Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

สมุทรปราการ-จังหวัดสมุทรปราการ เดินหน้ากวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ยาบ้ากว่า 1 แสนเม็ด ยึดทรัพย์กว่า 12 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.00 น. (1 ส.ค. 68) นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ พันเอก ธนิวรรธณ์ คำกรุนันทกานต์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสมุทรปราการ นายทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ ผู้อำนวยการ. สำนักงาน ปปส.ภาค 1. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ร่วมแถลงผลการระดมกวาดล้างยาเสพติด "No Drugs No Dealers" ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ณ บริเวณอุทยานการเรียนรู้และหอชมเมืองสมุทรปราการ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

โดยตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้าน / ชุมชนเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติด เพื่อทำการสืบสวนจับกุมและขยายผลเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิด แล้วรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงค้นหาผู้เสพฯที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา  โดยผลการปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2568 

สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด จำนวน 263 คดี ผู้ต้องหา จำนวน 270 คน ของกลางยาเสพติด ยาบ้า 110,759 เม็ด ยาไอซ์ 188 กรัม เคตามีน 117 กรัม อาวุธปืน 13 กระบอก เครื่องกระสุน 98 นัด พร้อมทั้งตรวจยึดอายัดทรัพย์สิน (โทรศัพท์มือถือ ,เงินสด ,รถยนต์ ,รถจักรยานยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆ) รวมมูลค่าทรัพย์ของกลาง 12,213,007 บาท 

การปฏิบัติการระดมกวาดล้างยาเสพติด "No Drugs No Dealers" ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ในครั้งนี้นั้น เป็นการดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก สนธิกำลังและบูรณาการกำลังร่วมกัน เพื่อการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดขยายผลการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องและยึดทรัพย์สินเพื่อทำลายเครือข่าย และโครงสร้างการค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่หมู่บ้าน / ชุมชน ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมที่เกิดขึ้นจากปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการขับเคลื่อนตามมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชน และสังคมโดยรวมมีความสงบสุข

ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือพบเบาะแสในการกระทำผิด พบเห็นบุคคลต้องสงสัย หรือบุคคลที่หลบหนีหมายจับขอให้แจ้งข้อมูลมายัง ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ สายด่วน 191 เว็บไซด์ http://samutprakran.police.go.th/index.php/th-th/ และ สายด่วนร้องเรียนหมายเลข 1386 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บก.ตม.3 ทลายแก๊งเงินกู้เวียดนามต่อเนื่องเป็นกลุ่มที่สามในรอบสามเดือน

สืบเนื่องจากการจับกุมแก๊งคอลเซนเตอร์เวียดนามของ ตม.ปทุมธานี และของ กก.สส.บก.ตม.3 เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.68 และวันที่ 14 ก.ค.68 ตามลำดับนั้น ทางการสืบสวนพบว่า กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มชาวเวียดนามที่มีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้ผ่านแอพพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค โดยกลุ่มลูกค้าที่ติดต่อมากู้เงินนั้นจะเป็นชาวเวียดนามด้วยกัน ลักษณะการปล่อยกู้จะใช้วิธีการจำนำไอคลาว (ICloud) ของลูกค้าเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน หากลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ ก็จะถูกควบคุมโทรศัพท์มือถือไอโฟนผ่านไอคลาว (ICloud) ที่ลูกค้าจำนำไว้ โดยการใช้แอพพลิเคชั่นฟายมายโฟน (Find My Phone) เพื่อล็อคโทรศัพท์ไม่ให้ลูกค้าใช้งานได้ รวมถึงการรบกวนด้วยการส่งสัญญาณเสียงแจ้งว่าโทรศัพท์หาย ตลอดจนข่มขู่ว่าหากไม่ชำระเงินจะทำการลบข้อมูลทั้งหมด แล้วนำภาพข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อไปเผยแพร่ในช่องทางโซเชียลต่างๆ เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวและยอมชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งทาง บก.ตม.๓ ได้รายงานให้ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.รับทราบแล้ว และได้รับข้อสั่งการให้ทำการขยายผลอย่างต่อเนื่องนั้น 

