Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

สหรัฐฯ เดินเกมเก็บภาษีรถยนต์ ฉีกหลักการ WTO รีดภาษี ชิ้นส่วนจาก ‘จีน’ สูงสุดในประวัติการณ์ ทำราคารถในอเมริกาพุ่งกระฉูดเอง

(22 ต.ค. 68) รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้นโยบาย America First ประกาศขึ้นภาษีสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนจากจีนในอัตราสูง ละเมิดหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) และสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก

การเก็บภาษีฝ่ายเดียวสะท้อนแนวทางปกป้องผลประโยชน์ในประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกปั่นป่วน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงเติบโต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการลงทุนระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังใช้ข้ออ้าง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ในการกำหนดภาษีรถยนต์นำเข้า และบีบให้ประเทศคู่ค้าอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ทำข้อตกลงลดภาษีเพื่อแลกสิทธิ์เข้าตลาดอเมริกา สร้างความไม่พอใจในหลายภูมิภาค

ทั้งนี้ ผลลัพธ์กลับย้อนใส่เศรษฐกิจในประเทศเอง ราคารถยนต์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 2,500–20,000 ดอลลาร์ต่อคัน ขณะที่ค่ายรถรายใหญ่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มหลายพันล้าน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “สงครามภาษีไม่มีผู้ชนะ” และจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลง

 

รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ยังไม่ออกจากสถานี รัฐส่งมอบพื้นที่ไม่ครบ เอกชนขาดสภาพคล่อง เมกะโปรเจกต์แสนล้านที่กลายเป็นทางตัน คำถามใหญ่? ใครคือ "ผู้ต้องรับผิดชอบ"

โครงการ “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา)” ถูกวางให้เป็นเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคมระดับชาติของไทย ตั้งแต่ปี 2561 ด้วยเป้าหมายเชื่อมสนามบินหลักภายใน 1 ชั่วโมง และขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจ EEC สู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน แต่ผ่านมา 6 ปี “ยังไม่มีการตอกเสาเข็มจริง” เกิดอะไรขึ้นกันแน่ และใครควรถูกมองว่าเป็นฝ่าย “ผิดพลาด” ในเกมลงทุนระดับแสนล้านนี้

🧭 จุดเริ่มต้นของความฝัน
เดือนตุลาคม 2562 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลงนามสัญญาร่วมลงทุน (PPP) กับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (AERA1) ในเครือ กลุ่ม ซีพี เพื่อก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมูลค่ากว่า 224,000 ล้านบาท ตามสัญญาเอกชนต้องลงทุน ออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการ 50 ปี โดยรัฐถือครองที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่หลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่นาน ทุกอย่างเริ่ม “สะดุด” เมื่อโลกเผชิญ COVID-19 ซึ่งกระทบการบิน ท่องเที่ยว และสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมกับการส่งมอบพื้นที่ของรัฐที่ล่าช้ากว่ากำหนด หลายพื้นที่ยังมีปัญหาการรื้อถอนสาธารณูปโภคและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้เอกชนไม่สามารถเริ่มงานจริงได้

⚖️ ฝ่ายรัฐ — ระบบราชการที่เดินช้า
ฝ่ายรัฐโดย รฟท. และ EEC ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า “ส่งมอบพื้นที่ช้า” และขั้นตอนอนุมัติซับซ้อน ต้องผ่านหลายหน่วยงาน ทั้งบอร์ด รฟท., บอร์ด EEC, สำนักงานอัยการสูงสุด และ คณะรัฐมนตรี ทำให้ทุกการแก้สัญญากินเวลานานหลายเดือน นอกจากนี้ยังมีความกังวลจากภาครัฐว่า หากยอมให้เอกชนเปลี่ยนรูปแบบจ่ายเงินเป็น “รัฐจ่ายระหว่างก่อสร้าง” อาจเป็นภาระงบประมาณหรือสร้าง “ค่าโง่” หากโครงการไม่สำเร็จ จึงทำให้การตัดสินใจยิ่งชะลอ

