Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

‘พงศ์กวิน’ ยกระดับมาตรฐานปลอดภัยแรงงานไทย เดินหน้าสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แรงงานทุกภาคส่วน

(20 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน “สัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับนานาชาติ OSH Avenue International Conference 2025 (OAIC 2025)” ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรูดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ โดยมี นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และผู้บริหาร สสปท. ให้การต้อนรับ ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้ประกอบการ ร่วมเป็นเกียรติ 

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ  เปิดเผยว่า  การจัดงานสัมมนา เชิงวิชาการระดับนานาชาติ  OAIC ในครั้งนี้ นับว่ามีความหมายอย่างยิ่ง ในฐานะเวทีระดับนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรมต่างๆ และเชื่อมโยงเครือข่ายระดับสากล เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายที่สำคัญ ของกระทรวงแรงงาน

พร้อมทั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของแรงงานไทย  ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ แต่เป็นพันธกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพและชีวิตของพี่น้องแรงงานเรา

“ขอขอบคุณ สสปท. ที่จัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ในประเทศไทย รวมทั้งอยากให้ถอดบทเรียนต่างๆ อันล้ำค่าเพื่อมุ่งเน้นให้เห็นว่า “ชีวิตคนทำงาน” ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด นายพงศ์กวิน  กล่าว

ด้าน นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวว่า การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน เป็นความท้าทายในการผลักดันความปลอดภัยในการทำงานให้ครอบคลุมแรงงานในทุกกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยฯ ในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ๆ ตลอดเวลา เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

ทั้งนี้ สสปท. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ในทุกภาคส่วนทั้งแรงงานภาคอุตสาหกรรม พนักงานสำนักงาน แรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค ผ่านการพัฒนางานวิชาการด้านความปลอดภัยฯ และกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน ส่งผลให้สถานประกอบกิจการจำนวนมากสามารถลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้หยั่งรากลึก

ไทยนำเข้าแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน แทนแรงงานกัมพูชาครึ่งล้านทยอยกลับประเทศ

(21 ส.ค. 68) ไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานกัมพูชากว่าคนทยอยกลับประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นายจ้างหลายพื้นที่กังวลต่อการขาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบ MOU โดยเบื้องต้นอนุมัติแรงงานศรีลังกา 10,000 คน เข้ามาทำงานในไทยทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ขาดหาย ทั้งนี้แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตทำงานครั้งละ 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี หากผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอขยายโควตาไปยังแรงงานชาติอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่หมดอายุใบอนุญาตหรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยังต้องการทำงานในไทย สามารถยื่นขออนุญาตได้ โดยนายจ้างเป็นผู้ดำเนินการและชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท โดยปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายกว่า 3.78 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมากว่า 2.9 ล้านคน

ด้านกรมการจัดหางานเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ใช้แรงงานทหาร นักโทษชั้นดี และเยาวชนในสถานพินิจมาช่วยงานชั่วคราว เปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย เพิ่มแรงงานจากประเทศใหม่ ใช้แรงงานผู้ลี้ภัยเมียนมา และพัฒนาทักษะ-เทคโนโลยีในภาคธุรกิจเพื่อปรับตัวในระยะยาว ลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเกินจำเป็น

ปมชาวบ้านกลับจากศูนย์อพยพ เจอบิลค่าไฟ 2 พัน ชี้! เกิดการสับสนในทางปฏิบัติ - ยันไม่ต้องจ่าย

(21 ส.ค. 68) ตามที่มีการนำเสนอข่าวชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่อพยพกลับจากศูนย์พักพิงภายหลังสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา และได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือน นั้น

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ขอเรียนชี้แจงดังนี้ 1. ค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าตามที่ปรากฏในข่าว เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการ จดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 จึงเกิดการสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาดังกล่าว

 2. ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ให้ PEA ดำเนินมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศอพยพไปศูนย์พักพิง 

สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 กรณีชำระแล้ว PEA จะดำเนินการคืนเงินโดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป 

ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

เชิญชวนร่วมถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

เชิญชวนร่วมถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

‘รัสเซีย’ เจาะระบบฐานข้อมูลของ ‘กองทัพยูเครน’ พบทหารเคียฟสูญเสียแล้วกว่า 1.7 ล้านนาย

(21 ส.ค. 68) มีรายงานอ้างว่า รัสเซียสามารถเจาะระบบฐานข้อมูลของกองทัพยูเครน และเปิดเผยตัวเลขการสูญเสียทหารยูเครนกว่า 1.7 ล้านนายตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งรวมทั้งผู้เสียชีวิตและสูญหาย พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของทหารและรายละเอียดการส่งอาวุธจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครน (CCD) ออกแถลงชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็น “ข้อมูลเท็จ” ที่สร้างขึ้นเพื่อโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย

แถลงการณ์ของ CCD ระบุว่า กองทัพยูเครนไม่เคยมีจำนวนกำลังพลถึง 1.7 ล้านนาย และการกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ พร้อมย้ำว่าจุดประสงค์ของการเผยแพร่ข่าวปลอม คือการทำให้สังคมยูเครนสิ้นหวัง ลดความเชื่อมั่นของพันธมิตร และบ่อนทำลายการสนับสนุนระหว่างประเทศต่อยูเครน

ด้านกองทัพยูเครนเปิดเผยข้อมูลที่ตรงกันข้าม โดยระบุว่า ตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกเต็มรูปแบบเมื่อกุมภาพันธ์ 2565 จนถึง 20 สิงหาคม 2568 รัสเซียสูญเสียกำลังพลไปแล้วกว่า 1,072,700 นาย ทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บ ข้อมูลดังกล่าวถูกใช้เป็นหลักฐานโต้กลับต่อการบิดเบือนของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน มีรายงานเพิ่มเติมจาก Ukrinform ว่า ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา รัสเซียยังสูญเสียกำลังพลเพิ่มอีก 920 นาย และอาวุธปืนใหญ่ 50 ระบบ ยืนยันว่าการรบยังคงดำเนินไปอย่างรุนแรง และการโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซียเป็นส่วนหนึ่งของสงครามข้อมูลที่คู่ขนานไปกับสนามรบจริง

‘นักวิชาการ มธ.’ เชื่อต่างชาติเมินแลกเงินดิจิทัลเป็น ‘บาท’ แนะทำ ‘Blockchain Analytics’ ป้องกันฟอกเงินดีกว่า

'นักวิชาการธรรมศาสตร์' เชื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สนใจแลกสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาท ตาม 'โครงการ TouristDigiPay' เหตุทุกวันนี้ใช้คริปโต-บิทคอยน์ซื้อสินค้าโดยตรงได้ ชี้รัฐบาลเพียงต้องการสร้างสภาพแวดล้อมทรัพย์สินดิจิทัลเพราะเป็นเทรนด์อนาคต ทว่า ธปท. อาจสูญเสียอำนาจ แนะรัฐควรแก้ปัญหาการ 'ฟอกเงิน' จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มี KYC ด้วย Blockchain Analytics เพื่อติดตาม-ตรวจจับ-ศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ดีกว่า

จากกรณีที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดตัวโครงการ TouristDigiPay เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล สามารถแปลงมาเป็นเงินบาทผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเงินบาทนั้นจะถูกโอนเข้าสู่กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เพื่อนำไปใช้ชำระเงินตามร้านค้าต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นรัฐบาลจะดำเนินการทดสอบในพื้นที่ Sandbox เป็นระยะเวลา 18 เดือน 

ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการ TouristDigiPay ของรัฐบาลเป็นเพียงการสร้างสีสันและค่อยๆ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์ดิจิทัลให้มากขึ้น แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะโครงการนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจเข้าร่วม และไม่เข้าใจและมองไม่เห็นความจำเป็นว่าจะต้องมีการจัดทำพื้นที่ Sandbox ด้วยเหตุผลอะไร นั่นเพราะในสถานการณ์ความเป็นจริง นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและประชาชนทั่วไปสามารถใช้สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี บิทคอยน์ ฯลฯ เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการร้านค้าที่เปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรงได้อยู่แล้ว ไม่ต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ไม่ต้องเสียเวลาในกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยต่างๆ และไม่มีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 อยู่แล้ว

ศ. ดร.อาณัติ กล่าวว่า พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 ได้ระบุหลักการที่สำคัญแต่เพียงว่าห้ามมิให้มีการพิมพ์เงินเป็นของตนเองและเงินบาทนั้นเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย กล่าวคือหากต้องชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามเวลาที่กำหนดไว้กับเจ้าหนี้ ก็จะต้องชำระเป็นเงินบาทเท่านั้น ไม่สามารถชำระด้วยเงินสกุลอื่นได้ และการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายการควบคุมเงินตราระหว่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อไม่มีความผิดตามกฎหมาย ก็ไม่เป็นจำต้องแก้ไขกฎระเบียบบางอย่างให้มีความพิเศษหรือยืดหยุ่นสำหรับการทดลองใช้งาน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงต้องมีการทำ Sandbox นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีผู้ประกอบการในไทย เช่น ร้านลิ้มเหล่าโหงว ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าแรกในประเทศไทยที่รับชำระเงินด้วยบิทคอยน์เป็นตัวอย่างอยู่ก่อนแล้ว รวมไปถึงการซื้อคอนโดบางแห่งก็สามารถชำระได้ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นกัน 

มากไปกว่านั้น กระบวนการขั้นตอนที่ชาวต่างชาติจะแลกเปลี่ยนจากสินทรัพย์ดิจิทัลมาเป็นเงินบาทได้ก็มีความซับซ้อนหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาแลกเป็นเงินบาทผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้บริการ (Know Your Customer: KYC) เมื่อได้เงินบาทมาแล้วชาวต่างชาติจะต้องไปสมัครกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่มีให้บริการในไทย เช่น TrueMoney Wallet, ShopeePay, Rabbit LINE Pay หรือบัตรเติมเงินของธนาคารต่างๆ และจะต้องยืนยันตัวตน KYC อีกรอบ เพื่อโอนเงินบาทเข้าสู่ e-Money จึงจะสามารถซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้

“จากขั้นตอนทั้งหมดที่พูดมา ขอถามจริงๆ ว่าจะมีต่างชาติสักกี่คนที่ยอมทำ ส่วนตัวค่อนข้างมีความเชื่อมั่นว่าคงไม่มีต่างชาติคนไหนทำ เพราะพวกเขามีคริปโท มีบิทคอยน์อยู่ในกระเป๋าเงินสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ E-wallet ของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอป MetaMask Wallet, แอป Trust Wallet ซึ่งเป็นแอปที่ใช้กันในระดับสากล ที่ไม่จำเป็นต้องทำ KYC ก็สามารถเดินไปซื้อของจากร้านที่เขารับสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ได้โดยตรง ไม่ต้องไปแลกเงินบาท ไม่ต้องไปสมัคร e-Money ให้ยุ่งยาก แล้วผู้ประกอบการหรือร้านค้าเหล่านี้ เขาก็แค่สมัครแอป MetaMask Wallet, แอป Trust Wallet เช่นกัน เพื่อรับคริปโทหรือบิทคอยน์จากชาวต่างชาติ และร้านค้าก็สามารถนำไปแปลงเป็นเงินบาทได้ที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีแค่ขั้นตอนนี้เท่านั้นที่จะต้องมีการทำ KYC” ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ กระบวนการที่เชื่อกันว่าจะมีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทจึงจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐควรทำมากกว่าคือการหาหนทางแก้ไขปัญหาการฟอกเงิน เพราะการใช้แอปพลิเคชัน MetaMask Wallet และ Trust Wallet ที่ไม่มีขั้นตอนการทำ KYC ทำให้ไม่เห็นตัวตนผู้ใช้งาน ยากแก่การกำกับติดตาม และนี่คือปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ว่ารัฐบาลจะมีการประกาศโครงการ TouristDigiPay หรือไม่