ต่อมาทางการสืบสวนขยายผลพบว่า ยังมีกลุ่มดังกล่าวกระทำความผิดในพื้นที่รับผิดชอบ จึงได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ โดยในวันนี้ ๑ ส.ค.๖๘ เวลา ๑๓.๓๐ น.ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 และ ว่าที่ พ.ต.อ.ดุสิต จิตรขุนทด ผกก.ตม.จว.ปทุมธานี บก.ตม.3 ชุดสืบสวนนำโดย พ.ต.ท.จิรัฎฐวัฒน์ กาญจนวรางกูร รอง ผกก.ฯ พ.ต.ท.เดรินิว มิ่งเมือง สว.ฯ กับพวก จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าตรวจค้นบ้านแห่งหนึ่งในหมู่บ้านย่าน ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จว.ปทุมธานี ตามหมายค้นของ ศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ ค.420 /2568 ลง 31 ก.ค.68 

ผลการตรวจค้น พบคนต่างด้าวสัญชาติเวียดนาม จำนวน 5 คน ได้แก่ นาย Mr.Bui กับพวก อายุระหว่าง ๒๐-๔๐ ปี กำลังนั่งทำงานออนไลน์ภายในห้องพัก พบของกลาง เครื่องคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ค จำนวน ๘ เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ จำนวนกว่า ๒๕ เครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก โดยผู้ต้องหาใช้เพจเฟซบุ๊คในการชักชวนให้คนมากู้เงิน แล้วจึงใช้โปรแกรมเซลโล่ในการสื่อสาร ซักถามรับว่าทั้ง ๕ คน ทำหน้าที่เป็นแอดมินในการปล่อยเงินกู้ให้กับชาวเวียดนามในประเทศเวียดนาม โดยโฆษณาชักชวนให้กู้เงินบนเฟสบุ๊ก และควบคุมโทรศัพท์ของลูกค้า ผ่านไอคลาวด์ โดยใช้บัญชีที่ผู้ให้กู้สร้างขึ้นเอง กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระ ไม่ยอมคืนเงินตามที่กำหนด จะล็อกระบบไอคลาวด์เครื่องไอโฟนของลูกค้า ทำให้ไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้ ตลอดจนส่งภาพในคลังข้อมูลไปยังโซเชียลเพื่อทำให้เหยื่อเกรงกลัวและยอมชำระหนี้ในอัตราอย่างสูง

ในชั้นนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาทั้ง ๕ ว่าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย (เป็นอั้งยี่) และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือทำงานนอกเหนือสิทธิที่จะทำได้ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ ผบก.ตม.3 เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวนี้ทางการเวียดนามได้ทลายเครือข่ายปล่อยเงินกู้นอกระบบข้ามชาติ โดยใช้วิธีการให้กู้ยืมเงินโดยการบังคับบัญชี iCloud บนโทรศัพท์มือถือ คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด ประมาณ 349.8% ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนด (ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายเวียดนาม) จากการตรวจสอบทราบว่ามีผู้ร่วมขบวนการจำนวนมาก แม้ทาง บก.ตม.๓ จะได้จับกุมไปแล้วจำนวน ๒ เคส มีผู้ต้องหารวม ๑๔ คนแล้ว แต่จากการประสานข้อมูลกับทางการเวียดนาม ทราบว่ายังมีกลุ่มดังกล่าวหลงเหลืออยู่ ซึ่งกรณีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้ในประเทศเวียดนามมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูง 5 ปี ปรับกว่า 200,000 บาท จึงได้หลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย จึงได้กำชับให้ขยายผลจับกุมให้ได้ 

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจับกุม และหลังจากดำเนินคดีในชั้นศาลแล้วผู้ถูกจับจะต้องถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ถูกบันทึกเป็นบุคคลต้องห้าม หรือ blacklist ห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร และถูกส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป และขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ ในส่วนของบุคคลต่างด้าว รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย พร้อมทั้งสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

‘ปตท.สผ.’ สนับสนุน!! การจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ ให้!! ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ สัตหีบ

(2 ส.ค. 68) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยนายนิรันดร โรจนสมสิทธิ์ (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิศวกรรมศาสตร์ การพัฒนา และบำรุงรักษา มอบเงินสนับสนุนจำนวน 2,500,000 บาท เพื่อจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ให้แก่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ โดยมีพลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ (ขวา) ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้เกียรติรับมอบ ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ กรุงเทพฯ

