Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

‘สุรวิชช์’ คุ้ยหลักฐานโยงนโยบายเปิดด่านยุค คสช. ผุดถนน 6.6 กม. มุ่งสู่ทมอดาซิตี้ พื้นที่อาชญากรรมไซเบอร์

(30 ก.ย. 68) นายสุรวิชช์ วีรวรรณ นักเขียนในเครือผู้จัดการ (Manager Group) ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า หลังการรัฐประหารเพียงไม่นาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ได้เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ตุลาคม 2557 โดยมีรายงานจาก โพสต์ทูเดย์ ระบุชัดว่า ในการพบหารือกับสมเด็จฮุน เซน มีการพูดคุยถึงการค้าการลงทุน การสร้างความเชื่อมโยงด้านคมนาคม และการเปิดด่านชายแดนหลายจุด รวมทั้ง บ้านท่าเส้น–ทมอดา และ ช่องสายตะกู โดยประเด็นเส้นเขตแดนถูกเลี่ยงไม่พูดถึง แต่การผลักดันเปิดด่านถูกยกขึ้นมาเป็นวาระหลัก 【โพสต์ทูเดย์, 30 ต.ค. 2557

https://www.posttoday.com/politics/327558

ต่อมาในวันที่ 29 สิงหาคม 2558 กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาล คสช. ได้สานต่อนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ โดยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 5 ข้อกับสมเด็จซอร์ เค็ง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยกัมพูชา เนื้อหามุ่งเน้นการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม และการเปิดหรือยกระดับจุดผ่านแดนถาวร 5 แห่ง ซึ่งรวมถึง บ้านท่าเส้น–ทมอดา และ ช่องสายตะกู อย่างชัดเจน 【กรุงเทพธุรกิจ, 29 ส.ค. 2558】

https://www.bangkokbiznews.com/politics/663133#

ข้อเท็จจริงนี้แสดงให้เห็นว่า การผลักดันเปิดด่านทั้งสองจุดไม่ใช่คำกล่าวหาลอย ๆ แต่เกิดขึ้นจริงในสมัยรัฐบาล คสช. ที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย หลังจากนั้น ฝั่งไทยยังใช้งบประมาณตัดถนนระยะทาง 6.6 กิโลเมตรเชื่อมบ้านท่าเส้นเข้าชายแดน เสร็จในเดือนมกราคม 2564 ถนนเส้นนี้ตรงเข้าสู่ ทมอดาซิตี้ ซึ่งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษของ ออกญา ตรี เพียบ มหาเศรษฐีกัมพูชาที่ถูกสหรัฐคว่ำบาตรในปี 2019 ฐานพัวพันเครือข่ายค้าไม้ผิดกฎหมาย และถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคอมเพล็กซ์ไซเบอร์–สแกม

เมื่อเชื่อมโยงกันทั้งหมด เราจะเห็นเส้นทางเดียวกันที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้น—รัฐบาล คสช. เปิดประตูด้วยนโยบายเปิดด่าน ต่อมามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานฝั่งไทยเพื่อเชื่อมตรงเข้าสู่พื้นที่ที่ทุนสีเทาคุมอยู่ และวันนี้พื้นที่นั้นถูกเปิดโปงว่าเป็นแหล่งอาชญากรรมออนไลน์ การเรียงร้อยเรื่องนี้เข้าด้วยกันทำให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าหรือการกล่าวหา แต่คือข้อเท็จจริงเดียวที่ปฏิเสธไม่ได้

เพจดัง!! ขุดงบ NED หนุน 38 องค์กรในไทย ตั้งแต่ปี 2016-2020 ทะลุ 14 ล้านเหรียญ

เมื่อวันที่ (29 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก 'Vee Chirasreshtha' ได้โพสต์ข้อความ…ถึงประเด็นเมื่อปี 2016- 2020 ที่ผ่านมา NED ให้เงินสนับสนุน 38 องค์กรในไทยรวมกว่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐไปทำไม องค์กรเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ? อ๋อ ไม่ใช่สภากาชาดหรอกครับ