มากไปกว่านั้น สิ่งเหล่านี้คือเทรนด์ของอนาคตที่กำลังรุกคืบเข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หากในวันข้างหน้าประเทศไทยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักแทนเงินบาท สิ่งที่จะเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รู้สึกกังวลยิ่งกว่าปัญหาการฟอกเงิน ก็คือการสูญเสียบทบาทในการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธปท. ทั้งการควบคุมอัตราดอกเบี้ย การควบคุมเงินเฟ้อ จากความเสี่ยงที่เงินบาทอาจไม่ได้เป็นสื่อหลักในการชำระเงินของประเทศอีกต่อไป ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปอำนาจของเงินบาทและอำนาจของ ธปท. จะหายไปโดยอัตโนมัติ

“มันถึงเวลาที่ผู้ดำเนินนโยบายทางการเงินของไทยจะต้องเตรียมการรับมืออย่างจริงจัง ณ วันนี้ประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกอย่างสิงคโปร์ ดูไบ ฯลฯ ล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า Blockchain Analytics ทั้งหมด เพื่อการติดตามการไหลของสินทรัพย์ การตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัย และการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ ส่วนตัวคิดว่ากลไกอันนี้เป็นสิ่งที่ผู้ดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างแบงก์ชาติ หรือ ปปง. ควรจะหันมาให้ความสนใจไว้บ้างแล้ว ดังนั้นการที่รัฐมนตรีคลังได้ออกมาประกาศโครงการนี้ก็ถือเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องตื่นตัวมากขึ้น” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

เสวนา 'สมรภูมิข่าวสารในวิกฤติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา' เน้นย้ำบทบาทสื่อเพื่อสันติภาพ

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.68) ที่ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กทม. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ 'สมรภูมิข่าวสารในวิกฤติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา' โดยมีวิทยากรผู้บรรยาย ประกอบด้วย ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ดร.สังกมา สารวัตร สาขานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส

พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กล่าวว่า โลกปัจจุบันเข้าสู่ยุค 'Hybrid Warfare' หรือสงครามลูกผสม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรบทางทหาร แต่รวมถึงสงครามข่าวสารด้วย โดยอ้างอิงรายงานจาก World Economic Forum 2025 ที่ระบุว่าปัญหา Misinformation (ข้อมูลที่ผิด) และ Disinformation (ข้อมูลเท็จ) ได้แซงหน้าปัญหาสงครามและความขัดแย้งทางทหารขึ้นเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ภัยไซเบอร์อยู่ในอันดับที่ 5

พลตรี ธีรวุฒิ เผยว่า ในช่วงก่อนเกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทาง สกมช. ได้ตรวจพบการโจมตีทางไซเบอร์จากกลุ่มที่สนับสนุนกัมพูชาต่อหน่วยงานของไทยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เว็บไซต์ใช้งานไม่ได้ หรือการเปลี่ยนหน้าเพจ เพื่อเป็นปฏิบัติการคู่ขนานไปกับการรบที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม พลตรี ธีรวุฒิ มองว่าสื่อไทยทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะใน 4 ด้านหลัก ได้แก่:
-ไม่ลงภาพทางทหาร ซึ่งช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
-คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ด้วยการเบลอภาพผู้เสียชีวิต
-รวมกลุ่มตรวจสอบข้อมูล เช่น Thai PBS Verify และ Cofact เพื่อสกัดกั้นข้อมูลเท็จ
-ให้ความร่วมมือกับ สกมช. ในการไม่เผยแพร่ข้อมูลจากฝ่ายตรงข้าม

