Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

20 กันยายน ของทุกปี กำหนดเป็น 'วันเยาวชนแห่งชาติ' ของประเทศไทย ด้วยเป็นวันพระราชสมภพสองภูมิบดีจักรีวงศ์ ร. 5 และ ร. 8

วันที่ 20 กันยายน ของทุกปีนับเป็นวันสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเป็นวันพระราชสมภพของพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งประสูติตรงกับวันอังคารที่ 20 กันยายน 2396  และ พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ซึ่งพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2468 เหมือนสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช (ปู่) และยังกำหนดให้เป็น “วันเยาวชนแห่งชาติ” ของประเทศไทยอีกด้วย

สืบเนื่องจาก องค์การสหประชาชาติ (UNITED NATIONS) ได้ประกาศให้ปี พ.ศ.2528 เป็นปีเยาวชนสากล และขอให้ประเทศชาติสมาชิกร่วมเฉลิมฉลองปีเยาวชนสากล ภายใต้คำขวัญ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” (Participation, Development and Peace) เพื่อที่จะมุ่งเน้นให้เยาวชน ซึ่งหมายถึง หนุ่มสาว ตั้งแต่ 18-25 ปี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองที่จะเป็นพลังสำคัญ ในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต และสามารถช่วยสร้างเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม      

สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 กำหนดให้วันที่ 20 กันยายน ของทุกปี เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ โดยถือว่าเป็นวันสิริมงคลอันเนื่องมาจากตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึงสองพระองค์ คือ รัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 8 ซึ่งทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ จึงถือได้ว่าเป็นวันสิริมงคลที่เยาวชนควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ เยาวชนจึงควรกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเองและประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ เฉกเช่นยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์

21 กันยายน พ.ศ. 2469 รัชกาลที่ 7 พระราชทานตั้ง 'กรมรักษาสัตว์น้ำ' ถือเป็น 'วันประมงแห่งชาติ' และ 'วันขยายพันธุ์ปลาแห่งชาติ'

วันนี้ เมื่อ 99 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระราชทานพระบรมราชโองการให้ตั้ง 'กรมรักษาสัตว์น้ำ' ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น 'กรมการประมง' และ 'กรมประมง' ตามลำดับ เพื่อดูแลแนะนำการขยายการจับสัตว์น้ำเป็นอาหารและสินค้าภายในภายนอกประเทศ กำหนดเขตและฤดูที่อนุญาตให้จับสัตว์น้ำ ให้มีการขยายพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมิให้สูญพันธุ์ และยังกำหนดเป็น 'วันประมงแห่งชาติ' และ 'วันขยายพันธุ์ปลาแห่งชาติ' อีกด้วย

ผบ.เหล่าทัพมีมติเอกฉันท์ ปิดด่าน ‘ไทย–กัมพูชา’ ไม่มีกำหนด จนกว่าเขมรจะไม่เป็นภัยคุกคาม!! ไฟเขียวสร้างรั้วตามแนวชายแดน

(19 ก.ย. 68) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย คณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) มีมติเอกฉันท์ให้ปิดจุดผ่านแดนและด่านผ่อนปรนระหว่างไทย–กัมพูชาอย่างไม่มีกำหนด จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ โดยมติครั้งนี้มีขึ้นในที่ประชุมครั้งที่ 5 ของปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งชุดปัจจุบันและชุดใหม่ร่วมประชุมพร้อมหน้า

โดยในที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการเสริมความมั่นคงชายแดน ได้แก่ การสร้างรั้วตามแนวชายแดนในพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเส้นเขตแล้ว การลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่ยังตกลงไม่ได้ รวมถึงการเปิดเส้นทางยุทธวิธีตลอดแนวชายแดน 

นอกจากนี้ คบท. อนุมัติปรับแก้หลักปฏิบัติการใช้กำลัง (Rules of Engagement – ROE) ให้สามารถปฏิบัติการป้องกันตนเองได้ทันทีเมื่อพบการกระทำหรือเจตนาปรปักษ์ (Hostile Act/Intent) เช่น การสอดแนมหรือเตรียมการโจมตี แนวทางทั้งเชิงรุกและเชิงรับดังกล่าวได้ถูกนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพิจารณาต่อไปเพื่อเร่งดำเนินการตามมติเหล่านี้

