Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

‘กรณ์’ เผย!! คนไทยถูกโกง ปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ถึงเวลา ‘ปปง.’ ต้องลงมือจริงจัง ไล่ล่า!! Scammer

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

การประกาศลาออกโดย อดีต รมช. คลัง อย่างไรก็ลดแรงกดดันให้กับรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง

แต่เรื่อง scammer ตอนนี้เป็นประเด็นระดับโลก และเป็นปัญหาใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก เรื่องจึงคงไม่จบลงแค่นี้ ประชาชนไม่ได้เรียกร้องให้คุณวรภัคลาออก แต่ต้องการเห็นรัฐบาลปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพอย่างจริงจัง

ซึ่งวิธีดีที่สุดคือการลงมือกับการไล่ล่า ทรัพย์สินเงินทองของ scammer 

และในประเด็นนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่ปรากฏว่าไทยเราได้ทำอะไรไปบ้าง ทั้งๆ ที่ตัวละครสำคัญป้วนเปี้ยนอยู่ในประเทศเราอย่างเปิดเผย ทรัพย์สินเงินทองของประชาชนคนไทยก็ถูกหลอกถูกปล้นไปมาก

ทางอเมริกาเขายึด Bitcoin มูลค่าเกือบ 500,000 ล้านจาก scammer ที่มีแหล่งปฏิบัติอยู่กัมพูชา อังกฤษยึดบ้านที่ดิน และล่าสุดเกาหลีใต้ได้อายัดเงิน 2,000 ล้านของ scammer ที่ฝากเงินไว้ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา ก่อนหน้านี้จีนก็ต้องลงมาจัดการเองกับแก๊งจีนเทาในพม่าและไทย

ปปง. มีหน้าที่ตรง และในเมื่อมีการประเมินว่าคนไทยถูกโกงปีละกว่า 30,000 ล้านบาท (เกือบเท่างบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนโครงการคนละครึ่ง) บวกกับการผูกโยงกับปัญหาความมั่นคงระหว่างเรากับกัมพูชาแล้ว พอสรุปได้ว่า เรื่องเร่งด่วนกว่านี้แทบไม่มีแล้ว

นโยบาย 'ไท ไทย' ของ รมว.วัฒนธรรม 'ซาบีดา' ที่มุ่งส่งเสริมความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ผ่านการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อรองรับโลกแห่งอนาคต 

ภายใต้นโยบาย 'ไท ไทย' ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ที่มุ่งส่งเสริมความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ผ่านการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อรองรับโลกแห่งอนาคต และเป็นกุญแจสำคัญสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใหม่ Unseen Thai Thai 

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ผลักดันนโยบาย "ไท ไทย"สู่การปฏิบัติที่มุ่งเน้นการสืบสานศิลปวัฒนธรรม ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล โดยมอบหมายให้ กองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม  จัดทำ Virtual Tour บ้านศิลปินแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี ของ ร้อยตรีทวี บูรณเขตต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ - ช่างปั้น หล่อ) พุทธศักราช 2566 สำเร็จเรียบร้อยเป็นหลังที่ 6 เพื่อเปิดประสบการณ์ ให้ทุกคนได้เข้าถึงพื้นที่ทางวัฒนธรรมอย่างทันสมัย ผ่านเทคโนโลยี โลกเสมือนจริง 🧑🏻‍💻👀

อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่ออีกว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้จัดทำ Virtual Tour บ้านศิลปินแห่งชาติ ให้ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสแหล่งเรียนรู้บ้านศิลปินเสมือนจริงมาแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 5 หลัง ได้แก่
1. หอศิลป์อินสนธิ์ วงค์สาม - Inson Wongsam Art Gallery โดยนายอินสนธิ์ วงค์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช 2542
👉 คลิกเพื่อเข้าชม Virtual Tour : https://tour.inson-wongsam.com/
2. บ้านหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน - Ban Nang Talung Suchart Subsin โดยนายสุชาติ ทรัพย์สิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน) พุทธศักราช 2549
👉 คลิกเพื่อเข้าชม Virtual Tour : https://ar.culture.go.th/Baan_nung_talung/
3. บ้านพิพิธภัณฑ์ - House of Museums โดยนายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2563
👉 คลิกเพื่อเข้าชม Virtual Tour : https://ar.culture.go.th/House_of_museum/
4. หอศิลป์พิชัย นิรันต์ - Pichai Nirand Art Gallery โดยนายพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2546
👉 คลิกเพื่อเข้าชม Virtual Tour : https://ar.culture.go.th/PichaiNirun/
5. หอศิลป์ทวี รัชนีกร - Tawee Art Gallery โดยนายทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2548 
👉 คลิกเพื่อเข้าชม Virtual Tour : https://ar.culture.go.th/TaweeRatchaneekorn/
พร้อมนี้ จะผลักดันนโยบาย "ไท ไทย" ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในภารกิจของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมต่อไป

 📣 และในครั้งนี้ ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสผลงานประณีตศิลป์และงานปั้นหล่อแบบ 360° พบกับ Virtual Tour บ้านศิลปินแห่งชาติ หลังที่ 6 📣
✨ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี โดย ร้อยตรีทวี บูรณเขตต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ - ช่างปั้น หล่อ) พุทธศักราช 2566 เพชรน้ำงามแห่งวงการช่างศิลป์ ผู้บุกเบิกการปั้นหล่อพระพุทธชินราชแห่งเมืองสองแคว 💎

💡 มาเรียนรู้แรงบันดาลใจ เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน และเรื่องราวของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่
🇹🇭 เชื่อมโยงความงามของศิลปะไทยสู่โลกเสมือนจริง อย่างภาคภูมิใจในความเป็น “ไท ไทย”

คลิกเลยที่นี่ 👉🏻 https://a360.co.th/thawee 👈🏻 หรือสแกน QR Code ตามภาพ

ขอนแก่น - มข. จัดแถลงข่าว 'สีฐานเฟสติวัล 2568' ยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด 'สีฐาน นวธารา หิมาลายัน' ผสานวัฒนธรรม 5 ชาติ คาดเงินสะพัดกว่า 700 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น จัดแถลงข่าว "งานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568" (SITHAN INTERNATIONAL FESTIVAL 2025) ภายใต้ธีม "สีฐาน นวธารา หิมาลายัน" โดยมี นายคารม คำพิฑูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น,นางสาวธนวัน กาสึ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น และ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมแถลงข่าว ในการนี้มีคณาจารย์ นักศึกษา สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ หอศิลป์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นายคารม คำพิฑูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นมีความภาคภูมิใจที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดงานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการสืบทอดและต่อยอดวัฒนธรรมไทยและคติความเชื่อที่บรรพบุรุษได้สั่งสอนสืบต่อกันมา งานนี้ไม่เพียงสะท้อนเอกลักษณ์ของภาคอีสานที่ยึดถือประเพณีตามฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ แต่ยังเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์งานลอยกระทงให้ตระการตาและยิ่งใหญ่ขึ้นในระดับนานาชาติ

"จากข้อมูลการประเมินผลปีที่ผ่านมา งานสีฐานเฟสติวัลสามารถสร้างเงินสะพัดให้จังหวัดขอนแก่นกว่า 701 ล้านบาท และดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้ง 3 วันกว่า 300,000 คน จังหวัดขอนแก่นมีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และระบบรักษาความปลอดภัย โดยได้รับความร่วมมือจากตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ค่ายศรีพัชรินทร์ และกรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโซไซย เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ ขอนแก่นเมืองน่าอยู่ มุ่งสู่มหานครแห่งอาเซียน

เราพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่จะมาร่วมงานในวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2568 นี้" ด้าน นางสาวธนวัน กาสี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น รวมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ได้ร่วมกันจัดงานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568 ขึ้น

