Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

‘พีระพันธุ์’ ย้ำชัด ไม่ร่วมรัฐบาลแลกผลประโยชน์ พร้อมนำทัพพาพรรคผ่านทุกอุปสรรคสู้ศึกเลือกตั้ง

‘พีระพันธุ์’ พร้อมเดินหน้านำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำทำเต็มที่ เชื่อมั่นพรรคสามารถผ่านทุกอุปสรรคไปได้ เชิญชวนชาวไทยหัวใจรักชาติร่วมทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) เวลา 19.00 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของพรรคท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองว่า ในลำดับแรกตนขอยืนยันว่าพร้อมเดินหน้าในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อเป็นแม่ทัพของพรรครวมไทยสร้างชาติในการทำงานทางการเมืองต่อไป

สำหรับกระแสข่าวเลือดไหลออกจากพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น ในวันนี้ยังไม่มีเลือดไหลออกจากพรรค เพราะทุกคนยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และยังมีผู้สนใจมาสมัครสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน

นายพีระพันธุ์ยังได้เปิดเผยถึงจุดยืนของตนเกี่ยวกับการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาว่า หลังจากที่มีการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ การเมืองของไทยก็มีพัฒนาการทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญก็คือ มีการพยายามนำพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศตั้งแต่ต้นว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สามารถร่วมมือด้วยได้ เนื่องจากมีอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก และมีการใช้วิธีการให้พรรคการเมืองนั้นมาลงมติสนับสนุนผู้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล แต่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งสำหรับตนเห็นว่าแนวทางเช่นนี้ไม่ถูกต้องทางการเมือง เพราะจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างทางการเมืองของพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ตนยังเห็นว่า วิธีการดังกล่าวอาจเป็นการผิดกฎหมายพรรคการเมืองในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งจาก 2 เหตุผลข้างต้น ทำให้ตนมีความเห็นว่าไม่สามารถลงคะแนนเสียงสนับสนุนท่านอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในขณะนั้น ทั้งที่โดยส่วนตัวตนเคารพและรักท่านอนุทินมาก และคิดว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่วิธีการในการจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบนี้ ไม่ใช่วิธีทางที่ถูกต้อง 

ต่อมาทางพรรคเพื่อไทยก็ได้มีการติดต่อในการเพิ่มเสียงสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ด้วยแนวทางแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แต่ไม่ร่วมรัฐบาลนั้น ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ดังนั้นตนจึงมีความเห็นว่าถ้าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ก็ไม่สามารถสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เลย 

“สำหรับผมคิดว่า นี่เป็นวิธีการทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง และจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างของพรรคการเมืองอื่นซึ่งไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งในทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดไม่น่าจะเกิดขึ้น และผมรับไม่ได้” นายพีระพันธุ์กล่าว

อย่างไรก็ดี ในส่วนการบริหารจัดการพรรคจะต้องมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเบื้องต้นนายพีระพันธุ์ได้มีการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของพรรคว่า หากแนวทางเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องทางการเมืองเช่นนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่สามารถร่วมรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม โดยก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคร่วมกับ สส. พรรค นายพีระพันธุ์มองว่าเมื่อการเมืองเดินมาถึงสถานการณ์เช่นนี้น่าจะจบลงด้วยการยุบสภา จึงยังไม่มีมติของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเพียงการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกันเท่านั้น

ต่อมาปรากฏว่าการยุบสภาไม่สามารถทำได้ ประกอบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในส่วนของพรรคหลายคนได้สอบถามและแสดงความคิดเห็นว่า กรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติควรมีมติที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติ จึงมีการเชิญประชุมกรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเร่งด่วน ในวันพุธก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี 

นายพีระพันธุ์เปิดเผยว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรคครั้งนั้น กรรมการบริหารพรรค 3 ท่าน เห็นด้วยกับแนวทางของตน มีกรรมการบริหารพรรค 1 ท่าน เห็นว่าหากท่านอนุทินยืนยันว่าจะไม่มีการแตะต้องมาตรา 112 และยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 ควรจะต้องสนับสนุนท่านอนุทิน ส่วนกรรมการบริหารพรรค 2 ท่านเห็นว่าควรให้เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วหากมีมติทางใดทางหนึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในพรรคได้ จึงไม่มีการพูดถึงมติของกรรมการบริหารพรรค แต่แจ้งผลความเห็นของกรรมการบริหารพรรคว่ามีความเห็นกี่แนวทาง อย่างไรบ้าง และให้เป็นเอกสิทธิ์ดุลพินิจของ สส. โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติได้ลงมติเลือกท่านอนุทิน 33 เสียง ไม่ประสงค์ลงคะแนน 3 เสียง ซึ่งตนยืนยันว่าในพรรคไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และทุกอย่างก็เดินหน้าตามกระบวนการต่อไป 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกระแสข่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติถูกซื้อ ตนขอยืนยันในส่วนของตนว่าตนไม่มีทางโดนซื้อเด็ดขาด ส่วนกรณีที่มีการโจมตีว่าตนหวังตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีการหารือในการเสนอชื่อของตนในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะหากคิดในทางการเมืองแล้วเมื่อพรรคมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วแต่ไปดึงแคนดิเดตทางการเมืองจากพรรคอื่นมาแทน แบบนี้ในทางการเมืองจะเสียหายเป็นอย่างมาก ตนจึงยืนยันได้ว่าเรื่องที่ว่ามานี้ไม่เป็นความจริง และสำหรับตนถ้าจะได้รับเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องมีศักดิ์ศรี ซึ่งแนวทางนี้ไม่ใช่แนวทางที่มีศักดิ์ศรี 

