Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

ซีเกมส์ไทย 2025!! สู่!! มาตรฐานโอลิมปิก ท่ามกลาง!! ความขัดแย้งชายแดน เดิมพันใหญ่ของกีฬาอาเซียน กีฬา ความปลอดภัย บทบาททางการทูต ในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดยังไม่จางหาย

(19 ต.ค. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ ซีเกมส์ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ครอบคลุม ‘กรุงเทพฯ–ชลบุรี–สงขลา’ ภายใต้แนวคิด “ซีเกมส์มาตรฐานใหม่” ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ใช้โครงสร้างการแข่งขันตามกติกาใหม่ของ สหพันธ์กีฬาซีเกมส์ (SEAGF) ที่เน้นการยกระดับให้เทียบเท่ากับเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก

ยกระดับเทียบโอลิมปิก: 50 กีฬา 574 อีเวนต์
นับจากปี 2025 เป็นต้นไป SEAGF บังคับใช้โครงสร้างใหม่ โดยทุกชาติเจ้าภาพต้องจัดการแข่งขันอย่างน้อย 36 ชนิดกีฬา โดยกรีฑาและกีฬาทางน้ำเป็นข้อบังคับ พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วน “กีฬาโอลิมปิก–เอเชียนเกมส์” เพื่อจำกัดการแทรก “กีฬาท้องถิ่นเพื่อโกยเหรียญ” แบบที่เคยเป็นข้อถกเถียงในอดีต
สำหรับปีนี้ ไทยยืนยันจัดการแข่งขันรวม 50 ชนิดกีฬา 574 อีเวนต์ แบ่งเป็น 278 ประเภทชาย, 241 ประเภทหญิง และ 55 ประเภทผสม/โอเพ่น สะท้อนความพยายามปรับโครงสร้างการแข่งขันให้แฟร์ โปร่งใส และเป็นสากลมากขึ้น

พิธีเปิด–ปิด ‘ย้าย’ สู่ราชมังฯ สอดรับมาตรการความมั่นคง
แม้แผนเดิมจะกระจายพิธีเปิด–ปิดในหลายเมือง แต่ล่าสุด คณะกรรมการจัดงานฯ ประกาศย้ายทั้งสองพิธีมายัง ราชมังคลากีฬาสถาน อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อความสะดวกในการควบคุมฝูงชน ดูแลแขกเหรื่อระดับผู้นำ และรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
ขณะที่การแข่งขันจะกระจายตามศูนย์กีฬาใน กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ซึ่งอยู่ในระยะควบคุมของเจ้าหน้าที่ และพร้อมรองรับผู้ชมจากทั่วภูมิภาค
.
5 ไฮไลต์ที่ต้องจับตาในซีเกมส์ไทย
1. ศึกเหรียญดุเดือดขึ้น – เมื่อช่องว่างในการเลือกกีฬาท้องถิ่นลดลง การแข่งขันในชนิดกีฬาหลักอย่าง กรีฑา ว่ายน้ำ จักรยาน จะตัดสินชัยชนะในตารางเหรียญมากขึ้น เวียดนามและอินโดนีเซียจึงถูกมองว่าเป็นผู้ท้าชิงสำคัญ แม้ไทยจะได้เปรียบจากการเป็นเจ้าภาพ
2. ดาวดังถอนตัว—สมดุลเปลี่ยน – ซูเปอร์สตาร์ยิมนาสติกอย่าง คาร์ลอส ยูโล จากฟิลิปปินส์ ยืนยันไม่เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ ส่งผลต่อจำนวนเหรียญของฟิลิปปินส์ในชนิดกีฬาดังกล่าว และอาจโยกคะแนนไปสู่ไทยหรือเวียดนามมากขึ้น
3. MMA มาแรงแบบเดโม – Mixed Martial Arts (MMA) ถูกบรรจุเป็นกีฬาสาธิต (Demo Sport) โดยไม่นับรวมเหรียญ แต่ได้รับความสนใจสูงจากผู้ชม โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีฐานแฟนกีฬาต่อสู้จำนวนมาก อาจปูทางสู่การบรรจุในอนาคต
4. มาตรฐานเข้มทั้งสนามและกติกา – เว็บไซต์ซีเกมส์ไทยเริ่มทยอยปล่อยตารางแข่งขันและสถานที่จัดอย่างเป็นทางการ ขณะที่ “แฮนด์บุ๊กเทคนิค” รายชนิดกีฬาระบุโควตา–กติกาไว้อย่างชัดเจน เพื่อลดความคลุมเครือในการแข่งขัน
5. ซีเกมส์เชื่อมสู่เวทีโลก – การใช้โครงสร้างการแข่งขันที่ใกล้เคียงโอลิมปิกและเอเชียนเกมส์มากขึ้น สร้างโอกาสให้ชาติอาเซียนเตรียมความพร้อมเข้าสู่เวทีระดับนานาชาติได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

