Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

22 ตุลาคม พ.ศ. 2493 ไทยส่งทหาร ‘กรมผสมที่ 21’ ร่วมรบสงครามเกาหลี กลายเป็นจุดกำเนิด ‘หน่วยทหารเสือราชินี’

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2493 รัฐบาลไทยในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตอบรับคำขอขององค์การสหประชาชาติให้ส่งกองกำลังร่วมรบในสงครามเกาหลี เพื่อผลักดันกองทัพเกาหลีเหนือ โดยไทยเป็นประเทศแรกที่ตอบรับ และได้ส่ง “กรมผสมที่ 21” เดินทางออกจากประเทศไทยด้วยเรือของกองทัพเรือ เพื่อเข้าร่วมรบในสมรภูมิเกาหลีร่วมกับกองกำลังสหประชาชาติ

ต่อมา “กรมผสมที่ 21” ได้แปรสภาพมาเป็น กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และย้ายที่ตั้งไปยังจังหวัดชลบุรีในปี 2511 ก่อนจะได้รับพระราชทานชื่อค่ายว่า “ค่ายนวมินทราชินี” เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2519 หน่วยนี้ภายหลังกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะของนายทหารระดับสูงหลายคน เช่น พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถูกเรียกขานว่า “ทหารเสือราชินี” หรือ “บูรพาพยัคฆ์”

ตลอดสงครามเกาหลี ทหารไทยได้แสดงวีรกรรมอันกล้าหาญจนได้รับการยกย่องจากนานาชาติ โดยมีทหารไทยเสียชีวิตรวม 136 นาย เพื่อธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพและสันติสุขของประชาคมโลก ปัจจุบันวันที่ 25 มิถุนายนของทุกปีจึงถูกกำหนดให้เป็น “วันระลึกสงครามเกาหลี” เพื่อรำลึกถึงเกียรติประวัติของเหล่าทหารไทยผู้กล้า

กระหึ่มอาเซียน “ เจริญชัย ” ยืนหนึ่งด้านอนุรักษ์พลังงาน คว้ารางวัลนวัตกรรมชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2025

ด้าน AI นวัตกรรม ของ
คนไทย กับการประหยัดพลังงาน 5-20%
ความมั่นคงเสถียรภาพ พร้อมเพิ่ม Yield Solar เก่า 6-30%
“ AI หม้อแปลง ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนกำไรจากผลประหยัดพลังงาน “
นวัตกรรม AI Transformer Management Platform , AI Saving, AI Sustainability
(นวัตกรรม NiA)

ประเทศไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ด้วยความสำเร็จ อันยิ่งใหญ่ในการคว้ารางวัลนวัตกรรมจากเวที ASEAN Energy Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้การประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน      ครั้งที่ 43 (43rd ASEAN Ministers on Energy Meeting – AMEM)  ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 ตุลาคม 2568ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้การผลักดันของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลจากการส่งผลงานเข้าประกวดในหลากหลายสาขา ได้แก่ ด้านพลังงานทดแทน ด้านการจัดการพลังงาน และด้านอนุรักษ์พลังาน รวมถึงเทคโนโลยีด้านนวัตกรรม ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ตอกย้ำถึงศักยภาพของภาครัฐ เอกชน และอุตสาหกรรมในประเทศไทย ในการร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมและ การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านพลังงาน ซึ่งทำให้ประเทศไทยยังคงครองสถิติสะสมรางวัลสูงสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ผลงานด้านพลังงานไทย ในเวที ASEAN Energy Awards 2025 

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด  เข้ารับรางวัลชนะเลิศ AI Transformer Management Platform for Green Electricity Integration with Battery บริหารจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด (Platform AI บริหารจัดการ Solar กับ Energy Storage ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) ประโยชน์สูงสุดและเสถียรภาพ พร้อมทำ AI Net Zero Go To Near Zero, AI Cut Peak Demand, AI Saving, AI Sustainability, AI Increase old Solar 6-30% (Research &Use case & Journal) และประหยัดค่าไฟฟ้า ใช้งานจริงและพิสูจน์จริงร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการบริหารจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) ด้วยระบบ Platform AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ระดับสากลอันเป็นส่วนหนึ่ง ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในอนาคต อีกทั้งตอบโจทย์ ทุกอุตสาหกรรม ด้านการประหยัดพลังงานและความมั่นคงในกลุ่มเป้าหมาย Data Center ภาคอุตสาหกรรม, โรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย, ห้างสรรพสินค้า, โรงเรียน และบ้านเรือน เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคงและเสถียรภาพสูงสุด อีกทั้งยังลดความสูญเสียพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานและราคาพลังงานในตลาด ช่วยลดการพลังงาน 5-20%  ลดคาร์บอน 100 ล้านตันคาร์บอน (ลดค่าไฟฟ้าของผู้ประกอบการ) และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานของไทยที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการคำนึกถึงการลดภาวะโลกร้อน และพลังงานคาร์บอนต่ำ

