Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

‘บีโอไอ’ ชู!! จุดแข็งไทย พร้อมรับมือโลกการค้ายุคใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศ!! อัตราภาษีนำเข้าจากไทย 19%

(2 ส.ค. 68) บีโอไอ แจงนักลงทุนไทย-ต่างชาติพร้อมเดินหน้าลงทุน หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทย ร้อยละ 19 ย้ำ!! ไทยยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค ชูจุดแข็งไทย 5 ด้าน พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนภายใต้โลกการค้ายุคใหม่มุ่งสร้างซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากที่ทีมไทยแลนด์ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถเจรจากับสหรัฐอเมริกาจนมีการประกาศอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากไทยร้อยละ 19 ลดลงจากอัตราก่อนหน้าที่ร้อยละ 36 ถือเป็นข่าวดีที่ส่งผลบวกต่อการลงทุน เพราะเป็นอัตราภาษีที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นและพร้อมเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าไทยสามารถตอบโจทย์การลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และมีศักยภาพในการสร้างซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  

ที่ผ่านมา ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบนิเวศ ลดอุปสรรค และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการประกอบธุรกิจ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอเร่งให้การส่งเสริม 5 สาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็ง 5 ด้านสำคัญที่พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่

1. โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติ ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรและมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการจัดตั้ง Hyperscale Data Center จากนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก เช่น AWS, Google รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก
ที่พร้อมสำหรับนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ทั้งด้านที่พักอาศัย โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาลมาตรฐานสูง 

2. ซัพพลายเชนที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนใหญ่รวมตัวเป็นคลัสเตอร์อยู่บริเวณภาคตะวันออก ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 

3. บุคลากรทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานฝีมือ โดยบีโอไอร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และหลักสูตรเฉพาะด้าน เช่น เซมิคอนดักเตอร์, AI, IoT, ระบบอัตโนมัติ และโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายสร้างแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวน 280,000 คน ภายใน 5 ปี (2567 – 2571) ในสาขาที่ไม่สามารถพัฒนาได้ทัน บีโอไอมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสาขาดังกล่าวสามารถเข้ามาทำงานได้ ทั้งการอนุญาตภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน, Smart VISA, LTR VISA และศูนย์ One Stop Service 
ที่บีโอไอทำงานร่วมกับ ตม. และกรมการจัดหางาน 

4. มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ จากบีโอไอและกระทรวงการคลัง การพัฒนากลไกจัดหาพลังงานสะอาด หรือมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมรถยนต์ EV, เซมิคอนดักเตอร์, แบตเตอรี่, อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการเชื่อมโยงซัพพลายเชนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) 

5. โอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก  ไทยมีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาค โดยอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 

นอกจากนี้ ไทยมีความตกลงการค้าระหว่างประเทศ (FTA) ที่ลงนามแล้ว 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ อีกทั้งยังมีอีกหลายฉบับที่อยู่ระหว่างเจรจา เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และเกาหลี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ 

“อัตราภาษีร้อยละ 19 จากสหรัฐฯ ถือเป็นอัตราที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ และส่งผลบวกต่อการลงทุน สถานการณ์ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดีของประเทศไทย ความพร้อมของซัพพลายเชน บุคลากรที่มีคุณภาพ บวกกับมาตรการสนับสนุนของบีโอไอและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เชื่อมั่นว่าจะทำให้ไทยยังคงเป็นฐานการลงทุนที่โดดเด่นของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับ คนไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ลุงตู่’ วางเกม!! ‘กัมพูชา’ รักษาความสงบให้ประเทศไทย มาได้หลายปี ชี้!! ‘ฮุนเซน’ เกรงใจ เพราะไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว จึงไม่กล้าทำตัวป่วน

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Grab WR’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ลุงตู่’ และ ‘ฮุนเซน’ โดยมีใจความว่า ...