พลตรี ธีรวุฒิ ยังได้เสนอให้สื่อปรับปรุงเรื่องการใช้ภาพหรือข้อมูลที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ รวมถึงการทำ 'Clickbait' ที่สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน และเน้นย้ำว่าในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อได้ ทุกฝ่ายควรมีจิตสำนึกความเป็นมืออาชีพและร่วมกันตรวจสอบข้อมูลเพื่อลดความเกลียดชัง

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ปัญหาข้อมูลเท็จเป็นภัยความมั่นคงที่คนไทยต้องทำความคุ้นเคย และสร้างภูมิคุ้มกันในการคัดกรองข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจาก AI Deepfake ที่แยกแยะได้ยาก ดร.ชำนาญระบุว่าในอดีตเราไม่เคยเผชิญกับ State Actor หรือผู้กระทำโดยรัฐในสงครามข่าวสารมาก่อน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความปกติใหม่ที่ต้องปรับตัว

นอกจากนี้ ดร.ชำนาญยังชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องของคนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่คนทั้งประเทศ ดังนั้นสื่อจึงควรเป็น "เสาที่ 4 ของสังคม" ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และมุ่งเน้นการสื่อสารเพื่อสันติภาพมากกว่าการสร้างความเกลียดชัง รวมถึงเสนอให้สำนักข่าวต่างๆ จัดตั้งหน่วย Fact-checking เป็นของตัวเอง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส ซึ่งลงพื้นที่ชายแดน กล่าวว่า สื่อในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในครั้งนี้ยังยอมรับว่าสื่อของไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงเป็นอย่างดี แต่ก็มีข้อควรระวังในการรายงานข่าวในยุคดิจิทัล เช่น การใช้สมาร์ทโฟนที่อาจเปิดเผยตำแหน่งที่ตั้งได้โดยไม่ตั้งใจ

นายก่อเขตกล่าวว่า ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวชายแดนในหลายมิติ ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติการทางทหาร แต่เน้นที่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้าใจร่วมกันในเรื่อง Single messages หรือการสื่อสารที่มีความเป็นเอกภาพจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปมีความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพของทั้งสองประเทศ

ดร. สังกมา สารวัตร สาขานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญในการปั่นความเกลียดชังอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้รับข่าวสารจากอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าสื่อกระแสหลัก แต่ในขณะเดียวกัน สื่อต่างประเทศก็ได้ชื่นชมว่าไทยไม่ได้มี Single gateway ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายและเป็นประชาธิปไตย

ดร.สังกมา ได้สรุปบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ไว้ 3 คำสำคัญ ได้แก่ Information Warfare (สงครามข้อมูล), Professional Journalism (วารสารศาสตร์แบบมืออาชีพ) และ People’s Voice (เสียงของประชาชน) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สื่อมวลชนและทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างเพื่อให้การสื่อสารในช่วงวิกฤติเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเยี่ยมชม 'มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ'

พลเรือตรี พิสิฐ รังษีภาณุรัตน์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเยี่ยมชม 'มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ' ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568 

จากการที่ นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม ได้ร่วมเยี่ยมชมและติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ โดยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ เพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเด็กพิเศษและผู้พักอาศัยในมูลนิธิฯ

ในการนี้ทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างกองทัพเรือ หน่วยงานต่างประเทศ ภาครัฐ และภาคเอกชน ในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่สัตหีบ

เสียงดนตรีที่เปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่พาคุณเดินทางข้ามโลก

(21 ส.ค. 68) หากคุณอยู่ในประเทศไทยแล้วได้ยินเสียงดนตรีลอยมาเข้าหูเป็นเสียงกีตาร์ที่บรรเลงด้วยโทนเสียงและสำเนียงคล้ายเสียงพิณ คลอไปกับเสียงเบสและกลองจังหวะคึกคักม่วนซื่นและอ่อนช้อยชวนให้คุณอยากกรีดนิ้วขึ้นฟ้อนหรือโยกตามเสียงดนตรี คุณอาจจะนึกไปว่าที่คุณได้ยินนั้นคือเสียงดนตรีจากวงหมอลำพื้นบ้านจากภาคอีสานดีๆ สักวงหนึ่ง แต่ในโลกไร้พรมแดนในปัจจุบันนี้เสียงดนตรีออนซอนที่คุณได้ยินอาจจะบรรเลงโดยนักดนตรียอดฝีมือที่มาจากลุ่มแม่น้ำ Rio grande แทนที่จะมาจากลุ่มแม่น้ำมูลก็เป็นได้