ยกตัวอย่างแล้วกันว่ามีองค์กรใดบ้าง Internet Law Reform Dialogue ไม่คุ้นล่ะสิ iLaw ไง รับเงินจาก NED มาสร้างคอนเทนต์และป่วนประเทศไทยตั้งแต่ปี 2016 ปีล่ะราว ๆ 3 หมื่น ถึง 5 หมื่นเหรียญ ตกปีล่ะ ล้านกว่า ถึง เกือบ 2 ล้าน

แล้วสหรัฐได้อะไรจากการลงทุนนี้ ? ก็ลองสังเกตคอนเทนต์ของไอลอว์ดู คือแทรกแซงกระทั่งการเลือกตั้ง นี่เท่ากับ สหรัฐ จ้างวานคนไทยในการเข้ามาวุ่นวายกับการเลือกตั้งนะครับ อันนี้คือ ยอมรับได้ ?

องค์กรอื่นๆ มีอะไรบ้างที่รับเงินจาก NED ของสหรัฐ 101 World จากปี 2017 ได้ 5 หมื่นเหรียญ ปี 2020 ได้ 9 หมื่นเหรียญ แหม่ ทำไมทุ่มทุนไม่หยุด ลองถามตัวเองสิครับว่าเขาจ่ายเงินแล้วเขาได้อะไรจากการที่ 101 world ทำคอนเทนต์ต่าง ๆ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็รับจาก NED ปี 2020 รับไป 1 แสน 2 หมื่นเหรียญ อีสานเรคคอร์ดนี่ก็ได้ทุกปีนาจาปีล่ะหลายหมื่นเหรียญ มีแม้แต่งบให้กลุ่ม Youth Activist's Capacity to Promote DEMOCRACY อูววววว ได้ไป 4 หมื่นเหรียญต่อปี

ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มก็ลองหาจากเว็บ National Endowment for Democracy แล้วกัน ถถถ "สหรัฐเขาจะมาแทรกแซงทำไม ทำแล้วได้อะไร"

ก็ตอบมาครับว่าที่จ่ายๆ ให้องค์กรเหล่านี้แล้วเขาได้อะไร ?

ศาลจีนเมืองเหวินโจว ตัดสินประหาร 11 สมาชิก ‘ตระกูลหมิง’ ฐานเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์-พนันออนไลน์ ในเมียนมา

(30 ก.ย. 68) ศาลกลางเมืองเหวินโจว ประเทศจีน มีคำพิพากษาประหารชีวิตสมาชิกตระกูล 'หมิง' จำนวน 11 คน จากข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมที่ตั้งฐานอยู่ในโคกาง เขตปกครองตนเองชาวโกก่างของเมียนมา โดยกลุ่มดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าดำเนินธุรกิจพนันออนไลน์และศูนย์สแกมเมอร์มูลค่ากว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการสังหารแรงงานที่พยายามหลบหนีหรือไม่เชื่อฟังคำสั่ง

นอกจากนั้น ศาลยังตัดสินลงโทษประหารชีวิตอีก 5 คน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ซึ่งโดยปกติมักถูกเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตในภายหลัง ขณะที่จำเลยอีก 12 คนถูกตัดสินโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ไปจนถึง 24 ปี โดยทางการจีนได้ออกหมายจับสมาชิกตระกูลหมิงตั้งแต่ปี 2023 ฐานฉ้อโกง ฆาตกรรม และกักขังโดยมิชอบ

รายงานของศาลระบุว่า ขบวนการดังกล่าวอาศัยกำลังติดอาวุธเพื่อควบคุมพื้นที่และจัดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์หลายแห่ง โดยถูกกล่าวหาว่าสังหารผู้คนอย่างน้อย 14 คน หนึ่งในนั้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2023 ที่คนของกลุ่มเปิดฉากยิงใส่แรงงานในศูนย์สแกมเมอร์เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกส่งตัวกลับไปจีน ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่ากลุ่มดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจาก “ผู้อุปถัมภ์ทางการเงิน” และมอบการคุ้มครองด้วยอาวุธเป็นการตอบแทน