เงาทางการเมือง: ไทย–กัมพูชา ตัวแปรสำคัญนอกสนาม
ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม มีรายงานเหตุปะทะและเหตุระเบิดตามแนวชายแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก แม้จะมีความพยายามเจรจาหยุดยิงผ่านกรอบ ASEAN Summit ปลายเดือนตุลาคม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่สถานการณ์ยังคงจับตา
การย้ายพิธีเปิด–ปิดสู่พื้นที่ควบคุมอย่างราชมังคลาฯ และการคัดเลือกสนามที่ปลอดภัย จึงเป็นการสะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงในเชิงความมั่นคง โดยหากข้อตกลงหยุดยิงประสบความสำเร็จ อาจช่วยลดแรงกดดันและฟื้นโฟกัสกลับสู่ “กีฬา” ได้มากขึ้น

โอกาสของไทยในสนามเหรียญ–และสนามภาพลักษณ์
ซีเกมส์ 2025 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะใช้เวทีนี้ยืนยันความพร้อมทั้งในมิติ กีฬา ความปลอดภัย และบทบาททางการทูต โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดระดับภูมิภาคยังไม่จางหาย
นอกเหนือจากความหวังบนตารางเหรียญ การเป็นเจ้าภาพที่มีมาตรฐานและความโปร่งใส จะส่งสัญญาณถึงบทบาทนำของไทยในอาเซียนในยุคที่กีฬาและการเมืองไม่สามารถแยกขาดจากกันได้อีกต่อไป

อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมือง จากพระพุทธเจ้า

(20 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ได้โพสต์คลิปลง TikTok เกี่ยวกับ อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจากพระพุทธเจ้า ที่ยังใช้ได้จริงทุกวันนี้ โดยในคลิปนั้นมีใจความว่า ...

ท่านทั้งหลายเคยทราบไหมครับว่า พระพุทธเจ้าของเรา เคยให้คำแนะนำทางการเมือง เกี่ยวกับการปกครอง ที่จะนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมือง และนี่ก็คือ เรื่องราวของ อปริหานิยธรรม 7

พระพุทธเจ้า เคยกล่าวว่า ความแข็งแกร่งจากบ้านเมือง มาจากเหตุและปัจจัยเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักการ 7 ประการ ที่ทำให้สังคมไม่เสื่อมถอย อปริหานิยธรรม 7

ประการแรก การหมั่นประชุมศึกษา นี่ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกัน แต่เป็นการระดมสติปัญญา แลกเปลี่ยนมุมมอง หาทางออกร่วมกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีการประชุมปรึกษาหารือกัน

ประการที่ 2 ความพร้อมเพียงกัน มาประชุมก็มาพร้อมกัน เลิกก็เลิกพร้อมกัน ทำงานก็ทำด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีการเล่นพวก นี่คือพลังของความสามัคคีที่แท้จริง

ประการที่ 3 การเคารพกติกาที่มีอยู่ ไม่แก้ กฎระเบียบตามอำเภอใจ ไม่ยกเลิกสิ่งดีๆที่มีอยู่แล้ว นี่คือหลักนิติธรรมที่เราพูดถึง เราพูดกันบ่อย ในปัจจุบัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

ประการที่ 4 การเคารพผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบหุ่นยนต์ เป็นการรับฟังด้วยเหตุผล เพราะท่านเหล่านั้นผ่านอะไรมามาก มีภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

ประการที่ 5 การไม่ข่มเหง หรือละเมิดสตรี สังคมที่ดี ต้องให้ความเคารพและปกป้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือเครื่องชี้วัดความศิวิไลซ์ ของสังคมนั้น ๆ

ประการที่ 6 การรักษาประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสิ่งที่ยึดโยงให้คน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีรากแก้วร่วมกัน

และประการสุดท้าย การอุปถัมภ์คนดีมีศีลธรรม นักบวช นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรม เพราะคนเหล่านี้ คือเข็มทิศทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมให้คุณค่ากับคนดี คนดีก็จะเพิ่มขึ้น

และนี่ก็คือข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก ข้าศึกศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพจากภายนอก แต่เป็นความแตกแยกจากภายใน ประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้ตัวเอง แพ้เพราะลืมหลักการพื้นฐานเหล่านี้

หลักการนี้คล้ายกับหลักประชาธิปไตยในสมัยใหม่มาก แต่จริง ๆ แล้ว มันลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงแค่ระบบการเมือง แต่พูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง
.
ลองมองรอบตัวเราในวันนี้ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร หรือประเทศ เรายังคงรักษาหลักการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เรายังพูดคุยปรึกษากันอยู่หรือเปล่า หรือต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง มีความเชื่อแบบสุดโต่งของตัวเอง เรายังเคารพกติการ่วมกันหรือไม่ หรือใครมีอำนาจก็ แก้กฎระเบียบได้ตามใจชอบ เรายังให้คุณค่ากับคนดี มีคุณธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกลับไปยกย่องคนที่ร่ำรวย และมีอำนาจ โดยไม่สนใจว่า มาด้วยวิธีไหน