ในยุคที่ดนตรีแนว psychedelic rock กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง มีวงดนตรี 3 ชิ้นวงหนึ่งจากเท็กซัสที่สร้างเสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก นั่นคือ Khruangbin (อ่านว่า “เครื่องบิน” แปลว่า “เครื่องบิน” ในภาษาไทย)

จุดเริ่มต้นจาก Houston
Khruangbin ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดยสมาชิก 3 คน ได้แก่ Laura Lee (เบส), Mark Speer (กีตาร์) และ Donald “DJ” Johnson Jr. (กลอง) วงนี้เกิดขึ้นจากการที่ Donald และ Mark เป็นเพื่อนกันมานาน รวมทั้งเคยเล่นดนตรีในโบสถ์มาด้วยกัน และอยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่ก็ได้มีโอกาสได้ไปฟังคอนเสิร์ตของ Afghan musician และก็ได้พบกับสาวสวยสุดเก๋อย่าง Laura ซึ่งที่งานคอนเสิร์ตนี้เองที่ทำให้พวกเขาค้นพบว่าต่างมีความสนใจและรสนิยมทางดนตรีที่สอดคล้องกัน ซึ่งจุดนี้เองก็เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากสร้างดนตรีที่ผสมผสานวัฒนธรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน ส่วนที่มาของชื่อวงแปลกหูก็มาจากมือเบสสุดสวยและมันสมองของวงอย่าง Laura Lee ที่มีความสนใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเธอก็ชอบคำว่าเครื่องบินเอามากๆ จนเอาคำๆ นี้มาแนะนำแกมบังคับให้ Mark กับ Donald เอามาใช้เป็นชื่อวงนั่นเอง

เสียงดนตรีที่ไม่เหมือนใคร 
สิ่งที่ทำให้ Khruangbin โดดเด่นคือการนำเอาดนตรีจากหลากหลายวัฒนธรรมมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็น:
• Thai funk  (หรือหมอลำ)จากยุค 70s-80s 
• Middle Eastern psychedelia 
• Korean pop แนว vintage
• West African rhythms
• Spanish guitar melodies
ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงดนตรีแนวผสมผสานที่มีเอกลักษณ์อย่างสูงฟังแล้วรู้สึกเหมือนได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกันและเพลงส่วนใหญ่ของ kruangbin ก็เป็นเพลงบรรเลงทำให้สมาชิกแต่ละคนได้ "ปล่อยของ" ฝีมือดนตรีของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่

อัลบั้มที่ควรฟัง
“The Universe Smiles Upon You” (2015) - อัลบั้มแรกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมอลำและ psychedelia
“Con Todo El Mundo” (2018) - ใช้แนวดนตรีสเปนและเม็กซิกัน ด้วยการนำเสนอที่หลากหลายยิ่งขึ้น
“Mordechai” (2020) - อัลบั้มล่าสุดที่มีการใส่เสียงร้องมากขึ้น พร้อมกับการทดลองเสียงใหม่ๆ

สไตล์การแสดงที่น่าดึงดูด
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Khruangbin เป็นที่จดจำคือ fashion sense อันเป็นเอกลักษณ์ Laura Lee มักจะใส่วิกผมยาวสีต่างๆ พร้อมกับเสื้อผ้าสไตล์ vintage ในขณะที่ Mark Speer จะสวม cowboy hat และเสื้อผ้าสไตล์เท็กซัส การแสดงสดของพวกเขายังเต็มไปด้วยแสงสีและบรรยากาศที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในภาพยนตร์แนว retro ย้อนยุคอย่างไรอย่างนั้น