💼 ฝ่ายเอกชน — สัญญาที่หนักเกินไป
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่ม AERA1 ในฐานะเอกชนผู้ร่วมทุน ก็ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขได้เต็มที่ โดยเฉพาะเรื่อง “แหล่งเงินทุน” ที่ต้องหาให้ครบกว่า 1.6 แสนล้านบาท ภายใน 270 วัน หลังเซ็นสัญญา เมื่อเจอ COVID-19 และภาวะต้นทุนสูง ธนาคารหลายแห่งลังเลจะปล่อยกู้ ขณะที่เงื่อนไขการค้ำประกันของรัฐยังไม่ชัด จึงกลายเป็นทางตันด้านการเงิน จนต้องขอเจรจาแก้ไขสัญญาหลายครั้ง

🌍 ปัจจัยภายนอกที่ซ้ำเติม
ทั้งสองฝ่ายยังถูกกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน ราคาน้ำมันและโลหะพุ่งสูง เงินเฟ้อทั่วโลก และอัตราดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นล้านบาท ทำให้ไม่มีฝ่ายใดยอมเดินหน้าจนกว่าจะได้เงื่อนไขใหม่ที่รับได้ทั้งคู่
.
🚦 แล้วใครคือ “ผู้ผิด”?
เมื่อวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะเห็นว่าไม่มีฝ่ายใดที่ “ผิด” แต่ทั้งสองฝ่ายต่าง “มีส่วนผิด” ในบริบทของตนเอง
- ฝ่ายรัฐ: ผิดพลาดในด้านการบริหารพื้นที่และความล่าช้าในระบบราชการ
- ฝ่ายเอกชน: ผิดในแง่การบริหารเงินทุน และความพร้อมทางการเงินที่ไม่เป็นไปตามสัญญา
- ปัจจัยภายนอก: เป็นตัวเร่งที่ทำให้ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและเวลาเดือดจนอาจต้อง “รีเซ็ตสัญญาใหม่” ทั้งหมด

🔧 ทางออกจากทางตัน
1. ปรับสัญญาแบบ Pay-as-you-Build หรือ “สร้างไปจ่ายไป” ให้รัฐและเอกชนแบ่งความเสี่ยงอย่างยุติธรรม
2. เร่งส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างและลดขั้นตอนราชการ โดยตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีอำนาจตัดสินใจได้เร็ว
3. เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน
4. เตรียมแผน B เช่น ระบบความเร็วกลาง (Medium-Speed) หากโครงการหลักยังติดขัด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์บางส่วนและไม่เสียเวลาเปล่า

🧩 บทสรุป
“รถไฟ 3 สนามบิน” จึงไม่ใช่โครงการที่ล้มเหลวเพราะคนใดคนหนึ่ง แต่เพราะ “ระบบการทำงานของรัฐและเอกชนที่ไม่เดินพร้อมกัน” เมื่อโครงการใหญ่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วของราชการแต่ต้องการเงินทุนระดับเอกชน ผลลัพธ์คือความชะงักที่เห็นอยู่ในวันนี้

ถ้าไทยต้องการเห็นรถไฟความเร็วสูงคันแรกวิ่งจริงในชีวิตนี้ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่เพียงราง แต่คือ “ระบบคิดและระบบทำงานร่วมกัน” ของทุกภาคส่วน

พัฒนา 'ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์' รุ่นใหม่ เทคโนโลยีรับความร้อนสูง 20 เมกะวัตต์/ตร.ม. ระบบไดเวอร์เตอร์ ผ่านรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ ปูทางสู่การผลิตพลังงานสะอาดในอนาคต

(22 ต.ค. 68) จีนประสบความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี "ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์" (artificial sun) รุ่นถัดไป หลังจากหนึ่งในระบบย่อยหลักของเทคโนโลยีดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบรับรองจากคณะผู้เชี่ยวชาญเมื่อวันจันทร์ (13 ต.ค.) ที่ผ่านมา ต้นแบบไดเวอร์เตอร์ (diverter) ของสถานวิจัยเทคโนโลยีฟิวชันครบวงจร (CRAFT) พัฒนาโดยสถาบันฟิสิกส์พลาสมา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน เป็นหนึ่งใน 19 ระบบย่อยหลักของแพลตฟอร์มพัฒนาและทดสอบส่วนประกอบสำคัญของเตาปฏิกรณ์พลังงานฟิวชันของสถานวิจัยฯ

