Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

คณะวุฒิสภาลงพื้นที่ให้กำลังใจและมอบสิ่งของจำเป็นแกเจ้าหน้าที่ชายแดน รับฟังปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออก นำโดยนายกิติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง พร้อมด้วยคณะวุฒิสภา อาทิ นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา, พลโท ปิยะชาติ ธูปทอง, และ พันเอกชวลิต จารุกลัส เดินทางลงพื้นที่ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี                                      

เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน พร้อมมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น สนับสนุนการทำงานและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้พิทักษ์อธิปไตยของชาติ โดยมี นาวาเอกนพโรจน์  สิริปริยพงศ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ให้การต้อนรับ และรายงานสรุปสถานการณ์ชายแดน พร้อมความคืบหน้าในการปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตยของชาติ พื้นที่ชายแดนจันทบุรีมีความยาว 87 กิโลเมตร ปัจจุบันมีพื้นที่อ้างสิทธิ หรือ no man's land จำนวน 2 แห่ง  

ในพื้นที่เขาตาง๊อก เนื้อที่ประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ  แต่ไม่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ บริเวณหลักเขตที่ 66–67 ซึ่งเคยพบการบุกรุกปลูกข้าวโพดและอ้อยจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ได้มีการเจรจาและรื้อถอนออกแล้ว ปัจจุบันไม่มีผู้เข้าไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี่ ยังมีพื้นที่เฝ้าระวัง 2 จุด ที่หลักเขตที่ 64-65 หรือ พื้นที่ตัว ก. และหลักเขตที่ 68 หรือพื้นที่ตัวยู ซึ่งเป็นบริเวณที่ฝ่ายกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามา และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)     ได้ส่งเรื่องประท้วง  อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 และโดยล่าสุด ฉก.นย.จันทบุรี ได้มีการปรับปรุงพื้นที่ป้องกันการกัดเซาะและสร้างถนนเลียบชายแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการลาดตระเวนและลดระยะเวลาปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออก ได้เดินทางต่อไปยังจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจทหาร ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่หน้าด่าน 

ในครั้งนี้นายยุคล กล่าวชื่นชม และแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหารบกและทหารเรือที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เสียสละ เต็มกำลังความสามารถ และจัดระบบการบริหารจัดการในพื้นที่ได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ คณะฯ เดินทางต่อไปยังฐานเนินผี บ้านผักกาด หมู่ 3 ต.คลองใหญ่ เนื้อที่กว่า 3 ไร่ ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวัง จุดเสี่ยงพื้นที่ตัว ก. เพื่อติดตามความคืบหน้าการปรับเส้นทางการลาดตระเวนให้ใช้เวลาสั้นลง และถมดิน ป้องกันการกัดเซาะ ป้องกันการสูญเสียดินแดนของไทย  ทางด้าน ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี กล่าวเสริมถึงพื้นที่ รูปตัว ก. ว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดฐานปฏิบัติการชายแดนและถูกน้ำกัดเซาะมานานกว่า 6 ปี จนดินทรุดตัวเป็นลักษณะคล้ายเกาะ หากปล่อยไว้เพียงไม่กี่เมตร อาจถูกตัดขาดเนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะ จึงมีแนวคิดที่จะปรับสภาพพื้นที่ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม จึงได้ประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจกัน ถมดินปรับพื้นที่และเสริมแนวตลิ่ง ฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้กลับคืนดังเดิม เพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทย ให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ และปรับสภาพเส้นทางให้มีความสะดวกยิ่งขึ้นในการส่งกำลังบำรุงเพื่อการปฏิบัติการชายแดนได้อย่างสะดวกและทันเวลา  

ในการเรียกคืนพื้นที่ รูปตัว ก. ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการที่ชาวจันทบุรี ร่วมแสดงพลังนำอาหาร สิ่งของ และเครื่องจักร ปฏิบัติภารกิจเรียกคืนพื้นที่ รูปตัว ก. ได้สำเร็จ 

เชียงใหม่-องคมนตรี ประชุมติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง

 

องคมนตรี ประชุมติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงฯ และติดตามความก้าวหน้าของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) ที่ ห้องประชุม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะเลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในการประชุมมูลนิธิโครงการหลวง ประจำเดือนกันยายน 2568 เพื่อติดตามการดำเนินงานแบบบูรณาการในด้านต่างๆ ของมูลนิธิโครงการหลวงให้เกิดความต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแนวทางการดำเนินงานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด”เพื่อ“ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก” ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยมี นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคลากรของมูลนิธิโครงการหลวง เข้าร่วมประชุม