‘ฮังการี’ ขานรับ ‘ทรัมป์’ พร้อมขึ้นบัญชีดำ กลุ่ม ‘แอนติฟา’ เป็นองค์กรก่อการร้าย

(19 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีวิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orbán) แห่งฮังการี ประกาศว่า จะเดินหน้าผลักดันให้กลุ่มแอนติฟา (Antifa) ลัทธิต่อต้านฟาสซิสต์ ถูกจัดให้เป็นองค์กรก่อการร้ายในประเทศ โดยยกตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศจัดกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่บัญชีดำ

ออร์บาน ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีวิทยุ Kossuth ของฮังการีว่า “แอนติฟาคือองค์กรก่อการร้ายจริง ๆ และผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจของประธานาธิบดีอเมริกัน ฮังการีเองก็ถึงเวลาที่จะต้องปฏิบัติตาม” พร้อมย้ำว่า นี่คือก้าวสำคัญในการปกป้องประเทศจากความรุนแรงที่เกิดจากอุดมการณ์ทางการเมือง

การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเหตุลอบสังหารชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาในสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ได้ใช้โอกาสนี้โจมตีขบวนการฝ่ายซ้าย และประกาศจะขึ้นบัญชีดำแอนติฟาเป็นองค์กรก่อการร้าย รวมทั้งตรวจสอบเครือข่ายผู้สนับสนุนด้านการเงินอย่างเข้มงวด

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

‘เลขาฯ ศอ.บต.’ ชี้โอกาสทอง! จัดบิ๊กอีเวนต์กระตุ้น ศก.ชายแดนใต้ แนะคนในพื้นที่ลงมือเองก่อนดึงดูดนักลงทุนนอก

พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยถึงแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการจัด "บิ๊กอีเวนต์กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้" โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในก่อนดึงดูดนักลงทุนจากภายนอก

กิจกรรมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ 5 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี จัดที่สนามออมทอง อ.เมือง วันที่ 26 กันยายน, นราธิวาสจัดที่ อ.สุไหงโก-ลก, ยะลา จัดที่ อ.เบตง และ สตูล จัดที่ที่อ.เมือง เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและกระตุ้นการท่องเที่ยวและการค้าการลงทุน

พ.ต.ท. วรรณพงษ์ ได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า แม้คนภายนอกอาจจะยังมีความกังวลในการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ แต่คนในท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตมาตลอดชีวิตไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด

“ผมเชื่อว่าเป็นโอกาสด้วยซ้ำ ในเมื่อเราไม่ได้มีคู่แข่งมาจากภายนอก การทำธุรกิจ การประกอบธุรกิจอะไร ก็เป็นโอกาสที่คนในจะสามารถก้าวกระโดด หรือพัฒนาธุรกิจตนเองให้ยิ่งมีความมั่นคงยิ่งขึ้นไป” เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าว

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงบทบาทของ ศอ.บต. ในฐานะ “เครื่องมือกลาง” ที่จะช่วยให้คนในพื้นที่สามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะเมื่อได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขยาย ซอฟต์พาวเวอร์ หรือการให้สิทธิประโยชน์จาก BOI

“เราคงไม่จำเป็นต้องรอหวังพึ่งคนอื่นมากนัก แต่ถ้าเราทำจนมีเสน่ห์แล้ว ผมก็เชื่อว่าคนอื่นก็จะเข้ามาลงทุนเช่นเดียวกัน” พ.ต.ท. วรรณพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความคืบหน้าอยู่ตลอดเวลา “ถ้าท่านเห็น ท่านก็จะเห็นว่าทุกเดือนมีอะไรใหม่ๆ ในพื้นที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เพียงแต่ว่าบางท่านอาจจะยังไม่เคยได้มาเห็น ได้มาสัมผัส” 

แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากคนในพื้นที่ และใช้บิ๊กอีเวนต์เป็นเครื่องมือในการสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์เชิงบวกไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง 

แน่นอนเงินสะพัดและสภาพคล่องทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น เกิดการสร้างงาน ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดน ที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต

การจัดบิ๊กอีเวนต์ของ ศอ.บต. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของพื้นที่ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการสร้างความเข้มแข็งจากภายในก่อน แล้วจึงขยายผลเพื่อดึงดูดความสนใจจากภายนอก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามามีบทบาทนำในการจุดประกายเช่นนี้ จะเป็นสัญญาณที่ดีให้คนในพื้นที่และนักลงทุนเห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของสามจังหวัดชายแดนใต้

สุโขทัย-สนามบินสุโขทัย คว้ารางวัล 'EIA Monitoring Awards 2025' มุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เจ้าของ “สนามบินสุโขทัย” รับรางวัล EIA Monitoring Awards 2025 ระดับ “ยอดเยี่ยม” ในงาน EIA Symposium and Monitoring Awards 2025 จากการดำเนินงานที่โดดเด่นตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี พ.ศ. 2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอกย้ำพันธกิจความยั่งยืนของบริษัทฯ 

ในโอกาสนี้ นางสาวตรีศรัณย์ สีตกะลิน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เลขานุการบริษัท และรักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายสนามบิน บริษัท การบินกรุงเทพฯ เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัลจาก นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ 

งาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step: The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตลอดจนพัฒนากลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการอื่น ๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ สนามบินสุโขทัยได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards มาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ระดับดีเด่นในปี พ.ศ. 2542, 2543, 2545, 2548, 2549, 2550 และระดับยอดเยี่ยมในปี พ.ศ. 2551, 2552, 2554, 2566 รวมถึงล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 นี้ด้วย
 
งาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step: The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตลอดจนพัฒนากลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการอื่น ๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 รวม 3 จังหวัด เผยปีนี้ใช้งบฯ ถึง 15.5 ล้านบาท เพิ่มทั้งจำนวนชุดสิ่งของ และค่าพาหนะ รองรับปริมาณผู้ยากไร้ที่มารอรับ และสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น

(19 ก.ย.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ (จังหวัดที่ 3) กว่า 12,000 ชุด ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมารอรับกันอย่างเนืองแน่น พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ซึ่งในปีนี้จัดเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาทั้งชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อผ้า รองเท้าแตะฟองน้ำ ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ โดยมี แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ แขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนหน่วยงานในเครือมูลนิธิฯ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นางสาวจิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์ ดร.ปภัสรา เตชะไพบูลย์ นางศิริพร โอภาสวงศ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ และนายพลภัทร เตชะหรูวิจิตร ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครศิลปิน นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น) นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) นายวสวิศร์ ศตพิพัฒน์ (ต้น-จักรกฤษณ์) นายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋)  นายณัฐวุฒิ ศรีหมอก (กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่) ฯลฯ ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ แสดงดนตรี และสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมทั้งได้มีผู้มีจิตศรัทธา ร่วมแจกจ่ายอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ จัดทีมดูแลประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 18 กันยายน 2568 เป็นต้นมา

งานประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่สำคัญที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเซ่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ แล้วแจกเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ เป็นงานมหาบุญที่ครบทั้งการทำบุญและให้ทาน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดทำสืบทอดประเพณีทิ้งกระจาดต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 100 ปี โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร, คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร รวม 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.5 ล้านบาท

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรม “เด็กยุคใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชน ป้องกันภัยออนไลน์

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ( ผบก.ปคม.) เป็นประธานเปิด โครงการ “รณรงค์ประชาสัมพันธ์ป้องกันภัยจากสื่อลามกออนไลน์ (No Look No Like No Share : Take Care Yourself)” ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน โดยมี อาจารย์โชติวิทย์ ธรรมสุจิต คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมกว่า 300 คน

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับภัยอันตรายจากสื่อลามกออนไลน์
ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะสื่ออลามก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ และจิตใจของเยาวชน รวมถึงเสี่ยงต่อการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นช่องทางนำไปสู่การคุกคามและการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงดำเนินการรณรงค์เชิงป้องกันเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนและสังคม

ภายในกิจกรรมมีการบรรยายและเสวนาเชิงวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “Gen Z Say No เด็กรุ่นใหม่ปฏิเสธ
สื่อลามกออนไลน์” โดยได้รับเกียรติจาก พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ (สารวัตรเติ๊ก)สว.ฝอ.บก.สอท.2/รองโฆษก บก.สอท. และศิลปินเยาวชน “เอแคลร์” ศิลปินวง FELIZZ ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการรับมือกับภัยออนไลน์ เพื่อให้เยาวชนมีความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ และปฏิเสธสื่อที่ไม่เหมาะสมได้

