Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

‘สีจิ้นผิง’ เยือนนครลาซา กระตุ้นสร้างความทันสมัยแบบจีน ย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วนในการพัฒนา ‘ทิเบต’ แบบครบวงจร

(21 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เดินทางถึงนครลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต เมื่อวันที่ 20 ส.ค. เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปี การก่อตั้งเขตปกครองตนเองทิเบต พร้อมกระตุ้นให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้าง “ความทันสมัยแบบจีน” ในภูมิภาคที่ราบสูงแห่งนี้

สีจิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งทั้งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ได้กล่าวอวยพรถึงประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในทิเบต และย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ประธานาธิบดีจีนได้พบปะกับเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น รวมถึงบุคคลในแวดวงศาสนาที่มีความรักชาติ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงบทบาทของเจ้าหน้าที่ตุลาการและตำรวจในการดูแลความสงบเรียบร้อยของภูมิภาค

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงยังพบกับเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง ตัวแทนบุคคลต้นแบบระดับรากหญ้า และกำลังพลในนครลาซา โดยส่งคำทักทายในนามพรรคฯ และคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ขณะที่ผู้นำอาวุโส อาทิ หวังฮู่หนิง และไช่ฉี ก็เข้าร่วมการพบปะครั้งนี้ด้วย

ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ติวเข้มทีมงานรองรับงานสภาฯ พร้อมชี้แจงให้ประชาชนรับทราบผลงานของ สส.

เมื่อวันที่ (21 ส.ค. 68) ที่ชั้น 10 สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้มีการประชุมทีมงานรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง พร้อมมอบหมายงานที่รับผิดชอบ สืบเนื่องจากได้มีคำสั่งสภาผู้แทนราษฎร ที่ 29/2568 เรื่องมอบหมายให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติราชการ แทนประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีทีมงานเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง

โดยเฉพาะนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้มีการมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่ง และปฏิบัติราชการแทนเกี่ยวกับการบริการราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร ประกอบไปด้วย งานด้านการประชาสัมพันธ์ งานด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา งานด้านรักษาความปลอดภัย งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ งานด้านกิจการสโมสรรัฐสภา และงานอื่นใดที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะมอบหมาย ยกเว้นงานด้านพิธีการ และงานที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎร

การที่ต้องมีการประชุมและเตรียมความพร้อมของทีมงาน เนื่องจากนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง เพิ่งได้รับตำแหน่ง จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมอบหมายงาน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องและรวดเร็วในงานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)

ภาพ/ข่าว ณพล บริบูรณ์, นภชนก เหมือนนามอญ รายงาน

‘บรรจง นะแส’ ผิดหวังกับ ‘หัวหน้าพรรคประชาชน’ หลังได้ร่วมถก พรบ.ประมง สะท้อนความคิดสุดตื้นเขิน

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.68) นายบรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้นั่งฟัง/ดูแววตา/ท่าทางของหัวหน้าพรรคประชาชนในวันนี้ โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค อาจารย์เดชรัตน์และอีกคนที่ชาวบ้านเรียกว่าสส.ไอติม…

ส่วนอาจารย์เดชรัตน์ถือเป็นกัลยาณมิตรที่เคยรบกวนท่านให้ไปเป็นวิทยากรให้กับพี่น้องประมงพื้นบ้านรอบทะเลสาบสงขลา..

วันนี้เราถกกันเรื่องมาตรา 69 ของพรบ.ประมง ที่พรรคประชาชนงดออกเสียงทำให้มาตราเจ้าปัญหาผ่านไปถึงชั้นวุฒิสภา เดชะบุญที่ทางวุฒิสภาไม่เห็นด้วยเลยต้องมาตั้งกรรมาธิการร่วม แต่พรรคประชาชน(ที่มีสส./สมาชิกพรรคภาคตะวันออกหลายคนที่ทำประมงอวนล้อม ยังไม่ยอม พยายามจะเอาให้ได้โดยไม่สนใจประเด็นของการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนของเครื่องมืออวนตามุ้งปั่นไฟในการจับสัตว์น้ำ)..

คุยกันวันนี้ผมยอมรับว่าหัวหน้าพรรคเป็นคนรุ่นใหม่ นิ่ง/สุขุม ส่วนอาจารย์เดชรัตน์และสส.ไอติมคงฟังที่พี่น้องบุกไปให้ข้อมูลมาแล้วหลายหนจึงไม่แสดงความคิดเห็นมากนัก..