ความสำเร็จเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมนวัตกรรมพลังงานสะอาด ตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติในการบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน จะยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายด้านพลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ผู้บัญชาการทัพเรือภาค 1 ตรวจความพร้อมให้ความช่วยเหลือ ปชช.จากภัยพิบัติอย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 (ผบ.ทรภ.1/ผอ.ศบภ.ทรภ.1) ตรวจความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์ในการบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1 
     
ได้แก่ กองพันทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองพันรักษาฝั่งที่ 12 กรมรักษาฝั่งที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยกองเรือยุทธการ และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยฐานทัพเรือสัตหีบ  

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ การตรวจเยี่ยมครั้งนี้จัดขึ้นที่บริเวณหน้า กองร้อยต่อสู้อากาศยานที่ 2 กองพันต่อสู้อากาศยานที่ 21 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 2 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง

โดยผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้กล่าวว่า “การช่วยเหลือประชาชนในยามที่เกิดภัยพิบัติเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติได้อย่างทันท่วงที กำลังพลและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานทุกเมื่อ เพราะภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 1 มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ” ได้เน้นย้ำให้กำลังพลและหน่วยบรรเทาสาธารณภัย (นบภ.) ตรวจสอบและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ให้พร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “นรินทร์ เผ่าวณิช” เป็นผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17

ในยุคที่ประเทศไทยก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) อย่างจริงจัง “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)” จำเป็นต้องมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบเทคนิคของโรงไฟฟ้าและแนวคิดการบริหารพลังงานอย่างยั่งยืน หนึ่งในบุคลากรสำคัญที่โดดเด่นในเส้นทางนี้ คือ ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 (รักษาการ) ตั้งแต่กลางปี 2568

ผลงานเด่นด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีเชื้อเพลิง
1. ขับเคลื่อนโครงการไฮโดรเจนพลังงานสะอาด
ภายใต้บทบาทรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง ดร.นรินทร์เป็นผู้นำในการผลักดันความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการศึกษากระบวนการผลิตไฮโดรเจนจากการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในอนาคต ลดการพึ่งพาฟอสซิล และเป็นก้าวสำคัญต่อเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ของประเทศ
2. พัฒนาโครงการพลังงานชีวมวล (Biomass + Coal Co-firing)
อีกหนึ่งผลงานที่ได้รับการจับตามอง คือการร่วมมือกับ IHI Corporation ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาและทดสอบการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (wood pellets) ร่วมกับถ่านหินในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเดิมสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น โดยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
3. วางรากฐานระบบ CCUS (Carbon Capture, Utilization & Storage)
ดร.นรินทร์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ซึ่งเป็นการดักจับ–ใช้ประโยชน์–และกักเก็บคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล ถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของ กฟผ. ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ
4. บริหารยุทธศาสตร์เชื้อเพลิงของประเทศอย่างสมดุล
ในฐานะรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง เขาดูแลกลุ่มเชื้อเพลิงหลักของประเทศ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ชีวมวล และพลังงานทดแทน พร้อมทั้งวางระบบจัดการความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศ ในช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาพลังงานโลกและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม

การศึกษาและพื้นฐานความเชี่ยวชาญ
ดร.นรินทร์เป็น “นักวิศวกรรมพลังงาน” ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งทางเทคนิค จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับปริญญาโท (M.S.C.E.) และปริญญาเอก (Ph.D.) จาก Georgia Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน

สรุป
เส้นทางของ ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ไม่ได้สะท้อนเพียงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ของการบริหารพลังงานไทยที่เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงานกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลสู่พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือวิสัยทัศน์ของผู้นำที่กล้าปรับทิศทางอนาคตของประเทศให้มั่นคงและยั่งยืนในเวลาเดียวกัน

‘EleX by EGAT ทับสะแก’ ต้นแบบสถานีชาร์จสีเขียว ผสานพลังงานสะอาดกับนวัตกรรม ‘EGAT Ash Nova’ คอนกรีตรักษ์โลก