“พรรคการเมืองก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์ ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้น ไม่มีใครที่ชีวิตราบรื่นมีแต่ความสำเร็จมีแต่ความสุข เพียงแต่ว่าแต่ละคนเมื่อเจอปัญหาแล้วท้อไหม พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ใช่เป็นพรรคแรกที่เพิ่งเกิดและเจอปัญหา  แต่พรรครวมไทยสร้างชาติจะผ่านปัญหาทุกอย่างไปได้ ส่วนตัวผมไม่เคยท้อ เพราะว่าความจริงในชีวิตก็เจอปัญหามาเยอะอยู่แล้ว นี่ก็เป็นอีกแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิต แนวทางการทำงานของผมคือทำทุกอย่างให้ดีที่สุดทำให้เต็มที่ที่เราทำได้ ทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับว่ามันทำไม่สำเร็จ แต่ว่าทำให้ดีที่สุด ทำให้มากที่สุด ทำให้เต็มที่ ได้เท่านี้ ก็เท่านี้ ผมจะไม่ติดยึดกับคำพูดคนอื่น เพราะว่าคนอื่นไม่รู้ดีเท่าตัวเรา ผมติดยึดกับตัวเราเองว่าเราทำดีหรือยัง เราทำถูกต้องไหม เราไม่มีทางทำให้คนทุกคนถูกใจ ไม่มีวันทำให้ทุกคนพอใจ แต่เราทำในสิ่งที่ต้องทำหรือเปล่า ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองกับส่วนรวมหรือเปล่า ผมคิดว่าแนวทางการทำงานของผมแบบนี้ที่ทำให้ผมเดินหน้ามาจนถึงวันนี้ได้” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปในเรื่องของการแก้ไขเรื่องของพลังงานว่า เรื่องการจัดการกับปัญหาพลังงานของตนนั้นสะท้อนถึงแนวทางการทำงานของตนเป็นอย่างดี ยกตัวอย่าง เช่น ค่าไฟที่เมื่อตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ค่าไฟอยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย แต่ในวันนี้ค่าไฟเหลือเพียง 3.94 บาทต่อหน่วยเท่านั้น และไม่มีการปรับขึ้นค่าไฟ และค่าแก๊สแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากวิธีการทำงานของตน คือทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ สุดท้ายแล้วได้เท่าไร ได้เท่านั้น และหากเดินหน้าต่อไปจนครบวาระ ตนยืนยันว่าราคาน้ำมันจะสามารถควบคุมได้ และประเทศไทยจะมีคลังน้ำมันสำรองของประเทศ ที่เป็นของรัฐเพื่อความมั่นคงไม่ใช่ของเอกชน  

สำหรับความคืบหน้าของกฎหมายต่าง ๆ นั้น กฎหมายฉบับแรกคือกฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์นั้น ตนหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเดินหน้าต่อ ในส่วนของกฎหมายควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และกฎหมายคลังน้ำมันนั้น กฎหมายฉบับแรกคือการควบคุมราคาน้ำมันเสร็จเรียบร้อย และกฎหมายคลังน้ำมันนั้นใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้จะต้องเสนอคู่กัน เพื่อปรับโครงสร้างราคาน้ำมันได้ทั้งกระบวนการ โดยนายพีระพันธุ์ยืนยันว่าจะต้องมีการเดินหน้ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อโดยผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร แต่ด้วยเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่จะต้องยุบสภาใน 4 เดือนนี้ คาดว่าไม่น่าจะสำเร็จได้ด้วยสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ 