แต่ผมผิดหวังข้อเสนอของหัวหน้าพรรคที่เสนอให้จัดเวทีดีเบตกันระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมคิดว่ามันสายเกินไปแล้วครับ จะลงมติกันแล้วยังเพิ่งจะมาคิดวิธีนี้…

และท่านบอกว่าพรุ่งนี้จะยังไม่มีการลงมติในมาตรานี้ วันอังคารหน้าพรรคจะประชุมสส.ของพรรคเพื่อลงมติในเรื่องนี้ เพื่อให้สส.ที่เป็นกรรมาธิการร่วมนำไปปฏิบัติ…

ผมอยากเรียนว่าเรื่องทรัพยากรทางทะเลมันเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ทางทะเล ไม่ใช่ยกมือใครมากกว่าคนนั้นชนะ …ผิดหวังนิดหน่อยที่คนรุ่นใหม่คิดเรื่องนี้ได้แค่นี้ 

ถ้าจะบอกมาตรงๆ ว่าเพราะพรรคมีสส./สมาชิกพรรคในภาคตะวันออกทำประมงอวนล้อมปลากะตักอยู่หลายคน ถ้าให้ทำอวนล้อมปั่นไฟกลางคืนได้ด้วยก็จะดี ยอมรับแบบแมนๆ ไม่ต้องอ้างหลักการเยิ่นเย้อ ผมจะยอมรับได้มากกว่าครับ..

ฮังการีเสนอ ‘บูดาเปสต์’ เป็นเวทีกลางเจรจาสันติภาพ รับประกันความปลอดภัยทุกฝ่าย ‘รัสเซีย-สหรัฐฯ-ยูเครน’

(21 ส.ค. 68) ปีเตอร์ ซิยาร์โต (Peter Szijjarto) รัฐมนตรีต่างประเทศฮังการีประกาศพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด รัสเซีย-สหรัฐฯ-ยูเครน โดยรับประกันความปลอดภัยและความเป็นธรรมแก่ผู้เข้าร่วมทุกฝ่าย พร้อมระบุว่าฮังการีมีความยินดีที่จะเปิดบ้านเพื่อการเจรจาสันติภาพ หากสิ่งนี้จะช่วยให้ความพยายามยุติสงครามประสบผลสำเร็จ

ก่อนหน้านี้ สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Fox News โดยไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่การประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้น ณ กรุงบูดาเปสต์ โดยมีรายงานว่าสำนักทำเนียบขาวกำลังพิจารณาให้เมืองหลวงของฮังการีเป็นตัวเลือกหลักสำหรับการหารือสามฝ่าย

ซิยาร์โตย้ำว่า บูดาเปสต์ถือเป็นสถานที่ที่น่าเชื่อถือ เพราะเคยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเจรจาระหว่างรัสเซียกับยูเครนตั้งแต่ต้นความขัดแย้ง อีกทั้งภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ฮังการียังคงสามารถรักษาช่องทางการพูดคุยกับทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ ได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากนานาชาติก็ตาม

‘ดร.อธิป’ ย้อนเรื่องราว ‘พระพันปีหลวง’ ช่วยชาวเขมร สั่งจัดตั้งศูนย์อพยพ ด้วยทรงเห็นแก่มนุษยธรรม

ดร.อธิป อัศวนันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย โพสต์คลิปผ่าน tiktok ถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อชาวเขมรอพยพ ว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2522 คือวันที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวางหลักมนุษยธรรมเหนือแนวนโยบายรัฐ เพื่อช่วยชีวิตผู้คนกว่า 2 แสนชีวิต 

ในครั้งนั้น ชาวกัมพูชากว่า 2 แสนคน หนีตายจากเขมรแดง มาถึงชายหาดเขาล้าน จังหวัดตราด ในสภาพหิวโซ บาดเจ็บ สิ้นหวัง ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีนโยบายที่ชัดเจน ให้ผลักดันกลับ ไม่รับผู้ลี้ภัย เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งขณะนั้นทรงเป็นพระราชินี เสด็จถึงสถานที่ดังกล่าว ทรงทอดพระเนตรสภาพที่เห็นแล้วแทบก้าวพระบาทไม่ได้ เพราะผู้คนนอนเต็มพื้น 