บางคนพยายามบิดเบือน ความสงบในยุคของลุงตู่ ด้วยแค่ส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์

“ปัญหามีแต่ไม่ต้องไปแตะ” 
->เพราะไม่อยากให้ลุกลามจนต้องรบกันอย่างวันนี้ เกิดความสูญเสียชีวิตของประชาชนและทหาร มันคุ้มกันไหม

“ชายแดนน่ะมันแก้ไม่ได้หรอก มันก็อยู่กันไปแบบนี้” 
->ต่างฝ่ายใช้บรรทัดฐานคนละอัน 1:2 แสน กับ 1:5 หมื่น ไม่มีใครยอมใคร ก็ต้องยืนยันว่าเราไม่ยอมรับเพื่อรักษาสถานะ จนกว่าจะมีทางแก้ไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน 

“ตรงไหนพัฒนาร่วมกันได้ก็ทำ” 
-> แทนที่จะมองเป็นศัตรูไปทุกอย่าง ประชาชนกับประชาชนไม่ได้ขัดแย้งกัน ควรสร้างความร่วมมือกัน เราช่วยเหลือเขาได้ตรงไหนก็ควรทำ ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

“ไอ้ที่เขาละเมิด MOU 100 กว่าครั้ง เราก็ใช้ไม้นวมมาตลอด” 
-> ย้อนกลับไปข้อ 1 ว่าทางที่ดีที่สุด คือไม่เกิดการปะทะ ก็จะไม่เกิดการสูญเสียชีวิต ประชาชนไม่เดือดร้อน ถ้ามากเกินเส้นไปก็ส่งสัญญาณบอกน้อยๆหน่อย เราจับตาอยู่ และการที่เขายอมเรามาตลอด ไม่เล่นใหญ่เหมือนครั้งนี้ ก็แสดงว่ามีความเกรงใจ/เกรงกลัว ว่าเราจะเอาจริงเหมือนกัน 

ถ้าใช้ไม้นวมได้ผล จะใช้ไม้แข็งเพื่อ??

ต้องรู้ว่าฮุนเซนพร้อมจะไม่เล่นตามเกมอยู่แล้ว ไปไล่ให้หมาจนตรอก มันอาจจะบ้ากัดแหลก ไม่คุ้มเสียเปล่าๆ 

ซึ่งลุงตู่ รู้ sundance ฮุนเซน ดีว่าเป็นคนที่ไม่เห็นหัวประชาชนตัวเองอยู่แล้ว ยินดีที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียทหารและประชาชนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เหมือนที่พิสูจน์ว่าจริงจากตอนนี้ ขนาดศพทหารตัวเองยังปล่อยให้เน่าอนาถอยู่อย่างนั้น ดังนั้นการเข้าปะทะตรงๆมีแต่จะเสียเปรียบ แต่ทำยังไงที่จะอยู่ร่วมกันไปได้โดยที่ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์ ไม่เกิดความเสี่ยงต่อประชาชน ถ้าบีบฮุนเซนมากเกินไป ก็ต้องร้อนตัวเดินเกมสกปรก เรื่องประเทศเขาประชาชนต้องไปจัดการเอง แต่อย่ามาทำให้ไทยเดือดร้อน 

ดังนั้นฮุนเซนจึงเกรงใจลุงตู่ และไม่กล้าทำตัวปั่นป่วนมาก และไม่มีความเกี่ยวข้องทางผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนบางตระกูล 
สรุปคือ ความขัดแย้งครั้งนี้ ที่ทำให้มีประชาชนเสียชีวิต รวมถึงเด็ก ประเทศชาติถูกโจมตี มาจากความขัดแย้งส่วนตัวของสองตระกูล ในการหักหลังกันเอง

อย่ามาโทษลุงตู่ว่าซุกปัญหา เพราะคนก่อปัญหาคือตระกูลชั่วที่เอาประเทศชาติเป็นตัวประกัน แต่ลุงตู่เป็นคน "ประคับประคองสถานการณ์" ให้ประเทศไม่ต้องพบกับความเสี่ยงจากอันธพาล มาได้นับสิบปี!!

ผอ.โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ยื่นมือช่วย ‘น้องปิ่นมุก’ ลูกสาวทหารกล้าที่สละชีพ เผย!! หากน้องอยากเป็นพยาบาล พร้อมรับทันที เชื่อ!! มี DNA ที่จิตใจดี เสียสละ

(3 ส.ค. 68) ผอ.โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ยื่นมือช่วย ‘น้องปิ่นมุก’ ลูกสาวทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติ หากน้องอยากเป็นพยาบาล ทางรามาธิบดีพร้อมรับเข้าเรียนในโควตาพิเศษโดยไม่ต้องสอบ เพราะเชื่อว่าน้องมี DNA ที่เสียสละ จิตใจดี และจะเติบโตเป็นพยาบาลที่ดีได้อย่างแน่นอน