"กิจกรรมสีฐานเฟสติวัล นานาชาตินี้ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการนำวัฒนธรรมตั้งเดิมมาประยุกต์กับวัฒนธรรมสมัยใหม่  กลายเป็นกิจกรรมร่วมสมัยที่ตระการตา เป็นการเปลี่ยนงานลอยกระทงในรูปแบบเดิมให้น่าติดตาม และทำให้ประชาชนหันมาสนใจวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เป็นกิจกรรมที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยควรสนับสนุนและน่ายกย่อง เนื่องจากเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับจังหวัขอนแก่นและ ภาคอีสาน"

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 62 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการจัดการศึกษาและพัฒนาภาคอีสาน พร้อมทั้งบูรณาการศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกและภูมิปัญญาของท้องถิ่นให้เข้ากับรายวิชาและกิจกรรมต่างๆ

ปีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นยกระดับการจัดงานจากภูมิภาคสู่ระดับสากล ภายใต้ธีม "สีฐาน นวธารา หิมาลายัน" ซึ่งหมายถึง "เทือกเขาแห่งสายน้ำอันบริสุทธิ์ ณ สีฐาน" "แนวคิดของการจัดงานนานาชาติในปีนี้คือ 'การเดินทางของสายน้ำและศรัทธา' จากดินแดนปลายน้ำสู่ดินแดนต้นน้ำ จากน้ำที่ละลายจากหิมะศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาหิมาลัยเกิดเป็นแม่น้ำโขงที่เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของวัฒนธรรมอีสาน มีต้นกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบตในเทือกเขาหิมาลัย เดินทางผ่านหลายประเทศเข้ามาหล่อเลี้ยงแผ่นดินอีสานของไทย ก่อเกิดวัฒนธรรมแห่งดินแดนลุ่มน้ำ การยกระดับการจัดงานในครั้งนี้มีกิจกรรมใหม่และหลากหลายขึ้น เพื่อให้ชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่น ชาวจังหวัดขอนแก่น และชาวไทยทั่วประเทศ ได้มีโอกาสมาสัมผัสกลิ่นอายงานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของตินแดนปลายน้ำและดินแดนต้นน้ำ"

"เราภูมิใจที่ได้ความร่วมมือจากนานาชาติในครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรไทยสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทำให้งานสีฐานเฟสติวัล 2568 นี้เป็นมากกว่างานประเพณี แต่เป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศและสร้างมิตรภาพระหว่างประชาชนในภูมิภาค"

สำหรับ งานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2568 ณ บึงสีฐาน มหาวิทยาลัยชอนแก่น เต็มรูปแบบ 3 วัน 3 คืน โดยมีไฮโฮไลท์สำคัญ อาทิ ภูเขาหิมาลัยจำลอง ความสูง 8 เมตร กว้าง 40 เมตร, มณฑลพิธีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แบบผสมผสานศิลปะไทยและภูฏาน, ขบวนแห่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ แบบศิลปะร่วมธิเบต ภูฏานและไทย, การแสดงพิเศษจากผู้ชนะเลิศการประกวด KKU DANCE TROUPE เริงระบำอีสานร่วมสมัย ครั้งที่ 1 ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, การแสดงร่วมสมัยผีบักฮวด กว่า 100 ชีวิต, การประกวดขบวนแห่กระทงสุดอลังการ กว่า 22 คณะ,หอศิลป์เที่ยงคืน กิจกรรม CREATIVE ECONOMY อีสานมูเตลู, การแสดงโขน และนาฏศิลป์ร่วมสมัย, เทศกาลหน้ากากและการแสดงหุ่นนานาชาติ ครั้งแรกของอีสาน, เรือไฟหิมาลายัน ยาวกว่า 20 เมตร ลอยกลางบึงสีฐาน, กระทงยักษ์หิมาลายัน ยาวกว่า 20 เมตร ออกแบบตามศิลปะธิเบต ภูฏาน และของมงคล 8 ประการ, การจุดประทีปกระทงบก กว่า 15,000 ดวง, ทิวโคมไฟ กว่า 16,000 ดวง และการประกวดต่างๆมากมาย 

รวมทั้งมี นางนพมาศ Special Guest แอนนา เสืองามเอี่ยม MISS UNIVERSE THAILAND 2022 และหมูแฮม โชตินภา แก้วจรูญ นางสาวไทย ประจำปี 25668 มาร่วมงานด้วย