ปตท.สผ. ได้สนับสนุนศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 ผ่านการดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ภายใต้กลยุทธ์ ‘ทะเลเพื่อชีวิต’ ของบริษัท โดยการสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงอาคารบ่ออนุบาล และโรงพยาบาลเต่าทะเล ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อการอนุบาลและการรักษาพยาบาลเต่าทะเล ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของเต่าทะเล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนงบประมาณสำหรับการจัดทำนิทรรศการและสื่อการเรียนรู้ เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย

'ผบช.ตชด.' ขอบคุณพี่น้องประชาชนส่งกำลังใจหลั่งไหล ตชด.แนวหน้า - แนวหลัง มีพลังสู้ ประกาศยืนหยัดตรึงชายแดน 100% รักษาชาติไม่หวาดหวั่น

ขอบคุณทหาร ทหารพราน เพื่อนร่วมรบ 'ครู ตชด.' อีกกำลังหลักดูแลประชาชน เผย 14 ตำรวจป่า บาดเจ็บ เมื่อหายแล้วพร้อมทำหน้าที่ต่อ

(2 ส.ค. 68)ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( บช.ตชด. ) พล.ต.ท.นิตินัย หลังยาหน่าย ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( ผบช.ตชด. ) เปิดเผยว่า

จากสถานการณ์ ในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ตำรวจตระเวนชายแดนได้ร่วมปฏิบัติการกับทหาร ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องอธิปไตยและรักษาผืนแผ่นดินไทย ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตชด.ได้ระดมสรรพกำลัง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ยืนหยัด รักษาอธิปไตยไทย รักษาพื้นที่ชายแดนไทยตรึงหน้าแนว ตลอด 24 ชั่วโมง และยังคงตรึงกำลัง เข้ม 100% ในพื้นที่แนวชายแดนไทย - กัมพูชา จนกว่าการเจรจาทางทหารจะได้ข้อยุติ โดยไม่หวาดหวั่น หวั่นไหวต่อสิ่งใด

“ตำรวจตระเวนชายแดนขอแสดงความเสียใจต่อทุกครอบครัวที่สูญเสีย ขอแสดงความอาลัย อย่างสุดซึ้งต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขอสดุดีเหล่าทหารกล้า ที่สละชีพเพื่อปกป้องประเทศ” ผบช.ตชด.กล่าว

พล.ต.ท.นิตินัย กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องตำรวจตระเวนชายแดนทุกนายที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติในครั้งนี้

“ขอบคุณ ตชด. ตำรวจชุดเขียว หมวกเบเร่ต์ดำ ทุกนาย ทั้งหน้าแนว ทั้งกำลังพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำลังฝ่ายสนับสนุนผู้อยู่เบื้องหลัง ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยมุ่งมั่น ความเข้มแข็ง เสียสละ ไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตราย ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พิสูจน์ ให้เห็นว่าเราคือตำรวจที่รบได้อย่างทหาร ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างตำรวจ และดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างพลเรือน และที่สำคัญผมขอเป็นตัวแทนตำรวจตระเวนชายแดน ขอบคุณพี่น้องทหาร ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ทุกนาย ที่ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาและให้คำมั่นว่า ตชด.จะยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างเพื่อนร่วมรบทุกสถานการณ์” ผบช.ตชด.กล่าว

พล.ต.ท.นิตินัย กล่าวว่า ตชด.ขอขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ที่ส่งมาถึงตำรวจตระเวนชายแดน ทุกคำขอบคุณจากประชาชนทำให้ตำรวจตระเวนชายแดนมีพลังใจที่เข้มแข็ง มีขวัญกำลังใจ พร้อมจะปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องประเทศ รักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป อย่างไรก็ตามจากนี้เรายังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด วางกำลัง
หน้าแนว รักษาที่ตั้ง รักษาอธิปไตยไทย 100%
 