เรื่องราวสุดประทับใจนี้ถูกเผยแพร่โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้โพสต์ข้อความถึง น้องปิ่นมุก หรือ ด.ญ.จุฑามาศ อายุ 13 ปี ลูกสาวของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย ทหารกล้าผู้สละชีพเพื่อชาติ โดยระบุว่า …

"เห็นลูกสาวของทหารผู้เสียชีวิตร่ำไห้เสียใจ แต่หนูเข้มแข็งมาก อยากฝากไปบอกว่า ถ้าอยากเป็นพยาบาล...แห่งอนาคต ครูและอาจารย์ทุกคนของโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยินดีรับหนูเข้าเรียนโดยโควตาพิเศษ ไม่ต้องสอบ เพราะเราเชื่อว่าหนูต้องมี DNA ที่เสียสละ จิตใจดี จากคุณพ่อ และต้องเป็นพยาบาลที่ดีแน่นอน ใครรู้จักน้องเค้าฝากบอกด้วยนะคะ"

โพสต์นี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้คนในโซเชียลมีเดียถึงความมีน้ำใจและความเมตตาที่มอบโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องปิ่นมุก เพื่อสานต่อความฝันในอนาคต

‘จิรายุ’ โต้เดือด!! หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ยัน!! ไม่มีใครสั่งทหารห้ามปะทะ ‘กัมพูชา’

(3 ส.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. กล่าวถึงกรณี พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ อ้างข่าวว่า มีตัวแทนของรัฐบาลโทรศัพท์ไปสั่งการไม่ให้เกิดการปะทะตามแนวชายแดนเมื่อวันที่ 24 กรกฏาคมที่ผ่านมาว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกรณีดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ที่ตัดสินใจในการบริหารสถานการณ์พื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด ยืนยันไม่มีการกระทำตามที่บุคคลดังกล่าวได้กล่าวอ้าง และไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องไปสั่งการ ตั้งแต่เกิดกรณีไทย-กัมพูชา ในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งฝ่ายความมั่นคง รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ทั้งกองทัพ ทำงานเป็นทีมไทยแลนด์อย่างมีเอกภาพ ในการปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทยอยู่แล้ว

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า บุคคลคนนี้ลงมาเล่นการเมืองเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง คำพูดทุกคำย่อมต้องมีความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของประเทศ แม้จะเคยเป็นทหาร แต่ปัจจุบันผันตัวเองมาทำงานการเมือง การจะพูดอะไรควรเป็นความสัตย์จริงเยี่ยงชายชาติทหาร ไม่น่าจะทำตัวเป็นนักการเมืองรุ่นเก่า ที่เน้นแต่วาทกรรม สร้างประเด็นการเมืองจนไม่สนใจ เสถียรภาพ และความมั่นคงของชาติใช่หรือไม่ จะหาซีนเปิดตัวพรรคการเมืองก็ไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า คำพูดของหัวหน้าพรรคการเมืองคนนี้ ยังมีการขยายผลบิดเบือนให้เกิดความเสียหาย โดยนำคำให้สัมภาษณ์ของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งพูดไว้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 68 หรือเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรื่องการระวังสถานการณ์ไม่ให้มีความรุนแรง มาปั่นให้เข้าใจว่าเป็นไส้ศึกในเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีการปะทะ ซึ่งไม่เกี่ยวกัน เป็นคนละเวลาคนละสถานการณ์ ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นช่วงเปราะบางของสังคมไทย ประชาชนต้องรักสามัคคี อย่าปล่อยให้เกมการเมืองประเทศเพื่อนบ้านที่ก่ออาชญากรรมสงครามด้วยการโจมตีฐานที่มั่นและพลเรือนของไทย มีอิทธิพลเหนือเราได้ ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้ใครก็ตามพูดอะไรเอามัน สะใจไปเรื่อยโดยไม่มีข้อเท็จจริง รังแต่จะสร้างความสับสนและความขัดแย้งในสังคม และยิ่งจะเป็นการเข้าทางฝ่ายตรงข้ามในเวทีระดับโลกอีกด้วย