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งหลังการยุบสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนนี้ว่า เมื่อเป็นพรรคการเมืองจะต้องมีความพร้อมในการลงรับเลือกตั้งตลอดเวลาอยู่แล้ว เมื่อมีความชัดเจนเช่นนี้เกิดขึ้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ทุกด้าน โดยเฉพาะผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยทางพรรคพร้อมที่จะหาตัวแทนที่พร้อมจะเดินหน้า สู้ให้ทุกปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน และเรื่องของความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งในระยะเวลาของการทำงานที่ผ่านมาตนเชื่อว่า ทางพรรครวมไทยสร้างชาติได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราพูดแล้วเราทำ และเราเดินหน้าทำงานตลอดเวลา 

“ทุกคนที่สนใจร่วมอุดมการณ์และเดินหน้าทำงานตามแนวทางของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือพรรคที่มาทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ของชาติ ไม่ได้มาเพื่อเล่นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เพื่อยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติคือพรรคของคนทำงาน หากใครมีแนวทางเดียวกันขอเชิญชวนให้มาร่วมทำงานด้วยกันครับ” นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวในตอนท้าย

‘ต้องรัก สิริชัยตระกูล’ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของกองทัพบก นักเรียนนายร้อยคนแรกของประเทศ!! ที่มาจากสมัครพลทหารออนไลน์

(19 ก.ย. 68) นักเรียนเตรียมทหาร 'ต้องรัก สิริชัยตระกูล' กลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกองทัพบก หลังจากเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าคนแรกที่เดินเส้นทางจากการสมัครเป็นพลทหารผ่านระบบออนไลน์ โดยจุดเริ่มต้นมาจากความฝันในวัยเรียน ม.6 ที่อยากสวมเครื่องแบบนักเรียนนายร้อย จึงเลือกก้าวเข้าสู่เส้นทางทหาร

เขาเริ่มจากการสมัครเป็นพลทหารออนไลน์ เลือกร้อยฝึกรบพิเศษที่ 2 เพื่อฝึกฝนทักษะและวินัยอย่างเข้มข้น ก่อนจะใช้โอกาสระหว่างประจำการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งเขาทำได้สำเร็จและสอบติดในลำดับที่ 5 ของรุ่น ถือเป็นหลักฐานชัดเจนของความพยายามและการวางแผนชีวิตอย่างมีระบบ

เส้นทางยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะจากความมุ่งมั่นและความทุ่มเท ทำให้เขาได้รับโควตาเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และก้าวสู่การเป็นนักเรียนนายร้อยในที่สุด 'ต้องรัก' จึงกลายเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่พิสูจน์ว่า ความฝันและการลงมือทำอย่างจริงจัง สามารถเปิดทางไปสู่ความสำเร็จได้ แม้เส้นทางจะไม่ง่าย แต่ทุกก้าวล้วนมีความหมาย

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)

เมื่อวันที่ (17 ก.ย.68) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการร่วมกับบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุม 215 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการและเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน

‘คาซัคสถาน’ ชูบทบาทประตูการค้า - การลงทุนเอเชียกลาง พร้อมเปิดแผนเศรษฐกิจใหม่ เน้นพัฒนา 6 อุตสาหกรรมหลัก

สถานทูตคาซัคสถาน เผยวิสัยทัศน์ ปูพรมโอกาสใหม่ในเอเชียกลาง – Kazakh Invest และ Kazakh Thai Alliance ชูโอกาสลงทุนครบทุกอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ (12 ก.ย.68) ‘ผู้นำคาซัคสถาน’ โชว์ฉากทัศน์ ขยายศักยภาพระดับสูงของประเทศรอบทิศ ตั้งเป้า ‘คาซัคฯ’ ขึ้นแท่น ‘ประตูการค้าและการลงทุนแห่งเอเชียกลาง’ เชื่อมต่อตลาดเอเชียกลางและภูมิภาคยูเรเชีย สร้างโอกาสมหาศาลแก่นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนชาวไทย

‘ซานโดส ริสคูลอฟ’ ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถาน / รักษาการทูตคาซัคสถาน กล่าวเปิดงานเสวนา “Round Table: The Address of the President of Kazakhstan and the Prospects of Kazakhstan–Thailand Partnership” จัดขึ้นที่โรงแรม The Sukosol กรุงเทพฯ โดยถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของ ประธานาธิบดีคาซิม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ภายใต้หัวข้อ “คาซัคสถานในยุคปัญญาประดิษฐ์: ภารกิจสำคัญและแนวทางแก้ไขผ่านการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล”

ประธานาธิบดีโตคาเยฟ ประกาศแผนปฏิรูปครั้งใหญ่ ทั้งการจัดตั้ง กระทรวงปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาดิจิทัล ภายใต้รองนายกรัฐมนตรี, แผนบังคับใช้ “ประมวลกฎหมายดิจิทัล” ที่ครอบคลุม AI, Big Data และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม รวมถึงการจัดตั้ง กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลของรัฐ และกฎหมายธนาคารใหม่เพื่อหนุน FinTech และดึงดูดผู้เล่นรายใหม่