โฆษกยุคใหม่!! พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ ข้อมูลแน่น สื่อสารเร็ว ชัดเจน เชื่อถือได้ รับมือวิกฤตชายแดน สู้!! ข่าวลวง ด้วยข้อเท็จจริง ปกป้องอธิปไตย เพื่อคนไทยทุกคน ยกระดับการสื่อสาร!! ปีแห่งความพร้อมรบ

(19 ต.ค. 68) ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์เคลื่อนไหวรวดเร็ว ความขัดแย้งชายแดนกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในทุกวินาที และโลกออนไลน์ก็ต้องเปลี่ยนโครงสร้างของ ‘ข่าว’ ให้ต้องตอบสนองทันที

บทบาทของโฆษกกองทัพเรือจึงไม่ใช่แค่ผู้แถลง แต่คือ ‘ผู้นำด้านการสื่อสารความมั่นคง’ ที่ต้องไว วางใจได้ และรักษาสมดุลของชาติ

กองทัพเรือไทยเปิดตัว ทีมโฆษกชุดใหม่ ภายใต้แนวนโยบายปีแห่งความพร้อมรบ โดยมี พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ ดำรงตำแหน่ง ‘โฆษกกองทัพเรือ’ อย่างเป็นทางการ พร้อมบทบาทสำคัญในการวางมาตรฐานการสื่อสารในยุคที่ความมั่นคงทางทะเล กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการจับตาจากทั้งในและนอกประเทศ

ประสบการณ์จริง ทักษะครบ พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
ชื่อของ ‘พล.ร.ต. ปารัช’ ไม่ใช่หน้าใหม่ในสายงานสื่อสารและยุทธศาสตร์ เขาคือหนึ่งในนายทหารเรือที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่องจาก ‘สายปฏิบัติการ–ประชาสัมพันธ์–สื่อสารยุทธศาสตร์’ ของกองทัพเรือ
•    อดีต ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ สลก.ทร.
•    อดีตรองเลขานุการกองทัพเรือ
•    ผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติการ กรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ
•    บูรณาการข้อมูลและการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ในภารกิจสำคัญระดับประเทศ
เขาคือ ‘คนทำงานตัวจริง’ ที่เคยลงพื้นที่แถลงความคืบหน้าประเด็นชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจริง ภาพถ่าย และลำดับเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้ สร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมว่า ทุกคำพูดของกองทัพเรือ มีที่มาที่ไป และมีเจตนารมณ์เพื่อความสงบสุขของชาติ

กรอบแนวทาง “โฆษกยุควิกฤต” สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่แค่การแถลง
ภายใต้การนำของ พล.ร.ต. ปารัช ทีมโฆษกกองทัพเรือถูกวางกรอบการทำงานใหม่ให้ เป็นมืออาชีพ เข้ากับยุคข่าวสารความเร็วสูง ได้แก่:
•    Facts First, Fast  ยืนยันความจริงก่อน ดำเนินการสื่อสารภายใน 1–2 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เกิดขึ้น
•    One Voice, Many Channels  สื่อสารข้อมูลเดียวกันผ่านหลายช่องทาง แต่มี “ศูนย์กลางเสียงเดียว”
•    หลักฐานภาพ–แผนที่–พิกัดจริง  ใช้ภูมิสารสนเทศ-ดาวเทียมยืนยันข้อเท็จจริง ลดการถกเถียงในพื้นที่สีเทา
•    ระวังถ้อยคำทางการทูต–เข้าใจชุมชนชายแดน  พูดชัด แต่ไม่ยั่วยุ
•    ประเมินความเชื่อมั่นของสาธารณะ  มี KPI วัดความรู้สึก–ปฏิกิริยาของประชาชนต่อการสื่อสารแต่ละเหตุการณ์

สื่อสารเพื่อสันติภาพ แต่ไม่ละเลยอธิปไตย
บทบาทของโฆษกกองทัพเรือในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการ ‘พูดแทนองค์กร’ แต่คือ การเป็นสะพานข้อมูลที่ซื่อสัตย์ ระหว่างหน่วยปฏิบัติการกับสังคม ให้ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพเรือไทยกำลังปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างสงบ สุขุม และมืออาชีพ

ด้วยบุคลิกสุขุมนุ่มลึก แต่ยึดมั่นในหลักการ พล.ร.ต. ปารัช ได้รับความเชื่อมั่นว่า จะเป็นโฆษกที่ ‘ไม่หวือหวาแต่ชัดเจน’ ไม่เพียงนำข้อเท็จจริงมาอธิบายต่อสังคม แต่ยังจะสื่อสารให้ เห็นภาพ เข้าใจง่าย และเชื่อถือได้ พร้อมเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนในช่วงเวลาวิกฤต

