Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

‘สม รังสี’ ขอชาวโลกเห็นใจเขมร ชี้ไทยป่าเถื่อน ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยางใส่ม็อบ!! ทำพระและชาวบ้านบาดเจ็บ

(18 ก.ย. 68) กัมพูชากล่าวหากองทัพไทยใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมชาวกัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยนายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พระสงฆ์ ทหาร และประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและหมดสติ หลังทหาร-ตำรวจไทยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และอาวุธควบคุมฝูงชนเข้าสลายการชุมนุมในหมู่บ้านเปรยจันทร์ จังหวัดบ้านเตยมีนเชย

ด้านคณะกรรมการกู้ชาติกัมพูชา (CNRC) ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวของฝ่ายไทย โดยเรียกว่าป่าเถื่อนและเป็นการละเมิดอธิปไตยกัมพูชา พร้อมกล่าวหากองทัพไทยว่าบุกรุกดินแดนซ้ำซาก และใช้ความรุนแรงต่อพระสงฆ์และประชาชนผู้บริสุทธิ์

CNRC ยังเรียกร้องให้รัฐบาลพนมเปญดำเนินการทางกฎหมาย โดยยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อฟ้องไทยในข้อหาละเมิดอธิปไตยและใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน โดยย้ำว่าการฟ้องต่อ ICJ จะช่วยยุติข้อพิพาทผ่านกระบวนการสันติ

นอกจากนี้ CNRC ยังเสนอให้รัฐบาลกัมพูชาผลักดันการประชุมร่วมของประเทศผู้ลงนามในข้อตกลงปารีส เพื่อหาทางแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และยกระดับข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาให้เป็นวาระนานาชาติ เพื่อกดดันให้ไทยยุติการกระทำดังกล่าวโดยเร็ว

‘พีระพันธุ์’ ย้ำชัด ทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ชาติและประชาชน ไม่เคยดีลขอเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอความเห็นทางการเมืองโดยนำชื่อของตนเข้าไปเกี่ยวโยงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีจนสร้างความสับสนในสังคมนั้น  ตนขอยืนยันว่า  ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง  และไม่เคยมีการหยิบยกชื่อของตนเข้าสู่การเจรจาใด ๆ  ซึ่งสามารถยืนยันได้จากการหารือร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค  

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมปริ๊นเซส นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าจะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ให้ที่ประชุมพิจารณา และในทางการเมืองก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลจากพรรคอื่น ในขณะที่พรรคของตนเองยังมีรายชื่ออยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคนั้นเองเป็นอย่างมาก 

ข่าวที่ออกมาจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง และอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ 

“ที่ผ่านมาผมมุ่งทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ไม่เคยหวังที่จะได้ตำแหน่งอะไร และไม่เคยอยู่ในสมการใด ๆ เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีเลย” นายพีระพันธุ์กล่าว

‘เมียนมา’ เปิดทาง ‘คณะผู้สังเกตการณ์ทั่วโลก’ เข้าติดตามการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อยืนยันความโปร่งใส 28 ธ.ค. นี้

(18 ก.ย. 68) เมียนมาประกาศเชิญผู้สังเกตการณ์ทั้งในประเทศและต่างชาติเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งทั่วไปปลายปีนี้ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (UEC) เปิดเผยผ่านสื่อทางการเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ว่าผู้สังเกตการณ์ภายในประเทศสามารถยื่นขออนุญาตได้จนถึงวันที่ 5 ธ.ค. 2025 ผ่านคณะกรรมการฯ ในทุกระดับ ตั้งแต่ตำบล เขต ภูมิภาค ไปจนถึงระดับรัฐ

โดยผู้สังเกตการณ์ภายในประเทศจะต้องปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและขั้นตอนที่ UEC กำหนดไว้ในประกาศฉบับล่าสุด โดยสามารถตรวจสอบและดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ทางการของคณะกรรมการฯ เพื่อให้การติดตามการเลือกตั้งเป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้

ขณะเดียวกัน UEC ยังเตรียมเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้ง โดยจะส่งคำเชิญไปยังประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะจัดส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการไปยังสถานทูต สถานกงสุล และคณะผู้แทนถาวรต่าง ๆ ที่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับเมียนมา

สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมากำหนดจัดวันที่ 28 ธ.ค. 2568 โดยเปิดให้หลายพรรคการเมืองลงแข่งขัน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติห่วงใย ส่งกำลังใจให้กำลังพลควบคุมสถานการณ์พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ย้ำการดำเนินการของตำรวจเป็นไปตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานจากกองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน 4 ชุดควบคุมตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 (ร้อย ฉก.ตชด.4(ชค.ตชด.12)) กรณีเหตุการณ์บริเวณจุดปฏิบัติการที่ 34 กองร้อยทหารพรานที่ 1301 (ร้อย ทพ.1301) บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว 

โดยเวลา 14.30 น. หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12 พร้อมด้วยชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้ว, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอโคกสูง, เจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.1301 และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ร้อย ฉก.ตชด.1-4 ได้ดำเนินการลงพื้นที่ไปติดตั้งลวดหนามหีบเพลงบริเวณดังกล่าว จากนั้นเวลา 15.00 น. ได้มีผู้ชุมนุมฝ่ายกัมพูชาประมาณ 200 คน เข้ามาขัดขวางและพยายามรื้อลวดหนามหีบเพลงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เตือนให้หยุดการกระทำ จึงทำให้ประชาชนฝั่งกัมพูชาไม่พอใจ จากนั้นเวลา 16.00 น.ประชาชนฝั่งกัมพูชาได้ต่อว่าเจ้าหน้าที่และได้ปาก้อนหิน ท่อนไม้ ใส่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้ว และฝ่ายปกครองอำเภอโคกสูง จึงได้ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง เพื่อผลักดันให้ประชาชนฝั่งกัมพูชาได้ร่นถอยออกจากพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาเวลา 17.00 น.เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ดำเนินการเสริมความมั่นคง โดยการวางลวดหนามหีบเพลงเพิ่มเติม และใช้ยางรถยนต์ประกอบ รวมถึงควบคุมการประท้วงด้วยแก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่

จากการเข้าควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.คลองลึก, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์ ผู้บังคับหมู่ฝ่ายปราบปราม สภ.คลองลึก, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ผู้บังคับหมู่ฝ่ายปราบปราม สภ.อรัญประเทศ

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาดูแลสิทธิและสวัสดิการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุ และใช้เครื่องมือที่เน้นการผลักดันเพื่อระงับเหตุจลาจลนั้น เป็นไปตามหลักสากล และเหมาะสมต่อสถานการณ์ โดยสถานการณ์ดังกล่าวถือว่ามวลชนกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ขัดขวางการปฏิบัติงานและทำลายสิ่งของของเจ้าหน้าที่ เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายของประเทศไทย

‘ภูมิใจไทย’ ในห้วงนี้เปรียบดัง “ไทรใหญ่ ลูกดก นกชุม” แม้นักการเมืองบ้านใหญ่แห่ซบ แต่อนาคตอาจถูก “นกขี้ใส่”

การเมืองบ้านใหญ่ที่ไม่ยั่งยืน หวั่นไหวง่าย การต่อรอง ผลประโยชน์สูง ภูมิใจไทยระวัง นกขี้ใส่

ลองวิเคราะห์ภาพใหญ่ ๆ ของปรากฏการณ์ 'บ้านใหญ่' แห่เข้าสังกัดภูมิใจไทย โดยอิงจากทั้งอดีตและแนวโน้มอนาคต…กับคำถากถางที่น่ารับฟัง “ไทรใหญ่ ลูกดก นกชุม” หรือ “หมาเน่า เห็บกระโดดหนี”

ปรากฏการณ์บ้านใหญ่เหนือ อีสาน กลาง ใต้ พากันไหลเข้าสู่ภูมิใจไทยหลังกลายเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มี 'อนุทิน ชาญวีรกูล' เป็นนายกรัฐมนตรี

บ้านใหญ่ในแต่ละภูมิภาค คือกลไกทางการเมืองที่มีฐานเสียงท้องถิ่นแข็งแรง เช่น ตระกูลการเมืองเก่า, อดีตนักการเมืองที่มีทุน-บารมี, หรือท้องถิ่นนิยม