สำหรับ ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ และการพนันผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นประเด็นร้อน โดยองค์การสหประชาชาติประเมินว่าอุตสาหกรรมอาชญากรรมไซเบอร์ในภูมิภาคนี้มีมูลค่ากว่า 40 พันล้านดอลลาร์ต่อปี จีนจึงเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง ทั้งการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านและการบุกทลายค่ายต่าง ๆ ล่าสุดเมื่อต้นปีนี้ จีน เมียนมา และไทย ได้ร่วมกดดันขบวนการดังกล่าวตามแนวชายแดน ส่งผลให้มีแรงงานกว่า 7,000 คนถูกปล่อยตัว ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

‘ทรัมป์’ ยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนหลัง ‘อิสราเอล’ ลุยเต็มสูบ หาก ‘ฮามาส’ ปัดแผนสันติภาพในฉนวนกาซา

(30 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐจะให้การสนับสนุนอิสราเอลแบบเต็มที่ หากฮามาสปฏิเสธแผนสันติภาพกาซาที่เขานำเสนอ และถ้าฮามาสไม่ยอมรับ “บีบี (เนทันยาฮู) จะได้รับการหนุนหลังจากเราเต็มที่ในการทำสิ่งที่จำเป็น” โดยทรัมป์กล่าวต่อหน้าผู้นำอิสราเอลในการแถลงร่วมที่ได้รับความสนใจจากสื่อระหว่างประเทศ

สำหรับแผนที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เป็นเอกสารประมาณ 20 ข้อ มีแกนหลักคือให้หยุดยิงทันที แลกการปล่อยตัวตัวประกัน–แลกนักโทษ, การถอนกำลังของอิสราเอลเป็นระยะ และส่งกองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (ISF) ควบคุมความมั่นคงควบคู่กับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนเศรษฐกิจในกาซา พร้อมทั้งเสนอการนิรโทษกรรมสำหรับสมาชิกฮามาสที่ยอมปลดอาวุธและยอมเข้ากระบวนการสันติภาพ

เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่าเขาสนับสนุนแผนของทรัมป์และมองว่าเอกสารดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายสงครามของอิสราเอลที่จะนำตัวประกันกลับมาและยุติความสามารถทางทหารของฮามาส แต่ก็เตือนว่าหากฮามาสปฏิเสธหรือยอมรับเพียงผิวเผินและยังต่อต้าน อิสราเอลจะ “จัดการเอง” ไม่ว่าจะเป็นทางง่ายหรือทางยาก

อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ของแผนยังถูกตั้งคำถามเพราะฮามาสยังไม่ได้ตกลงอย่างเป็นทางการและการโจมตีทางทหารยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ นักวิเคราะห์เตือนว่าการนำแผนไปปฏิบัติจริงต้องอาศัยการประสานจากหลายฝ่ายในภูมิภาคและความเชื่อใจที่ยังขาดอยู่ ซึ่งอาจทำให้แผนเดินหน้าได้ยากแม้จะมีการประกาศสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้วก็ตาม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุก ‘ลูกเกด ชลธิชา’ 2 ปี ในคดีดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ไม่รอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา "ลูกเกด-ชลธิชา " สส.พรรคประขาชน จ.ปทุมธานี ดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

(30 ก.ย. 68) ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ ลูกเกด สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน(ปชน.)เป็นจำเลยในความผินฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีเมื่อวันที่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 256 จำเลยได้ปราศรัยและชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง หน้าศาลจังหวัดธัญบุรี #คาร์ม็อบ11กันยา64 โดยมีเนื้อหาดูหมิ่น ในหลวง รัชกาล ที่10 จำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

คดีนี้ศาลจังหวัดธัญบุรี พิพากษาจำคุกน.ส.ชลธิชา จำเลย 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งทางจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์

โดยวันนี้ น.ส.ชลธิชา เดินทางมาศาล พร้อมกับ นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ส.ส.กทม. พรรคประชาชน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประขาชน

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ต่อมาจำเลย ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์ ขอปล่อยชั่วคราว

ศาลจังหวัดธัญบุรี พิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างฎีกา โดยตีราคาประกัน 150,000 บาท

