Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

‘กองทัพบกไทย’ แจงเหตุปะทะเขมรบริเวณช่องอานม้า กัมพูชาจัดฉากครบสูตร!! แสร้งสร้างภาพเป็นเหยื่อทั้งที่ยิงก่อน

กองทัพบกออกมาแถลงกรณีเหตุปะทะที่ 'ช่องอานม้า' อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยิงอาวุธหลายนัดเข้ามายั่วยุในเขตแดนไทย และมีการบันทึกลำดับเหตุการณ์ชัดเจน ทั้งการยิงปืนครก ปืนกล และปืนเล็กยาว รวมถึงมีการตอบโต้กันในบางช่วง ก่อนที่สถานการณ์จะสงบลงในช่วงบ่าย

กองทัพบกเผยว่า หลังจากเหตุยิงยั่วยุเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งว่าจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางเข้าพื้นที่ และเกือบในเวลาเดียวกัน โฆษกกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาฝ่ายไทยว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตี พร้อมทั้งสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังได้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อขยายผลเรื่องดังกล่าว

โฆษกกองทัพบกชี้ว่า ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องต่อเนื่องอย่างผิดธรรมชาติ สะท้อนถึงการวางแผนล่วงหน้า เริ่มจากการยิงยั่วยุ การจัดฉากให้ IOT เข้ามาในพื้นที่ และปิดท้ายด้วยการแถลงข่าวโจมตีไทยต่อสาธารณะโลก ถือเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อ” ที่ตั้งใจสร้างภาพว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนไทย หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง กองทัพบกย้ำว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการขาดความจริงใจ และทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น

ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนไทย หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง กองทัพบกย้ำว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการขาดความจริงใจ และทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น

กองทัพบกยังเตือนว่า ประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบจริงจังคือ การละเมิดหยุดยิงด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดอนุสัญญาระหว่างประเทศและละเมิดหลักมนุษยธรรมร้ายแรง แต่กลับถูกมองข้าม ขณะที่คณะ IOT ฝั่งกัมพูชามักเลือกลงพื้นที่เฉพาะที่ฝ่ายตนชี้นำ จนเกิดข้อกังขาว่าทั้งหมดเป็นการ 'จัดฉาก' สนับสนุนภาพลักษณ์ให้กัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำเท่านั้น

‘กองทัพภาค 2’ ยันดูแลทหารชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างดี หลัง ‘วาสนา นาน่วม’ แฉได้กินแต่มาม่า – ปลากระป๋อง – น้ำ 3 ขวดเล็ก

จากกรณีที่ ‘วาสนา นาน่วม’ ผู้สื่อข่าวสายทหาร ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ฝากดูแล!! ทหารไทย ฐานรอบภูมะเขือ ยังกินแต่มาม่า ปลากระป๋อง ฝนตกหนัก เกือบทุกวัน รถเสบียงไม่ส่ง น้ำดื่มได้วันละ3ขวดเล็ก”

ล่าสุด เพจกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความตอบโต้ว่า กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงเพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่า กำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น โดยมีเสบียงเพียงพอ ไม่มีการขาดแคลนตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ แม้ในช่วงเวลานี้จะมีฝนตกหนัก ส่งผลให้เส้นทางบางจุดเกิดความยากลำบากต่อการเดินทาง แต่กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดกำลังพลและยานพาหนะสนับสนุนในการลำเลียงเสบียง น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลทุกนายมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ได้รับการดูแลทั้งด้านร่างกายและขวัญกำลังใจอย่างครบถ้วน

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กำลังพลทุกนายได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด เราไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง และจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติและประชาชนด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มกำลัง 

ชาวญี่ปุ่นจวกนโยบายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้นตอปัญหาทำขยะเกลื่อนเมือง และทำสังคมวุ่นวายมากขึ้น

(29 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กเจแปน - แจนแปล โพสต์ข้อความว่า…ตอนนี้สังคมญี่ปุ่นกำลังถกเถียงร้อนแรงเรื่องการเปิดรับคนต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยหลายคนในโซเชียลแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน ถึงขั้นเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การถูกบังคับให้รับวัฒนธรรมอื่นเข้ามา” เพราะมองว่าทำให้ประเทศที่เคยเป็นระเบียบ สะอาด และปลอดภัย กลายเป็นสังคมที่วุ่นวายมากขึ้น กรณีล่าสุดที่จุดกระแสก็คือภาพ “กองขยะ” ที่ถูกทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง จนถูกนำมาโยงกับพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติ

นักการเมืองญี่ปุ่น โคซากะ เอจิ ได้โพสต์ภาพกองขยะพร้อมข้อความประชดว่าเป็น “สถานที่ที่ถูกบังคับให้ต้องรับวัฒนธรรมอื่น” ซึ่งยิ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็น หลายคนเล่าว่าเจอปัญหาคล้ายกัน ทั้งการทิ้งเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎ หรือพื้นที่ส่วนกลางที่สกปรกจากครอบครัวชาวต่างชาติไม่กี่ครอบครัว จนเกิดความกังวลว่าหากมีผู้อพยพเพิ่มขึ้น สังคมญี่ปุ่นอาจ “พังยับ”

กระแสความโกรธยังพุ่งไปที่นักการเมืองที่ออกนโยบายเปิดรับแรงงานและผู้อพยพ โดยบางคนถึงขั้นกล่าวโทษอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ว่าเป็นผู้ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศผู้อพยพ ขณะที่อีกกลุ่มกล่าวหา สส.ที่หนุนการย้ายถิ่นว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว และทำลายความมั่นคงของชาติ ทั้งด้านวัฒนธรรม ความปลอดภัย และอัตลักษณ์ของญี่ปุ่นเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ปัญหาขยะหรือระเบียบชุมชน แต่ถูกยกระดับเป็น “วิกฤตประเทศ” มีการยกตัวอย่างยุโรปที่พยายามอยู่ร่วมกับผู้อพยพ แต่กลับเผชิญอาชญากรรมและปัญหาสังคมรุนแรง พร้อมเตือนว่าญี่ปุ่นอาจเดินซ้ำรอยหากยังดึงคนต่างชาติเข้ามาเพิ่มโดยไม่ควบคุม

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากรู้สึก “ทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ” กองขยะที่เห็นไม่ใช่เพียงขยะธรรมดา แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวของรัฐบาล ที่เลือกแลกความสงบเรียบร้อยของประชาชนกับผลประโยชน์จากการเปิดประเทศรับแรงงานต่างชาติ

เชียงใหม่-ชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศ กองบิน 41 จัดพิธีมอบของที่ระลึกแก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ (26 ก.ย.68) ณ ห้องรับรองกองบิน 41 นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีมอบของที่ระลึกเพื่อแสดงความขอบคุณและเป็นเกียรติแก่สมาชิกชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศ กองบิน 41 ที่เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ 2568 

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนาน โดยในปีนี้มีสมาชิกชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศมีผู้เกษียณอายุราชการทั้งสิ้น 9 คน 

ในโอกาสนี้ ผู้บังคับการกองบิน 41 ได้เป็นเกียรติมอบของที่ระลึกและกล่าวคำอวยพรให้แก่ผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิตหลังเกษียณ และหวังว่าทุกท่านจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกองบิน 41 ตลอดไป

ยะลา - ฉก.ทพ.41 ผนึกกำลังผู้นำท้องถิ่น–ศาสนา และกลุ่มจิตอาสา รณรงค์สร้างความเข้าใจโทษภัยยาเสพติด คุมเข้มขายพืชกระท่อมใกล้สถานศึกษา

(29 ก.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 (ฉก.ทพ.41) ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา นำโดย พ.อ.จตุพร ธานีพัฒน์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 มอบหมายให้ ฝ่ายกิจการพลเรือน กองร้อยทหารพรานที่ 4113 และ หมวดทหารพรานหญิง ร่วมกับชุดเสริมสร้างความเข้าใจที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจยะลา พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 , หมู่ที่ 3 , ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน , ผูัช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) , ผู้นำศาสนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กลุ่มจิตอาสาญาลานันบารู และ ชมรมดาหลา ได้ลงพื้นที่ เพื่อพบปะประชาชนและบุคลากรทางการศึกษา

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นที่บ้านโต๊ะปาเก๊ะ หมู่ที่ 2 และบ้านตาลาแน หมู่ที่ 3 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา โดยมี นักเรียนจากโรงเรียนตาดีกา ของศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดอัลฟัลลาฮุลอามีลีน และสถาบันปอเนาะ เข้าร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติด รวมถึงชี้แจงข้อกฎหมายใหม่เกี่ยวกับพืชกระท่อม ตามพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ.2565 และประกาศกำหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการจำหน่าย พ.ศ.2568

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวห้ามจำหน่ายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมในรัศมีไม่เกิน 1,000 เมตรจากสถานศึกษา รวมถึงห้ามขายในลักษณะการเร่ขายหรือแผงลอย โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ตุลาคม 2568 หลังตรวจสอบพบแนวโน้มการใช้ผิดวัตถุประสงค์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเดินหน้าสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของการใช้พืชกระท่อมเกินขนาด การเลิกใช้สารเสพติด และแนวทางบำบัดอย่างถูกวิธี เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้แก่ผู้ปกครอง ชุมชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่