‘จตุพร’ เดือด!! นัดชุมนุมใหญ่ ไล่รัฐบาล เคลื่อนมวลชน!! ประชิดทำเนียบ

(3 ส.ค. 68) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เราได้สำแดงพลังของประชาชนอย่างมืดฟ้ามัวดิน แต่วันนี้อาจจะแตกต่างไปบ้าง คืนนี้เป็นคืนแห่งความเศร้าสลด เพราะเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เราประกาศว่าแผ่นดินรัชกาลที่ 10 จะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แม้บัดนี้เราจะมีนายกรักษาการ เป็นประเทศที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสมียนประเทศประกาศว่าสงครามไม่มีทางจะรบกัน แต่กองทัพและประชาชนไม่เคยเชื่อ ในยุทธภูมิทั้ง 11 ที่ ทหารไทยได้สู้และพลีชีพพร้อมกับประชาชน เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจไปเจรจา ปรากฏว่าทั้งอเมริกาและจีน ก็มา ซึ่งเราจะทักท้วงตั้งแต่ต้นว่าอย่าให้ประเทศที่ 3 เข้ามายุ่ง แต่นายภมูิธรรมและพวกไม่รับฟัง ไปเจรจาที่ประเทศมาเลเซีย

นายจตุพร กล่าวว่า ตนพูดเสมอว่ากัมพูชารู้เห็นกับมาเลเซียและอเมริกา แต่เราเป็นคนไทย ได้คนหน้าโง่กระจอกงอกง่อย ก็ยังไปเล่นกับเขา ซึ่งมีการตกลงเจรจากัน 3 ข้อ ข้อแรกเป็นข้อที่เสียหายมากที่สุด มีการต่อรองเจรจาหยุดยิง ยกเลิกบอกว่าจะหยุดยิงตอน 18.00 น. แต่กัมพูชาไม่ยอม จะหยุดยิงตอน 24.00 น. นายภูมิธรรมก็ตกลงโดยไม่ได้ถามทหารก่อนว่าทั้ง 11 ยุทธภูมิ ที่ไหนมีความสุ่มเสี่ยง ซึ่งท้ายที่สุด ด้วยเวลาที่ไม่เพียงพอ และความเจ้าเล่ห์ของกัมพูชา เขาก็ได้ยึดปราสาทตาควาย

ดังนั้น ตนขอเรียนกับประชาชนว่า หากนายภูมิธรรมไม่ไปเจรจาเช่นนั้น ประเทศไทยจะไม่มีประวัติที่มัวหมอง ว่าเสียแผ่นดินในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสิ่งที่เราให้อภัยไม่ได้ หากไม่แน่ใจในเงื่อนไขว่ากัมพูชาจะหยุดจริงหรือไม่ ก็ควรจะเลื่อนออกไป และควรจะถามผู้บัญชาการเหล่าทัพว่าเรียบร้อยแล้วหรือไม่

“ไอ้นี่ไปหยุดยิง แล้วไปเสียเปรียบเสียโง่กัมพูชา คุณไม่มีสภาพที่จะเป็นคนไทยได้อีกต่อไป” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า เวลาประเทศไทยเสียเปรียบเขา ก็จะอ้างมนุษยธรรม อ้างว่าเราเป็นสุภาพบุรุษบ้าง ซึ่งกัมพูชาก็ละเมิดหลังเจรจา เป็นเวลากว่า 2 วัน หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตาม ก็ฉีกสัญญาหยุดยิงเสีย และไปยึดปราสาทตาควายกลับคืนมา ทั้งนี้ ตนมองว่าการเสียดินแดนมีอยู่ 2 กรณี ถ้าไม่ทรยศก็โง่มาตั้งแต่ชาติที่แล้ว แม้วันนี้จะพยายามอธิบาย บอกว่าคนภายในต้องสามัคคีกันก่อน ตนมองว่าสามัคคีอย่างเดียวคือต้องไล่พวกนี้ออกจากรัฐบาล เกิดมาตนไม่เคยเห็นรัฐบาลที่เลวทราม ชั่วช้าได้ขนาดนี้มาก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าเรามีผู้นำหรือมีรัฐบาลที่เอาชาติเอาเมือง ใครจะโง่ไปเจรจาหยุดยิง ทั้งที่รู้ว่ามีหนึ่งยุทธภูมิที่ยังเสียเปรียบ แต่การหยุดยิงวันนั้น คือการทำลายหัวใจของคนในชาติ ยากที่จะให้อภัยนายภูมิธรรม นอกจากนี้ ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ แล้วเราจะปล่อยให้รัฐบาลนี้สร้างความเสียหายต่อไปได้อย่างไร

นายจตุพร กล่าวว่า เราไม่รู้ว่า คดีของ น.ส.แพทองธาร ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะขยายเวลาให้อีกถึงเมื่อไหร่ แต่รู้ว่ายิ่งนานเท่าไหร่ ประเทศที่ฉิบหายมากเท่านั้น