อนึ่ง ความก้าวหน้านี้เป็นหมุดหมายความสำเร็จในการพัฒนาส่วนประกอบของต้นแบบไดเวอร์เตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรับรองการถ่ายเทความร้อนสูงสุดและพัฒนาทั้งหมดโดยจีน

ผลทดสอบพบว่าส่วนประกอบดังกล่าวสามารถรับรองการถ่ายเทความร้อนแบบสถานะคงตัว 20 เมกะวัตต์ต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการออกแบบให้มีลักษณะเรียบแบนที่ช่วยรักษาอุณหภูมิพื้นผิวทังสเตนให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์การตกผลึกซ้ำ (recrystallization)

ไดเวอร์เตอร์เป็นส่วนประกอบสำคัญในการเดินเครื่องแบบสถานะคงตัวของแกนเตาปฏิกรณ์พลังงานฟิวชัน ทำหน้าที่ระบายผลผลิตจากกระบวนการฟิวชันและความร้อนออกจากแกนเตาปฏิกรณ์ รวมถึงควบคุมสิ่งเจือปนภายในระบบการทำงาน นวัตกรรมสำคัญของต้นแบบไดเวอร์เตอร์ของสถานวิจัยฯ คือการออกแบบตัวเคลือบไดเวอร์เตอร์แบบผสมผสาน ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราส่วนการผลิตทริเทียมมากกว่าร้อยละ 3 ในทางทฤษฎี ทำให้เกื้อหนุนการพึ่งพาทริเทียมที่ผลิตด้วยตนเอง

คณะนักวิจัยเน้นย้ำว่าความก้าวหน้านี้เป็นความสำเร็จของจีนในการวิจัยและพัฒนาไดเวอร์เตอร์ด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์ สร้างรากฐานทางเทคนิคอันแข็งแกร่งสำหรับการประยุกต์ใช้เตาปฏิกรณ์พลังงานฟิวชันของประเทศในอนาคต รวมถึงประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในภาคการบินและอวกาศ อุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม และยานยนต์พลังงานใหม่

ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของ "ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์" คือสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (nuclear fusion) เหมือนดวงอาทิตย์ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมดของมนุษยชาติ รวมถึงส่งเสริมการสำรวจอวกาศนอกระบบสุริยะ จีนนั้นสร้างความก้าวหน้าโดดเด่นในด้านพลังงานฟิวชัน โดยเตาปฏิกรณ์โทคาแมกแบบตัวนำยิ่งยวดขั้นสูงเพื่อการทดลอง (EAST) ของจีนทำลายสถิติโลกอย่างต่อเนื่องผ่านการยกระดับการทดลอง

กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ จัดโครงการต้นกล้าความดีของสังคม รุ่นที่ 6 ปลุกพลังเยาวชน เฟ้นหาทีมไอเดียรักษ์โลก สู่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

จุดประกายอนาคต กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน CSR จัดโครงการ “ต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” เฟ้นหา ผสานกำลังพัฒนาเยาวชน จากทั่วทุกภูมิภาคให้ก้าวเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม เตรียมลุ้นทีมแชมป์ เพื่อสานต่อ และขับเคลื่อนสร้างอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมให้เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืนร่วมกัน

เมื่อวันที่ (21 - 22 ตุลาคม 2568) กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน จัดโครงการ “ต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” มาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ นำโดย ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และเป็นประธานมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ มุ่งมั่นขับเคลื่อนตามเจตนารมณ์ เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด และพัฒนาเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้จริง สำหรับปีนี้ โครงการได้เพิ่มความพิเศษด้วยการเชื่อมโยงแนวคิดด้าน “สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์โลก” ให้เยาวชนได้ออกแบบสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้ง ผู้เข้าร่วมแข่งขันจะได้มีโอกาสแสดงไอเดียทางการขาย เพื่อนำสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจะได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการ

ซึ่งได้ดำเนินการเฟ้นหาทีมตัวแทนเยาวชนจากทั่วประเทศ กว่า 100 ทีม ร่วมกันแสดงความคิดสร้างสรรค์ และเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในการอนุรักษ์โลก สำหรับปีนี้ คัดผู้ผ่านเข้ารอบ เพียง 15 ทีม เพื่อค้นหาผู้ชนะเพียง 1 เดียว ชิงทุนการศึกษา มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท พร้อมรับโล่ประกาศเกียรติคุณ และรางวัลพิเศษ “โล่เกียรติคุณสุดยอดแห่งความยั่งยืน” เพื่อต่อยอดโครงการไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในอนาคตต่อไปได้