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์หลายรูปแบบ อาทิ การประกวดคลิปวิดีโอและภาพถ่าย ในหัวข้อ 
“No Look No Like No Share : Take Care Yourself เด็กรุ่นใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” รวมถึง กิจกรรมปฏิญาณตนดิจิทัล (Digital Pledge) ให้นักเรียนร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ
สื่อลามกออนไลน์ พร้อมทั้งการแสดงดนตรีจากวง NOT MINOR และกิจกรรมนันทนาการอื่น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม

พล.ต.ต.ทรงกลด กล่าวว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในแนวทางป้องกันเชิงรุก ที่ไม่เพียงแต่สร้างความรู้เท่าทันสื่อ แต่ยังปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นพลังสำคัญในการรณรงค์ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่ออามกออนไลน์” ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าสานต่อกิจกรรมลักษณะดังกล่าวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้การรณรงค์เข้าถึงเยาวชนอย่างกว้างขวาง และช่วยลดความเสี่ยงจากภัยสื่อออนไลน์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ตำรวจรับคำร้องขอปลดปัญชีธนาคารทั่วประเทศ 2 วัน กว่า 600 บัญชี ย้ำผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้ทุกโรงพัก และสายด่วน 1599 โดยต้องยืนยันข้อมูลตัวตน 5 ข้อ

(19 ก.ย.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประชุมวางแนวทางการบริหารรับแจ้งความเกี่ยวกับการถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว เพื่อเป็นแนวปฏิบัติเหมือนกันทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศูนย์ PCT) เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมกำชับให้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศต้องรับแจ้งความผู้เสียหายทุกราย ซึ่งผู้เสียหายต้องสามารถยืนยันข้อมูลตัวตน 5 ข้อให้ถูกต้อง ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน, หมายเลขโทรศัพท์, หมายเลขบัญชีธนาคาร และชื่อธนาคาร เพื่อป้องกันมิจฉาชีพการแอบอ้างตัวตนเป็นผู้บริสุทธิ์ หากพบว่าเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้แอดมินของแต่ละสถานีตำรวจรวบรวมข้อมูลส่งให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศูนย์ PCT) จากนั้นศูนย์ PCT จะรวบรวมข้อมูลส่งให้ศูนย์ AOC พิสูจน์ทราบเพื่อดำเนินการปลดล็อกโดยเร็ว แต่หากพบว่าเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริง ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไปนั้น

ผลการปฏิบัติในการรับคำร้องขอปลดบัญชีธนาคารของหน่วยงานต่างๆ ในวันที่ 17-18 กันยายน 2568 พบว่าสถิติขอปลดระงับเพิ่มขึ้น โดยวันที่ 17 กันยายน จำนวน 285 บัญชี ส่วนวันที่ 18 กันยายน จำนวน 333 บัญชี เพิ่มขึ้น 48 บัญชี คิดเป็น 15% แบ่งเป็น

- ผู้ยื่นคำร้องทุกหน่วย จำนวน 430 คน 618 บัญชี ปลดระงับแล้ว 17 บัญชี จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเกี่ยวกับคดี จำนวน 109 คน 128 บัญชี / ยังไม่พบคดี ส่งต่อเพื่อพิจารณา จำนวน 322 คน 473 บัญชี ปลดระงับแล้ว 14 คน 17 บัญชี

- หน่วยงานที่รับคำร้องมากที่สุด ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 113 คน 165 บัญชี รองลงมาคือ สายด่วน 1599 จำนวน 48 คน 81 บัญชี, ตำรวจภูธรภาค 3 จำนวน 45 คน 48 บัญชี ตามลำดับ

- ช่องทางที่รับคำร้องสูงสุดคือ สถานีตำรวจ 327 ราย, ทางโทรศัพท์ 177 ราย และทางสายด่วน 1599 จำนวน 81ราย

- สาเหตุที่ขอปลดระงับ สูงสุดคือเป็นบัญชีส่วนตัว 359 บัญชี, เป็นบัญชีร้านค้า 78 บัญชี, เป็นบัญชีเงินเดือน 74 บัญชี และอื่นๆ 90 บัญชี  

ทั้งนี้ นอกจากประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว สามารถแจ้งเพื่อขอปลดระงับได้ทางสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ยังสามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้เปิดสายด่วน 1599 ในการช่วยเสริมการปฏิบัติให้กับศูนย์ AOC ในการรับแจ้งความอีกช่องทางหนึ่งด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top