โฆษกมืออาชีพ ในสมรภูมิความไว้วางใจ
ในยุคที่ ‘ข่าวปลอม’ แพร่เร็วกว่าข้อเท็จจริง และ ‘ความรู้สึก’  มีอิทธิพลไม่แพ้ ‘ข้อมูล’ โฆษกกองทัพเรือจึงต้องเป็นมากกว่าแหล่งข่าว แต่คือ ‘ตัวแทนความน่าเชื่อถือ’ ขององค์กรที่ประชาชนไว้วางใจ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ จึงไม่ใช่แค่เพียง คนมานั่งถือไมค์ แต่นี่คือ ‘หลักยึดของข้อมูล’ ในวันที่ประเทศกำลังเผชิญความท้าทายทางชายแดน

เสียงของเขาจะชัดเจน หนักแน่น และรักษาสมดุลได้ในทุกย่างก้าว เพื่อชาติและประชาชนไทย

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รับมอบเงินกว่า 1.7 ล้าน งานบุญทอดกฐินสามัคคีวัดธรรมสถิตย์ เพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์

วันที่ 19 ต.ค.68 พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ พร้อมด้วย รอง ผอ.รพ.ฯ ฝ่ายบริหาร และกำลังพลผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมกิจกรรมงานบุญกฐินสามัคคี ณ วัดธรรมสถิต ต.สำนักทอง อ.เมือง จว.ระยอง

เพื่อเป็นการตอบแทนคุณพระครูสมุห์สุชิน ปริปุณโณ ที่มีเมตตาช่วยเหลืองานบุญของ รพ.ฯ มาโดยตลอด และในครั้งนี้ หลวงปู่ ได้ให้ความเมตตาร่วมกับผู้บริหารและพนักงานบริษัทในเครือ THE NIYA CORPORATION เป็นเจ้าภาพบริจาคเครื่องวัดออกซิเจนในสมองในระหว่างการผ่าตัดหัวใจ (Cerebral Oximeter) มูลค่ารวม 
1,070,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดหมื่นบาท) โดยมี ผอ.รพ.ฯ เป็นผู้แทนในการรับมอบในครั้งนี้
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

หมู่เรือฝึก นนร.จีน ขอบคุณ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ดูแล นนร.จีน บาดเจ็บระหว่างการฝึก

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นาวาเอกพัลลภ สุภากรณ์ รอง ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ฝ่ายบริหาร ให้การต้อนรับผู้แทนจาก คณะหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน (นนร.จีน) มอบของที่ระลึก เพื่อเป็นการขอบคุณ ในโอกาสที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ให้การดูแลรักษานักเรียนนายเรือจีน ที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการฝึก และเป็นการขอบคุณที่ให้ความอนุเคราะห์ ในการเข้าศึกษาดูงาน สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนด้วยมิตรไมตรียิ่ง ในครั้งนี้ 

สำหรับ หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน ประกอบด้วยเรือ CNS QI JIGUANG (83) และ CNS YIMENG SHAN (988) มีกำหนดเข้าเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 ต.ค.68 โดยจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จว.ชลบุรี 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี รายงาน 0909535645

María Corina Machado จากประเทศเวเนซุเอล่า โนเบลสันติภาพ การตอบแทนต่อการเป็น ข้ารับใช้ชั้นดีของอเมริกา มองไทยไส้ศึกทุกวันนี้ อาจจะไม่ใช่ต่างชาติที่ไหน แต่เป็นคนไทยกันเอง

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพคนล่าสุดคือ นาง María Corina Machado จากประเทศเวเนซุเอลาโดยทางคณะกรรมการรางวัลโนเบลอ้างว่าเธอคือนักต่อสู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างยุติธรรมและสันติจากเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติสุข แต่ในความเป็นจริงนั้นจากสิ่งที่เกิดขึ้น ณ วันนี้กล่าวคือความขัดแย้งระหว่างอเมริกาและเวเนซุเอลามีความตึงเครียดสูง อเมริกามองว่าเวเนซุเอลาเป็นศัตรูอันดับต้น ๆ แทบจะเรียกว่ารองจากจีนก็ไม่ผิดนัก แถมล่าสุดอเมริกายังใส่ความเวเนซุเอลาว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ส่งเข้าอเมริกาทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกรู้มานานแล้วว่า ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในอเมริการับจากเม็กซิโกและโคลัมเบีย ส่วนนางมาเรียนี้ก็คือคนหนึ่งที่เป็นกระบอกเสียงให้อเมริกาและสนับสนุนการกระทำของอเมริกาหากจะส่งกำลังมายึดเวเนซุเอลา ถามว่าความคิดแบบนี้หรือที่เป็นความคิดของคนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ…? หรือการได้รางวัลครั้งนี้เป็นการตอบแทนต่อการเป็นข้ารับใช้ชั้นดีของอเมริกาและทำให้คนอื่นยอมรับการกระทำของเธอว่าเธอไม่ได้เป็นกบฏต่อรัฐโดยอ้างเรื่องมนุษยธรรม