นอกจากนี้ โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6 ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝังแนวคิดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล พร้อมกับต้องการปลูกฝังให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งหวังให้เยาวชนได้เรียนรู้ เผยแพร่พระบรมราโชวาท พระราชดำรัสฯ ในรัชกาลที่ 9 นำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน ต่อยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ในอนาคต เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รู้จักการใช้ศักยภาพของตน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนาตนเองต่อไปได้อย่างมีคุณภาพอีกด้วย 

อีกทั้ง ภายในโครงการแข่งขัน ยังมีฐานกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ และประสบการณ์ให้กับเยาวชนอย่างรอบด้าน ทั้งกิจกรรมฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เทคนิคการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี การเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นคุณค่าของพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์แล้ว ยังช่วยให้เยาวชนเข้าใจถึงผลกระทบของปัญหาขยะที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และเห็นคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.สามารถ สว่างแจ้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาชุมชน มาร่วมเป็นวิทยากรพิเศษในหัวข้อ “กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา : Knowledge of Land” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับเยาวชนในการเรียนรู้เรื่องการทำงานร่วมกัน การสร้างพลังบวกในทีม และการเข้าใจบริบทของพื้นที่ตนเอง เพื่อนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ ไปต่อยอดใช้ในการดำเนินชีวิต รวมถึงการนำไปพัฒนาชุมชนในอนาคตได้อย่างสร้างสรรค์ และเพื่อเป็นกำลังเสริมความคิดที่ดีในการแข่งขันนี้อีกด้วย 

โดยการประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ในปีที่ 6 แต่ละผลงานได้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ต่อสิ่งแวดล้อม และความตั้งใจที่จะเปลี่ยน “ของเหลือใช้” ให้กลายเป็น “ของมีค่า” อย่างแท้จริง ผลงานที่เข้าร่วมประกวด มีความหลากหลาย และน่าสนใจเป็นอย่างมาก เช่น ซังข้าวโพด เปลือกแก้วมังกร กาบกล้วย ก้านผักตบชวา อวนทะเล และขยะพลาสติก โคมไฟ ซองใส่เครื่องปรุง ดอกไม้ประดิษฐ์ กระเป๋าผ้า รวมถึงเศษวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้แล้ว มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว 

ผลการแข่งขัน ทีมเยาวชนผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ 

ทีม บุปผาดอกไม้ประดิษฐ์  โรงเรียนปราจีนกัลยาณี จังหวัดปราจีนบุรี

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1

ทีม เยาวชนพลเมืองสันกำแพง โรงเรียนสันกำแพง สพม. จังหวัดเชียงใหม่

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2

ทีม ปุ๋ยชีวภาพสูตรสามพี่น้อง RN โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จัดหวัดอุดรธานี

 รางวัลสุดยอดแห่งความยั่งยืน

ทีม NW GREEN BRANK โรงเรียนหนองหานวิทยา จ.อุดรธานี

ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กล่าวเพิ่มอีกว่า “โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ในปีนี้ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ภายใต้แนวคิดหลักที่แข็งแกร่งที่ว่า “เพราะคุณ คือ เมล็ดพันธุ์ที่พร้อมเติบโต เป็นต้นกล้าที่ดีของประเทศ” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนา และส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทย ให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมในอนาคต แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลาการจัดโครงการต้นกล้าความดี เราได้เห็นพลัง ความตั้งใจ และความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยที่ต้องการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลงานที่ส่งเข้าประกวดแต่ละชิ้น ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และจิตสำนึกอันงดงามของคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อนำพาให้เยาวชนทุกคนที่ร่วมแสดงศักยภาพในเวทีนี้ จุดประกายแรงบันดาลใจให้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันสร้างโลกที่น่าอยู่ให้คงอยู่กับคนรุ่นต่อไป เพราะการแข่งขันในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการประกวด แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแบ่งปันแนวคิด และการปลูกจิตสำนึก เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสีเขียวให้ยั่งยืนค่ะ”

“โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการประกวดเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการ ปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ให้พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมในอนาคต ซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้จะเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็น “แรงบันดาลใจ” ที่ส่งต่อแนวคิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่สังคมในวงกว้าง เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืนต่อไป เพราะพลังของเยาวชน และความคิดสร้างสรรค์ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม และสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน อย่าหยุดที่จะคิด และอย่าหยุดที่จะลงมือทำ เพราะโลกใบนี้ต้องการ ‘ต้นกล้าความดี’ จากเราทุกคน

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้!! ไทยมีสิทธิตามหลักอธิปไตยรัฐ ควรพิจารณา ห้าม!! กัมพูชาเข้าร่วมซีเกมส์ เหตุละเมิด!! กฎหมายระหว่างประเทศ กระทบ!! ความมั่นคง

(23 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีความตึงเครียด ตั้งแต่ที่กัมพูชายิงจรวดใส่เป้าหมายพลเรือนของไทยจนมีผู้เสียชีวิต 8 คน ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม โดยไม่มีเหตุใด ๆ  และยังไม่เคยยอมรับผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ  

และยังมีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ซึ่งขัดอนุสัญญาออตตาวา และจากเหตุปะทะในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ฝ่ายกัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ (Human Shield) เพื่อออกหน้าแทนกำลังทหารของตน ควบคู่กับการขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน ที่หลายประเทศชี้ว่าอำนาจรัฐของกัมพูชาเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้การกระทำเหล่านี้เฟื่องฟูและขยายตัว หรือที่สื่อในหลาย ๆ ประเทศเรียกว่า “รัฐสแกมเมอร์” (Scammer State)  

ผมจึงขอตั้งคำถามว่า ไทยสามารถห้ามกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และปฏิบัติตัวอย่างไร้มนุษยธรรม ไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9- 20 ธันวาคม 2568 นี้หรือไม่ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ? 

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยมีสิทธิภายใต้หลัก อธิปไตยแห่งรัฐ (State Sovereignty) ที่จะควบคุมบุคคลและคณะจากต่างประเทศ หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะกระทบต่อ ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) นอกจากนี้หากให้กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหลายประการตามที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยรัฐมีส่วนร่วมรู้เห็น เข้าร่วมการแข่งขันก็จะกระทบต่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์แห่งการกีฬาตามที่กำหนดไว้ในหลักการสำคัญ (Fundamental Principal) ของกฎบัตรซีเกมส์ (SEAGF Charters and Rules) และ กฎบัตรโอลิมปิก (Olympic Charter) รวมทั้งอาจสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับนักกีฬาชาติที่เข้าร่วมการแข่งขัน และอาจเกิดความไม่ปลอดภัยกับตัวนักกีฬาของกัมพูชาเอง เนื่องจากความรู้สึกของคนไทยที่เป็นเพื่อนร่วมชาติผู้ถูกกระทำยังคุกรุ่นอยู่

ผมจึงมีความเห็นว่ารัฐบาลควรส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการระหว่างประเทศด้านกีฬาที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องสั่งห้ามกัมพูชาไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องให้กัมพูชาเข้าร่วมในฐานะ “ทีมเป็นกลาง” (Neutral Delegation) โดยไม่ใช้ธงหรือเพลงชาติ เช่นเดียวกับกรณีรัสเซียในสงครามยูเครน ซึ่งจะรักษาทั้งความมั่นคงของไทยและภาพลักษณ์ทางการทูตของไทยบนเวทีกีฬาโลก 

ด้วยความปรารถนาดี

‘พลังประชารัฐ’ วาง!! ‘ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล’ นั่ง!! ‘แม่ทัพเมืองหลวง’ เตรียมลุย!! ศึกเลือกตั้ง 2569

(23 ต.ค. 68) การวางแม่ทัพครั้งใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ถูกวางตัวให้เป็น แม่ทัพเมืองหลวง

พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปรับทัพครั้งใหญ่ หวังให้นายธีรชัย เป็นแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง โดยให้วางยุทธศาสตร์ใหม่ในเมืองหลวง เพราะเขาคือนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมั่นในระบบ เขาคืออดีตเลขาธิการก.ล.ต และนักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารแห่งประเทศไทย เขามีจุดยืนในความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการมาของเขาสะท้อนพรรคพลังประชารัฐ ที่เลือกความมีเสถียรภาพเหนือกระแส จากพักที่พึ่งอำนาจของรัฐ ไปสู่พรรคการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือ นี่คือนิยามของพรรคพลังประชารัฐ ก้าวใหม่ที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2569