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าคนไทยไม่ลุกขึ้นมา นักรบที่อยู่แนวหน้าต้องได้รับกำลังใจและกำลังหมุนจากแนวหลัง ซึ่งวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คนแนวหลังไม่เคยลืมคนแนวหน้า พร้อมจะส่งกำลังใจให้ตลอดไป และตนขอขอบคุณในความเสียสละ และทุกชีวิตที่ได้พลีชีพเพื่อรักษาบ้านเมือง วันนี้ภารกิจของเราคือการสำแดงพลัง

นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่เราคาดไม่ถึง คือตอนที่เรายังไม่กลับบ้าน ก็มีการออกแถลงการณ์ให้ประชาชนออกจากพื้นที่ชุมนุม ซึ่งตนสงสัยว่า พวกนี้คงได้คะแนนมากจนเกินเกินไป ไม่รู้จะหาวิธีลดคะแนนอย่างไร จึงต้องออกมากวนประชาชนในสิ่งที่ไม่ควร เพราะคุณต้องเคารพประชาชน ตั้งแต่ฝ้ายค้านห้ามเรื่องการจัดซื้ออาวุธ ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ เราในฐานะประชาชน แม้บางคนจะอยู่ในฐานะยากลำบาก แต่จะลำบากกว่านี้หากเราสิ้นชาติ

นายจตุพร ตั้งแต่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มาเรื่องจำนำข้าว จนถึงชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่มาจากเรื่องของคนสองตระกูล สุดท้ายประชาชนตาย แต่ประเทศไทยเสียดินแดน แล้วอยากจะอยู่บริหารประเทศต่อ

“ตั้งแต่เขากลับมา มันมีอะไรดีกับชาติบ้านเมือง เขาไม่มา เราจะมีปัญหากับกัมพูชาหรือ” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า ทั้งที่เขาดีกันมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นความหายนะของชาติ เรื่องบ่อนยอมถอย แต่เรื่องผลประโยชน์ชายแดน ถ้าประชาชนไม่แข็งแรง เราสู้พวกนี้ไม่ได้ ดังนั้นเราต้องสำแดงพลังครั้งใหญ่ ซึ่งในครั้งหน้าเราจะเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จะไม่อยู่กับที่ เราจะเดินไปที่หมายที่เราจะขับไล่ ครั้งหน้าคือการขับไล่รัฐบาล เจอกันอนุสาวรีย์ฯ เดินไปทำเนียบรัฐบาล เพราะถ้าไม่ลุกขึ้นสู้ เราก็จะอยู่ในสภาพแบบนี้ ทั้งนี้ การนัดหมายครั้งต่อไปนั้น ตอนแรกตั้งใจว่าจะเป็นช่วงกลางเดือนสิงหาคม แต่สงครามมาก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า สงครามยังไม่ยุติ เรื่องการเสียประสาทตาควายก็จะไม่ยุติ แม้วันนี้กัมพูชาจะชุมนุมเรียกร้องสันติภาพ เพราะได้ปราสาทตาควายแล้วนี่ ต้องมีความเสมอซึ่งสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความเสมอภาค ตราบใดที่คุณปล้นแผ่นดินเราไป แล้วมาบอกว่าขอสันติภาพ ก็จะมีแต่ส้นตีน และหากนายภูมิธรรมไม่ฉีกข้อตกลง ก็ต้องออกไป แต่ถ้าไม่ออก เราก็จะไปไล่ให้ออกไป

จากนั้น ในช่วงท้ายของการปราศรัย นายจตุพรได้อ่านกลอนเพื่อให้กำลังใจแก่ทหารแนวหน้า ในการปฎิบัติหน้าที่ต่อไป ก่อนจะ นำมวลชนทำกิจกรรมร้องเพลงบ้านเกิดเมืองนอน และเพลงสรรเสริญพระบารมี และปิดเวทีปราศรัย

เราจะซื้อจากใครก็เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคุณ เศรษฐกิจของอินเดีย จะไม่ถูกสั่งการจากทำเนียบขาว น้ำมันรัสเซีย จะยังไหลเข้าสู่อินเดียต่อไป