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่และมอบการบังคับบัญชา

(30 ก.ย. 68) ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่และมอบการบังคับบัญชา ณ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 'พลเรือโท อาภา ชพานนท์' ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 (ท่านเก่า) ได้ทำการส่งมอบหน้าที่การบังคับบัญชาให้กับ 'พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว' ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 (ท่านใหม่)

ภายในพิธีมีการลงนามเอกสารรับ-ส่งหน้าที่ของผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 อย่างสมบูรณ์ ก่อนจะมีการส่งมอบธงประจำตำแหน่งเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านการบังคับบัญชาอย่างเป็นทางการ กำลังพลของทัพเรือภาคที่ 1 เข้าร่วมพิธีด้วยความพร้อมเพรียง…

พลเรือโท อาภา ชพานนท์ กล่าวขอบคุณผู้ใต้บังคับบัญชาทุกนายที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการฯ

ตม.จว.กาญจนบุรี สกัดจับ 90 เมียนมา โดยลักลอบขนแรงงานต่างด้าว เลี่ยงจุดตรวจถาวรไทรโยค

 

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่เพื่อก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด   

วันที่ (29 ก.ย.68) เวลา 23.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี, พ.ต.ท.ตฤณธวัช  ปัญญาธร รอง ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี, ว่าที่ พ.ต.ต.ธนพงษ์ พลายเพชร สว.ตม.จว.กาญจนบุรี สั่งการให้จุดตรวจถาวรไทรโยค บูรณาการร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี, สภ.ไทรโยค, เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ลาดหญ้า จว.กาญจนบุรี, เจ้าหน้าที่ ตชด.136, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.ไทรโยค ร่วมจับกุม นายวัชรพงษ์ อายุ 27 ปี สัญชาติไทย และ นายต้นรัก อายุ 20 ปี บุคคลไม่มีสัญชาติไทย ผู้ถูกจับกุมที่ 1-2 (ผู้ขับรถ) โดยกล่าวหาว่า “ช่วยเหลือซ่อนเร้นด้วยประการใดๆ ให้บุคคลต่างด้าว ที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย ให้พ้นจากการจับกุม” และจับกุมบุคคลต่างด้าว รวม 90 ราย โดยกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ของกลางรถยนต์ จำนวน 4 คัน โดยขับหลบหนี เลี่ยงเส้นทางผ่านจุดตรวจถาวรไทรโยค ก่อนถูกสกัดจับ สถานที่จับกุมบริเวณหมู่บ้านเขาโทน ม.3 ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี    

ในชั้นจับกุม ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวไปยังจุดตรวจถาวรไทรโยค เพื่อทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สมาคมท่องเที่ยวไทย-อาหรับ (ประเทศไทย) เจาะตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมูลค่าสูง

TA-TA ตอกย้ำศักยภาพตลาดตะวันออกกลาง "เปิดเส้นทางสู่อาชีพสำหรับผู้ที่มีความรู้ภาษาอาหรับ และผู้ประกอบการไทยที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวอาหรับ เร่งผลักดันนโยบาย Muslim Friendly Destination Hub ชวนผู้ประกอบการและผู้สนใจอาชีพไกด์ภาษาอาหรับเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย โอกาสเปิดโครงการครั้งแรกได้รับความสนใจอย่างมาก มีผู้สมัครสมาชิกสมาคมฯ เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 3 เท่า

นางสาวสวรรยา พาลีเขต นายกสมาคมท่องเที่ยว ไทย-อาหรับ (ประเทศไทย) หรือ Tourism Association [TA-TA] นำคณะเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ ในงาน  เปิดเส้นทางสู่อาชีพสำหรับผู้ที่มีความรู้ภาษาอาหรับ" ครั้งที่ 2 เมื่อวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 ณ ห้อง Grand Meroz 1 ชั้น 3 โรงแรมอัล มีรอซ กรุงเทพฯ 