‘ป๋าเต็ด’ ฟาดใส่!! ‘สมาคมฟุตบอล – รัฐบาล’ หลังปลด โค้ชทีมชาติไทย แบบฟ้าผ่า!! ลั่น!! แยกแยะไม่ออก

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) ‘ป๋าเต็ด’ โพสต์เฟซ!! เผยข้อคิด ‘ข่าวกีฬาไทยวันนี้’ ทิ่มแรง!! สมาคมฟุตบอล-รัฐบาล โดยระบุข้อความว่า …

ข่าวกีฬาไทยวันนี้

1.สมาคมฟุตบอลแยกไม่ออกระหว่างโค้ชที่ดีกับโค้ชที่ชอบ

2.รัฐบาลแยกไม่ออกระหว่างไพ่ที่เป็นการพนัน กับไพ่ที่เป็นกีฬา

I SUS…

‘ทนายเดชา’ จี้!! ตรวจสอบ มูลนิธิ ‘กัน จอมพลัง’ บี้!! สอบเพิ่มปม ‘รถหรู’ จอดที่บ้านเพียบ เสียภาษีถูกต้องหรือไม่!! ชี้!! หากทำดี อย่ากลัวการตรวจสอบ

(23 ต.ค. 68) จากกรณี กัน จอมพลัง โพสต์คลิปชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กันจอมพลัง ช่วยสู้” ถึงประเด็น “มูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้” โดยระบุว่า ตนไม่ได้เป็นประธานหรือกรรมการของมูลนิธิ แต่เป็นเพียงผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดการที่ไม่มีชื่อตนอยู่ในคณะกรรมการจึงถูกมองว่าผิด ยืนยันว่าทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตน ทั้งฝ่ายทำงานและฝ่ายตรวจสอบ ต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่อความโปร่งใส

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ต.ค.2568 ที่ Decha&Lbs ทนายคลายทุกข์ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง กล่าวถึงกรณี มูลนิธิ “กัน จอมพลัง” ว่า ตอนนี้มีคนตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสในการจัดตั้งมูลนิธิ รวมถึงเงินเข้าออก ตอนนี้เริ่มมีการตรวจสอบและคิดว่าน่าจะตรวจสอบได้แล้ว โดยการจัดตั้งมูลนิธิส่วนมากการรับบริจาคก็ต้องการจะเอาเงินไปช่วยเหลือ แต่จะนำไปใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องดูจากการกระทำ

ส่วนขั้นตอนระบบการทำงานของมูลนิธิกันจอมพลังเป็นอย่างไรนั้น เบื้องต้นเท่าที่ทราบจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการที่มีชื่อ ไม่ใช่ดำเนินการจากคนภายนอกเข้ามาครอบงำกิจการ และยังมีเคสตัวอย่างที่ต้องถูกยุบมูลนิธิ เนื่องจากมีการถูกครอบงำกิจการ และทรัพย์สินทั้งหมด ต้องตกเป็นของแผ่นดิน

จึงตั้งข้อสงสัยว่า “กัน จอมพลัง” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิเลยในทางกฎหมายต้องดำเนินการด้วยเสียงข้างมากของคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการทั้ง 3 มีชื่อเพื่อนของตน 1 คน ได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมการมูลนิธิดังกล่าว ซึ่งไม่ค่อยรู้เรื่องราว

ตนจึงตั้งข้อสงสัยอีกว่า 3 คณะกรรมการเป็นนอมินีหรือไม่ ซึ่ง กัน จอมพลัง ไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ ไม่มีสิทธิ์มาขับเคลื่อนหรือสั่งการมูลนิธิในการทำแต่ละโครงการได้ การทำถนน หรือบังเกอร์ ต่าง ๆ ได้