ทำไมต้องฟัง Khruangbin?
หากคุณกำลังมองหาดนตรีที่:
• ผ่อนคลายแต่ไม่น่าเบื่อ
• มีเอกลักษณ์และไม่เหมือนใคร
• เหมาะกับการฟังขณะทำงาน อ่านหนังสือ หรือนั่งสมาธิ
• ขยายขอบเขตการฟังดนตรีของคุณ

Khruangbin คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ดนตรีของพวกเขาเป็นเหมือนการเดินทางข้ามวัฒนธรรม ข้ามเวลา และข้ามขอบเขตของแนวดนตรี ในโลกที่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง เสียงดนตรีของ Khruangbin คือพื้นที่แห่งความสงบที่จะพาคุณไปยังที่ที่จิตวิญญาณของผู้ฟังที่โหยหาดนตรีแปลกใหม่ต้องการอย่างแท้จริง

ความสำเร็จของ kruangbin ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนหากแต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และชั่วโมงบินมาเนิ่นนานนับสิบปี โดยสมาชิกทุกคนในวงต่างก็มีความมุ่งมั่นที่จะเล่นดนตรีในแนวทางที่ตัวเองเชื่อมั่น จนค่อยๆมีแฟนประจำและผู้คนที่ชื่นชอบผลงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถฝากชื่อไว้ในเวทีระดับโลกอย่าง Grammy Awards ได้ในที่สุด และนับจากวินาทีนั้นเป็นต้นมา kruangbin ก็ได้สกาปนาตัวเองขึ้นไปอยู่ในฐานะวงดนตรีระดับโลกได้อย่างแท้จริง 

หากคุณไม่เคยฟังเพลงของKruangbin มาก่อน ใดๆDigest อยากให้คุณลองเริ่มต้นด้วยเพลง “Time (You and I)” หรือ “People Everywhere (Still Alive)” แล้วคุณจะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไม Khruangbin ถึงได้รับความรักจากแฟนเพลงทั่วโลกในปัจจุบัน

‘ณวัฒน์’ โพสต์แสดงความเสียใจสำหรับประเทศไทย หลังเวียดนามไฟเขียว ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์’ 7 หมื่นล้าน

(21 ส.ค. 68) จากกรณีเวียดนามไฟเขียวเมกะโปรเจกต์ 'เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์' มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น จังหวัดกว๋างนิญ โดยมอบสิทธิพัฒนาให้บริษัท Van Don Sun Joint Stock Company ในเครือ Sun Group โดยโครงการนี้ถือเป็นกาสิโนแห่งแรกของเวียดนามที่อนุญาตให้พลเมืองเวียดนามเข้าเล่นได้ ภายใต้เงื่อนไขควบคุมเข้มงวดตามกฎหมาย

พื้นที่โครงการครอบคลุมกว่า 244.45 เฮกตาร์ หรือราว 1,527 ไร่ ถูกออกแบบเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวครบวงจร ประกอบด้วยกาสิโนระดับไฮเอนด์ โรงแรมหรู รีสอร์ท คอนโดเทลและทาวน์เฮาส์เชิงพาณิชย์ ศูนย์การค้า รวมถึงบริการสุขภาพและสถานบันเทิง เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการสูงสุด 70 ปี และวางกรอบก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 9 ปี

สำหรับชาวเวียดนามที่ต้องการเข้าเล่นกาสิโน กระทรวงการคลังกำหนดให้ซื้อตั๋วราคา 2.5 ล้านดอง (ประมาณ 3,095 บาท) ต่อ 24 ชั่วโมง หรือเลือกซื้อบัตรผ่านรายเดือนในราคา 50 ล้านดอง (ราว 61,913 บาท) เพื่อควบคุมการเข้าถึงและลดผลกระทบทางสังคม

สื่อท้องถิ่นมองว่า โครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับเวียดนามสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับนานาชาติ 

ขณะที่ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เสียใจด้วยสำหรับไทยเวียดนามอนุมัติเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้าน”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top