(3 ส.ค. 68) อินเดียส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังวอชิงตันด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนหมากรุกเชิงภูมิรัฐศาสตร์ว่า “เราจะซื้อจากใครก็เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคุณ” เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย เอส. ไจศานการ์ (S. Jaishankar) ประกาศกร้าวกลางเวทีการประชุมว่าด้วยพลังงานโลกที่มุมไบว่า “เศรษฐกิจของอินเดียจะไม่ถูกสั่งการจากทำเนียบขาว” และ “น้ำมันรัสเซียจะยังไหลเข้าสู่อินเดียต่อไป”

ถ้อยแถลงนี้ไม่ใช่แค่การตอบโต้การคุกคามเชิงพาณิชย์จากสหรัฐฯ ซึ่งขู่จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียในอัตราที่ “โหดร้ายเกินความเป็นพันธมิตร” แต่ยังเป็นการตีแสกหน้าแนวคิดแบบอเมริกันเซ็นทริกที่มองโลกเป็นสนามหลังบ้านตัวเอง พลังงานคืออธิปไตย

ในปี 2025 อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมากถึง 35% ของความต้องการพลังงานในประเทศ ถือเป็นพลังชีวิตที่ป้อนกลไกการผลิต การขนส่ง และชีวิตประจำวันของประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ไจศานการ์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากย้ำว่า “อินเดียซื้อในราคาที่เป็นธรรมจากพันธมิตรที่ไม่ตั้งเงื่อนไข และเราจะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจของเรากลายเป็นตัวประกันของเกมการเมือง”

แน่นอนว่านี่เป็นคำประกาศสงครามเชิงหลักการ – ไม่ใช่ด้วยอาวุธ แต่ด้วยนโยบายต่างประเทศที่ยึดหลัก “อินเดียต้องมาก่อน” (India First) ไม่ใช่ “อเมริกาบอกมาก่อน”

สหรัฐฯ เล่นบทเจ้าโลก อินเดียไม่ร่วมวง

สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีที่มุ่งเน้นกดดันให้พันธมิตรยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย อ้างเหตุผลด้านศีลธรรมจากสงครามยูเครน แต่กลับขายอาวุธให้ทั่วโลกไม่เลือกหน้า และยังเป็นผู้นำในการโฆษณาชวนเชื่อผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของตน

สำหรับอินเดียที่มีประวัติศาสตร์อาณานิคมยาวนานและพยายามดิ้นรนสร้างตัวหลังจากการปลดปล่อยจากจักรวรรดิอังกฤษ ความพยายามของสหรัฐฯ ในการกำกับนโยบายภายในของประเทศผู้อื่นจึงเหมือน “ซ้ำแผลเดิม”

“เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ เพื่อจะมายื่นมือขออนุญาตซื้อน้ำมันจากอเมริกา” นักวิจารณ์ด้านนโยบายต่างประเทศของอินเดียรายหนึ่งกล่าวประชด
ประชาธิปไตยแบบเลือกข้าง กับยุทธศาสตร์แบบพหุขั้ว

อินเดียเป็นหนึ่งในสมาชิกของ BRICS+ และผู้ผลักดันแนวคิดระเบียบโลกแบบพหุขั้ว (multipolar world order) ซึ่งส่งสัญญาณชัดว่า โลกไม่ได้มีแค่วอชิงตันเป็นศูนย์กลาง และมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่ครอบงำกัน

สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษี 100% หรือแม้แต่ 500% กับประเทศที่ยังทำธุรกิจกับรัสเซีย แต่สำหรับอินเดีย มันไม่ใช่ตัวเลขที่ทำให้ต้องสั่นสะเทือน “เราไม่ซื้อพลังงานด้วยอุดมการณ์ เราซื้อด้วยราคาที่เหมาะสมและเสถียรภาพระยะยาว” เป็นคำตอบที่ฟังดูเศรษฐศาสตร์ แต่แทงลึกถึงรากของการเมืองโลก
อินเดียแบบนี้คือ “อินเดียใหม่”

“อินเดียใหม่” ที่ไจศานการ์หมายถึงในแถลงการณ์ กำลังสร้างสถาปัตยกรรมทางนโยบายของตนเอง ไม่ใช่แค่ผลิตวัคซีนส่งออก หรือส่งดาวเทียมราคาประหยัดขึ้นอวกาศเท่านั้น แต่ยังปักหมุดตนเองในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ทั้งในโลกเศรษฐกิจ พลังงาน และการทูต
นี่คืออินเดียที่เคยเดินเคียงข้างโซเวียตยุคสงครามเย็น ต่อมาเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และยุโรปเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังยืนยันว่าตนเองจะไม่ยอมกลายเป็น “ดาวบริวาร” ในระบบสุริยะของชาติมหาอำนาจใดชาติหนึ่ง

คำถามจากโลก: ใครจะเดินตาม??