“การปฏิบัติการในครั้งนี้ กำลังพลของ ตชด. ได้รับบาดเจ็บ 14 นาย (บาดเจ็บจากสถานการณ์ฯ จำนวน 10 นาย และบาดเจ็บจากเหตุเกี่ยวเนื่องจากสถานการณ์ จำนวน 4 นาย)  ปัจจุบันยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 3 นาย อีก 11 นาย ได้กลับไปพักฟื้นและอาการดีขึ้นตามลำดับซึ่งผมได้เดินทางไปเยี่ยม ติดตามอาการ และให้กำลังใจแก่กำลังพลและครอบครัว รวมถึงมอบเงินสวัสดิการเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บ ทั้งนี้ทุกนายยังมีขวัญและกำลังใจที่ดี และเมื่อหายดีแล้ว ก็พร้อมจะกลับไปปฏิบัติหน้าที่หน้าแนวต่อไป” ผบช.ตชด.กล่าว

พล.ต.ท.นิตินัย กล่าวด้วยว่า ในส่วนของพื้นที่ส่วนหลังตำรวจตระเวนชายแดน ยังคงทำหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องอพยพมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เราได้จัดกำลัง ครู ตชด. เข้าดูแลภายในศูนย์อพยพ เพื่ออำนวยความสะดวกและประสานงานด้านต่าง ๆ ให้แก่พี่น้องประชาชน และนักเรียน เนื่องจากครู ตชด. จะคุ้นเคยกับผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เป็นอย่างดี ซึ่งครู ตชด.นั้นได้ดูแลช่วยเหลือชุมชนตั้งแต่ในช่วงแรกของสถานการณ์ โดยร่วมกับฝ่ายปกครอง อพยพพี่น้องประชาชนและนักเรียนออกจากพื้นที่ ไปยังศูนย์อพยพของจังหวัด นอกจากนี้ เรายังเป็นสื่อกลางในการนำเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของบริจาคจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศไปมอบให้ ผู้อพยพ ทั้งนี้ตำรวจตระเวนชายแดนจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

เปิดทฤษฎีสมคบคิด!! ‘ฮุนเซน’ ไม่ได้ต้องการปราสาท เป้าหมาย!! ทรัพยากรจุดพิพาท ‘น้ำมัน - ก๊าซธรรมชาติ’

ในช่วงที่มีการรบพุ่งที่ชายแดนอย่างดุเดือดกลับมีเสียงหนึ่งดังมาถึงหูของเอย่า  นั่นคือหากปัญหาที่ทำให้ทางกัมพูชานั้นรบพุ่งกับไทยไม่ใช่เพื่อต้องการดินแดนหรือปราสาทอย่างที่ทางกัมพูชาพยายามแล้ว อะไรละคือสิ่งที่จะมาเป็นชนวนครั้งนี้ได้

แต่กลับมีกลุ่มนักทฤษฎีสมคบคิดทางการเมืองสร้างประเด็นให้ชวนคิดอยู่ว่าหากทางฮุนเซนไม่ได้อยากได้ปราสาทแล้ว อะไรละคือสิ่งที่ชายคนนี้ต้องการ ว่าแล้วก็ต้องย้อนกลับไปก่อนจะมีประเด็นเรื่องปราสาทตาเมือนธม กัมพูชาก็มาฮึ่มๆ กับไทยเรื่องเกาะกูด แถมฝ่ายการเมืองไทยก็ขานรับเสียด้วย ทำเอาเป็นประเด็นร้อนเพราะจะทำให้ไทยเสียดินแดนจนมีคนออกมาแฉว่ามากกว่าเรื่องของเขตแดนนั่นคือทรัพยากรที่มีอยู่ในบริเวณนั้น ว่ากันว่ามูลค่าของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติตรงบริเวณเกาะกูดมีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านบาท และนั่นน่าจะเป็นประเด็นที่ชวนคิดว่า 2 ตระกูลระหว่างไทยและกัมพูชานั้นคิดอะไรอยู่