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊คแฟนเพจ Sithan KKU Festival สีฐานเฟสติวัล

(สุรินทร์) แม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 แนวชายแดนไทย - กัมพูชา  ย้ำต้องมีความพร้อม ตลอดเวลา เพื่อชาติ ศาสตร์ กษัตริย์  และพี่น้องประชาชน

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พลตรี ณรงค์ฤทธิ์ ปาณิกบุตร รองแม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยขึ้นตรงที่ปฏิบัติงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้านจังหวัดสุรินทร์ โดยมี พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้การต้อนรับ และบรรยายสรุปการปฏิบัติงานในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสุรินทร์ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพเป็นอยู่ ด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจของกำลังพล โดยเน้นย้ำผู้บังหน่วยให้ดูแลกำลังพล ไม่ให้เกิดความเครียด และขอให้กำลังพลทุกนายรักษาความพร้อม ทั้งร่างกายและจิตใจ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท และยึดมั่นในวินัยทหาร พร้อมกันนี้ยังได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภคปริโภค เพื่อเป็นการสร้างขวัญ และกำลังใจ ทั้งนี้แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวแสดงความชื่นชมในความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความเสียสละของกำลังพลทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ตอนหนึ่งว่า "ทหารทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ และยึดมั่นในเกียรติ และศักดิ์ศรีในความเป็นทหารอาชีพ ขอให้เชื่อมั่นในภารกิจที่รับผิดชอบ ว่าทุกสิ่งที่ทำ เพื่อความสงบสุขของประเทศ ชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ และพี่น้องประชาชน


 

‘กัน จอมพลัง’ ชี้แจงเบื้องต้นแบบนี้

(23 ต.ค. 68) ‘กัน จอมพลัง’ ชี้แจงเบื้องต้นแบบนี้ 

วันๆ ไม่ต้องทำงานแล้ว เอาแค่นั่งตอบคำถาม สนิทกับคนนั้นคนนี้ เดี๋ยวก็มาเรื่องมูลนิธิอีก ผมไม่ได้เป็นประธาน ไม่ได้เป็นกรรมการ แล้วมันผิดตรงไหน ผมเป็นผู้ก่อตั้ง ชื่อก็ชื่อผม 

วันหนึ่ง ถ้าผมตุย ไม่ได้อยู่บนโลกนี้ แล้วมีคนอื่นมาขับเคลื่อน แปลว่า ไม่โปร่งใสเหรอ ผมตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพราะ ชื่อผมมันช่วยคนได้ 

วันใดผมไม่อยู่ก็ต้อง ช่วยคนได้ต่อ การบริหารแบบนี้ ไม่ได้มีแค่ มูลนิธิกัน มูลนิธิใหญ่ๆ แบบนี้ก็เอาชื่อผู้บริหาร มาบริหารองค์กร ผมลงพื้นที่ทำงานอย่างหนัก ต้องมาทำงานเอกสารเองด้วยเหรอ

‘รัสเซีย’ ซ้อมยิง!! ขีปนาวุธข้ามทวีป ‘Yars’ พิสัย 12,000 กม. โชว์แสนยานุภาพนิวเคลียร์

(23 ต.ค. 68) รัสเซียได้จัดการซ้อมรบด้วยระบบขีปนาวุธข้ามทวีป Yars (InterContinental Ballistic Missile - ICBM) ที่สามารถติด หัวรบนิวเคลียร์ได้

ขีปนาวุธดังกล่าว ถูกปล่อยออกจากฐานทัพปฏิบัติการเพลเซตสค์ (Plesetsk Cosmodrome) ไปยังไปยังสนามฝึกคูรา (Kura) ในคัมชัตกา (Kamchatka) ซึ่งเป็นทิศทางมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา! โดยมีระยะทาง 6,000 กิโลเมตร (3,700 ไมล์) ขีปนาวุธประเภทนี้สามารถยิงได้ไกลสุด 12,000 กิโลเมตร (7,400 ไมล์)