ล่าสุดที่มีการออกมาเปิดเผยว่า หากเลิกมูลนิธิกันจอมพลัง จะโอนทรัพย์สินทั้งหมดไปให้ “มูลนิธิธรรมนัส” ต่อมา กัน จอมพลัง บอกว่า จะเปลี่ยนเป็นอีกมูลนิธินั้น ซึ่งไม่สามารถทำได้ จึงอยากฝากคนที่เป็นนายทะเบียนกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบและออกมาชี้แจง ซึ่งกรณีที่ “กัน จอมพลัง” ออกมาพูดว่ามูลนิธิอื่นก็ทำเหมือนกัน ก็ให้เปิดชื่อมูลนิธิมาเลยว่ามีมูลนิธิไหนบ้าง ซึ่งตนเชื่อว่าไม่มี

และที่มีการตั้งคำถามว่าทำไม “กัน จอมพลัง” ไม่ใช้ชื่อตัวเองเป็นกรรมการมูลนิธิ ทนายเดชา กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบว่าทำไม กัน จอมพลัง ถึงทำแบบนั้น แต่เคยสอบถามจากมูลนิธิอื่น ๆ เหมือนเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย เปรียบเหมือนนักการเมืองที่ส่วนใหญ่มักจะใช้นอมินีในการฟอกเงินหรือหลบเลี่ยงภาษี

ส่วนที่ทนายเดชาโพสต์เกี่ยวกับมูลนิธิม้า ทนายเดชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถ้าเปิดมูลนิธิมาแล้วแต่ไม่ได้บริหารจัดการเอง ให้บุคคลภายนอกจัดการก็เปรียบเทียบเหมือนการเปิดบัญชีม้า จึงฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย เนื่องจากหลักฐานชัดเจนแล้วเขาออกมายอมรับแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิ

รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยที่สามารถสั่งเรียก 3 คณะกรรมการมาดำเนินการสอบสวนได้เลย ส่วนตัวก็เป็นห่วงในเรื่องของการเบิกถอนเงินสด เช่นเดียวกับเคสหลวงพ่ออลงกต จะทำให้การตรวจสอบนั้นยากขึ้น

และหากประชาชนตั้งใจบริจาคเพราะชื่อมูลนิธิ แล้วมารู้ภายหลังว่า กัน จอมพลัง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะเข้าข่ายฐานฉ้อโกง ถึงแม้ว่าเงินดังกล่าวที่โอนไปจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง และประชาชนได้ประโยชน์ ทนายเดชา กล่าวว่า ตรงนี้ก็ต้องไปตรวจสอบ อย่างเช่น การซื้อเสื้อเกราะ ที่ตนทราบมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า มีราคาที่ต่ำกว่าทางมูลนิธิจัดซื้อ จึงตั้งคำถามว่า เงินส่วนต่างไปตกหล่นที่ไหน

ล่าสุด กัน จอมพลัง ออกมาตัดพ้อว่า การทำความดีทำไมยากขนาดนี้ ต่อไปคงไม่มีใครกล้าทำความดีนั้น ตนขอยกตัวอย่างเช่น ทนายตั้ม ที่เปิดมูลนิธิเพื่อประชาชนถูกตรวจสอบและถูกดำเนินคดีติดคุกอยู่ตอนนี้ รวมไปถึงหลวงพ่ออลงกตที่ทำดีมา 30 ปี แต่ก็ยังถูกตรวจสอบ ดังนั้นหากทำดีอย่ากลัวการตรวจสอบ

ส่วนเรื่องที่ทนายเดชาโพสต์เกี่ยวกับรถแลมโบร์กีนีสีแดง ทนายเดชา กล่าวว่า มีคนสนิทของตน ให้ข้อมูลว่า กัน จอมพลัง มีรถหรูจอดที่บ้านอยู่หลายคัน จึงอยากให้ตรวจสอบว่ามีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่

รวมถึงคนในวงการลอตเตอรี่ ฝากถามถึงเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 2 แสนฉบับ รายได้ 2-3 ล้านบาทต่อเดือน ว่าได้มาอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากสงสารคนรากหญ้า และยังมีหลายบริษัทที่รอการตรวจสอบ

ทั้งนี้ อยากให้ประชาชนตาสว่าง ทุกครั้งที่บริจาคเงินกับคนดัง ควรดูข้อมูลให้ชัดเจนซึ่งเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากไม่ดำเนินการ จึงฝากไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากตรวจสอบแล้วว่าเป็นคนดีก็ทำงานต่อไป