พระองค์ ตรัสว่า “จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหล่านี้ เท่าที่กำลังความสามารถของฉันจะมี” แม้ว่าในขณะนั้นรัฐบาลยังไม่ประสงค์ที่จะเปิดพรมแดน และแม้จะขัดนโยบายความมั่นคง แต่พระองค์ ทรงดำเนินการในฐานะองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงตัดสินพระทัยด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จัดตั้ง 'ศูนย์ราชการุณย์' ขึ้นทันทีในวันนั้น ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ทรงสั่งนำธงกาชาดขึ้นเหนือค่าย คืนนั้นเสียงปืนยังดัง แต่พระองค์ท่านทรงประทับค้างคืนในพื้นที่อันตราย ทรงแบ่งปันน้ำดื่มส่วนพระองค์ ทรงดูแลทุกชีวิต 

ในครั้งนั้น ทรงตัดสินพระทัย ด้วยพระเมตตาที่ทรงเลือกชีวิตมนุษย์เหนือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ช่วยผู้อพยพหลายแสนคน ตลอด 7 ปี ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีผู้ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย

24 สิงหาคม พ.ศ.2502 ถือกำเนิด ‘บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)’ ดำเนินธุรกิจการบินพาณิชย์ ในฐานะสายการบินแห่งชาติของไทย

วันนี้ในอดีต 24 สิงหาคม พ.ศ. 2502 คือวันก่อตั้ง “บริษัท การบินไทย จำกัด” สายการบินแห่งชาติของไทย โดยเกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด กับสายการบินสแกนดิเนเวียน แอร์ไลน์ ซิสเต็ม (SAS) ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 2 ล้านบาท แบ่งเป็น เดินอากาศไทยถือหุ้น 70% และ SAS ถือหุ้น 30% ก่อนจะเปิดบินเที่ยวแรก กรุงเทพฯ-ฮ่องกง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2503

ต่อมาในปี 2520 บริษัท เดินอากาศไทยได้ซื้อหุ้นทั้งหมดคืนจาก SAS ทำให้การบินไทยกลายเป็นของคนไทยอย่างสมบูรณ์ โดยมีการถือหุ้นร่วมกับกระทรวงการคลัง และในปี 2534 คณะรัฐมนตรีมีมติให้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนจากเอกชน พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)”

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การบินไทยได้รับการยอมรับในฐานะสายการบินแห่งชาติของไทย มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางบินระหว่างประเทศ และยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเครือข่ายสายการบิน “สตาร์อัลไลแอนซ์” 

นอกจากนี้ การบินไทยยังถูกจัดอยู่ในระดับความปลอดภัยสูงสุด “A” จากสถิติสะสมตั้งแต่ปี 2513 และเคยได้รับการยกย่องด้านบริการติดอันดับสายการบินชั้นนำของโลกมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สร้างภาพลักษณ์ด้านการบินและการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทย

25 สิงหาคม พ.ศ.2475 ก่อตั้ง ‘สมาคมคณะราษฎร’ พรรคการเมืองแรกของไทย ต้นแบบของพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ.2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ก็ได้เกิด 'สมาคมคณะราษฎร' ขึ้นมา ถือเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองในประเทศไทย แม้ขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายรองรับก็ตาม

การก่อตั้งสมาคมคณะราษฎรมี ‘พระยานิติศาสตร์ไพศาล’ เป็นนายกสมาคม เปิดรับสมาชิกทั่วประเทศ และมีรายงานว่าสมาชิกทะลุ 10,000 คน แต่ไม่นานนัก ในสมัยรัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา ได้มีคำสั่งห้ามตั้งสมาคมการเมือง ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สโมสรราษฎร์สราญรมย์’ แทน

ต่อมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาธิปไตยเริ่มเปิดกว้าง จึงเกิดพรรคการเมืองจริงภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ โดยพรรคแรกที่เกิดขึ้นคือ พรรคก้าวหน้า นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผลักดัน พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.2498 ให้มีผลบังคับใช้

พรรคแรกที่จดทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าวคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. ตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์ แต่การเมืองในเวลานั้นเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการเลือกตั้งไม่โปร่งใส จนกระทั่งปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารและยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง ส่งผลให้พรรคทั้งหมด รวมถึงพรรคเสรีมนังคศิลา สิ้นสุดลงทันที