ร.อ.สุทธิชา นาเพชร ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4113 เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและเยาวชนเกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติดและพืชกระท่อม สืบเนื่องจากคำสั่งของ พ.อ.จตุพร ธานีพัฒน์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ที่ได้มอบหมายให้กำลังพลในพื้นที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามนโยบายของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และภาคประชาชน ลงพื้นที่จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษภัยยาเสพติดแก่เยาวชน ทั้งในสถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และสถาบันปอเนาะ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งต่อสุขภาพตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง

ร.อ.สุทธิชา ยังกล่าวอีกว่า ทางผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ได้เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหายาเสพติดไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการผลักดันให้ผู้ที่ยังมีพฤติกรรมเสพสมัครใจเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามนโยบายภาครัฐ

สำหรับปัญหาพืชกระท่อม ซึ่งเป็นกระแสที่แพร่ระบาดในปัจจุบันนั้น เจ้าหน้าที่ได้เร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดฉบับใหม่ พร้อมแสดงเจตนารมณ์จริงจังในการแก้ปัญหา หากพบการปลูกและจำหน่ายอย่างผิดกฎหมาย อาจต้องดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น การโค่นและทำลายต้นกระท่อม เพื่อยืนยันจุดยืนของหน่วยและชุมชนร่วมกัน

(สุรินทร์) มทบ.25 จัดกิจกรรม เคารพธงชาติไทยและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน (Thai National Flag Day) ประจำปี 2568

(29 ก.ย. 68) เวลา 08.00 น. ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ไชยนคร  กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที 25 เป็นประธานการจัดกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน (Thai National Flag Day) ประจำปี 2568 พร้อมด้วย คณะนายทหาร , นายสิบ, ลูกจ้าง, นักศึกษาวิชาทหาร และกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติไทยและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ครบรอบ 108 ปี 28 กันยายน 2568 

ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ได้กำหนดให้วันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) พร้อมกำหนดให้มีการชักธงและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทาน “ธงไตรรงค์” ให้เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของชาติ สำหรับธงชาติไทยนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเรื่อยมา 

ทั้งรูปแบบธงสีแดง ธงรูปจักรบนพื้นสีแดง ธงรูปช้างเผือกบนพื้นสีแดง จนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน “ธงไตรรงค์” อันประกอบด้วยแถบสีแดง สื่อความหมายถึงชาติ คือประชาชน เลือดเนื้อและการเสียสละ สีขาว หมายถึงศาสนา ความบริสุทธิ์แห่งศรัทธาและน้ำใจ และสีน้ำเงิน หมายถึงพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของสถาบันหลักที่เป็นหัวใจของแผ่นดิน ทั้งหน่วยงานราชการและประชาชนได้ใช้มาจนปัจจุบัน ทุกครั้งที่ผืนธงสะบัดพลิ้ว คือเสียงเตือนใจให้เราตระหนักว่า…แผ่นดินนี้ไม่ได้ได้มาโดยง่าย หากได้มาจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของผู้กล้าหาญ เพื่อให้ลูกหลานไทยได้ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี… จนถึงวันนี้ ขอให้ทุกครั้งที่มองผืนธงไตรรงค์ หัวใจเราลุกโชนด้วยพลังแห่งความรักชาติ พร้อมสืบสานเจตนารมณ์บรรพบุรุษ ร่วมแรงร่วมใจปกป้อง และสร้างไทยให้รุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิม เพื่อเป็นเกียรติแด่เลือดเนื้อที่หลอมรวมเป็น ผืนธงแห่งศักดิ์ศรี ‘ไตรรงค์ธำรงไทย’ 

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่ง กทม. จ่ายหนี้ BTS 1.1 หมื่นล้าน ปมค่าจ้างเดินรถรถไฟฟ้าสีเขียว – ยังมีหนี้ค้างอีกกว่า 2 หมื่นล้าน

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่ง กทม.จ่ายค่าจ้าง O&M ให้ BTS รถไฟฟ้าสายสีเขียว 1.1 หมื่นล้านบาท ภายใน 180 วันนับแต่คดีถึงที่สุด ขณะที่ปัจจุบันยังมีหนี้ค้างอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท

(29 ก.ย.68) เวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด กรณีผิดสัญญาการให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 เพื่อขอให้ชำระค่าตอบแทนตามสัญญา

โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งให้กรุงเทพมหานคร และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้แก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตามที่สองฝ่ายได้ทำสัญญากันไว้ รวมเป็นเงินประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 

ด้านแหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า หลังศาล ตัดสินเรื่องดังกล่าว คงต้องกลับไปหารือกับทางผู้บริหาร กทม. ว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในชั้นของศาลปกครองกลาง แต่หาก กทม. ยื่นอุทธรณ์ก็จะส่งผลให้วงเงินในคดีนี้มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กทม.ได้ชำระหนี้ค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจาก บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องครั้งที่ 1 แบ่งเป็น ค่าจ้างส่วนต่อขยาย 1 เดินรถ พ.ค. 2562 - พ.ค.2564 และส่วนต่อขยาย 2 เดินรถ เม.ย. 2560 – พ.ค. 2564 จำนวนเงิน 14,476 ล้านบาท โดย กทม. ได้ชำระให้สำนักงานบังคับคดี สำนักงานศาลปกครองแล้ว เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2567 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2567

ขณะที่ปัจจุบัน กทม.ยังมีหนี้ค้างชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ประกอบด้วย 

หนี้ก้อนที่ 2 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2564 ถึงวันที่ 20 พ.ย.2565 รวม 11,811 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองกลางตัดสิน วันนี้ (29 ก.ย.68) ให้ กทม.ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 

หนี้ก้อนที่ 3 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ พ.ย.2564 - ธ.ค.2567 รวม 17,596 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 15,762 ล้านบาท และดอกเบี้ย 1,833 ล้านบาท (ยังไม่มีการฟ้องคดี) 

หนี้ก้อนที่ 4 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ 1 ม.ค.2568 - พ.ค.2568 รวม 3,697 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 3,650 และดอกเบี้ย 46.78 ล้านบาท (ยังไม่มีการฟ้องคดี) 

เจนรุ่นใหม่!! กลุ่ม 'บ้านนอกใหม่' (Neo-Baannok)เดินหน้าโปรเจ็กต์เพื่อสิ่งแวดล้อมจัดงาน 'ร่วมสร้างสรรค์เพื่อลดโลกร้อน' (Climate Playground: Connect Creatives for Climate Action) 4 ตุลาคมนี้ ณ Bangkok 1899

นางสาวสภาวรรณ พลบุตร ผู้ประสานงานกลุ่มNeo-Baannokเปิดเผยวันนี้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนโปรเจคเพื่อสิ่งแวดล้อมว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)แบบสุดขั้วได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยโดยเฉพาะคำกล่าวของนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวว่า "ยุคของการโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคของโลกเดือดได้เริ่มต้นขึ้น" 

นอกจากนี้ นายชูตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการ FAO (องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ได้กล่าวเตือนอย่างชัดเจนว่า "ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็น ตัวขับเคลื่อนความอดอยากที่สำคัญที่สุด ในปัจจุบัน" วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังทำลายผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งน้ำ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกและไทยตกอยู่ในความเสี่ยง ต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกพุ่งสูงถึง หลายแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

คำกล่าวของเลขาธิการสหประชาชาติและผู้อำนวยการ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด จึงเป็นเวลาที่ประเทศไทยต้องรวมพลังทุกภาคส่วนร่วมกันรับมือกับภัยพิบัตินี้

ทั้งนี้การจะให้ผู้คนจำนวนมากลุกยืนขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาวิกฤติสภาพภูมิอากาศไม่ได้อาศัยเพียง ‘การรับรู้’ แต่ต้องมี ‘ความรู้สึกร่วม“และการร่วมคิดร่วมทำ “Neo-baannok คือกลุ่มคนเจนใหม่ที่เห็นความสำคัญของเรื่องหัวใจในการขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้นมาเพื่อจะรวมศิลปิน นักขับเคลื่อน นักสิ่งแวดล้อมให้มาร่วมกันใช้ศิลปะสร้างสรรค์ของตัวเองในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และในงาน Climate Playground: Connect Creatives for Climate Action นี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ดังกล่าว Climate Playground เป็นกิจกรรมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อแสดงออกว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในประเด็นสิ่งแวดล้อม มันไม่ใช่แค่เรื่องที่ตึงเครียดเท่านั้น แต่การพูดคุยและการขับเคลื่อนสามารถเป็นไปได้อย่างร้อนแรง สนุกสนาน และเข้าถึงง่าย 