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟสาย Dostyk–Moyinty และแพลตฟอร์ม Smart Cargo ที่จะเปิดใช้ในเดือนตุลาคม ตั้งเป้าคาซัคสถานเป็นศูนย์กลางการบินขนส่งสินค้าหลักของยูเรเชีย

ด้านนโยบายต่างประเทศ ประธานาธิบดีตอกย้ำยุทธศาสตร์ Multi-Vector ที่เน้นสร้างสมดุลและความสัมพันธ์กับทุกมหาอำนาจโลก ขณะเดียวกันยังประกาศแผนการปฏิรูปการเมือง มุ่งสู่ รัฐสภาเดี่ยว (Unicameral Parliament) ผ่านประชามติปี 2027 และแผนระดับชาติ เช่น ยกสถานะเมือง Alatau เป็นศูนย์นวัตกรรมใหม่, การจัดทำแผนที่ดิจิทัลทรัพยากรที่ดิน, การฟื้นฟูทะเล Aral และการอนุรักษ์ทะเลแคสเปียน

ซานโดส ริสคูลอฟ กล่าวเสริมว่า คาซัคสถานมีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง มูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 474,000 ล้านดอลลาร์, มูลค่าการค้ารวม 141,000 ล้านดอลลาร์, ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ทั้งยูเรเนียม โครเมียม น้ำมัน ก๊าซ และทองคำ ติดอันดับต้นของโลก อีกทั้งมีพื้นที่เกษตรกว่า 220 ล้านเฮกตาร์ และแผนเพิ่มผลผลิต 2.5 เท่า

นางแอสเซล เบคบาเยวา: จุดเชื่อมสำคัญของนักลงทุนไทยสู่ยูเรเชีย

นาง แอสเซล เบคบาเยวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Kazakh Thai Alliance และ ผู้แทน Kazakh Invest National Company ประจำประเทศไทย ได้บรรยายเสริมถึงศักยภาพของคาซัคสถานที่พร้อมเปิดรับนักลงทุนไทย

เธอย้ำว่า คาซัคสถานในฐานะ เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง (61% ของ GDP) มีความพร้อมสูงสุดสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะใน 6 อุตสาหกรรมหลักที่ Kazakh Invest ให้การสนับสนุนเต็มที่ ได้แก่:

เกษตรและแปรรูปอาหาร – สนับสนุนเทคโนโลยี, เงินอุดหนุน, แผนเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปเป็น 70%

โลจิสติกส์และการขนส่ง – ลงทุนกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน 8 คอร์ริดอร์ เชื่อมจีน–ยุโรป–ตะวันออกกลาง

เหมืองแร่และทรัพยากรธรรมชาติ – ยูเรเนียม, โครเมียม, น้ำมัน, ก๊าซ, แร่หายาก พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี

พลังงานหมุนเวียน – ศักยภาพลม–แสงอาทิตย์–น้ำ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานสีเขียวของภูมิภาค

การท่องเที่ยว – ส่งเสริมการลงทุนรีสอร์ท การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการท่องเที่ยววัฒนธรรม

สาธารณสุขและเภสัชภัณฑ์ – แผนยกระดับโรงพยาบาลและดึงดูดการร่วมทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ Kazakh Invest ยังมี เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) 16 เขต พร้อมแพ็กเกจสนับสนุนด้านภาษี การเงิน และกฎหมาย เพื่อเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว

“นักลงทุนไทยมีจังหวะทองในการเข้ามามีบทบาทในเอเชียกลาง ด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่ครอบคลุม คาซัคสถานพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำหรับไทย”

Nvidia ควัก 1.5 แสนล้าน เข้าลงทุนคู่แข่งเก่า Intel เติมพลังตำนานชิป!! เพื่อต่อกร AMD ที่กำลังรุกหนักตลาดโลก

(19 ก.ย. 68) สะเทือนวงการชิปโลกอีกครั้งเมื่อ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของโลก ประกาศลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ใน Intel ผู้ผลิตชิปชื่อดังที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ โดยการลงทุนครั้งนี้ทำให้ Nvidia กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Intel ซึ่งถือหุ้นราว 4% ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel พุ่งขึ้นกว่า 26% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดทันที

ข้อตกลงกำหนดให้ Nvidia ซื้อหุ้นสามัญ Intel ที่ราคา 23.28 ดอลลาร์ต่อหุ้น และจะร่วมมือกันพัฒนาชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) รุ่นใหม่ รวมถึงชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยชิปของ Intel จะถูกรวมเข้ากับเทคโนโลยี GPU ประสิทธิภาพสูงจาก Nvidia เพื่อแข่งกับ AMD ที่กำลังรุกตลาดเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กอย่างหนัก