ปัจจุบัน การกำกับดูแลพรรคการเมืองอยู่ภายใต้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ในฐานะองค์กรอิสระ ทำหน้าที่กำกับให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ถือเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยไทยที่สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

‘อัน ฮัก-ซอป’ อดีตทหารโสมแดงวัย 95 ปี ขอข้ามแดนกลับไปตายที่บ้านเกิด เคียงข้างสหายเก่า

(22 ส.ค. 68) เกาหลีใต้เกิดเหตุสะเทือนใจ เมื่อ 'อัน ฮัก-ซอป' อดีตทหารเกาหลีเหนือวัย 95 ปี พยายามเดินข้ามสะพานรวมชาติ (Unification Bridge) เพื่อกลับไปตายที่เกาหลีเหนือ แต่ถูกทหารเกาหลีใต้สกัดกั้นไว้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ส.ค. โดยเขาถือธงชาติเกาหลีเหนือพร้อมไม้เท้า เดินมุ่งหน้าไปยังด่านตรวจชายแดน ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการป่วย 

อัน ฮัก-ซอป เป็นหนึ่งในอดีตทหารและสายลับเกาหลีเหนือที่ถูกเกาหลีใต้จับกุมและคุมขังเป็นเวลาหลายสิบปี เพราะปฏิเสธละทิ้งอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ แม้จะพ้นโทษออกมาแล้ว เขายังคงยืนยันที่จะกลับไปเกาหลีเหนือเพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายและถูกฝังเคียงข้างสหายเก่า เขากล่าวว่า “ความปรารถนาเดียวก่อนตายคือการกลับสู่ บ้านเกิดแห่งอุดมการณ์ของผม” 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเกาหลีใต้ยังไม่อนุญาตให้ส่งตัวอันฮักซอปกลับเกาหลีเหนือ โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง และชี้ว่าหากมีการส่งตัวจริง อาจถูกเกาหลีเหนือใช้เป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่บางฝ่ายยอมรับว่ากำลังพิจารณาทางเลือกในมิติด้านมนุษยธรรม 

ปัจจุบันอดีตทหารเกาหลีเหนือวัย 95 ปี รายนี้ อาศัยอยู่ในบ้านเล็ก ๆ ใกล้ชายแดน พึ่งพาสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยและความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง บ้านเต็มไปด้วยภาพถ่ายและโปสเตอร์ของเกาหลีเหนือ เขาย้ำว่าแม้อายุใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้ว แต่ความฝันเดียวที่เหลืออยู่คือได้กลับไปพักผ่อนชั่วนิรันดร์บนผืนแผ่นดินที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดชีวิต 

‘พงศ์กวิน’ แจงปมปลัดฯ เซ็นย้าย ขรก. ยังใช้อำนาจเต็มตามตำแหน่ง ชี้ เป็นเรื่องส่วนบุคคล ส่วนเหมาะสมหรือไม่เจ้าตัวควรรู้ ไม่จำเป็นต้องสอน

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย กรณีการสรรหาปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ หลังการโอนย้ายตำแหน่ง นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ต้องรอกระบวนการโอนย้ายปลัดกระทรวงฯ เดิมให้เสร็จสิ้น แล้วจึงจะเริ่มกระบวนการในการสรรหาปลัดกระทรวงฯ คนใหม่ โดยยังไม่สามารถดำเนินการสรรหาท่านใหม่ในระหว่างนี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ระหว่างที่รอขั้นตอนทางราชการ มีการมองหาปลัดกระทรวงฯ คนใหม่หรือมีคนใดเข้าตาบ้างไหม นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการสรรหาอย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงการกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ปลัดกระทรวงฯ โดยเบื้องต้น จะต้องมีความโปร่งใส มีคุณธรรม เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่แล้ว และมีความรู้ในเรื่องของการลงทุน เนื่องจากปลัดกระทรวงฯ จะต้องเป็นประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) โดยตำแหน่ง ซึ่งกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีสถานะกองทุนฯ ราว 2.7 ล้านล้านบาท ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งควรที่จะมีความรู้และความสามารถในด้านนี้