การแห่เข้าซบภูมิใจไทยสะท้อนว่า ภูมิใจไทยกำลังถูกมองเป็น “เรือใหญ่ /ไทรใหญ่” ที่มีอนาคตพอจะต่อรองได้ ทั้งในสนามเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง

ยังสะท้อนด้วยว่า “พรรคใหญ่ดั้งเดิม” อย่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย อ่อนแรงลง ในการดูดซับบ้านใหญ่ อาจไม่สนองตอบโจทย์ในอนาคต

อนาคต ภูมิใจไทย ในระยะสั้นจะมีเครือข่าย สส.ครอบคลุมเกือบทุกภาค ฐานเสียงกระจายมากขึ้น ไม่ใช่แค่บุรีรัมย์หรืออีสานใต้ แต่กินพื้นที่เหนือ-ใต้-กลาง

ระยะกลางถ้าเก็บบ้านใหญ่ได้จริง และประคองความเป็นเอกภาพหลังเลือกตั้ง จะกลายเป็นพรรคที่ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี-นโยบายได้สูง อาจถึงขั้นชิงเก้าอี้นายกฯ ได้ในอนาคต

ระยะยาวปัญหาคือ บ้านใหญ่มีธรรมชาติเน้นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ถ้าไม่จัดการให้สมดุล อาจเกิด “แตกคอ” หรือ “ย้ายพรรค” ได้ง่าย

3. ไทรใหญ่ ลูกดก นกเต็ม – แต่ต้องระวังนกขี้ใส่ “ไทรใหญ่” = ภูมิใจไทยกำลังโตจนเป็นร่มเงาใหญ่ให้บ้านเล็กบ้านน้อยมาเกาะ

“ลูกดก นกเต็ม” = บ้านใหญ่ ส.ส. นักการเมืองเข้ามามากมาย ดูคึกคัก แต่ระวัง “นกขี้ใส่” = ปัญหาจากคนเก่าคนใหม่ ทะเลาะเรื่องผลประโยชน์ ขัดแย้งเรื่องโควตา เสี่ยงทำให้พรรคดูไม่น่าเชื่อถือ หรือแตกเป็นเสี่ยงในอนาคต

4. บทเรียนจากอดีตพรรคความหวังใหม่ เมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากกองทัพ มาตั้งพรรคความหวังใหม่ เคยรวบรวมกลุ่มการเมืองท้องถิ่นไว้มาก แต่สุดท้ายแตกสลาย เพราะขาดแกนกลางที่แข็งแรง และบ้านใหญ่หนีไปไทยรักไทย ทั้ง ๆ ที่ระยะแรกคราคร่ำด้วยนักเลือกตั้งด้วยรับรู้กันว่า เป็นไทรใหญ่

พรรคไทยรักไทย ที่เติบโตมาภายใต้ร่มเงาของเศรษฐี “ทักษิณ ชินวัตร” เก่งในการรวมบ้านใหญ่ทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่จากความหวังใหม่ โตจนได้รับเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

แต่พอเจอรัฐประหาร และฐานพลังอิงที่ตัวบุคคล (ทักษิณ) มากเกินไป บ้านใหญ่จำนวนมากก็ย้ายขั้ว

บทเรียนคือ บ้านใหญ่พร้อมจะเปลี่ยนข้างเสมอ หากพรรคแม่ไม่ตอบสนองหรือมีอำนาจไม่เพียงพอ

ภูมิใจไทยจะซ้ำรอยหรือไม่ตำนานในอดีตหรือไม่
• ถ้า ภูมิใจไทยยังมีอำนาจต่อรองสูงในรัฐบาล–มีงบลงพื้นที่–และดูแลบ้านใหญ่ได้ทั่วถึง ก็น่าจะไปได้ไกลกว่า “ความหวังใหม่” แต่ก็เสี่ยงซ้ำรอย ไทยรักไทย ตรงที่ หากเจอ “เหตุใหญ่” เช่น การถูกยุบพรรค การถูกเล่นงานจากคดีฮั้ว สว. หรือตกจากอำนาจ บ้านใหญ่ก็พร้อมจะโยกย้ายทันที