‘ตรีนุช’ ย้ำ!! อาชีพไกด์ ห้าม!! ต่างด้าวทำ ต้องสงวนไว้ให้ ‘คนไทยเท่านั้น’ ฝ่าฝืน!! มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท ส่งกลับประเทศ

(23 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงไฮซีซันด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่นิยมเดินทางในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์หรือผ่านบริษัทนำเที่ยว ซึ่งส่งผลให้มีผู้ประกอบธุรกิจบางรายใช้บริการไกด์หรือมัคคุเทศก์ชาวต่างชาติที่ลักลอบประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการกระทำที่มีความผิดตามกฎหมาย เพราะอาชีพมัคคุเทศก์หรืองานจัดนำเที่ยว เป็นงานที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น และเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด ซึ่งระบุไว้ในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า รัฐบาล มีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ ซึ่งหากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลือกจ้างไกด์ต่างชาติแทนคนไทย นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายแล้วยังถือเป็นการแย่งอาชีพของคนไทยอีกด้วย เนื่องจาก งานมัคคุเทศก์ หรืองานจัดนำเที่ยว เป็นงานที่กฎหมายกำหนดไว้ในบัญชีที่ 1 ห้ามคนต่างด้าวทำเด็ดขาดในจำนวน 27 งาน เพราะเป็นอาชีพสงวนของไทย คนต่างด้าวจึงไม่สามารถขอใบอนุญาตทำงานต่อนายทะเบียนเพื่อทำงานดังกล่าวได้ รวมทั้งหากได้รับใบอนุญาตทำงานแล้วแต่ภายหลังลักลอบทำงานมัคคุเทศก์ จะมีความผิดตามกฎหมาย

“คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ ขณะที่นายจ้าง/สถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ  จะมีความผิดเช่นเดียวกัน โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี” นางสาวตรีนุช  กล่าว

ผู้ที่พบเห็นการจ้างคนต่างชาติทำงานโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02 354 1729 หรือที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

World Tour เดี่ยว หลัง!! เซ็นสัญญา Wasserman Music ดูแลการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก เตรียมตัวให้พร้อม ร้อง เต้น ด้วยกัน!!

(23 ต.ค. 68) สัญญาณการทัวร์คอนเสิร์ตเดี่ยวรอบโลกเริ่มต้นขึ้นแล้ว กับศิลปินสาวมากความสามารถอย่าง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ซึ่งเป็นที่รู้จักจากความสำเร็จระดับโลกอย่างถล่มทลายกับ BLACKPINK และยังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในอาชีพนักร้องเดี่ยว

ล่าสุด ลิซ่าได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับ Wasserman Music เพื่อดูแลและเป็นตัวแทนการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก เรียกว่า เตรียมตัวให้พร้อม วอร์มนิ้วรอไว้เลย และพบกับเส้นทางใหม่ระดับอินเตอร์ของลิซ่า

ปัจจุบันสาว ๆ BLACKPINK กลับมาทัวร์คอนเสิร์ตระยะสั้นถือเป็นทัวร์คอนเสิร์ตแบบ all-stadium ครั้งแรกของวง เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ณ สนามกีฬาโกยาง ประเทศเกาหลีใต้และจะสิ้นสุดในวันที่ 26 มกราคม ณ สนามกีฬาไคตัก ในฮ่องกง

ลิซ่ามีผลงานเพลงที่ได้รับการยกย่องมากมายด้วยตัวเอง เช่น 'Rockstar' (โปรดิวซ์โดย Ryan Tedder และ Sam Homaee), 'New Woman' ร่วมกับ Rosalía, 'Born Again' ร่วมกับ Doja Cat และ Raye และ “Moonlit Floor”

นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงเดี่ยวที่ Coachella ในปีนี้ด้วย รวมถึงเป็นคว้ารางวัล K-pop เดี่ยวคนแรกทั้งในงาน MTV Video Music Awards และ MTV European Music Awards แถมปีที่ผ่านมาลิซ่ายังสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยเดบิวต์การแสดงในบทบาท 'มุก' ในซีรีส์ 'The White Lotus' (ซีซัน 3) ทางช่อง HBO อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top