“หากเป็นคุณสมบัติด้านการบริหาร ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ขึ้นไปถึงระดับปลัดกระทรวงฯ หรือระดับผู้บริหารกระทรวงฯ จะต้องมีความรู้และความสามารถในด้านนี้อยู่แล้ว เลยไม่ได้มองว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษที่เราต้องการเพิ่มเติม” นายพงศ์กวิน กล่าว

เมื่อถามว่า หากกำหนดคุณสมบัติให้มีความรู้ด้านการลงทุน เท่ากับเปิดช่องให้คนนอกหรือเสือข้ามห้วยหรือไม่ นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ไม่จำเป็น เนื่องจากบุคคลภายในกระทรวงฯ เองก็มีผู้ที่มีความรู้ด้านการลงทุน ความรู้ด้านการลงทุนมีหลากหลายด้าน เช่น หากเคยมีประสบการณ์ลงทุนในตลาดทุนมาอย่างยาวนาน มีใบประกาศ (Certificate) ก็ถือว่าใช้ได้ หรือจะเป็นเรียนจบมาด้านนี้ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการลงทุนเช่นกัน และยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นบุคคลภายในหรือคนภายนอก ซึ่งขณะนี้ มีข้าราชการจำนวนมากที่อยู่ในสโคป จึงต้องค่อยๆศึกษาไปทีละท่านว่า แต่ละท่านมีความเหมาะสมประมาณไหน

เมื่อถามถึงกรณีหลังจากมีมติการโอนย้าย นายบุญสงค์ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายบุญสงค์ ยังใช้อำนาจทุกรูปแบบในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการภายในกระทรวงฯ เรื่อยมา นายพงศ์กวิน กล่าวว่า เนื่องจากกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น นายบุญสงค์ จึงถือว่ายังมีอำนาจเต็มในฐานะปลัดกระทรวงแรงงาน เรื่องนี้ยังอยู่ในอำนาจของท่านอยู่

เมื่อถามว่าย้ำว่า โดยจารีตและหลักปฏิบัติที่ยึดถือในวงราชการและทุกกระทรวง จะไม่ทำกันแบบนี้กัน นายพงศ์กวิน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เป็นเรื่องส่วนบุคคล โดยแต่ละท่านต้องมีวิจารณญาณของตนเองว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ แต่ในฐานะที่ปลัดกระทรวงฯ เองยังถือว่า มีอำนาจเต็มอยู่ ตนก็ไม่สามารถไปวิจารณ์ท่านได้

“จริงๆ เรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องเรียกปลัดกระทรวงฯ มาเคลียร์ ทุกท่านจะต้องทราบอยู่แล้วว่า มีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร ผมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแค่ระยะเวลาเดือนกว่า ผมยังทราบ แต่ท่านปลัดฯ อยู่ในวงการราชการมาอย่างยาวนาน ท่านควรจะต้องทราบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมเองคงไม่กล้าไปสอนท่านในเรื่องนี้” นายพงศ์กวิน กล่าว

‘ไทย’ เตรียมลดนักกีฬาซีเกมส์ของ ‘กัมพูชา’ เหลือไม่เกิน 200 คน เพื่อความปลอดภัย และบรรยากาศงาน

(22 ส.ค. 68) จากสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา โดยไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคมนี้ 

ล่าสุด นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ซีอีโอสหพันธ์กีฬาซีเกมส์ เปิดเผยว่า ได้ขอให้กัมพูชาลดจำนวนนักกีฬาที่เข้าร่วมลงเหลือไม่เกิน 200 คน จากเดิมที่ส่งรายชื่อมากว่า 600 คน พร้อมเจ้าหน้าที่อีกกว่า 100 คน โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา และบรรยากาศของงาน จึงจำเป็นต้องควบคุมจำนวนผู้เข้าร่วมเพื่อให้สามารถดูแลได้ทั่วถึง 

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ากัมพูชาเคยส่งเอนทรีฟอร์มบายนัมเบอร์มาถึง 1,515 คน แต่ภายหลังมีข่าวว่าจะลดเหลือเพียง 57 คน ท่ามกลางสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดน ซึ่งต่อมา นายวัธ จำเริญ เลขาธิการโอลิมปิกกัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว โดยกำหนดการส่งรายชื่อนักกีฬาฉบับสมบูรณ์ (เอนทรีฟอร์มบายเนม) จะปิดรับในวันที่ 15 กันยายนนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top