เจนเซ่น ฮวง (Jensen Huang) ซีอีโอ Nvidia ระบุว่า ความร่วมมือนี้ถือเป็น “การเชื่อมโยงระบบ AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ Nvidia เข้ากับ CPU และแพลตฟอร์ม x86 ของ Intel” ซึ่งจะวางรากฐานสำหรับยุคใหม่ของการประมวลผลและการเติบโตในตลาดโลก ขณะเดียวกัน Intel ยังต้องจัดหาชิปโปรเซสเซอร์ให้ Nvidia สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทที่เน้นการใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia เป็นหลัก

การลงทุนของ Nvidia เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเข้าถือหุ้นเกือบ 10% ของ Intel เมื่อเดือนสิงหาคม รวมถึงการอัดเงินทุนจาก SoftBank มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญให้ Intel ที่ยังขาดทุนกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสอง มีโอกาสกลับมาแข่งขันในตลาดได้อีกครั้ง

‘เวเนซุเอลา’ ซ้อมรบครั้งใหญ่!! กลางทะเลแคริบเบียน พร้อมโชว์เครื่องบินรัสเซีย Su-30MK2 ข่มขวัญสหรัฐฯ

(19 ก.ย. 68) เวเนซุเอลาเปิดฉากซ้อมรบทางทหารครั้งใหญ่กลางทะเลแคริบเบียน ใช้ชื่อว่า Sovereign Caribbean 200 โดยมีทหารกว่า 2,500 นายเข้าร่วม พร้อมโชว์ศักยภาพทั้งทางบก ทะเล และอากาศ รวมถึงการนำเครื่องบินขับไล่รัสเซีย Su-30MK2 ที่ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือรบออกมาแสดงแสนยานุภาพ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ที่เพิ่งส่งกองเรือรบเข้ามาในพื้นที่

กระทรวงกลาโหมเวเนซุเอลาระบุว่า การซ้อมรบครั้งนี้มีเรือรบ 12 ลำ เครื่องบิน 22 ลำ และเรือเล็กอีกเกือบ 20 ลำเข้าร่วม โดยภาพการถ่ายทอดสดเผยให้เห็นการยกพลขึ้นบกของทหารพร้อมยานสะเทินน้ำสะเทินบก และการบินข่มขวัญเหนือน่านฟ้าแคริบเบียน ขณะที่ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ชี้ว่าการซ้อมรบเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่ส่งเรือรบและเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามา

ด้านสหรัฐฯ ยืนยันว่ากองเรือถูกส่งมาเพื่อปราบปรามเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียน แต่ผู้นำเวเนซุเอลามองว่านี่คือแผนปฏิบัติการโค่นอำนาจรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ วอชิงตันได้ตั้งค่าหัวมาดูโรไว้ถึง 50 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.8 พันล้านบาท) และกล่าวหาว่ามีเอี่ยวกับขบวนการค้ายาข้ามชาติ

สำหรับการซ้อมรบเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าสหรัฐฯ โจมตีเรือที่ลักลอบขนยาเสพติดจากเวเนซุเอลาแล้วจำนวน 3 ลำ สังหารผู้ต้องสงสัยรวม 14 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับแก๊ง ‘เตรน เด อารากัว’ (Tren de Aragua) อันฉาวโฉ่ของเวเนซุเอลา

นอกจากการโชว์แสนยานุภาพแล้ว กองทัพเวเนซุเอลายังเผยคลิปวิดีโอเครื่องบิน Su-30MK2 พร้อมติดตั้งขีปนาวุธรัสเซียรุ่น Kh-31 ที่สามารถโจมตีเรือรบได้

เชียงใหม่-มช.“เปิดตัวหลักสูตร INNO4Tourism พัฒนาทักษะบุคลากรท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน”

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวโครงการหลักสูตร INNO4Tourism ยกระดับทักษะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โครงการ INNO4Tourism - INNOVATIVE CURRICULA FOR LIFE-LONG LEARNING OF SUSTAINABLE TOURISM WORKFORCE หรือโครงการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (European Union) และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้กรอบการดำเนินงานของโครงการ Erasmus+ โปรแกรมเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ระยะเวลา 3 ปี (1 ธันวาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2569) โดยความร่วมมือของภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์  วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต ร่วมจัดงานเปิดตัวหลักสูตรนวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน INNO4Tourism เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรภาคการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวิชย์ ถิ่นนุกูล หัวหน้าโครงการ INNO4Tourism พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วนภานนท์ ผู้จัดการโครงการ เป็นตัวแทนคณะทำงานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
ในงานมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ กลุ่มผู้ประกอบการและบุคลากรจากภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงกลุ่มนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในกระบวนวิชา INNO4Tourism เข้าร่วมการเปิดตัวหลักสูตรดังกล่าว