อย่างไรก็ดีกลับมายังละแวกบ้านเราในกาลครั้งหนึ่งที่นางอองซานซูจีก็เคยได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเช่นกัน  แต่ทว่าเมื่อนางซูจีขึ้นครองอำนาจและไม่ได้ปฏิบัติตนอันเป็นลูกรักที่ดีของอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในประเทศเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวเมียนมากับกลุ่มโรฮิงญาในยะไข่และเธอเลือกที่จะอยู่ข้างเดียวกับประชาชนของเธอ นั่นแม้ว่าทางคณะกรรมการรางวัลโนเบลไม่ได้ถอนรางวัลของเธอเพราะเนื่องจากการให้รางวัลนั้นได้ตัดสินไปแล้วไม่มีการถอนคำตัดสินย้อนเพราะเป็นกฎของรางวัลโนเบลก็ตาม แต่ก็มีหลายๆรางวัลที่ถูกถอดถอนไปเช่น Freedom of the City of Oxford, Amnesty International Ambassador of Conscience Award และ Edinburgh Award ที่ได้ถอนรางวัลของเธอเนื่องจากประเด็นเรื่องการปราบปรามชาวโรฮิงญา

ประเด็นคือหลาย ๆ ครั้งที่การมอบรางวัลโนเบลที่หากขุดลึกลงไปให้ดีก็จะพบว่ารางวัลนี้ถูกมอบให้แก่สุนัขรับใช้ประเทศนายทุนที่คอยสนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้ทำลายประเทศตัวเอง ซึ่งในประเทศไทยหากมองให้ลึกดี ๆ ก็จะเห็นว่ามีกลุ่มนายทุนประเทศเหล่านี้เข้ามาให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่องค์การอิสระและพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อจะให้ควบคุมการเมืองในประเทศไทยเองก็ดี หรือแม้กระทั่งใช้ไทยเป็นแหล่งรองรับพักพิงจากพวกพ้องพันธมิตรของตนจากประเทศเพื่อนบ้านดังที่เห็นว่าอยู่ดีๆประเทศไทยก็เปิดรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่หนีเข้ามาหลบในประเทศไทย หากมองเผิน ๆ อาจจะมองว่าเพราะแรงงานเขมรกลับประเทศทำให้ไทยขาดแรงงานในระบบไปร่วม 500,000 คนจึงจำเป็นต้องหาแรงงานมาทดแทน แต่ในอีกมุมหนึ่งคือการเอื้อให้คนที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาที่ประเทศมหาอำนาจอุ้มชูดูแลคนเหล่านี้อยู่ให้มีอาชีพมีการมีงานและส่งผลถึงมีการตั้งหลักแหล่งถาวรในไทยได้ด้วย  

ประเทศไทยในทุกวันนี้กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่คือการที่เราจะเป็นตัวแทนของสงครามของประเทศมหาอำนาจที่กำลังจะเล่นบทนกสองหัวทั้งสองประเทศเพราะไม่ว่าฝ่ายใดได้ชัยชนะมหาอำนาจทั้งสองก็ชนะไปด้วย ในอดีตไทยเราเป็นหนึ่งในชาติที่ไม่เสียเปรียบใครในการชิงชัยเรื่องการแผ่อำนาจ แต่ในวันนี้อาจจะไม่แน่เพราะไส้ศึกทุกวันนี้อาจจะไม่ใช่ต่างชาติที่ไหนแต่เป็นคนไทยกันเอง ดังที่เคยเกิดมาในครั้งเสียกรุงศรีจนเป็นคำกล่าวที่ว่า “กรุงศรีจะไม่มีวันแตกหากชาวสยามไม่ทรยศชาวสยามด้วยกันเอง” ฉันใดก็ฉันนั้น

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที คำถามคือ —

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที

คำถามคือ — ทำไมระบบพันธมิตรของมาเลเซียถึงอยู่ได้ยาวนาน ขณะที่ของไทยพังซ้ำๆ ทุกยุค?

ระบบเลือกตั้งคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
มาเลเซียใช้ระบบเลือกตั้งแบบ First-Past-the-Post (FPTP) หรือ “เขตเดียวผู้ชนะได้หมด” — ใครได้คะแนนมากที่สุดในเขตนั้น ถือว่าชนะทันที

ระบบนี้บีบให้พรรคการเมืองต้องรวมกัน เพราะถ้าเสียงของฝ่ายเดียวกันแตก แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ก็อาจเสียทั้งเขตไปได้ง่ายๆ

ในทางตรงข้าม ไทยใช้ระบบผสมระหว่างเขตกับบัญชีรายชื่อ ที่เปิดโอกาสให้พรรคเล็กอยู่รอดได้ ทำให้ “ทุกพรรคอยากมีชื่อในบัตรเลือกตั้ง” มากกว่าจะรวมเป็นพันธมิตรเดียว