ถ้าอินเดียทำได้ ชาติอื่นๆ ในโลกกำลังพิจารณาเช่นกันว่า “หากไม่ใช่รัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ แล้วเราจะกล้าเลือกข้างตนเองหรือไม่?” โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “การไม่เลือกข้างอาจกลายเป็นการเลือกข้างใหม่”

อินเดียไม่ได้บอกให้ใครเลียนแบบ แต่กำลังสอนผ่านการกระทำว่า “ความเป็นเอกราชไม่ได้จบลงที่การมีรัฐธรรมนูญ แต่เริ่มต้นเมื่อเรากล้าพูดว่า ไม่”
และในวันที่โลกถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อินเดียคือเสียงที่ดังขึ้นกลางสนาม ที่ไม่ยอมให้ใครมากดรีโมทควบคุมจากอีกซีกโลกอีกต่อไป

เด็กไทย สร้างผลงานปัง!! จากโบลิเวีย คว้า!! 1 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง

(3 ส.ค. 68) ผลงานปังๆจากโบลิเวียแดนไกล ส่งท้ายปี 68 ผู้แทนไทยคว้า 1 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง จากการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิก ครั้งที่ 37 ระหว่างวันที่ 27 ก.ค.-3 ส.ค. 2568 ณ กรุงซูเคร รัฐพหุชนชาติแห่งโบลิเวีย ผลงานของคณะผู้แทนประเทศไทยมีดังนี้

1.นายชร วาณิชยชลกิจ
รางวัลเหรียญเงิน
โรงเรียนระยองวิทยาคม

2.นายอารยะ ล้วนเส้ง
รางวัลเหรียญทองแดง
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

3.นายธาวิน เต็งอำนวย
รางวัลเหรียญทองแดง
โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

4.นายปภังกร อภิญญานนท์
รางวัลเหรียญทองแดง
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

คณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย

1.ผศ.ดร.พิชญะ สิทธีอมร 
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หัวหน้าทีม

2.ผศ.ดร.วัชรพัฐ เมตตานันท
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
รองหัวหน้าทีม

3.ดร.ศรัณย์ ไพศาลศรีสมสุข
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผู้ช่วยหัวหน้าทีม

4.อ.เลาขวัญ งามประสิทธิ์
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
ผู้ช่วยหัวหน้าทีม (ผู้แทนจากมูลนิธิสอวน.)

5.นายเศรษฐา ปิณฑานนท์
สสวท.
ผู้จัดการทีม

การเดินทางกลับจากโบลิเวียครั้งนี้ ข้ามน้ำข้ามทะเล 3 วัน 3 คืน ขอเชิญมาร่วมต้อนรับและแสดงความยินดี แก่คณะผู้แทนประเทศไทย ในวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 07.30 น. 
บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เราขอเรียกร้องให้สหภาพยุโรป หยุดการวิจารณ์โดยไร้เหตุผล และหยุดแทรกแซงกิจการของมาเก๊า และกิจการภายในของจีนโดยทันที

(3 ส.ค. 68) กรณีที่สำนักงานปฏิบัติการภายนอกของสหภาพยุโรป (EU) แสดงความเห็นที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของเขตบริหารพิเศษมาเก๊า รวมถึงการโจมตีหลักนิติธรรมของมาเก๊าและการแทรกแซงกิจการภายในของมาเก๊าและจีนอย่างหยาบคาย โฆษกสำนักงานกระทรวงการต่างประเทศประจำเขตมาเก๊าได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงและคัดค้านอย่างหนักแน่น

นับตั้งแต่มาเก๊ากลับคืนสู่มาตุภูมิ ระบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง อธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของชาติล้วนได้รับการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบประชาธิปไตยได้รับการพัฒนา ประชาชนมาเก๊ามีสิทธิเสรีภาพมากกว่าทุกยุคทุกสมัยในประวัติศาสตร์

การรักษาความมั่นคงแห่งชาติถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานและสำคัญที่สุดของการดำรงอยู่และพัฒนาของประเทศ รัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊าดำเนินการลงโทษผู้ที่สมคบคิดกับกองกำลังศัตรูจากต่างประเทศและกระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ตามกฎหมายความมั่นคง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสากล เป็นสิ่งที่มีหลักฐานทางกฎหมาย มีเหตุผล และไม่อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือแทรกแซงได้