ดังนั้นอนาคตภูมิใจไทยจะขึ้นกับ 2 ปัจจัยหลัก
1.ความสามารถของแกนนำ (อนุทิน-ศักดิ์สยาม-เนวิน) ในการคุมเกมและรักษาสมดุลผลประโยชน์
2. เสถียรภาพการเมืองระดับชาติ ว่าพรรคจะยืนเป็นแกนกลางรัฐบาลได้ยาวหรือไม่

อีกมุมอาจจะมองได้ว่า หมาเน่า เห็บกระโดดหนี

“หมาเน่า เห็บกระโดดหนี” สื่อได้หลายชั้นทางการเมือง

1. บ้านใหญ่ = เห็บ บ้านใหญ่จำนวนมากอยู่กับพรรคการเมืองเดิมที่เสื่อมถอย (เช่น ปชป. ภาคใต้, เพื่อไทยบางพื้นที่, หรือพลังประชารัฐบางส่วน รวมไทยสร้างชาติ)
เมื่อ “หมาเน่า” หรือพรรคแม่อ่อนแรงจนไม่สามารถให้อาหาร (งบ–อำนาจรัฐ–เก้าอี้) ได้ “เห็บ” ก็ต้องหาตัวใหม่มาเกาะเพื่ออยู่รอด จึงเป็นพฤติกรรม survival ตามธรรมชาติการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์

2. ภูมิใจไทย = หมาใหม่ที่ยังมีกำลัง “ยังแข็งแรง” เพราะอยู่ในรัฐบาลต่อเนื่องและต่อไป คุมกระทรวงที่มีงบประมาณใหญ่ (คมนาคม, สาธารณสุขในอดีต ฯลฯ)
 แกนนำ (เนวิน–อนุทิน–ศักดิ์สยาม) มีทั้งเงินทุน–สายสัมพันธ์–ความสามารถในการต่อรอง บ้านใหญ่จึงแห่มาเกาะที่ภูมิใจไทย เพราะคิดว่าจะมี “เลือด” ให้ดูดต่อไปได้

3. สัญญาณอันตราย การที่เห็บจำนวนมากกระโดดมาพร้อมกัน อาจสะท้อนว่า พรรคอื่น ๆ กำลังเน่า จริง ๆ → ประชาธิปัตย์, พลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ กำลังเสียแรงดึงดูด แต่ขณะเดียวกันก็เสี่ยงทำให้ ภูมิใจไทยเองกลายเป็นหมาเน่าในอนาคต หากไม่สามารถเลี้ยงดูเห็บมหาศาลที่มากอดรัดอยู่ได้

บ้านใหญ่แห่ซบภูมิใจไทย เป็นแค่ภาพลวงตาชั่วคราวที่ไม่ควรกระตู้วู้ แต่ควรย้อนกลับไปศึกษาบทเรียนจุดจบในอดีต เพื่อนำมาทบทวน จะได้เดินไปได้อย่างสง่า และเข้มแข็ง

ผบ.ตร. ห่วงใย ส่งแรงใจถึงแนวหน้า พร้อมเยียวยาผู้บาดเจ็บ ยันตำรวจคุมเหตุ ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’ ตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยร่วมกันติดตั้งลวดหนามหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงแนวชายแดน ก่อนถูกกลุ่มชาวกัมพูชาประมาณ 200 คนเข้าขัดขวางและพยายามรื้อสิ่งกีดขวาง

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งกัมพูชามีพฤติกรรมไม่พอใจ ขว้างก้อนหินและท่อนไม้ใส่เจ้าหน้าที่ไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้วและฝ่ายปกครองจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อผลักดันให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเสริมลวดหนามและสิ่งกีดขวางเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการรุกล้ำซ้ำ

จากเหตุปะทะดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยบาดเจ็บ 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ซึ่งทั้งหมดถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาแล้ว ขณะที่การควบคุมสถานการณ์ยังคงเข้มงวดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งเน้นการผลักดันและยุติเหตุจลาจลโดยไม่ใช้ความรุนแรงเกินจำเป็น พร้อมเผยว่า ผบ.ตร. ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่บาดเจ็บ และกำชับให้ดูแลสิทธิและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยย้ำว่าการรุกล้ำของมวลชนกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน

สอน. ลุยต่อเฟส 4 อุตฯ อ้อยและน้ำตาลสีเขียว เดินหน้าลดคาร์บอน - ลดฝุ่น หนุนไทยสู่ Net Zero

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ลงพื้นที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
วางแนวทางลดเผาอ้อย สอดรับนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 และตอบโจทย์เทรนด์
การค้าโลก ที่ได้นำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทในการกีดกันทางการค้า

เมื่อวันที่ (16 ก.ย. 68) นายประสิทธิ์ วงษาเทียม รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด MIND “อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเติบโต กระจายรายได้ เคียงคู่ชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่ดี” สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายจึงได้ดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้สาธารณชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องถึงการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมาอย่างต่อเนื่อง และยังก่อให้เกิดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และการปรับตัวเพื่อประกอบธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเติบโตอย่างมั่งคั่ง ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของเกษตรกรและโรงงานน้ำตาลทำให้ในฤดูการผลิตปี 2567/68 ที่ผ่านมา 
มีอ้อยสดเข้าหีบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 85.14% มีอ้อยเผาต่ำสุดที่ 14.86% ในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ประชาชนได้ขอบคุณที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้เข้ามามีส่วนร่วมในดูแลสิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้ การโอนเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด 100% สำเร็จแล้วกว่า 93% ส่วนอีก 7% ที่ยังไม่ได้รับเงิน สอน. ได้เร่งดำเนินการเพื่อให้สามารถรับเงินผ่านแอป “ทางรัฐ” โดยเร็วต่อไป

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางที่จะให้ตัวเลขการเผาอ้อยลดลง อาทิเช่น สร้างมูลค่าเพิ่มใบและยอดอ้อย การเพิ่มมูลค่าใบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ สนับสนุนการรวมกลุ่มชาวไร่อ้อย
เพื่อจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในไร่อ้อยเพิ่มขึ้น รวมถึงสินเชื่อสีเขียวเพื่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย สำหรับจัดการแหล่งน้ำ ซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย และแก้ไขปัญหา PM 2.5 ครม. เห็นชอบให้ดำเนินการโครงการต่อ เป็นเฟสที่ 4 ปี 2568 - 2570 กรอบวงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท 
รวม 3 ปี เป็นเงิน 6,000 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยกับ ธ.ก.ส. และชาวไร่อ้อยจ่ายดอกเบี้ย 2% เท่าเดิม 

“ผมหวังว่าแนวทาง/มาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยต่าง ๆ  จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร
และโรงงานน้ำตาลร่วมมือกับภาครัฐ ในการลดเผาอ้อย ลด PM 2.5 และมีตัวเลขการเผาอ้อยในฤดูการผลิต
ที่จะถึงนี้ต่ำกว่าเดิม สอดรับกับเป้าหมายของรัฐบาลที่จะมุ่งให้ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ 
(Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608” นายประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘เกาหลีเหนือ’ ส่งข้อความยินดีถึง ‘อนุทิน’ นายกฯ ป้ายแดง พร้อมอวยพรขอให้ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) สำนักข่าว KCNA รายงานว่า ปาร์ค แท ซอง (Pak Thae Song) นายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ส่งสารแสดงความยินดีถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในโอกาสที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา 

ในข้อความดังกล่าว นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือแสดงความมั่นใจว่าความสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมอวยพรให้นายกรัฐมนตรีไทยประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศ และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชน

ศาลฎีกา สั่งจำคุก 2 ปี ‘บอส ฉัตรมงคล' ผู้ต้องหาคดี ม.112 ไม่รอลงอาญา

ศาลฎีกาพิพากษาคดี ม.112 ของ 'บอส' ฉัตรมงคล รปภ. วัย 31 ปี ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้การเป็นประโยชน์ ลดเหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ผลของคำพิพากษา ทำให้บอส ฉัตรมงคล ต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงรายทันที คดีนี้เขาถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ศรีสุริโยไท” เมื่อปี 2564 ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานโจทก์รับฟังได้