พันธมิตรมาเลเซีย: รวมก่อนเลือกตั้ง เพื่อชนะทั้งกระดาน
หลังเอกราชปี 1957 พรรค UMNO ของชาวมลายูจับมือกับพรรคจีน (MCA) และพรรคอินเดีย (MIC) เกิดเป็น Barisan Nasional (BN) — พันธมิตรข้ามเชื้อชาติที่กลายเป็นต้นแบบของอาเซียน

BN ไม่เพียง “รวมชื่อ” แต่รวมทุกอย่าง: โลโก้เดียว (ตราชั่ง), นโยบายกลางร่วม, การแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ทับซ้อนกัน, การตัดสินใจแบบ “คณะกรรมการกลาง”

ผลลัพธ์คือ BN ครองอำนาจได้กว่า 50 ปีติดต่อกัน แม้คะแนนนิยมลดลง แต่เพราะพันธมิตรแน่น เสียงไม่แตก

ในปี 2022 ก็ยังเกิด “รัฐบาลผสมข้ามขั้ว” ระหว่าง Pakatan Harapan (ฝ่ายค้านเดิม) กับ UMNO (อดีตรัฐบาล) เพื่อแก้ทาง “สภาไร้เสียงข้างมาก” และรัฐบาลนั้นก็ยังยืนอยู่ได้จนวันนี้

ไทย: รวมหลังเลือกตั้ง แต่แยกก่อนบริหาร
ไทยมีรัฐบาลผสมแทบทุกยุค แต่ต่างจากมาเลเซียตรงที่ “รวมกันหลังเลือกตั้ง” เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่ “รวมก่อนเลือกตั้ง” เพื่อชนะอย่างมีแผน

ผลคือพรรคต่างๆ ต้องต่อรองกันใหม่หลังประกาศผล เกิดดีล–แบ่งเก้าอี้–แลกนโยบาย รัฐบาลจึงเริ่มต้นด้วย “ข้อต่อรอง” มากกว่า “ข้อตกลงร่วม”

อีกทั้งกฎหมายไทยยังไม่เปิดช่องให้จดทะเบียนพันธมิตรเลือกตั้งแบบมาเลเซียได้ เพราะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10–11 ระบุว่า พรรคการเมืองต้องมีชื่อ โลโก้ และทะเบียนของตนเอง ห้ามใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของพรรคอื่น

ดังนั้น “การรวมตัวก่อนเลือกตั้งภายใต้ชื่อเดียว” แบบ BN จึงทำไม่ได้ในไทย หากทำโดยไม่จดทะเบียนใหม่ อาจถูกมองว่าเป็น “พรรคเงา” หรือ “นอมินี” ตามกฎหมายพรรคการเมือง

แล้วถ้าไม่แก้กฎหมาย พรรคไทยจะร่วมมือกันได้ไหม?
คำตอบคือ ได้ครับ — แต่ต้องทำให้ “ถูกกฎหมาย” และ “โปร่งใส”

1. ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU หรือ Electoral Pact)
- พรรคแต่ละพรรคยังคงสถานะของตนเอง
- ประกาศร่วมสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวกัน
- หลีกเลี่ยงการลงแข่งกันในบางเขต
- หาเสียงร่วมได้ หากไม่ใช้โลโก้เดียว
ตัวอย่าง: MOU ฝ่ายประชาธิปไตย (เพื่อไทย–ก้าวไกล–ประชาชาติ–ไทยสร้างไทย) ก่อนเลือกตั้งปี 2566

2. รวมพรรคหลังเลือกตั้ง (Merger)
- หากต้องการใช้ชื่อและโลโก้เดียว ต้องยุบรวมพรรคและจดทะเบียนใหม่กับ กกต.
- คล้ายการรีแบรนด์เป็นพรรคใหม่ เช่น “ประชาธิปัตย์–ชาติไทยรวมพลัง” (สมมติ)

3. ตั้งรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้ง (Coalition Government)
- ถูกต้องเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159
- พรรคยังคงเอกเทศ แต่บริหารร่วมผ่านข้อตกลงนโยบายกลาง

ถ้าไทยอยากได้เสถียรภาพแบบมาเลเซีย ต้องกล้าปรับกติกา
สิ่งที่มาเลเซียสอนเราคือ การเมืองไม่เสถียร ไม่ใช่เพราะคนทะเลาะ แต่เพราะ “กติกา” บังคับให้ทะเลาะ

หากไทยต้องการเสถียรภาพทางการเมืองจริงๆ อาจถึงเวลาพิจารณา “ระบบพันธมิตรเลือกตั้งแบบจดทะเบียน (Coalition Registration)” ให้พรรคที่เห็นตรงกัน สามารถรวมชื่อ–โลโก้–นโยบาย ลงสนามในนามเดียวได้ แต่ยังคงสถานะเป็นพรรคอิสระหลังเลือกตั้ง

นั่นจะทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น เห็นขั้วการเมืองชัดขึ้น และรัฐบาลบริหารต่อเนื่องได้จริง