โดยภายหลังการประชุม องคมนตรี พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมอาคารแปรรูป 1 โรงงานแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายในศูนย์วิจัยฯ ชนกาธิเบศรดำริ เพื่อวางแผนปรับปรุงและยกระดับการดำเนินงาน ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์ด้านการแปรรูปให้มีความหลากหลาย ปัจจุบันโรงงานแปรรูปฯ มีการผลิตสินค้าหลายประเภท อาทิ ข้าวเกรียบ เบเกอรี่ ผักผลไม้ทอดสุญญากาศ ผักผลไม้อบแห้ง รวมถึงเครื่องดื่มสมุนไพรอบแห้ง ซึ่งมาจากการต่อยอดผลิตผลที่ได้จากการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรบนพื้นที่สูง ที่ผ่านมาโรงงานแปรรูปสนับสนุนวัตถุดิบเกษตรกร ไม่ต่ำกว่าปีละ 132 ตัน สร้างให้เกิดมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทในแต่ละปี

จากนั้นในช่วงบ่าย องคมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการปรับปรุงร้านสวัสดิการให้เป็นแหล่งรวมผลิตภัณฑ์แปรรูป จากเกษตรกรในพื้นที่ รองรับผลผลิตทางการเกษตรของศูนย์ฯ ตีนตก โดยเฉพาะ “กาแฟตีนตก” (Single Origin) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มลองกาแฟระดับพรีเมียม และเมนูอาหารเครื่องดื่มจากพืชผลโครงการหลวง  พร้อมทั้งตรวจพื้นที่สำหรับการก่อสร้างโรงกะเทาะเปลือกกาแฟและบ่อบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการแปรรูปกาแฟ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยกระดับการผลิตให้ถูกสุขลักษณะ รักษาสิ่งแวดล้อมรองรับการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพของกาแฟให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ปลูกกาแฟ 320 ราย สร้างรายได้รวมกว่า 7 ล้านบาทต่อปี ทั้งหมดนี้เพื่อพัฒนาให้ศูนย์ฯ ตีนตกเป็น ศูนย์เรียนรู้การผลิตกาแฟอาราบิก้า ในระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และครบวงจรอย่างแท้จริง

‘อันวาร์’ เผยยกหูหา ‘อนุทิน’ หลังรับตำแหน่งนายกฯ เชิญเยือนมาเลเซีย หารือปมชายแดนไทย–กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เพื่อเชิญเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยระบุว่าการเยือนจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อันวาร์กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กำลังตึงเครียด พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพ ไม่ให้ความแตกต่างนำไปสู่ความขัดแย้ง และเสนอให้ทุกประเด็นถูกนำเข้าสู่การเจรจาในกรอบคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในวันเดียวกัน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้โทรศัพท์พูดคุยกับอันวาร์เช่นกัน เพื่อขอให้อาเซียนเข้ามามีบทบาทลดความตึงเครียด หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับพลเรือนกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

ทั้งนี้ ฮุน มาเนตเน้นย้ำว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการใช้กลไกอาเซียนเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย และรอการแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

‘ดร.เศรษฐพุฒิ’ ผู้ว่าฯ ธปท. เผยความคืบหน้า สามารถปิด ‘บัญชีม้า’ ได้แล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี

(19 ก.ย. 68) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงความคืบหน้าการแก้ปัญหาบัญชีม้าและภัยการเงินดิจิทัล เผยว่า ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปิดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี ส่งผลให้ยอดความเสียหายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า แม้ระบบการเงินดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับภัยการเงินที่รุนแรง ตั้งแต่ปี 2565 มีผู้เสียหายแจ้งความแล้วกว่า 1 ล้านราย มูลค่าความเสียหายเกือบ 9.8 หมื่นล้านบาท โดยเงินกว่า 50% ถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายภายในเวลาเพียง 3 นาที ขณะที่เหยื่อใช้เวลาเฉลี่ยถึง 18 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัว

นอกจากนี้ ดร.เศรษฐพุฒิชี้ว่า มาตรการระงับธุรกรรมเพื่อสกัดเส้นทางการเงินตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อผู้สุจริตมากกว่าที่ประเมินไว้ จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และหน่วยงานอื่น ๆ เร่งปรับปรุงกระบวนการ ปลดการระงับธุรกรรมสำหรับผู้สุจริต และพัฒนากลไกใหม่เพื่อลดผลกระทบให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ยั่งยืนและปลอดภัย ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม และข้อมูลพร้อมแรงจูงใจที่ถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถลดความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง ! นายก ฯ มาเลเซีย เคารพกฎบัตรอาเซียน อย่าแทรกแซงพิพาทไทย-กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมเห็นข่าวที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน มีการโทรศัพท์ถึงท่านอนุทิน นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมกับการกำกับการ/สั่งการเสร็จสรรพว่าต้องไม่สร้างความตึงเครียด และต้องนำทุกประเด็นขึ้นสู่การเจรจา JBC นั้น   

ผมทราบดีว่านายอันวาร์ในฐานะประธานอาเซียนน่าจะพยายามทำหน้าที่ของท่านในฐานะประธานอาเซียน เพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ท่านควรวางบทบาทตนเองให้เหมาะสมและเคารพหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกันของประเทศสมาชิก ซึ่งกำหนดไว้ใน กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Charter of the Association of Southeast Asian Nations) ข้อ 2 ( e ) ว่าอาเซียนและรัฐสมาชิกอาเซียนต้องไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ซึ่งเป็นหลักการที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิกและสะท้อนถึงค่านิยมทางวัฒนธรรมของภูมิภาคที่เน้นการเคารพในอธิปไตยและความเป็นอิสระของแต่ละประเทศ เพราะประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ ยกเว้นไทย เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกมาก่อน จึงรู้ซึ้งดีถึงคุณค่าของเอกราชและอิสระที่จะดำเนินกิจการภายในโดยไม่ถูกครอบงำจากชาติอื่น 

ดังนั้น การที่นายอันวาร์โทรมาสั่งการนายกอนุทินของไทยว่าอย่าสร้างความตึงเครียดและเรียกร้องให้นำประเด็นทุกอย่างเข้าสู่การเจรจา JBC ผมเห็นว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยอย่างชัดเจน เพราะการจะสร้างความตึงเครียดหรือไม่นั้นอยู่ที่ยุทธศาสตร์และวิธีการรับมือกับการรุกรานของกัมพูชา ซึ่งเป็นฝ่ายสร้างความตึงเครียดกับไทยก่อนเสมอ เช่น การพยายามรื้อลวดหนามของไทย หรือการใช้มวลชน เด็ก สตรี พระสงฆ์ พยายามรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งฝ่ายไทยก็จำเป็นต้องใช้กำลังตอบโต้ตามสัดส่วน หรือแม้แต่การปิดด่านริมชายแดนเพื่อให้กัมพูชาเผชิญกับความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจ จะได้ไม่เป็นภัยคุกคามไทยอีกต่อไป 

ถ้าการกระทำเหล่านี้นายอันวาร์ถือเป็นการสร้างความตึงเครียด ก็แสดงว่านายอันวาร์พยายามจะสั่งให้ไทยหยุดการกระทำเหล่านี้งั้นหรือ อีกทั้งยังมีการพูดเชิงสั่งการว่าต้องนำทุกประเด็นเข้าสู่การเจรจา JBC ซึ่งเป็นอำนาจการตัดสินของนายกไทยล้วน ๆ ว่าจะนำประเด็นใดเข้าสู่การเจรจาหรือไม่ แต่นายอันวาร์ถือสิทธิอะไรมาสั่ง อย่างนี้ถือเป็นการแทรกแซงอำนาจการตัดสินใจของผู้นำไทย เป็นการแทรกแซงกิจการภายในอย่างชัดแจ้ง ขัดต่อกฎบัตรอาเซียนข้อ 2 (e ) อย่างชัดเจน

ผมจึงขอเตือนไปยังท่านนายกมาเลเซีย ให้วางตัวให้เหมาะสมตามบทบาทของประธานอาเซียน และ “อย่าล้ำเส้น” ในการก้าวก่ายกิจการภายในของไทย อันเป็นการขัดต่อกฎบัตรอาเซียน ซึ่งจะทำให้การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของท่านมีรอยด่างพร้อยโดยไม่จำเป็น ด้วยความปรารถนาดี” 

จีนเสนอจัดตั้ง ‘พันธมิตรระหว่างประเทศ’ ร่วมปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์