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิดา จำรัส รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงานและแนะนำแพลตฟอร์ม CMU Lifelong Education ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อบุคลากรในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่เกิดขึ้นในโครงการ INNO4Tourism จำนวน 8 รายวิชา 16โมดูลย่อย เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร คูวุฒยากร ในฐานะผู้จัดการโครงการและคณะทำงาน ได้แนะนำกระบวนวิชา INNO4Tourism 8 รายวิชาใหม่จำนวน 16 โมดูลย่อย ซึ่งพัฒนาเนื้อหาโดยเครือข่ายคณาจารย์จาก 4 มหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพยุโรปที่มุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อหาสำหรับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเน้น
การบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่ ยกระดับทักษะใหม่ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงพลวัติของธุรกิจด้านท่องเที่ยวและบริการ ให้สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การใช้พลังงานและรอยเท้าคาร์บอนในโรงแรม” ซึ่งเป็นโมดูลย่อยในหลักสูตร หัวข้อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ให้การบรรยายโดยอาจารย์ในหลักสูตร และมีวิทยากรร่วมบรรยายพิเศษ โดยคุณนริศ ลาภสุนทรพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากบีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเรียนโมดูลในหลักสูตรของโครงการ INNO4Tourismซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนเรียนในแพลตฟอร์มออนไลน์ของวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มีผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และกลุ่มพนักงานจากภาคธุรกิจ กว่า 40 คนเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ โดยโมดูลดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวสามารถปรับตัวสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการ INNO4Tourism ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายสหภาพยุโรปที่ร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นฐานรายได้ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม

สส. นเรศ เผย ‘กล้าธรรม’ ผลักดัน 'พ.ร.บ.ลำไย' ผ่านสภา สำเร็จ ยกเป็นชัยชนะของชาวสวนลำไย หวังช่วยสร้างรายได้มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 

เมื่อวันที่ (17 ก.ย.68) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พระราชบัญญัติลำไย พ.ศ. .... ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการคุ้มครองและพัฒนาพืชเศรษฐกิจลำไยอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร ยกระดับคุณภาพการผลิต การตลาด และการส่งออกให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

พรรคกล้าธรรม โดย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ เขต 9 รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ คนที่ 1 กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องขอบคุณ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯทุกท่าน ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายให้สมบูรณ์รอบด้าน โดยเฉพาะการใส่หลักการคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกลำไย การเพิ่มนิยามที่ชัดเจน และการกำหนดให้ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถนำไปใช้อ้างอิงของบประมาณและขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

ประโยชน์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้
1. เกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้รับการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
2. มีแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมการผลิต แปรรูป และการตลาด
3. ส่งเสริมคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการส่งออกสู่ตลาดโลก
4. เกษตรกรมีส่วนร่วมโดยตรงผ่านตัวแทนในคณะกรรมการ
5. หน่วยงานของรัฐสามารถใช้อ้างอิงเพื่อของบประมาณและดำเนินการได้ทันที

นายนเรศ กล่าวภายหลังการลงมติว่า “วันนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะของพรรคกล้าธรรม แต่คือชัยชนะของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยทั้งประเทศ เราผลักดันกฎหมายนี้เพื่อให้ลำไยไทยไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เป็นอนาคตที่มั่นคงของครอบครัวเกษตรกร”

สำหรับ ที่มาของการเสนอร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. ... เนื่องจาก “ลำไย” เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกเป็นลำดับ 3 ของประเทศไทย แต่เกษตรกรกรผู้ปลูกลำไยกลับมีรายได้ไม่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนลำไยและผู้ประกอบกิจการลำไย จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการทำนโยบายและยุทธศาสตร์ลำไยเป็นเป้าหมายการพัฒนาการผลิตลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยในการจัดทำการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์เกี่ยวกับส่งเสริมและพัฒนากิจการเกี่ยวกับลำไยของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

โดยสาระสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ จะมีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ลำไย เพื่อกำหนดทิศทางการดูแลลำไยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ คณะกรรมการชุดนี้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีโดยตำแหน่งจะต้องเป็นประธาน มีภาคเกษตรกร ภาคเอกชน เข้ามาร่วม

ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ ต่อไปก็จะมีเจ้าภาพในการดูแลลำไยโดยตรง ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีระบบมากยิ่งขึ้น เช่น หากราคาลำไยมีแนวโน้มว่าจะไม่ดี นายกรัฐมนตรี ก็จะสามารถสั่งการในมาตรการเร่งด่วนสำคัญเพื่อดูแลได้โดยตรง เป็นต้น 