ในงานมีกิจกรรมเช่นตลาดแฮนด์คราฟต์ การแสดงงานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ ที่นำมาสร้างงานแสดงผสานกับเสียงเยาวชนทั่วประเทศโดยอาศัยความร่วมมือจาก Children Youth and the Environment Survey (CYES) มีงานแสดงดนตรีสดทั้งจากดีเจและวงดนตรีที่ยึดถือคุณค่าเรื่องความยั่งยืน และกิจกรรม Speed Connecting ที่เปิดให้คนทำงานหลากหลายสายได้สร้างเครือข่ายกันเพื่อต่อยอดไปถึงการขับเคลื่อนและทำโปรเจ็กต์เพื่อสิ่งแวดล้อมร่วมกันในอนาคต 

จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมงาน Climate Playground: Connect Creatives for Climate Action จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2025 ตั้งแต่เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ณ Bangkok 1899

ลงทะเบียนได้ที่ลิงก์นี้นะค่ะ
https://luma.com/w1iddnbe

‘ลีน่าจัง’ ประกาศเป็นปาร์ตี้ลิสต์แทน ‘เฉลิม อยู่บำรุง’ ลั่น!! เลือกตั้งครั้งหน้า ‘เพื่อไทย’ พรรคเดียวแลนด์สไลด์

นางลีนา จังจรรจา นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดัง ร่วมกิจกรรมให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 โดยมวลชนคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศรวมตัวส่งเสียงให้กำลังใจ เปิดเพลงเก่าที่นายทักษิณเคยขับร้อง และร่วมรับประทานอาหารพร้อมกัน ทั้งต้มยำไก่น้ำใส แกงส้มชะอมกุ้ง หนูนาย่าง และบวชเผือกมัน 

นอกจากนี้ ‘ลีนาจัง’ นำยำวุ้นเส้นและยำมาม่า 40 ชุดมามอบให้พี่น้องคนเสื้อแดง พร้อมยกย่องผลงานของนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย ระบุว่า กฎหมายเกี่ยวกับ LGBTQ ถูกผลักดันขึ้นในช่วงที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล แตกต่างจากสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่ง พร้อมทำนายผลเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ได้ 280 ที่นั่ง และประกาศว่าจะขึ้นเป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 10 แทนนายเฉลิม อยู่บำรุง

จีนเปิดสะพานสูงที่สุดในโลก ‘ห้วยเจียง แกรนด์แคนยอน บริดจ์’ สูง 625 เมตร!! ช่วยเดินทางเร็วขึ้น จาก 2 ชม. เหลือเพียง 2 นาที

เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา จีนเปิดสะพานสูงที่สุดในโลก 'ห้วยเจียง แกรนด์แคนยอน บริดจ์' (Huajiang Grand Canyon Bridge) ในจังหวัดกุ้ยโจว โดยสะพานแห่งนี้ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำเป่ยผาน มีความสูงถึง 625 เมตร สามารถช่วยย่นเวลาเดินทางข้ามหุบเขาลึกจากเดิม 2 ชั่วโมง เหลือเพียง 2 นาที ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างกว่า 3 ปีเต็ม

สำหรับตัวสะพานมีความยาวรวม 2,890 เมตร และช่วงกลางยาว 1,420 เมตร ทำให้กลายเป็นสะพานแขวนเหล็กที่มีช่วงกลางยาวที่สุดในพื้นที่ภูเขา โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า โครงการนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานของจีน ที่ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายคมนาคมอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ สถิติสะพานสูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่กุ้ยโจวเช่นกัน คือสะพานแม่น้ำเป่ยผาน เปิดใช้งานในปี 2016 ที่มีความสูง 565.4 เมตร ห่างจากสะพานใหม่ 100 กิโลเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภูมิภาคนี้ในการสร้างสถิติด้านวิศวกรรมสะพานของโลก

ก่อนหน้านี้ สถิติสะพานสูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่กุ้ยโจวเช่นกัน คือสะพานแม่น้ำเป่ยผาน เปิดใช้งานในปี 2016 ที่มีความสูง 565.4 เมตร ห่างจากสะพานใหม่เพียงร้อยกิโลเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภูมิภาคนี้ในการสร้างสถิติด้านวิศวกรรมสะพานของโลก

ปัจจุบัน มณฑลกุ้ยโจวแม้จะเป็นพื้นที่ยากจน แต่มีการสร้างสะพานแล้วกว่า 30,000 แห่งในพื้นที่ภูเขาสลับซับซ้อน และยังครองตำแหน่งบ้านของสะพานสูงที่สุดในโลกหลายแห่ง โดยเกือบครึ่งหนึ่งของสะพานที่สูงที่สุด 100 แห่งในโลก อยู่ในมณฑลแห่งนี้เอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top