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตอบรับกระแสนี้ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ไม่เพียงรองรับการใช้งาน EV แต่ยังยกระดับสู่การเป็น “Green Charging Station” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สถานีต้นแบบ ‘EleX by EGAT’ ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบของการบูรณาการพลังงานสะอาดกับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างกลมกลืน

สถานีชาร์จแห่งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Enlighted EcoCharge” ซึ่งหมายถึงการเป็นมากกว่าจุดเติมพลังงานให้กับรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นพื้นที่ที่จุดประกายความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และชีวมวล สะท้อนภาพรวมของระบบนิเวศพลังงานสะอาดในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

สถาปัตยกรรมของสถานีได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ใบบัว และดอกเห็ด ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบเรียบง่าย เพื่อสื่อถึงพลังงานสะอาดและการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้ EV ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ “เสาแห่งพลังงาน” ทั้งสามต้น ที่ใช้สีเรืองแสงเพื่อสื่อถึงการรวบรวมและส่งต่อพลังงานสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง เสาเหล่านี้จึงเป็นทั้งโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและงานศิลป์ที่ให้แสงและความหมายแก่ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

EGAT Ash Nova: คอนกรีตรักษ์โลกจากของเหลือทิ้งสู่วัสดุสร้างสรรค์

หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นของสถานี EleX by EGAT แห่งนี้คือการใช้ ‘EGAT Ash Nova’ ซึ่งเป็นคอนกรีตทางเลือกที่พัฒนาจาก “เถ้าลอย” วัตถุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งจะมีเถ้าลอยบางส่วนไม่สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้และต้องฝังกลบ แต่ กฟผ. ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิจัยและพัฒนาให้สามารถใช้แทนปูนซีเมนต์ได้ถึง 100% และใช้งานได้หลากหลาย เช่น นำไปผสมทำคอนกรีตบล็อกสำหรับก่อผนัง และคอนกรีตตัวหนอนปูผิวทางเดินเท้า เป็นต้น

ข้อดีของ EGAT Ash Nova ได้แก่:
- กำลังรับแรงอัดสูง ทนทานต่อกรดและด่าง
- ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 58% เมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตจากปูนซีเมนต์
- ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นนวัตกรรมวัสดุรักษ์โลก

ด้านวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้ในสถานีนี้ยังคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมในทุกองค์ประกอบ โดยหลังคา Polycarbonate ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล และสีทับหน้าโพลียูรีเทน (สีที่ใช้เคลือบพื้นผิวภายนอกให้เงางามและทนทานต่อรอยขีดข่วน) ที่มีค่า VOC (Volatile Organic Compounds หรือ สารระเหยอินทรีย์) ต่ำ ปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการออกแบบและการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สถานี EleX by EGAT ยังทำหน้าที่เป็น จุดเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning Node) เชื่อมโยงกับศูนย์การเรียนรู้พลังงานสะอาดทับสะแก เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ประชาชน เรียกได้ว่าสถานีชาร์จแห่งนี้สร้างประโยชน์ด้านพลังงานสะอาดได้อย่างครบวงจร

ปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนาและขยายสถานีชาร์จ ทั่วประเทศแล้ว 303 แห่ง และมีแผนขยายให้ครบ 312 แห่งภายในปี 2568 เพื่อรองรับการใช้งาน EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานีชาร์จ ‘EleX by EGAT ทับสะแก’ จึงไม่ใช่แค่จุดเติมพลังงาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ด้วยการผสานนวัตกรรม วัสดุรักษ์โลก และการออกแบบที่สะท้อนธรรมชาติ พร้อมตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คว้า 2 รางวัล อันทรงเกียรติจากงานประกาศรางวัล World Tourism Awards 2025 ประเทศเบลเยียม ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านดิจิทัล-การตลาดเชิงกลยุทธ์

(21 ต.ค. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างชื่อบนเวทีโลกอีกครั้ง คว้า 2 รางวัลอันทรงเกียรติจากงาน World Tourism Awards 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้แก่ รางวัล “Best Use of AI in Travel” จากโครงการ TAT-AI และรางวัล “Most Innovative Tourism Campaign” จากแคมเปญ เที่ยวไทยคนละครึ่ง สะท้อนความสำเร็จด้านนวัตกรรมดิจิทัลและการตลาดเชิงกลยุทธ์ของไทยบนเวทีโลก

นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. กล่าวว่า รางวัลนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยโครงการ TAT-AI ถือเป็นการปฏิวัติระบบฐานข้อมูลการท่องเที่ยวของไทย ผ่านความร่วมมือกับ Google ในการพัฒนา AI เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลกับนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ ตอบโจทย์การเดินทางแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) และช่วยให้ ททท. วางแผนการตลาดเชิงข้อมูลได้อย่างแม่นยำ

ส่วนแคมเปญ เที่ยวไทยคนละครึ่ง ใช้โมเดล Co-Pay 50% เพื่อกระตุ้นการเดินทางในประเทศ กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs กว่า 10,000 ราย ผ่านแพลตฟอร์ม Amazing Thailand Platform ที่พัฒนาโดย ททท. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและทำตลาดเชิงรุกได้อย่างตรงจุด จนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 35,000 ล้านบาท

ทั้งสองโครงการสะท้อนวิสัยทัศน์ “Smart Tourism” ของ ททท. ที่มุ่งผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอัจฉริยะของเอเชียในอนาคต
 

สรุปผลงานเด่น โค้ชทีมชาติไทย (ชุดใหญ่)

สรุปผลงานเด่น โค้ชทีมชาติไทย (ชุดใหญ่)
ข้อมูลอัปเดต: 22 October 2025

เอกสารนี้สรุปเฉพาะ "โค้ชทีมชาติไทย (ชุดใหญ่)" ที่มีผลงานโดดเด่นชัดเจน เช่น คว้าแชมป์/รองแชมป์รายการสำคัญ หรือสร้างหมุดหมายสำคัญระดับทวีป โดยจัดเรียงตามลำดับเวลา (ใกล้ปัจจุบันก่อน) และมีสรุปแบบตารางท้ายหน้า

มาซาทาดะ อิชิอิ (Masatada Ishii) — ช่วงคุมทีม: พ.ย. 2023 – ต.ค. 2025
• แชมป์คิงส์คัพ 2024 (ชนะซีเรีย 2–1 ที่สงขลา)
• รองแชมป์อาเซียน 2024 (AFF Mitsubishi Electric Cup 2024; แพ้เวียดนามรวม 5–3 ในรอบชิงฯ เมื่อ 5 ม.ค. 2025)
อเล็กซานเดร “มาโน่” โพลกิ้ง (Alexandré Pölking) — ช่วงคุมทีม: ต.ค. 2021 – พ.ย. 2023
• แชมป์อาเซียน 2 สมัยติด — AFF 2020 (แข่ง ธ.ค. 2021–ม.ค. 2022) และ AFF 2022 (แข่งปลายปี 2022–ต้นปี 2023)
ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย (รักษาการ) (Sirisak Yodyardthai (caretaker)) — ช่วงคุมทีม: ม.ค. 2019 – มิ.ย. 2019
• เข้ารอบ 16 ทีม เอเชียนคัพ 2019 (ครั้งแรกนับแต่ปี 1972) — ชนะบาห์เรน 1–0, เสมอยูเออี 1–1
มิโลวาน ราเยวัช (Milovan Rajevac) — ช่วงคุมทีม: พ.ค. 2017 – ม.ค. 2019
• แชมป์คิงส์คัพ 2017 (ชนะเบลารุสด้วยจุดโทษ, จัดที่ราชมังคลาฯ)
เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (Kiatisuk Senamuang) — ช่วงคุมทีม: มิ.ย. 2014 – มี.ค. 2017
• แชมป์ AFF Suzuki Cup 2014 และ 2016
• พาทีมเข้าสู่รอบสุดท้ายคัดบอลโลกโซนเอเชีย (รอบ 12 ทีม) ในคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018
ปีเตอร์ รีด (Peter Reid) — ช่วงคุมทีม: ก.ค. 2008 – เม.ย. 2009
• รองแชมป์ AFF Suzuki Cup 2008 (แพ้เวียดนามรวม 2 นัด 2–3)
ปีเตอร์ วิธ (Peter Withe) — ช่วงคุมทีม: 1998 – 2003
• แชมป์อาเซียน (Tiger Cup/AFF) 2 สมัย — ปี 2000 และ 2002
 

IMF เผย GDP เวียดนามพุ่งแรงแตะ 484 พันล้าน ส่วนไทยยังครองอันดับสูงกว่าอยู่ที่ 558 พันล้าน แต่ช่องว่างเริ่มแคบลงต่อเนื่องตลอด 5 ปีหลัง World Bank ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องก่อนถูกแซง