ทั้งนี้ หากจะอธิบายง่าย ๆ ถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาลำไยขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ลำไย และแผนปฏิบัติการต่างๆ ดูแลตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์ ศักยภาพการผลิต  คุณภาพ การขนส่ง การตลาด การแปรรูป การวิจัยและพัฒนา การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการเผยแพร่ความรู้ เพื่อให้ชาวสวนลำไยและผู้ประกอบกิจการลำไยอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่ขั้นตอนหลังจากนี้ทางสภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งรายงานการร่างพระราชบัญญัติลำไย พ.ศ. .... ส่งไปให้วุฒิสภา พิจารณาต่อ และหากวุฒิสภาเห็นชอบตามที่สภาผู้แทนได้ส่งรายงานไปก็ดำเนินการส่งประกาศราชกิจจานุเบกษาใช้เป็นกฎหมายต่อไป

‘คุณหญิงกัลยา’ ยื่นลาออกจาก ปชป. อย่างเป็นทางการ จับมือ ‘เอ้ สุชัชวีร์’ เดินหน้าปั้น ‘พรรคไทยก้าวใหม่’

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’กราบลาพระแม่ธรณี จับมือ ‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ปั้นพรรคก้าวใหม่ ชูการศึกษาพัฒนาชาติ เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้ มั่นใจทันสู้ศึกเลือกตั้ง 4 เดือน 

เมื่อเวลา 10.00 น. (19 ก.ย.68) ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางเข้าสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่พรรคประชาธิปัตย์ หลังยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (19 ก.ย.)

จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลการลาออก คือ เพื่อไปตามหาความฝันที่พรรคประชาธิปัตย์เคยมอบให้ในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเรื่องน้ำเพื่อเกษตรกรที่ยั่งยืนเพราะเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะนำพาประเทศได้ซึ่งเป็นเรื่องที่สานต่อจากพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามว่าทำไมถึงทำความฝันนี้ต่อที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า เวลาของตนน้อยลงแล้ว อยู่ได้อีกไม่กี่ปี รู้สึกตัวเองไม่ค่อยมีประโยชน์ จึงต้องทำตัวให้มีประโยชน์ อย่างไรก็ตามตนรักและเคารพพรรคประชาธิปัตย์ มาตลอด 25 ปี ไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้ตนได้เข้าไปลานายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคแล้ว ซึ่งนายชวนอวยพรให้ประสบความสำเร็จ

“กราบขอบพระคุณท่านชวน ท่านบัญญัติท่านจุรินทร์ ท่านอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคที่เราอยู่ด้วย รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้โอกาสและสนับสนุนส่งเสริมให้ได้ทำสิ่งที่มีความเชื่อมาโดยตลอดและเป็นสิ่งที่ดีงามแก่ประเทศชาติ แม้ตอนนี้ถดถอยลงไปมากแล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่น่าจะใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการศึกษาและเรื่องน้ำ มาแก้ วิกฤตของประเทศชาติ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

เมื่อถามว่าจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ควรปรับปรุงในขณะนี้คืออะไร คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า พรรคคงต้องคิดอะไรใหม่ๆ และคนรุ่นใหม่มาทำให้ก้าวหน้าทันสมัย เพราะทุกๆพรรคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ผ่านความยากลำบาก ดีและไม่ดีเป็นฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล มานานก็เป็นประสบการณ์เยอะถ้าคนรุ่นใหม่เข้ามา ซึ่งตนยังสนับสนุนการทำงานเพื่อประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา โดยตั้งใจไว้ว่าชีวิตที่เหลือจะทำเพื่อประเทศชาติและเยาวชนของชาติ

เมื่อถามถึงการไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ยอมรับว่าคุยมาสักพักหนึ่งแล้ว และสนับสนุนด้านนี้เพื่อให้นำพาประเทศพ้นวิกฤตและเป็นหนทางที่ตนเชื่อตลอดเวลา เพราะตนเกิดบ้านนอก หากไม่มีศึกษา ไม่มีความรู้มายืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ และที่ผ่านมาขณะที่ตนอยู่กระทรวงศึกษาทำเรื่องน้ำและเรื่องการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ ขณะนี้น้ำลงสู่ชุมชนแล้ว

เมื่อถามย้ำว่าจะไปอยู่พรรคเดียวกับนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ที่พรรคไทยก้าวใหม่ หรือไม่ คุณหญิงกัลยา ยอมรับว่าคุยกันพักใหญ่แล้วและรู้สึกว่าพรรคของนายสุชัชวีร์เป็นหลักเป็นฐานขึ้นแล้ว ซึ่งจะมีการเปิดตัวพรรคในเร็วๆ นี้ โดยที่ทำการพรรคอยู่ย่านรัชดาภิเษก ส่วนจะทันการเลือกตั้งในการเลือกตั้งอีก 4 เดือนข้างหน้าหรือไม่ต้องถามนายสุชัชวีร์ แต่ตนเห็นความคืบหน้าและเชื่อว่าจะทัน ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาร่วมกันทำงานในพรรคนั้นต้องให้นายสุชัชวีร์บอกอีกครั้ง เพราะต้องการรวบรวมคนในประเทศทุกๆ กลุ่มที่เห็นความสำคัญกับการศึกษามาร่วมแรงร่วมใจพาประเทศชาติพ้นวิกฤต