(19 ก.ย. 68) จีนเสนอจัดตั้ง “พันธมิตรระหว่างประเทศ” เพื่อปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและไซเบอร์ ในการประชุมความร่วมมือด้านความมั่นคงสาธารณะระดับโลก ปี 2025 ที่เมืองเหลียนอวิ๋นกั่ง มณฑลเจียงซู เมื่อวันที่ 18 ก.ย. โดยย้ำว่าปัญหาดังกล่าวเป็นความท้าทายระดับโลกที่ต้องอาศัยกลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนระบุว่า การรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์จำเป็นต้องเสริมความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างระบบกำกับดูแลที่แข็งแกร่งขึ้น พร้อมย้ำว่าข้อเสนอนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของจีนในการวางแนวทางใหม่เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันในระดับโลก

ที่ผ่านมา จีนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีฉ้อโกงข้ามชาติแล้วกว่า 68,000 คน ผ่านความร่วมมือกับหลายประเทศ เช่น สเปน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมียนมา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว ไทย และกัมพูชา โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจาก 30 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วม เพื่อหาแนวทางต้านภัยไซเบอร์ร่วมกัน

'นิติศักดิ์' ยกทีมผู้นำท้องถิ่นพัทลุงหนุน ‘พีระพันธุ์’ ร่วมสร้างพรรคการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

'นิติศักดิ์' นำคณะผู้นำท้องถิ่นพัทลุง ประกาศจุดยืนหนุน 'พีระพันธุ์' เดินหน้าทำงานพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตคนไทย

นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ได้นำตัวแทนคณะผู้นำท้องถิ่นจังหวัดพัทลุง ประกอบด้วย คณะเทศบาล, คณะนายกองค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดพัทลุง และพื้นที่ภาคใต้ เดินทางมายังพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อแสดงจุดยืนอันชัดเจนในการสนับสนุนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งและมุ่งมั่นทำเพื่อประเทศชาติและคนไทยต่อไป

นายนิติศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้เป็นผู้นำและผู้ประสานพาคณะผู้นำท้องถิ่นจากจังหวัดพัทลุง เข้าพบนายพีระพันธุ์ โดยนอกจากเพื่อเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน มั่นคงแล้ว ยังเป็นการแสดงพลังจากท้องถิ่นที่ต้องการสนับสนุนนายพีระพันธุ์ ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในอนาคตต่อไป ในโอกาสนี้ ตนและคณะยังได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายพีระพันธุ์ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่พัทลุงและภาคใต้ พร้อมทั้งสะท้อนความต้องการของพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดเป็นนโยบายของพรรคที่จะตอบโจทย์ ตรงจุดกับความต้องการของชาวบ้านด้วย

นายนิติศักดิ์ ย้ำด้วยว่า ทุกคนในพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงยึดมั่นอุดมการณ์เดิมอย่างมั่นคงตามคำขวัญของพรรค คือ “สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ที่จะเป็นการต่อสู้ให้กับทุกปัญหาของคนไทย และเป็นที่พึ่งพาของชาวบ้านได้ในทุกเรื่อง ๆ เพื่อมุ่งพัฒนาประเทศไทยและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนให้ดียิ่งขึ้นไป

‘กองทัพจีน’ เปลี่ยนปืนประจำกายทหารเป็น ‘QBZ-191’ ตอบโจทย์หลักสรีรศาสตร์ - ลดข้อจำกัดติดตั้งอุปกรณ์เสริม

ในการสวนสนามครั้งใหญ่ครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะเหนือญี่ปุ่น เมื่อ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา หากสังเกตอาวุธปืนเล็กยาวประจำกายของทหารจีนดี ๆ แล้ว ในขบวนสวนสนามจะพบว่า กองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปลี่ยนปืนเล็กยาวประจำกายของทหารจีนทั้งหมดจากปืนเล็กยาวแบบ QBZ-95 เป็นปืนเล็กยาวแบบ QBZ-191 ทั้งหมดแล้ว

การเปลี่ยนแบบปืนเล็กยาวประจำกายของกองทัพถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่ เช่นเดียวกับกองทัพบกไทยที่ตัดสินใจเลือกปืนเล็กยาวแบบ IMI Tavor TAR-21 เพื่อทดแทนปืนเล็กยาวแบบ M-16 ซึ่งใช้งานมานานร่วม 50 ปีแล้ว สำหรับเหตุผลหลักในการเปลี่ยนแบบปืนเล็กยาวทั้ง ๆ ที่กองทัพบกไทยมีความต้องการปืนเล็กยาวแบบ M-16 รุ่นใหม่ก็คือ การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ระงับการขายอาวุธให้ไทย โดยอ้างถึง (1)ข้อผูกพันตาม กฎหมายของตนเอง ที่ต้องระงับความช่วยเหลือประเทศที่มีการรัฐประหาร (2)เป็นการแสดงจุดยืนทางประชาธิปไตย และกดดันให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย จึงทำให้ไทยต้องหาพันธมิตรทางทหารรายใหม่ และกระจายการจัดหาอาวุธไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น รถถังแบบ VT-4, ปืนใหญ่, เรือดำน้ำ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน รถถังแบบ OPLOT จากยูเครน

การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งของกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเปลี่ยนขนาดกระสุนปืนเล็กยาวจากขนาด 7.62x39 ม.ม. ซึ่งแม้จะมีพลังทำลายสูง แต่หนักและควบคุมยากในโหมดการยิงแบบอัตโนมัติ และเป็นกระสุนมาตรฐานของค่ายคอมมิวนิสต์มาช้านาน มาเป็นขนาด 5.8×42 ม.ม. ที่กองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนพัฒนาขึ้นมาใช้เองกับปืนเล็กยาวแบบ QBZ-95 ในขณะที่สหภาพโซเวียตก่อนที่จะมาเป็นสหพันธรัฐรัสเซียก็ได้เปลี่ยนปืนเล็กยาวจากขนาด 7.62x39 ม.ม. มาเป็น 5.45x39 ก่อนหน้าแล้ว โดยผสมข้อดีของกระสุนขนาด 5.56x45 มาตรฐาน NATO (น้ำหนักเบา, กระสุนความเร็วสูงกว่าเดิม และมีความแม่นยำกว่าเดิม (พลังทำลายสูง) กระสุนนี้ถูกใช้เป็นมาตรฐานใหม่ ทำให้ต้องพัฒนาปืนใหม่ที่รองรับกระสุนขนาด 5.8×42 ม.ม. ซึ่งเป็นกระสุนเฉพาะของจีน เป็นกระสุนปืนขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีความเร็วสูง มีอัตราการเจาะเกราะที่ดีกว่าและมีวิถีกระสุนที่ราบเรียบกว่ากระสุนขนาด 5.56x45 มม. ในระยะไกล เหมาะสำหรับการใช้งานทางทหาร ทำให้ได้ปืนเล็กยาวแบบ QBZ-95 เข้าประจำการในกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ปี 1997

ด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ หลักสรีรศาสตร์ และยุทธวิธีหลายประการ กองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้เปลี่ยนปืนเล็กยาวประจำกายของทหารจีนทั้งหมด รายละเอียดพอสรุปโดยสังเขปของสาเหตุที่มีการเปลี่ยนได้แก่  ปืนเล็กยาวแบบ QBZ-95 เป็นปืนเล็กยาว Bullpup ซึ่งซองกระสุนหรือแมกกาซีน และกลไกจะอยู่ด้านหลังชุดไกปืน ทำให้เกิดปัญหาในการใช้งาน อาทิ
- หลักสรีรศาสตร์ไม่ดี ไม่เหมาะกับการเปลี่ยนบรรจุซองกระสุนใหม่ และใช้งานยากเมื่อใช้กับเกราะป้องกันร่างกายหรือในพื้นที่แคบ
- ปัญหาการยิงปืนของคนถนัดซ้าย การออกแบบไม่เหมาะกับคนถนัดซ้าย เพราะปลอกกระสุนจะดีดออกมาใกล้ใบหน้าของผู้ยิง
- ข้อจำกัดของอุปกรณ์เสริม การติดตั้งอุปกรณ์กล้องเล็ง เลเซอร์ หรือด้ามจับทำได้ยากกว่าปืนเล็กยาวทั่วไป
- ประสบการณ์ของกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะในหน่วยรบพิเศษและกองกำลังประจำการในต่างประเทศ พบปัญหาและข้อจำกัดในปืนเล็กยาวแบบ QBZ-95 หลายประการ
- ประสบการณ์ในการฝึก การใช้งานในภารกิจรักษาสันติภาพและการสังเกตการณ์ความขัดแย้งทั่วโลก (เช่น ซีเรีย ยูเครน) แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้ปืนเล็กยาวที่สามารถปรับเปลี่ยนได้มากขึ้น