ซึ่งกิจกรรมนี้ จัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  กับผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากตะวันออกกลาง รวมถึงผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอาหรับ ให้มีโอกาสพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนแนวทางในการเข้าสู่อาชีพมัคคุเทศก์ และโอกาสทางธุรกิจด้านการท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อร่วมต้อนรับกลุ่ม นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็น ตลาดขนาดใหญ่ มีคุณภาพ และมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง เป็นอันดับต้นๆ ของโลก 

ข้อมูลสถิติยืนยันถึงความเติบโตที่น่าจับตาของตลาดนี้ โดยพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางที่เดินทางมายังประเทศไทย เติบโตขึ้นถึง 17.9% ในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว การเติบโตนี้ ส่งผลสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตของ GDP ของประเทศไทยในภาคการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน 

ทางสมาคมฯ เล็งเห็นและตระหนักถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมและยกระดับมาตรฐาน การต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม โดยมุ่งเน้นการสร้าง ความไว้ใจ ความมั่นใจ เชื่อใจ และความปลอดภัย ให้กับนักท่องเที่ยวชาวอาหรับ สมาคมฯ ได้ผลักดันและเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้ามาร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น Muslim Friendly Destination Hub สำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

ขอเชิญชวน ผู้ที่มีความรู้ภาษาอาหรับ ที่สนใจต่อยอดทักษะสู่อาชีพการเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่พร้อมเปิดรับตลาดตะวันออกกลาง ให้เข้ามาสมัครเป็น สมาชิกสมาคมท่องเที่ยว ไทย-อาหรับ (ประเทศไทย)เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมาตรฐานและเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มอาหรับได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim Friendly Destination Hub) อย่างยั่งยืนต่อไป ติดต่อและสมัครสมาคมฯ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 611279587 และ ไลน์ไอดี @565seqic หรือ สมัครสมาชิกผ่านการสแกน QR code นี้

‘ไฮเออร์’ ทุ่มหมื่นล้านผุดโรงงานแอร์อัจฉริยะในไทย วางเป้าเฟสแรกผลิต 3 ล้านเครื่องต่อปี เน้นส่งออกกว่า 70%

(30 ก.ย. 68) นาย โจว หยุนเจี้ย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ กรุ๊ป กล่าวว่า ไฮเออร์ ผู้ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกและแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 16 ปีช้อน ประกาศก้าวสำคัญด้านการลงทุนในประเทศไทย เปิดโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งใหม่ ณ จังหวัดชลบุรี มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 324,000 ตารางเมตร

ออกแบบภายใต้แนวคิดการผลิตยุคใหม่ ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และระบบจัดการทันสมัย ตอบรับทั้ง ยุทธศาสตร์ S-Curve และ Thailand 4.0 เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก ด้วยกำลังการผลิตกว่า 6 ล้านเครื่องต่อปี

พร้อมยกระดับบทบาทของไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในอาเซียน และต่อยอด ศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยในเฟสแรกจะเริ่มเดินสายการผลิตในเดือนกันยายน พร้อมตั้งเป้า 3 ปี (2568-2570) ผลิตกว่า 12.5 ล้านเครื่อง มูลค่าราว 63,650 ล้านบาท

นาย โจว หยุนเจี้ย กล่าวต่อว่า "ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม New S-Curve ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยมีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในเสาหลักที่มีศักยภาพสูง

การลงทุนครั้งใหญ่นี้จึงไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของไฮเออร์ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน ที่เชื่อมโยงครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน การผลิต การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการส่งออกสู่ตลาดโลก

อีกทั้งยังเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือไทย-จีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ ซึ่งสะท้อน ถึงความมั่นใจของนักลงทุนจีนต่อศักยภาพ ความมั่นคง และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก

โดยการลงทุนในโรงงานแห่งใหม่นี้สอดรับกับยุทธศาสตร์ S-Curve และนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยการยกระดับสู่มาตรฐานการผลิตใหม่ ผ่านเทคโนโลยี Smart Manufacturing และระบบจัดการที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) พร้อมวางแผนการผลิตไว้เป็น 3 เฟสอย่างเป็นระบบ