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ก.ตร. เห็นชอบให้แต่งตั้งระดับนายพลนอกวาระ ทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 9/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ที่ประชุม ก.ตร. รับทราบผลการดำเนินการของอนุ ก.ตร. และวาระทั่วไป รวมทั้งมีมติเห็นชอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ รอง จตช. ลงมาถึงผู้บังคับการ (ผบก.) นอกวาระประจำปี 2568 แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากข้าราชการตำรวจลาออกจากราชการ ตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 27 ( รอบปีงบประมาณ พ.ศ.2569) 3 ราย ได้แก่ พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รอง จตช., พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รอง จตร. และ พล.ต.ต.นิรันดร์ ทองฤทธิ์ ผบก.ศพฐ.3 ซึ่ง ก.ตร.พิจารณาแล้วเห็นว่าตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่ว่างลงดังกล่าวเป็นตำแหน่งระดับสูง ที่มีความสำคัญต่อการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีมติเห็นชอบให้คัดเลือกแต่งตั้งทดแทนใน 3 ตำแหน่งดังกล่าว และให้การแต่งตั้งเป็นไปตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ พ.ศ.2567 และพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565

“ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย” ในมุมมองของ 'มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์' ”เราต้องไม่ปล่อยให้โอกาสสีเขียวนี้หลุดลอย“…..อลงกรณ์

วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจาก วิกฤตโลกร้อน และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหนึ่งใน "เครื่องยนต์ใหม่" ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คือการพัฒนา “ไฮโดรเจน อีโคโนมี” (Hydrogen Economy) หรือ เศรษฐกิจฐานพลังงานไฮโดรเจน

ทั้งนี้ในส่วนประเทศไทยได้รับการประเมินว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของประเทศไทย นายอลงกรณ์ พลบุตร เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล” ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้ง มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยได้แสดงวิสัยทัศน์โดยเขียนบทความเรื่อง“ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย”ไว้อย่างน่าสนใจ มีเนื้อหาสาระดังนี้

“เมื่อ25ปีก่อนผมผลักดันโครงการเอทานอล เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) พลังงานสีเขียว(GreetEnergy)จากพืชจนมีการผลิตและจำหน่ายแก๊สโซฮอลล์ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ

วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจาก วิกฤตโลกร้อน และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหนึ่งใน "เครื่องยนต์ใหม่" ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คือการพัฒนา “ไฮโดรเจน อีโคโนมี” (Hydrogen Economy) หรือ เศรษฐกิจฐานพลังงานไฮโดรเจน

ไฮโดรเจน อีโคโนมี คือภาพของโลกที่เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกแทนที่ด้วยไฮโดรเจนอย่างสิ้นเชิง เป็นการสร้างระบบพลังงานที่ สะอาด มีเสถียรภาพสูง และยั่งยืน

มูลค่าเศรษฐกิจไฮโดรเจน : การลงทุนแห่งอนาคต  ตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมากของเศรษฐกิจไฮโดรเจนซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านกำลังเกิดขึ้นจริง

อุปสงค์ทั่วโลกที่พุ่งสูง: 
ปัจจุบันโลกมีความต้องการไฮโดรเจนประมาณ 95 ล้านตันต่อปี และคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้นเป็น กว่า 150 ล้านตัน ภายในปี 2030 และอาจสูงถึง 400 ล้านตัน ภายใน 25 ปีข้างหน้า

มูลค่าตลาดที่เติบโต: 
ตลาดที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บไฮโดรเจน เพียงอย่างเดียว คาดว่าจะมีมูลค่าเติบโตจาก 1.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 เป็น 4.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

การลงทุนมหึมา: 
มีการคาดการณ์ว่า การลงทุนในเทคโนโลยี ไฮโดรเจนสีเขียว ทั่วโลก จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปี 2030 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2050

ต้นทุนที่แข่งขันได้: 
ปัจจุบัน ไฮโดรเจนสีเขียว มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ $5-6 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ซึ่งยังสูงกว่าไฮโดรเจนสีฟ้า ($2-3 ดอลล่าร์สหรัฐต่อกิโลกรัม) แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนขนาดใหญ่ (Economy of Scale) ต้นทุนของไฮโดรเจนสีเขียวมีโอกาสลดลงเหลือเพียงประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม ในอนาคต