เมื่อถามว่า พรรคใหม่จะมีอะไรไปสู้ พรรคอื่นๆ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า รายละเอียดขอให้หัวหน้าพรรคและเจ้าของพรรค เป็นคนอธิบายดีกว่า เชื่อว่าคงมีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติเพราะทุกอย่างถดถอยหมดและเป็นห่วงลูกหลาน 

“ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสำคัญและขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมพาประเทศชาติพ้นวิกฤต ซึ่งถึงเวลาแล้วที่จะมาร่วมกันเราไม่อยากทำสิ่งที่เราคิดว่าไม่ควรทำ เราอยากนับหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมือง ถ้าไม่มีใครที่กล้าจะชูธงว่าจะเราจะทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อคนไทยเพื่อประเทศไทยให้ทันสมัย และสู้ประเทศอื่นได้ด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” คุณหญิงกัลยา กล่าว

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ที่การเมืองยุคนี้สู้กันด้วยทุน แต่พรรคใหม่ที่จะตั้งเน้นเรื่องการศึกษา คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสำคัญ เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะทำร่วมกัน ไม่อยากทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าไม่ควรทำ ถ้าไม่เริ่มตอนนี้จะไม่นับหนึ่ง ประเทศและการเมืองไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีใครกล้าชูธงว่าต้องทำเพื่อบ้านเมืองเพื่อคนไทย ประเทศไทยให้ทันสมัย เพื่อสู้ประเทศอื่นได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คุณหญิงกัลยาให้สัมภาษณ์แล้วเสร็จ ได้นำหนังสือ “เธอคือกัลยา” มาฝากให้สื่อมวลชนด้วย

'วอร์รูม IAC' บูรณาการปฏิบัติการเชิงรุกเห็นผลทุกวัน ล่าสุดพบความผิดปกติการโอนเงิน บัญชีปลายทางเป็นม้านิติบุคคล ระงับได้ทันควัน 2 ล้านบาท 

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่วอร์รูม IAC ปฏิบัติการเชิงรุกในการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อโอนเงินให้มิจฉาชีพ

ล่าสุดวอร์รูม IAC ตรวจสอบพบว่ามีการทำธุรกรรมโดยมีการโอนเงินจำนวน 2 ล้านบาท จากบัญชี น.ส.บุศราฯ ผู้เสียหาย ไปยังบัญชีปลายทาง ชื่อบัญชี บริษัท ซู หมิง เทรด จำกัด ซึ่งมีเคสไอดีว่าเป็นบัญชีม้านิติบุคคล เจ้าหน้าที่วอร์รูม IAC ซึ่งมีตำรวจไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ปฏิบัติงานแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง พบความผิดปกติจึงประสานระงับธุรกรรมการโอนเงินดังกล่าวไว้ได้ และประสานผู้เสียหายให้รับทราบ

จากการสอบถาม น.ส.บุศราฯ ผู้เสียหาย ทราบว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น อ้างว่ามีการใช้ชื่อของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาในจังหวัดขอนแก่น และมีการรับโอนเงินทุจริตจำนวน 8 ล้านบาท ขอให้ผู้เสียหายยืนยันความบริสุทธิ์โดยการเปิดเผยทรัพย์สินและโอนเงินมาตรวจสอบ ผู้เสียหายเกิดความกลัวและหลงเชื่อ จึงโอนเงินทั้งหมดในบัญชี รวมทั้งขายหุ้นเพื่อนำเงินโอนเข้าบัญชีที่มิจฉาชีพแจ้งไว้ จำนวน 18 บัญชี รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งบัญชีสุดท้ายที่ผู้เสียหายจะโอนไปเป็นชื่อบัญชีบริษัท ซู หมิง เทรด จำกัด ซึ่งวอร์รูม IAC พบความผิดปกติจึงระงับการทำธุรกรรมได้ทัน จำนวน 2 ล้านบาท

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดโดยเร็ว รวมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในวอร์รูม IAC ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ เพื่อปฏิบัติการเชิงรุกในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย และเร่งสร้างการรับรู้ในการป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อกลุ่มแก๊งอาชญากรรมเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติการของ “วอร์รูม IAC” ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม - 17 กันยายน 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 635 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 390,399,162 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 296 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 133,205,476 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 285 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 149,636,756 บาท และยึดเงินสดได้ 6,169,700 บาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top