สำหรับปืนเล็กยาวแบบ QBZ-191 เป็นปืนเล็กยาวแบบ Conventional layout ที่มีความเป็นโมดูล (ชิ้นส่วนต่าง ๆ สามารถมานำประกอบเข้าด้วยตามแต่การใช้งานในภารกิจที่แตกต่างกัน) และการรองรับอุปกรณ์เสริม ด้วยระบบรางที่ทันสมัย ​​(Picatinny/KeyMod) ช่วยให้ปรับแต่งติดตั้งอุปกรณ์เสริมได้ง่าย สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์กล้องเล็ง เลเซอร์ ด้ามจับ และไฟฉาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรบของทหารราบยุคใหม่ ความแม่นยำและประสิทธิภาพของปืนเล็กยาวแบบ QBZ-191 ที่เหนือกว่า อันเนื่องจากสมดุลของลำกล้อง และกลไกของระบบไกที่ดีกว่า มช่วยให้ควบคุมและสมดุลได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในระหว่างทำการยิงด้วยระบบอัตโนมัติ ปืนเล็กยาวแบบ QBZ-191 มีลักษณะใกล้เคียงกับอาวุธปืนตามแบบ NATO เพื่อให้ทัดเทียมกับระบบของตะวันตกอย่างปืนเล็กยาวแบบ M4A1 หรือ HK416 ซึ่งมีประโยชน์ในการทำงานร่วมกันในการรักษาสันติภาพหรือภารกิจในต่างประเทศ จึงเหมาะมากกว่าสำหรับทหารจีนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีมากขึ้นและคาดหวังต่ออุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการทำสงครามในศตวรรษที่ 21 เหมาะกับความต้องการอาวุธปืนเล็กยาวในการรบตามความคาดหวังของทหาร และตอบสนองเป้าหมายในการปรับปรุงกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งในปัจจุบันให้มีความก้าวหน้าและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

กองทัพบกไทยได้จัดซื้อจัดหาปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ QBZ-195T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อใช้ในหน่วยรบพิเศษ การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้กองทัพบกไทยเป็นลูกค้าส่งออกรายแรกของที่ปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ QBZ-195T ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการในการปฏิบัติการของกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นปืนเล็กยาวจู่โจมซีรีส์ QBZ-191 แต่ใช้กระสุนขนาด 5.56x45 ม.ม. มาตรฐาน NATO ซึ่งแตกต่างจากกระสุนขนาด 5.8x42 มม. ที่ใช้ในกองทัพปลดปล่อยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเปิดตัวโดยบริษัท NORINCO ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้รับการพัฒนาปรับปรุงตามหลักสรีรศาสตร์ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนได้ และตัวเลือกการปรับแต่ง พานท้ายปืนสามารถปรับได้ 4 ตำแหน่ง ปุ่มเลือกการยิงสำหรับใช้ทั้งสองมือ และซองกระสุน (แมกกาซีน) โพลีเมอร์ที่ออกแบบใหม่พร้อมช่องตรวจกระสุนแบบโปร่งใส การปรับปรุงเหล่านี้คาดว่าจะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติการของกองกำลังพิเศษของไทยในสถานการณ์การรบที่หลากหลาย กองทัพไทยตัดสินใจที่จะกระจายการจัดซื้อจัดหาอาวุธเบา ซึ่งรวมทั้งอาวุธจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล สะท้อนถึงแนวทางเชิงกลยุทธ์ของไทยในการไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงรายเดียว กลยุทธ์นี้ทำให้กองทัพไทยมีคลังอาวุธที่ใช้งานได้หลากหลายและเชื่อถือได้ การนำปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ QBZ-195T มาใช้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้กับหน่วยรบพิเศษของกองทัพไทย โดยนำเสนอคุณสมบัติขั้นสูงที่ตอบสนองความต้องการในการรบสมัยใหม่ นอกจากนี้ ปืนเล็กยาวจู่โจมรุ่นนี้ยังเข้ากันได้กับอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น กล้องเล็ง เลเซอร์ และเครื่องยิงลูกระเบิด ทำให้สามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์พิเศษได้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ QBZ-195T ได้เข้าประจำการในกองทัพบกไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งส่วนหนึ่งคงจะถูกนำไปปฏิบัติการรบในสงครามระหว่างไทยกับเขมรด้วย

14 ชาติหนุนมติ ช่วยเหลือและหยุดยิง ‘กาซา’ แต่ ‘สหรัฐฯ’ เพียงชาติเดียว!! เข้าขวางโดยใช้วีโต้ค้าน

(19 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ใช้วีโต้ (Veto) เป็นครั้งที่ 6 ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สกัดร่างมติที่เรียกร้องให้มีการหยุดยิงถาวรในฉนวนกาซา และให้ยกเลิกข้อจำกัดด้านการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ขณะที่มี 14 ประเทศโหวตเห็นชอบร่างมติฉบับนี้ แต่ไม่ผ่านเพราะติดสิทธิ์วีโต้ของสหรัฐฯ