กล่าวโดยสรุป ขณะนี้มีอย่างน้อย 30 ประเทศที่ประกาศนโยบายไฮโดรเจนแห่งชาติอย่างเป็นทางการ
สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Decarbonization)ซึ่งมีตัวอย่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนดังนี้
1. สหภาพยุโรป (EU): มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฮโดรเจนโลก โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องแยกน้ำไฟฟ้า (Electrolyser) ขนาดใหญ่ถึง 40 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี ค.ศ. 2030 
2. ญี่ปุ่น: ตั้งเป้าเป็น "สังคมไฮโดรเจน" แห่งแรกของโลก ญี่ปุ่นใช้กลยุทธ์การนำเข้าเป็นหลัก โดยกำลังบุกเบิก โครงการขนส่งไฮโดรเจนเหลว (Suiso Frontier) ระยะทางไกลจากออสเตรเลีย และตั้งเป้าจัดซื้อไฮโดรเจนและแอมโมเนีย 12 ล้านตันต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2040 ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
3. ซาอุดีอาระเบีย: ผู้นำด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยลงทุนใน โครงการ NEOM เพื่อสร้างโรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียวขนาดใหญ่ระดับโลก ด้วยกำลังการผลิตกรีนไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว มากกว่า 650,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้เงินทุนขนาดใหญ่และศักยภาพพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
4. สเปน: ใช้ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนสูงเป็นฐานการผลิต โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องแยกน้ำไฟฟ้า 4 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี ค.ศ. 2030 รวมถึงการมี โครงการ Puertollano ซึ่งเป็นโรงงานไฮโดรเจนสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ณ ปัจจุบัน
5.ออสเตรีย
โครงการ H2FUTURE ใช้ไฮโดรเจนในการผลิตเหล็กปลอดคาร์บอน แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมหนัก
6.จีน ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี ก็กำลังผลักดันการใช้ไฮโดรเจนอย่างกว้างขวาง โดยคาดการณ์ว่าจะมี รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ถึง 1 ล้านคัน ภายในปี 2035 และมูลค่าผลผลิตในอุตสาหกรรมไฮโดรเจนจะพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านหยวน ภายในปี 2025 โดยมีการสาธิตการใช้ FCEV ในเมืองสำคัญ เช่น ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้
7.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ): 
โครงการ "พืชสีเขียว" (Green Plant) ในเขตเอ็มไพร์สไมล์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากโรงงาน 1.3 MW ในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอนได้ กว่า 830 ตันต่อปี

8.ออสเตรเลีย: 
กำลังพัฒนาโครงการ "Asian Renewable Energy Hub" ขนาดยักษ์ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์เพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสำหรับส่งออกไปยังตลาดเอเชีย

ประเทศไทยกับเศรษฐกิจไฮโดรเจน ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการบรรจุเรื่องพลังงานไฮโดรเจนไว้ใน ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP)ฉบับใหม่ซึ่งจะเริ่มมีการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะใช้ไฮโดรเจนเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 โดยเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการผลิตไฟฟ้า ที่กำหนดให้มีการเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (Blending) ในโรงไฟฟ้าสูงถึง 25% จนถึง 75% ในช่วงปี 2041-2050 ซึ่งจะช่วย ลดการปล่อยคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 42% จากระดับปี 2023 นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในประเทศจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของชาติ

บทบาทของ ปตท.  กฟผ. และบริษัทอื่นๆในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจน

นอกจากแผนงานของภาครัฐแล้ว 
หน่วยงานด้านพลังงานหลักของประเทศไทย ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทต่างๆได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีโครงการนำร่องที่สำคัญดังนี้