ประเด็นคือเมื่อมีการต่อต้านจนประเด็นเรื่องชายแดนเกาะกูดร้อนแรงขึ้นอีกทั้งประชาชนกัมพูชาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเหตุการณ์นี้ ก็ทำให้ฝั่งกัมพูชานั้นเปลี่ยนแผนไปวุ่นวายกับเรื่องปราสาทและดินแดนแทนเพื่อเรียกพลังมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วม จุดนี้จะทำให้เห็นว่าทางกัมพูชาพยายามที่จะกล่าวหาไทยว่าเป็นผู้กระทำก่อนเพื่อที่สุดท้ายจะอ้างผลประโยชน์เรื่องดินแดนให้มีการแบ่งปักปันดินแดนใหม่เพื่อที่จะนำมาซึ่งผลของการปักปันดินแดนบริเวณเกาะกูดด้วยเช่นกัน  หากเป็นไปตามแผนนี้ นั่นแปลว่ากัมพูชาจะแสร้งทำเป็นยอมเสียอาณาเขตที่เคยเป็นของไทยแต่กัมพูชาเข้ามายึดไปดื้อๆอย่างปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควายและปราสาทเขาพระวิหาร แต่จะขออาณาเขตทางทะเลตรงบริเวณเกาะกูดมาแทน ดูแบบนี้ใครไม่รู้ความจริงก็จะมองว่ากัมพูชายอมเสียเปรียบ แต่หากคนที่รู้ความจริงคือนายฮุนเซนไม่ได้สนใจความต้องการของประชาชนของเขาเลยเพียงแต่เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือเพื่อแอบอ้างความถูกต้องในขณะที่ตนเองและพวกพ้องก็จะทำการฮุบทรัพยากรธรรมชาติไว้เป็นของตนและพรรคพวก ซึ่งนั่นก็รวมถึงพยาธิ เอ้ย ญาติที่ฝั่งไทยด้วยกระมัง เรื่องนี้อาจจะฟังดูเป็นนิทานการเมืองที่สนุกสนานแต่หากมองในอีกมุมแล้วนี่คือแผนอันเลือดเย็นของทั้งผู้นำกัมพูชาและคนที่ได้ชื่อว่าผู้อยู่เหนือผู้นำรัฐบาลไทยที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของเหล่าทหารและผู้บริสุทธิ์ของทั้ง 2 ประเทศ  

สุดท้ายเรื่องที่ไม่คาดคิดและอาจจะไม่ได้เกินที่จะคาดหมายคือการมาของสหรัฐอเมริกาที่จะมาตั้งฐานทัพในกัมพูชา ถามว่างานนี้สหรัฐได้อะไร…? ต้องถามอีกทีว่าแปลกไหมที่อยู่ดีๆ สหรัฐก็ลดภาษีนำเข้าให้ไทยเท่ากับกัมพูชาทั้งๆ ที่ไทยก็ไม่ได้เสียอะไรเลย ทุกคนไม่สงสัยอะไรบ้างหรือว่าเบื้องหลังการไปตั้งกองทัพสหรัฐครั้งนี้ฝ่ายไทยนี่แหละอาจจะส่งซิกแนลไปให้พ่อใหญ่สมเด็จวุ้นเส้นก็เป็นได้ และแน่นอนผลที่ได้คือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐเมื่อกัมพูชาหักหลังจีน เวียดนามที่เป็นลูกที่เชื่อฟังพ่อจีนมาตลอดคงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้ฐานทัพศัตรูมาอยู่ในดงที่ทางฝ่ายจีนต้องการขยายอำนาจเป็นแน่แท้  และเชื่อว่าความวุ่นวายที่จะเกิดกับกัมพูชาอาจจะนำมาเรื่องปัญหาเขตแดนแน่นอน อย่าลืมว่าพวกเขายังไม่ได้สิ่งที่ต้องการได้ และเชื่อได้ว่าอเมริกาน่าจะเป็น 1 ในหมากของ 2 ตระกูลใหญ่วางไว้เพื่อให้เกิดปัญหาในทะเลอ่าวไทยในอนาคตเพื่อจะชักนำให้เกิดการปักปันเขตแดนใหม่เพื่อจะทำการแบ่งสันปันส่วนสมบัติแผ่นดินกัน สุดท้ายมีคนบอกว่าลองดูให้ดีหลังจากนี้ อาวุธฝ่ายกัมพูชาที่จะนำมาใช้รบอาจจะไม่ใช่อาวุธจากจีนอีกต่อไปแต่จะเป็นอาวุธจากประเทศซีกโลกตะวันตกแทน

สุดท้ายอย่างว่านะคะ…..นี่คือทฤษฎีสมคบคิดของนักทฤษฎีสมคบคิดทางการเมืองคิดกันขึ้นโดยนำเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อกัน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและวิเคราะห์นะคะ

‘ชาวอิสราเอล’ เตรียมหาที่อยู่ใหม่ ในประเทศที่ปลอดภัย ตั้งเป้า!! ย้ายมา ‘ไทย’ เป็นอันดับที่ 2 รองจาก ‘กรีซ’

(2 ส.ค. 68) ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ชาวอิสราเอล’ โดยมีใจความว่า ...