ร่างมติดังกล่าวยังเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวตัวประกันที่ถูกควบคุมโดยฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ อย่างทันทีและไม่มีเงื่อนไข โดย เดนมาร์กในฐานะสมาชิกได้เตือนต่อที่ประชุมว่า ตอนนี้ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัยแล้ว ไม่ใช่เพียงคาดการณ์” พร้อมระบุว่าสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเลวร้ายจนไม่อาจเพิกเฉยได้

ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันว่า ฮามาสเป็นต้นเหตุของสงคราม และกล่าวว่าอิสราเอลยอมรับข้อเสนอเพื่อยุติสู้รบแล้ว แต่ฮามาสยังปฏิเสธ ด้านอิสราเอลเองก็ไม่พอใจกับถ้อยแถลงของคณะมนตรีฯ ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเหตุโจมตีในกาตาร์ แต่ยอมรับว่าระดับความร่วมมือกับสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ สงครามกาซาปะทุจากการโจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 คร่าชีวิตชาวอิสราเอล 1,200 คน และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันราว 251 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในกาซาสูงเกิน 64,000 คนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน โดยคณะมนตรีฯ จะจัดการประชุมพิเศษระดับสูงอีกครั้งสัปดาห์หน้า ระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

‘กองทัพบก’ ย้ำบ้านหนองหญ้าแก้วอยู่ในอธิปไตยไทย เตือน นายกฯ มาเลเซีย อย่ารับข้อมูลเท็จกัมพูชาฝ่ายเดียว

ทบ. แก้เผ็ด ‘ฮุน มาเนต’ งัดหลักฐานบ้านหนองหญ้าแก้วอธิปไตยไทย บอกนายกฯ มาเลเซีย อย่ารับข้อมูลเท็จกัมพูชาฝ่ายเดียว ระวังจะถูกมองไม่เป็นกลาง ย้ำใช้กำลังตำรวจควบคุมไม่ใช่ทหาร ลั่นคนกัมพูชาต้องออกจากพื้นที่แค่รอจังหวะเวลาเหมาะสม

(19 ก.ย.68) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ว่า หลังจากที่มีการประกาศหยุดยิงครบ 53 วันพร้อมเข้าสู่กลไก ทวิภาคีทุกระดับเพื่อวางกฎกติกา นำไปสู่การสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง ซึ่งกำลังฝ่ายทหารของไทยได้ยึดมั่นตาม ข้อตกลง การเตรียมความพร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่พบว่ากำลังทหารของฝ่ายกัมพูชา ยังคงมีความพยายามในการดำเนินการต่างๆ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทั้งการใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคล / การยั่วยุ /เผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน/ การใช้โดรน/ การเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน /การชุมนุมของชาวบ้านชาวกัมพูชาในพื้นที่เขตแดนของไทย/ รวมไปถึงการให้ข่าวสารของผู้นำกัมพูชาในเวทีต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการบิดบนพื้นที่อ้างสิทธิ์ ในพื้นที่ของไทย พยายามใช้กำลังภาคประชาชนโดยเฉพาะสตรี เด็กพระภิกษุ แสดงเชิงสัญลักษณ์ในการแสดงออก นำประชาชนมาออกหน้าแทนภาคราชการและเจ้าหน้าที่ทหาร โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาปล่อยให้มวลชนแสดงออกในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยและประชาชนชาวไทย หรือเป็นฝ่ายเรียกร้องในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเขตพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 เพื่อสิ่งเหล่านี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่องโดยไทยได้รวบรวมข้อมูล เรียบร้อยแล้วเพื่อประท้วงในบัญชีต่างๆ แต่ยังคงยืนยันว่าตัวเองขอให้ความจริงใจเพื่อจัดการประชุมหารือทางออก อย่างสันติวิธี

ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนชาวกัมพูชา ออกมาชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและมีพฤติกรรมยั่วยุ ใช้สิ่งเทียมอาวุธเช่นไม้หรือก้อนหินปาตำรวจไทยในพื้นที่อธิปไตยไทยพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ แต่เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งการชุมนุมประท้วง พบว่ามีพฤติกรรมของทหารกัมพูชาร่วมในเหตุการณ์แต่ไม่ได้มีทีท่าที่จะห้ามปรามประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่า เป็นการให้ประชาชนออกหน้า ในการยั่วยุหรือรุกล้ำดินแดน และกระทำผิดกฎหมายในแผ่นดินไทยอย่างชัดเจน ทางการไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุม การจราจรโดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครอง ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อรักษาความสงบและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีทีท่า ที่จะเป็นเป็นอาทิตย์ทางที่ดีขึ้นเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาไม่มีทีท่าและความจริงใจในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ พลตรีวินธัย กล้าวยืนยันว่า นายอันวาร์ อิบบาร์ฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากนายฮุน มาเนตนายกรัฐมนตรีกัมพู และคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT ของฝ่ายกัมพูชา ต่อกรณีบ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่ใช้พื้นที่ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ แต่เป็นเขตอธิปไตยของไทย แต่มีชาวกัมพูชา ลุกล้ำเข้ามา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้วางแนวรั้วลวดหนาม ในพื้นที่อธิปไตยของไทยเอง จึงไม่ต้องใช้แผนที่ใดใด และกองทัพบกจะประสานกับทางกองทัพไทย เพื่อที่จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมทั้งยืนยันว่า การปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมในวันนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหาร ตามที่นายฮุน มาเนต กล่าวอ้าง และการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตา ไม่ใช่การสลายการชุมนุม เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้รื้อแนวลวดหนาม ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางราชการ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาน่าจะนำเสนอข้อมูลต่างๆในเวทีต่างประเทศผิดพลาด จึงจะมีการประสาน กระทรวงการต่างประเทศต่อไป พร้อมทั้งยืนยันว่าไทยไม่ได้มีการขยายขอบเขตเกินกว่าพื้นที่พิพาท เนื่องจากพื้นที่จ.สระแก้ว อยู่ตรงกับพื้นที่บ็อนเตียย์เมียนเจย พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ และไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และไม่ใช่พื้นที่เหนืออธิปไตยของกัมพูชา แต่ที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชานอกจากจะละเมิดข้อตกลง MOU 2543 เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ แต่ยังรุกล้ำ เข้ามายังพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นความเร่งด่วนแรกที่ต้องดำเนินการ และไม่ได้อยู่ในกลไกของ JBC

พลตรีวินธัย กล่าวว่าเป็นการรายงานข้อมูลเท็จเพียงฝ่ายเดียวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชารวมถึงคณะIOTฝ่ายกัมพูชาไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงขอเรียกร้องให้สื่อสารไปยังเวทีต่างประเทศด้วยความโปร่งใสสุจริต ตรงไปตรงมา นอกจากนี้ จะให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ว่ายังมีข้อมูลของฝ่ายไทย เพื่อป้องกัน ไม่ให้มาเลเซียถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลาง จึงอยากให้รอข้อมูลจากฝั่งไทย มุมมองของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียอาจจะเปลี่ยนไป

ทั้งนี้ พลตรีวินธัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กรณีที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ไม่รอข้อมูลจากคณะ IOT ฝ่ายไทยก่อนออกมาให้ความเห็น ว่าไม่ทราบ ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีกัมพูชาต่อสายตรงไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จึงทำให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ตนก็ตอบไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากเกินกรอบหน้าที่

พลตรีวินธัย ยอมรับว่า ปัญหาพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เป็นการเผชิญหน้าระหว่างพลเรือนกัมพูชา กับเจ้าหน้าที่รัฐของฝ่ายไทย ถือว่าเป็นปัญหาละเอียดอ่อน ซึ่งที่ผ่านมาพยายามใช้ความอดทนอดกลั้น และประชาชนก็ได้เห็นแล้วว่าเรามีพัฒนาการทำให้เรื่องดังกล่าวนั้นถูกต้อง ซึ่งตอนแรกกังวลเรื่องภาพลักษณ์ ในสายตาของต่างประเทศ แต่ก็ยังพบว่าในระดับต่างประเทศมีการสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่ใช่เฉพาะระดับผู้นำของประเทศมาเลเซีย แต่ยังรวมถึงสำนักข่าวต่างประเทศ และหลังจากนี้จะพยายามใช้กลไกที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งนี้การใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ ที่รุกล้ำอธิปไตยไม่ต้องรอให้รัฐบาลไฟเขียวสามารถดำเนินการได้ทันที เพียงแต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก อย่างไรชาวกัมพูชาก็ต้องออกไปจากพื้นที่นี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตรียมยาแรงอะไรแต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ แต่ต้องสื่อสารให้ได้ก่อนว่าพื้นที่นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างชอบธรรม ซึ่งน่าจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ของกัมพูชา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชานำไปเผยแพร่เช่นนั้น จึงต้องให้ข้อมูลที่หักล้างส่วนนั้นให้ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top