กลุ่ม ปตท. (PTT Group): การลงทุนครบวงจรและความร่วมมือข้ามชาติ
1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) และ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)ยังคงเป็นแกนนำในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปลายน้ำ โดยความร่วมมือกับ โตโยต้า (Toyota) และ บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส (BIG) ในการเปิด สถานีต้นแบบเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแห่งแรกในประเทศไทย ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีการ ต่อยอดโครงการ ให้สถานีดังกล่าวพร้อมรองรับการใช้งานของ รถบรรทุกขนส่งและรถหัวลาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการพลังงานคาร์บอนต่ำสำหรับการขนส่งระยะไกล
2.บริษัท ปตท.สผ. (PTTEP)ยังคงเดินหน้าโครงการใหญ่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะการชนะการประมูลโครงการพัฒนา ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ขนาดใหญ่ใน ประเทศโอมาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการจัดหาไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำเพื่อนำเข้าและใช้ในประเทศในอนาคต
3.บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC)ในฐานะแกนนำธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. กำลังมุ่งมั่นพัฒนา เทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียว และสร้าง ห่วงโซ่คุณค่าไฮโดรเจน (Hydrogen Value Chain) เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่ม ปตท. และประเทศ
4.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)ร่วมมือกับ BIG อย่างต่อเนื่องในการผลักดันการใช้ ไฮโดรเจนพลังงานสะอาด ในกระบวนการผลิตและแสวงหาโอกาสพัฒนาธุรกิจใหม่ด้านไฮโดรเจนและคาร์บอน โดย GC มีแผนการดำเนินงานที่สอดรับกับกลยุทธ์ 3 Steps Plus เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าและการกักเก็บพลังงาน

กฟผ. ในฐานะผู้ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ได้ดำเนินการโครงการเพื่อรองรับการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตและกักเก็บพลังงานสะอาด
1.โครงการ Wind Hydrogen Hybrid: เป็นโครงการสาธิตที่ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งใช้ไฟฟ้าจาก กังหันลม ในการผลิต ไฮโดรเจนสีเขียว ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส จากนั้นจึงใช้ไฮโดรเจนที่ได้ไปผลิตไฟฟ้ากลับคืนผ่าน เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์
2.การวิจัยและพัฒนา: กฟผ. ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไฮโดรเจนจากแหล่งต่างๆ เช่น การผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหิน ผ่านกระบวนการก๊าซสังเคราะห์ (Coal Gasification) ควบคู่กับเทคโนโลยี การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เพื่อให้ได้ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ
3.แผนการใช้ในโรงไฟฟ้า: กฟผ. มีแผนพัฒนาและเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ โดยจะเพิ่มสัดส่วนการผสมจาก 5% ในช่วงปี 2574-2583 เป็น 10-20% ในระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศ

นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม
1.บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) ในฐานะผู้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมรายใหญ่ ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่สนับสนุนการผลิต จัดเก็บ และขนส่งไฮโดรเจนให้กับภาคอุตสาหกรรมและเป็นพันธมิตรหลักในโครงการสถานีเติมไฮโดรเจน

2.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (Thaioil)ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์การกระจายการเติบโต โดยมีการลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียวจากต่างประเทศ เพื่อนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในโรงกลั่นและอุตสาหกรรมในประเทศ
3.บริษัทอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรม บริษัทขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น SCG และ GULF ต่างก็มุ่งเน้นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและติดตามการพัฒนาของไฮโดรเจนอย่างใกล้ชิด เพื่อประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเหล็ก ซีเมนต์ และปิโตรเคมี

บทสรุป: ก้าวสู่เศรษฐกิจไฮโดรเจน

การสร้าง“เศรษฐกิจไฮโดรเจน“ต้องพัฒนาระบบนิเวศ(Ecosystem)อย่างต่อเนื่องโดยภาครัฐต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และสร้างแรงจูงใจในการลงทุน ในขณะที่ภาคเอกชนต้องกล้าลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศส่วนภาคการศึกษาต้องเร่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการ

การลงทุนกับไฮโดรเจนในวันนี้ ไม่ใช่แค่การลงทุนกับพลังงานทางเลือก แต่คือการลงทุนกับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