การเมืองมาเลเซียพิสูจน์แล้วว่า “พันธมิตรไม่ใช่การประนีประนอม แต่คือการวางระบบให้ประเทศเดินได้” ส่วนไทย… ยังอยู่ในวงจร “แยกเพื่อแข่ง แล้วค่อยรวมเพื่ออยู่”

วันหนึ่ง หากเราเริ่มคิดจาก “โครงสร้างความร่วมมือ” มากกว่า “อำนาจต่อรอง” เราก็อาจได้เห็นเสถียรภาพแบบเดียวกับ Barisanท Nasional ที่อยู่เหนือพายุการเมืองมาครึ่งศตวรรษ
 

BLCP ตอกย้ำพันธกิจ ‘อุตสาหกรรมคู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม’ คว้า 2 ใบประกาศเกียรติคุณด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในเวที ECO Innovation Forum 2025

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา – ท่ามกลางเวทีใหญ่ระดับประเทศ ECO Innovation Forum 2025 ที่รวมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้กำหนดนโยบายอุตสาหกรรมไทย โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนอีกครั้ง ด้วยการคว้า 2 ใบประกาศเกียรติคุณสำคัญที่สะท้อนการดำเนินงานซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำจุดยืนการเป็น "อุตสาหกรรมคู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม" อย่างเป็นรูปธรรม ภายในงาน ECO Innovation Forum 2025 ภายใต้แนวคิด “พัฒนาประเทศไทย ด้วยอุตสาหกรรมใหม่อย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ใบประกาศเกียรติคุณแรก คือ ใบประกาศเกียรติคุณโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการประเมินผลลัพธ์เชิงสังคม (SIA) ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในการประเมินและลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างจริงจัง โดยมี คุณธไนท์ นันทนาการ ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ เป็นตัวแทนรับมอบจาก นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถือเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าทุกย่างก้าวของบีแอลซีพีมีการรับฟังและสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยรอบเสมอมา

ถัดมาคือ ใบประกาศเกียรติคุณโรงงานสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มอบให้แก่องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม โดย คุณสินีนาฐ ขันธะบัลลัง ผู้จัดการฝ่ายสิ่งแวดล้อม เข้ารับมอบจาก นายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ รองผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.). ซึ่งเป็นการยอมรับในความพยายามของบีแอลซีพีที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในรั้วโรงไฟฟ้า แต่ยังขยายผลสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมโดยรวม

เวทีดังกล่าวได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญในแวดวงอุตสาหกรรมร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดยปาฐกถาพิเศษจาก จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และการชี้แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “MIND อุตสาหกรรมคู่ชุมชน” โดย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการที่บีแอลซีพีได้รับใบประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ ถือเป็นการขานรับและดำเนินงานที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของภาครัฐอย่างชัดเจน

นอกจากการเข้ารับใบประกาศเกียรติคุณแล้ว บีแอลซีพียังได้นำความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของชุมชนมาร่วมจัดแสดงภายในงาน ผ่านบูธสินค้า SEACRAFTY จาก วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำและแม่น้ำระยอง และ วิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กเก้ายอด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ที่สามารถสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืนให้กับคนในท้องถิ่น

ใบประกาศเกียรติคุณทั้งสองนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงใบประกาศเกียรติคุณ แต่คือหลักฐานที่จับต้องได้ ซึ่งยืนยันถึงปรัชญาการดำเนินธุรกิจของบีแอลซีพี ที่เชื่อมั่นว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมต้องก้าวไปพร้อมกับการดูแลสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

บีแอลซีพี มุ่งมั่นพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

จากสูตรบำนาญ CARE? ประกันสังคม 5 โปรไฟล์ เช็กตัวเองใน 1 นาที ฟังความให้รอบด้าน!! ก่อนตัดสินใจ คำนวณสิทธิของตัวเองจริงคือคำตอบที่ชัดที่สุด

สูตร CARE คืออะไร (สรุปสั้น)

สูตร CARE (Career-Average Revalued Earnings) คือการคำนวณบำนาญแบบใหม่ของประกันสังคม ที่เอา “ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาที่ส่งเงินสมทบ” (หลังปรับค่าเงินในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน) มาใช้แทนสูตรเดิมที่เฉลี่ยเฉพาะ “60 เดือนสุดท้าย” และนับ “เศษเดือน” ด้วย โดยมีช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีที่คำนวณคู่ (สูตรเก่า-สูตรใหม่) และชดเชยส่วนต่างหากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า; ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลดลง

 

สูตรเดิม (เพื่อเทียบ)

เฉลี่ยค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย คูณอัตราพื้นฐาน 20% และบวกเพิ่ม 1.5% ต่อปีที่ส่งเงินสมทบเกิน 15 ปี (ไม่นับเศษเดือน)

 

