัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง), พ.ต.ท.กฤตวัตน์ อำนาจ รอง ผกก.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง และ ร.ต.ท.นุกุล เพ็งศรี รอง สว.(ป.) สภ.อุทัยธานี

รางวัลสาขา “ตำรวจผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม” ได้แก่ พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.จตุรวิทย์ คชน่วม รอง ผบก.กต.4, ด.ต.ธัชนันท์ ต่วนชะเอม ผบ.หมู่ กก.4 ปทส., ด.ต.พิสิฏ มุมณี ผบ.หมู่ งานจราจร สน.บางชัน และ ด.ต.พัสกร ประมวลสิน ผบ.หมู่ ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล.

รางวัลสาขา “คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ผู้ช่วยเหลืองานตำรวจรวจและ ช่วยเหลือสังคม” ได้แก่ กต.ตร.สน.สายไหม, กต.ตร.สน.บางกอกน้อย, กต.ตร.สน.พหลโยธิน, กต.ตร.สน.บางใหญ่

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ 'ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน' ตำรวจกล้าชายแดนใต้ 

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน” ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ทำหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 444 หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน จังหวัดชายแดนภาคใต้ (เป็นกรณีพิเศษ) ณ ฌาปนสถานเทศบาลนครยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9, พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, พล.ต.ท.กฤษฎา แก้วจันดี ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร., พล.ต.กรกฎ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาค 4/รอง ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา, ข้าราชการตำรวจ และครอบครัว ร่วมพิธี โดยจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ เพื่อไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งพิธีพระราชเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ) ครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่ครอบครัวของ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน

ทั้งนี้ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบยิงขณะทำการปิดล้อมตรวจค้นพิสูจน์ทราบ บริเวณพื้นที่หมู่ 4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 15.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 444 ได้ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จ.ปัตตานี ทำการเข้าบังคับใช้กฎหมายปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ดังกล่าว ขณะกำลังเคลียร์พื้นที่ ได้เกิดเหตุปะทะกับกลุ่มคนร้าย จนเป็นเหตุทำให้ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกทหารใหม่ เพื่อรับทราบความพร้อมในการปฏิบัติงานโดยเฉพาะความพร้อมในการรับทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68

(20 ต.ค.68) พล.ร.ท.ไพฑูรย์  ชีชะนะ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมี น.อ.ทิวา  อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับ ณ กองบังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (บก.ศฝท.ยศ.ทร.) ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การตรวจเยี่ยมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบความพร้อมในการปฏิบัติงาน และติดตามการเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68  โดยได้ตรวจความพร้อมของสถานที่ ประกอบด้วย 
-โรงอาหาร
-อาคารกราบพักทหาร
-หมวดแพทย์และเวชกรรมป้องกัน 

จากนั้น จก.ยศ.ทร. พร้อมคณะผู้บังคับบัญชารับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุม ชั้น 2 บก.ศฝท.ยศ.ทร. เพื่อรับทราบความพร้อม ปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้อง และข้อเสนอแนะ ในโอกาสนี้ จก.ยศ.ทร.ได้มอบนโยบายสำหรับเป็นแนวทางการอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ ผลัดที่ 3/68 ระหว่าง 1 พ.ย.68 - 1 ม.ค.69 สรุปได้ว่า "…ครูฝึกต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ปกครองบังคับบัญชาด้วยความยุติธรรม และมีเมตตาธรรม อบรมทหารใหม่ให้มีความรักสถาบัน เป็นคนดีมีคุณภาพต่อกองทัพเรือ ประเทศชาติต่อไป"

เริ่มแล้ว! กิจกรรมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็มและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ครั้งที่ 30 ประจำปี 2569

ระหว่าง 14 – 17 ต.ค.68 พลเรือตรี ไพฑูรย์ เส็งเจริญ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 เดินทางไปเยี่ยมพบปะกลุ่มสมาคมการประมงในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ ได้แก่ สมาคมประมงในจังหวัด สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และองค์การสะพานปลา กรุงเทพฯ เพื่อสรุปการดำเนินกิจกรรมฯ ในปีที่ผ่านมา และเรียนเชิญสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมน้อมเกล้าฯ ในปี 2569 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 30 ของกิจกรรมฯ แล้ว เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพระราชทานอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ให้แก่เด็กและประชาชนในพื้นที่ห่างไกลภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

โดยพระราชทานให้แก่เด็กในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน(คอพอก) รวมทั้งเรียนเชิญผู้แทนจากสมาคมประมงต่างๆ เข้าร่วมประชุมใหญ่ เพื่อเตรียมการจัดกิจกรรม ใน 19 พ.ย.69 ณ โรงแรม ซีพาราไดซ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยหลังจากนี้ ยังคงมีแผนการเดินทางไปเยี่ยมพบปะเชิญชวนหน่วยงานและสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ระหว่าง 28-29 ต.ค.68


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top