โดยเฟสแรกจะเริ่มเดินสายการผลิตเครื่องปรับอากาศในเดือนกันยายน 2568 จำนวน 3 ล้านเครื่อง มูลค่าประมาณ 14,700 ล้านบาท ก่อนจะขยายกำลังผลิตเป็น 3.5 ล้านเครื่อง มูลค่า 17,800 ล้านบาทในปี 2569 และแตะระดับสูงสุดที่ 6 ล้านเครื่อง มูลค่าราว 31,150 ล้านบาทภายในปี 2570

ซึ่งจะทำให้โรงงานแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการทั้งในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดโลก โดยเราเน้นส่งออกไปต่างประเทศมากกว่า 70%  เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง เอเชีย เป็นต้น

Haier มีเป้าหมายชัดเจนที่จะมุ่งสู่การเป็น แบรนด์เครื่องปรับอากาศยอดขายอันดับ 1 ของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 13% โดยมีแผนเพิ่มยอดขายในประเทศไทยในปี 2568 ให้ได้ 5,500 ล้านบาทสำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน และ 1,108 ล้านบาทสำหรับเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์

บริษัทได้ลงทุนสร้าง โรงงานแห่งที่ 2 ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงงานที่มุ่งเน้นการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างงานในท้องถิ่นกว่า 3,000 ตำแหน่ง โรงงานแห่ง นี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมศักยภาพการผลิตและส่งออกเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดโลก

การลงทุนของ Haier ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ทั้งด้านแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Haier ยังมีแผนที่จะพัฒนาโรงงานให้เป็น Smart Factory เต็มรูปแบบ พร้อมตั้งศูนย์ R&D เพื่อยกระดับการผลิตและคุณภาพสินค้า ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะในอาเซียน

‘สี จิ้นผิง’ นำคณะผู้นำจีนร่วมพิธีสดุดีวีรชน ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนวันชาติจีน 1 ต.ค. นี้

เมื่อเช้าวันที่ (30 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยคณะผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาล เข้าร่วมพิธีรำลึก 'วันสดุดีวีรชน' ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เพื่อวางพวงดอกไม้สดุดีเหล่าวีรชนผู้เสียสละ ซึ่งพิธีนี้จัดขึ้นก่อนวันชาติหนึ่งวัน และปีนี้ยังตรงกับวาระครบรอบ 80 ปีชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย

โดยผู้นำจีนที่ร่วมพิธี ได้แก่ นายกรัฐมนตรีหลี่ เชียง, จ้าว เล่อจี้, หวัง หูหนิง, ไช่ ฉี, ติง เสวี่ยเสียง, หลี่ ซี และหาน เจิ้ง รวมทั้งตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทุกคนได้ร่วมกันร้องเพลงชาติและยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงผู้ที่พลีชีพเพื่อการปลดปล่อยประชาชนและการสร้างสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในพิธีได้มีการวางพวงดอกไม้ขนาดใหญ่ 9 ชุด บริเวณอนุสรณ์สถานวีรชนประชาชน โดยมี ‘สี จิ้นผิง’ และผู้นำคนอื่น ๆ เดินขึ้นไปหน้าสถานที่เพื่อจัดริบบิ้นบนพวงดอกไม้ และเดินรอบอนุสรณ์เพื่อถวายความเคารพ ริบบิ้นบนพวงดอกไม้เขียนข้อความ “เกียรติยศนิรันดร์แด่วีรชนประชาชน”

พวงดอกไม้ถูกจัดถวายในนามขององค์กรและสถาบันสำคัญของจีน ทั้งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์, สภาประชาชนแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี, สภาที่ปรึกษาการเมือง, คณะกรรมาธิการทหารกลาง, พรรคการเมืองอื่น ๆ, สหพันธ์อุตสาหกรรมและการค้า, องค์กรภาคประชาชน ตลอดจนทหารผ่านศึก ข้าราชการอาวุโสที่เกษียณอายุ ญาติของผู้เสียสละ และเยาวชนจีน โดยพิธีครั้งนี้มีหยิน ลี่ สมาชิกโปลิตบูโรและเลขาธิการพรรคฯ ประจำกรุงปักกิ่ง เป็นผู้ดำเนินการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top