(18 ก.ย. 68) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน ศาลจังหวัดเชียงรายนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดี ม.112 ของ 'บอส' ฉัตรมงคล วัลลีย์ รปภ. จากปทุมธานี วัย 31 ปี กรณีถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก 'ศรีสุริโยไท' เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี

ศาลฎีกาเห็นว่าให้การเป็นประโยชน์ แก้จากลดโทษหนึ่งในสี่ตามชั้นอุทธรณ์ เป็นลดโทษหนึ่งในสาม เหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ศูนย์ทนายฯ ระบุ ผลของคำพิพากษา ทำให้บอส ฉัตรมงคล ต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงรายทันที

บอส ฉัตรมงคลเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริษัทเอกชนถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 (3) เหตุจากถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก 'ศรีสุริโยไท' เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานโจทก์รับฟังได้

คดีนี้มีนัธทวัฒน์ ชลภักดี แอดมินเพจเฟซบุ๊กศรีสุริโยไท เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.เมืองเชียงราย และบอส ฉัตรมงคลต้องเดินทางไปต่อสู้คดีที่จังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ถึงปัจจุบันเกือบ 4 ปี แล้ว

วุฒิสภาบุกซาฟารีเวิลด์! เร่งแผนรับมือสัตว์ดุร้าย ยกระดับความปลอดภัยสู่มาตรฐานโลก คืนความมั่นใจนักท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย.68) พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำคณะอนุกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบและประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปและกำหนดมาตรการป้องกัน-ลดความเสี่ยงอันตรายจากสัตว์ที่อาจกระทบความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมีผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตำรวจนครบาลคันนายาว สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย และผู้บริหารซาฟารีเวิลด์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล

ที่ประชุมมีมติหลักให้จัดทำแผนเผชิญเหตุร่วมระหว่างทุกหน่วยงานภายในสัปดาห์หน้า พร้อมกำหนดบทบาท หน้าที่ และช่องทางสื่อสารฉุกเฉินที่ชัดเจน ขณะเดียวกันให้สวนสัตว์และสถานประกอบการทบทวน SOP ความปลอดภัย เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ประจำรถตรวจการณ์อย่างน้อย 2 คนต่อคัน จัดเตรียมอุปกรณ์ควบคุมสัตว์ ชุดแพทย์ฉุกเฉิน และวางแผนส่งผู้บาดเจ็บเข้าสู่การรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว

กรมอุทยานฯ จะต้องรายงานผลดำเนินการก่อนพิจารณาเปิดโซนสัตว์ดุร้ายอีกครั้ง พร้อมเร่งสื่อสารข้อมูลจริงต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจ

ช่วงบ่ายคณะอนุกรรมาธิการฯ ประชุมต่อที่รัฐสภากว่า 3 ชั่วโมง เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไข หลังเกิดเหตุสิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ พล.ต.ต.อังกูรเผยว่า เป้าหมายคือยกระดับมาตรการความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับสัตว์ทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของกฎหมายเพื่อสร้าง “โมเดลสวนสัตว์ปลอดภัย”

พล.ต.ต.อังกูรย้ำว่า “กฎระเบียบมีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติให้เคร่งครัด” พร้อมระบุว่าการนำสิงโตเข้ามาเลี้ยงต้องได้รับอนุญาต ฝังไมโครชิป และตรวจสอบติดตามเป็นระยะ ด้านกรมอุทยานฯ ยืนยันว่าการเลี้ยงสิงโตโดยบุคคลทั่วไปอยู่ภายใต้กฎระเบียบเข้มงวด และเตรียมรวบรวมฐานข้อมูลสิงโตทั่วประเทศภายในสัปดาห์หน้า หากพบครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ทิ้งท้ายว่า คณะฯ ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวทุกมิติ ทั้งทางเรือ ทางอากาศ และล่าสุดกรณีสวนสัตว์ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยวันที่ 25 กันยายนนี้จะนำคณะลงพื้นที่ซาฟารีเวิลด์อีกครั้งเพื่อติดตามความคืบหน้า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top