เราต้องไม่ปล่อยให้ "โอกาสสีเขียว" นี้หลุดลอยไป.”
หมายเหตุ:
ไฮโดรเจน 5 ชนิดแตกต่างกันตาม "สี" ของกระบวนการผลิต
1. ไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown Hydrogen) ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบมีการปล่อย CO₂ มากที่สุด
2. ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบมีการปล่อย CO₂ รองจากไฮโดรเจนสีน้ำตาล
3. ไฮโดรเจนสีฟ้า (Blue Hydrogen) ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แต่ใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บ (Carbon Capture and Storage : CCS)
4. ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) ผลิตโดยแยกไฮโดรเจนจากน้ำ (Water Electrolysis)
5. ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) แยกไฮโดรเจนออกจากน้ำโดยไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียนไม่มีการปล่อยคาร์บอน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจภูธรภาค 8 และ 9 เร่งดูแลช่วยเหลือประชาชน จากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

(23 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เฝ้าระวัง 14 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ช่วงวันที่ 23 - 26 ตุลาคม 2568 จากอิทธิพลของพายุ “เฟิงเฉิน” และปัจจุบันมีหลายพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดพังงา เกิดสถานการณ์อุทกภัยทำให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยเป็นอย่างมาก จึงได้กำชับให้ตำรวจหน่วยต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจภูธรภาค 9 ระดมกำลังดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างเต็มกำลังตามข้อสั่งการที่เคยให้ไว้ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับให้เตรียมความพร้อมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ และให้เพิ่มความถี่และความเข้มงวดในการออกลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันมิจฉาชีพก่อเหตุซ้ำเติม หากพบให้ดำเนินคดีทุกราย พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบปัญหา และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย พร้อมกำชับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ 

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมพร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมทุกพื้นที่ โดยเร่งดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ประสบภัย เช่น พื้นที่ อ.เขาหลัก จ.พังงา, อ.เมือง อ.ถลาง อ.กมลา อ.ป่าตอง จ.ภูเก็ต ตำรวจพื้นที่ออกช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ป.ป.ส. ซ้อนแผนรวบหนุ่มอังกฤษคาคอนโดหรู! ยึดโคเคน 1.1 กก. มูลค่ากว่า 3 ล้าน เตรียมปล่อยต่อนักท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แถลงผลปฏิบัติการขยายผลสืบสวนเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ หลังสนธิกำลังร่วมกับ ขว.ทบ. และ ขกท.ศปก.ทภ.1 ซ้อนแผนจับกุมชายชาวอังกฤษ วัย 25 ปี ได้คาคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมของกลาง โคเคน 1.1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ที่ลักลอบนำเข้ามาผ่านพัสดุไปรษณีย์ เตรียมส่งต่อให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในกลุ่มปาร์ตี้

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ตรวจพบพัสดุต้องสงสัยจากต่างประเทศ ซุกซ่อนโคเคนภายในกล่องน้ำหนักรวม 1,100 กรัม ระบุชื่อผู้รับเป็นชาวต่างชาติ แต่เมื่อตรวจสอบกับคอนโดฯ กลับไม่พบชื่อผู้พักอาศัยดังกล่าว จึงแจ้งให้ไปรษณีย์มารับคืน ทันใดนั้นชายชาวอังกฤษได้ปรากฏตัวลงมาขอรับพัสดุ ทำให้ชุดสืบสวนที่เฝ้าซุ่มอยู่เข้าควบคุมตัวทันที

จากการตรวจค้นภายในห้องพักยังพบ กัญชาเพิ่มเติมจำนวนหนึ่ง จึงแจ้งข้อหา “นำยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวย้ำว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าไทยจะไม่ยอมให้ถูกใช้เป็นแหล่งพักหรือแพร่กระจายยาเสพติดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะยาเสพติดกลุ่ม Club Drugs อย่างโคเคน ยาอี คีตามีน แฮปปี้วอเตอร์ หรือแก๊สหัวเราะ ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงในสถานบันเทิง เราได้สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งปราบปรามอย่างเข้ม เพื่อปกป้องสังคมและเยาวชนจากภัยยาเสพติดทุกรูปแบบ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top