5 โปรไฟล์: ใคร “ได้–เสีย” อย่างไร

โปรไฟล์ที่ 1: เงินเดือน “พุ่งแรง” ใน 5 ปีท้ายงาน  → เสี่ยงเสียเมื่อเทียบสูตรเดิม

สูตรเดิมเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ทำให้ฐานสูงจากช่วงพีค แต่สูตร CARE เฉลี่ยตลอดการทำงาน จึงพา “มีรายได้ต่ำ” เข้ามาถัว อย่างไรก็ดี ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี สปส.จะคำนวณคู่และชดเชยส่วนต่างให้ตลอดชีวิต หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า จึงไม่เสียทันที

โปรไฟล์ที่ 2: จาก ม.33 → ม.39 ช่วงท้าย  → มัก “ได้” มากขึ้น

สูตรเดิมของ ม.39 ผูกฐานต่ำกว่างานประจำเดิม ทำให้สิทธิตก แม้เคยมีเงินเดือนสูง แต่สูตร CARE เอาค่าจ้างทั้งช่วงชีวิต (ม.33 + ม.39) มาถัวหลังปรับค่าเงิน จึงแฟร์ขึ้นและมักได้มากกว่าเดิม

โปรไฟล์ที่ 3: รายได้ “ทรงตัว/ค่อย ๆ โต”  → ส่วนใหญ่ใกล้เคียงเดิมหรือดีขึ้นเล็กน้อย

หากค่าจ้างไม่ได้พุ่งเฉียบเฉพาะช่วงท้าย ผลต่างระหว่างสูตรเดิมกับ CARE มักไม่มาก และการปรับค่าเงินในอดีตช่วยสะท้อนสิทธิจากสิ่งที่ส่งสมทบจริงได้ตรงขึ้น

โปรไฟล์ที่ 4: ส่งสมทบ “ยาวนาน” เกิน 15 ปี  → ได้ประโยชน์จากการ “นับเศษเดือน”

สูตรใหม่จะนับเศษเดือน และเพิ่มอัตราบำนาญเดือนละ 0.125% เมื่อสมทบเกิน 15 ปี (เทียบกับสูตรเดิมที่ปัดเป็นปี) เช่น 25 ปี 6 เดือน จะคิดเป็น 25.5 ปี—not 25 ปีตรง ๆ

โปรไฟล์ที่ 5: “รับบำนาญอยู่แล้ว / จะเกษียณใน 5 ปีแรกของการใช้สูตรใหม่”  → คุ้มครองชัดเจน

ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลด ส่วนผู้ที่จะเริ่มรับในช่วงเปลี่ยนผ่าน สปส.จะคำนวณคู่ (สูตรเก่า-สูตรใหม่) แล้วชดเชยส่วนต่างให้ตลอดชีวิต หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า

 

เช็กตัวเองใน 1 นาที

• 5 ปีท้ายของคุณพุ่งแรงหรือไม่? ถ้าใช่ → โปรไฟล์ #1

• เคยย้าย ม.33 → ม.39 ใกล้เกษียณไหม? ถ้าใช่ → โปรไฟล์ #2

• รายได้ทรงตัว/โตเรื่อย ๆ หรือไม่? → โปรไฟล์ #3

• ส่งเกิน 15 ปีและต่อเนื่องหรือไม่? เศษเดือนได้คิด → โปรไฟล์ #4

• จะรับบำนาญในปี 2569–2573 หรือรับอยู่แล้ว? → โปรไฟล์ #5

• ทางที่ชัดที่สุด: ลองคำนวณของจริงด้วยเครื่องมือจำลองของ สปส. แล้วเทียบ “สูตรเดิม vs CARE”.

 

Myth vs Fact

Myth: สูตรใหม่ทำให้ทุกคน “ได้เงินน้อยลง”

Fact: ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีจะคำนวณคู่และชดเชยส่วนต่าง หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า; ผู้รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลด

Myth: CARE เอื้อแต่คนฐานสูง

Fact: CARE แก้ปัญหา “ล็อกฐานปีท้าย” และให้คะแนนความสม่ำเสมอในการส่งสมทบ ช่วยหลายเคสที่รายได้ไม่พุ่งท้ายงาน รวมถึงผู้ที่ย้ายไป ม.39

 

สรุป

หัวใจของ CARE คือ “สะท้อนสิทธิจากทั้งชีวิตการทำงาน” ไม่ใช่การเร่งฐานเฉลี่ยใน 60 เดือนท้าย ดังนั้นใครที่พีคเฉพาะช่วงท้ายอาจรู้สึกเสียเทียบสูตรเดิม ส่วนใครที่เส้นรายได้เรียบ/ย้าย ม.33→ม.39/ส่งยาว มักได้เท่าเดิมหรือแฟร์ขึ้น และยังมีตาข่ายรองรับใน 5 ปีแรก (คำนวณคู่ + ชดเชยส่วนต่าง). ก่อนตัดสินใจ ลองคำนวณสิทธิของตัวเองจริงคือคำตอบที่ชัดที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top