(22 ต.ค. 68) ในยุคที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังแข่งขันด้านเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น คำถาม “เวียดนามโตกว่าไทยจริงไหม?” กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังตัวเลขล่าสุดจาก IMF และ World Bank สะท้อนชัดว่า เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งเครื่องแซงไทยในแง่ อัตราการเติบโต แม้ไทยยังมีขนาดเศรษฐกิจและรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าในภาพรวม

ข้อมูลปี 2024–2025 ชี้ว่า เวียดนามมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจริง (Real GDP Growth) ราว 7% ในปี 2024 และคาดว่าปี 2025 จะอยู่ในช่วง 5.8–6.6% ขณะที่ไทยเติบโตเพียง 1.8–2.0% ต่อปี ส่งผลให้หลายฝ่ายมองว่า “เวียดนามโตเร็วกว่า” ไทยอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสลดช่องว่างทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาที่ “ขนาดเศรษฐกิจและความมั่งคั่งเฉลี่ย” ไทยยังคงนำอยู่ โดยคาดว่า GDP รวมของไทยในปี 2025 อยู่ที่ราว 558.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าเวียดนามที่ 484.7 พันล้านดอลลาร์ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,345 ดอลลาร์ เทียบกับเวียดนามที่ 4,717 ดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว” แม้เวียดนามจะขยับเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเวียดนามให้โตเร็วกว่าคือการเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลกภายใต้แนวโน้ม “China+1” ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ไทยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาประชากรสูงวัย การลงทุนต่ำ และความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ฉุดศักยภาพการเติบโตระยะยาว

ด้านความเหลื่อมล้ำ ไทยยังมีคะแนนดัชนีจีนี (Gini) ดีกว่าเวียดนามเล็กน้อย คือ 33.5 เทียบกับ 36.1 ซึ่งสะท้อนว่าไทยมีการกระจายรายได้เท่าเทียมกว่าในภาพรวม แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทอย่างเห็นได้ชัด โดยภาพรวมแล้ว เวียดนาม “โตกว่า” ไทยในความหมายของความเร็วการเติบโต ขณะที่ไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว”

 

 

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรม วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ 2568

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรม “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2568” เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 21 ตุลาคม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้เป็น “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


 


โดยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปลูกต้นพยุง ณ พื้นที่ด้านข้างอาคารช้างธรรมชาติ และศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ “โคก หนอง นา” ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด โดยมีผู้บังคับบัญชาและกำลังพลร่วมปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและอนุรักษ์ระบบนิเวศ



ต่อมา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องภายในพื้นที่กองบัญชาการฯ โดยผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 นายทหารผู้ใหญ่และกำลังพลร่วมกันบำรุงรักษาต้นไม้ ใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ตัดแต่งกิ่งไม้ และตัดหญ้า เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้ร่มรื่นและสวยงามในส่วนของฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ได้จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้และดูแลพื้นที่สีเขียว ณ ศูนย์การเรียนรู้ “โคก หนอง นา” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่กำลังพลและชุมชนโดยรอบ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว และรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกทหารใหม่ เพื่อรับทราบความพร้อมในการปฏิบัติงานโดยเฉพาะความพร้อมในการรับทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68

เมื่อ 20 ต.ค.68 พล.ร.ท.ไพฑูรย์ ชีชะนะ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมี น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับ ณ กองบังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (บก.ศฝท.ยศ.ทร.) ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การตรวจเยี่ยมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อรับทราบความพร้อมในการปฏิบัติงาน และติดตามการเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68  โดยได้ตรวจความพร้อมของสถานที่ ประกอบด้วย โรงอาหาร อาคารกราบพักทหาร หมวดแพทย์และเวชกรรมป้องกัน 


   
จากนั้น จก.ยศ.ทร. พร้อมคณะผู้บังคับบัญชารับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุม ชั้น 2 บก.ศฝท.ยศ.ทร. เพื่อรับทราบความพร้อม ปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้อง และข้อเสนอแนะต่าง ๆ

ในโอกาสนี้ จก.ยศ.ทร. ได้มอบนโยบายสำหรับเป็นแนวทางการอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ ผลัดที่ 3/68 ระหว่าง 1 พ.ย.68  - 1 ม.ค.69  สรุปได้ว่า "…ครูฝึกต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ปกครองบังคับบัญชาด้วยความยุติธรรม และมีเมตตาธรรม อบรมทหารใหม่ให้มีความรักสถาบัน เป็นคนดีมีคุณภาพต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติต่อไป"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top