สำนักงานกระทรวงการต่างประเทศประจำเขตมาเก๊าขอยืนยันการสนับสนุนอย่างแน่วแน่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊า และสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจมาเก๊าต่อผู้ที่ต่อต้านจีนและสร้างความวุ่นวายในมาเก๊า

เราขอเรียกร้องให้สหภาพยุโรปหยุดการวิจารณ์โดยไร้เหตุผลและหยุดแทรกแซงกิจการของมาเก๊าและกิจการภายในของจีนโดยทันที!!

รัฐจีนจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

รมว.กลาโหมจีน ออกคำเตือนโดยตรงถึง พันธมิตรของสหรัฐฯ
หากอำนาจอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวันถูกท้าทาย 
ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะถือเป็นเป้าหมายโดยชอบธรรม
รัฐจีนจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ

‘เอกนัฏ’ สั่งปิด!! ‘ซีโน่ไทย’ ใช้ขยะพลาสติกจากบ่อขยะทำเม็ดพลาสติก ส่งขายบริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

(3 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบ โรงงานซีโนไทย มารีน โปรตักส์ จำกัด เลขที่ 277/4  ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร ภายหลังได้รับรายงานจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการ

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า โรงงานซีโนไทย มารีนฯ ประกอบกิจการทำเม็ดพลาสติกจากเศษพลาสติกเก่าที่ใช้แล้ว และบดย่อยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้วและเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบตามข้อร้องเรียนพบว่า ขณะเข้าตรวจสอบพบว่ามีการดำเนินเครื่องจักรในการประกอบกิจการ โดยมีนายเฉิน จุ้นสง สัญชาติจีน ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไทยกว่า 20 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของสถานที่และเป็นผู้ประกอบกิจการ โดยในพื้นที่ดังกล่าวมีโกดังที่อยู่ในรั้วเดียวกันทั้งสิ้น จำนวน 7  โกดัง มีลักษณะการประกอบกิจการโรงงาน 2 ประเภท ประกอบด้วย 1.โรงงานที่ประกอบกิจการ บด ย่อย ยางเก่า 2.โรงงานประกอบกิจการ บด ย่อย ล้าง พลาสติก ซึ่งนายเฉิน จุ้นสง เป็นเจ้าของโรงงานและเจ้าของที่ดิน

นอกจากจะประกอบกิจการโรงงานของตนเองแล้ว นายเฉินยังให้ นายลี ยงปิง สัญชาติจีน เช่าโกดังและพื้นที่บางส่วนภายใน โรงงานซีโนไทย มารีนฯ เช่าตั้งโรงงานบด ย่อย ล้าง หลอม พลาสติก ซึ่งไม่ได้มีการขอออนุญาตที่ถูกต้อง 

นายเฉินให้การว่า ขยะพลาสติกรับซื้อจากรถขายของเก่าวันละมากกว่า 10 เที่ยว โดยจะนำขยะพลาสติกมาล้างแล้วนำเข้าเครื่องทำเม็ดพลาสติก จากนั้นจะมีรถจากบริษัทผลิตของใช้พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆมาซื้อไปเป็นวัตถุดิบ โดยยอมรับว่าดำเนินกิจการไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต และมีการทำผิดเงื่อนไขในท้ายใบอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวนายเฉิน ส่งที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ดำเนินคดีแจ้งข้อหาประกอบกิจการโรงงานโดยไม่มีใบอนุญาต และตั้งโรงงานโดยไม่มีใบอนุญาตพร้อมยึดอายัดเครื่องจักรทั้งหมด

"นอกจากดำเนินคดีในส่วนของ พรบ.โรงงาน พ.ศ. 2535 แล้ว ยังได้ประสานขอความร่วมมือไปยังอบต.บางหญ้าแพรก เพื่อพิจารณาให้เพิกถอนใบอนุญาตการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สั่งให้โรงงานต้องแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียที่ปล่อยออกนอกโรงงาน และสั่งให้โรงงานระงับการรับขยะจากบ่อขยะเข้ามาภายในโรงงานด้วย ถือเป็นการยกระดับความเข้มข้นการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อดำเนินการกับผู้ประกอบการที่มีเจตนาประกอบกิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน" นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top