#ประเทศไทยขึ้นเป็นอันดับสองสำหรับชาวยิว

การค้นหาประเทศที่ปลอดภัยสำหรับชาวอิสราเอลเพิ่มขึ้นถึง 5,000 เปอร์เซ็นต์

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ ยิดอัท อัหรอนุต รายงานว่า

"หลังจากสงครามกับอิหร่าน การค้นหาเกี่ยวกับการเหยียดเชื้อชาติของชาวยิว และความปลอดภัยในการเดินทางได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คำค้นหาเช่น “#ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับชาวยิว” กลายเป็นคำยอดนิยม"

"เป้าหมายการเดินทางยอดนิยมตามลำดับได้แก่ กรีซ ไทย สหราชอาณาจักร ปราก เวียนนาคอสตาริกา โตเกียว ประเทศอัลบาเนีย (เพิ่มขึ้น 500%) และเกาะคาฟาลิโนของกรีซ (เพิ่มขึ้น 80%) เติบโตอย่างมาก" 

#ไทยเราถูกเลือกเป็นอันดับ2

ความจริงมีหนึ่งเดียว!!

(2 ส.ค. 68) ความจริงมีหนึ่งเดียว!! พลจัตวา แซมซุล ริซาล บิน มูซา (Brigadier General Samsul Rizal bin Musa) ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย บอกว่า ค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้มันคือเรื่องจริงตนรู้สึกสงสารและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพลเรือนที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเด็กๆ ต้นพูดได้เลยว่า พวกเรารู้สึกเสียใจจริงๆ และอยากให้คนภายนอก ได้เห็น และเชื่อว่าพวกเขาสามารถคิดวิเคราะห์ได้ว่าสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ตนหวังว่า สันติภาพจะไม่มีวันเลือนลาง อย่าให้มีสงครามเกิดขึ้นอีกเลย

NEW MAZDA CX-30 ESSENTIAL ครอสโอเวอร์เอสยูวี สปอร์ตพรีเมี่ยม ตอบโจทย์ทุกความต้องการ สง่างามด้วย โคโดะ ดีไซน์ เริ่มต้น 899,000 บาท

(2 ส.ค. 68) มาสด้าเผยโฉมอีกหนึ่งยนตรกรรมภายใต้ ESSENTIAL COLLECTION ครอสโอเวอร์เอสยูวีสปอร์ตพรีเมี่ยม NEW MAZDA CX-30 ESSENTIAL ภายใต้แนวคิด “LIVE A LIFE OF VALUE” เติมเต็มชีวิตให้คุ้มค่ากับเอสยูวีที่ใช่ ตอบโจทย์ทุกความต้องการ สง่างามด้วย โคโดะ ดีไซน์ ที่ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เรียบง่ายแต่งดงาม คงไว้ซึ่งความโฉบเฉี่ยวและทรงพลัง มาพร้อมระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus เหนือระดับด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน ตอบสนองดีที่สุดให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า สัมผัสประสบการณ์ใหม่แห่งการควบคุมการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล ด้วยสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 899,000 บาท ดอกเบี้ย 2.49%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 พิเศษสุด ลูกค้า Mazda Family รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือเว็บไซต์ www.mazda.co.th

ทั้งนี้ New Mazda CX-30 Essential ได้มีการปรับเพิ่มออพชันและฟีเจอร์ใหม่เพิ่มขึ้นทุกรุ่น ซึ่งปัจจุบัน Mazda CX-30 มีจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 4 รุ่น ประกอบด้วย

1. CX-30 Carbon Edition ราคาจำหน่าย 1,211,000 บาท
2. CX-30 SP ราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท
3. CX-30 S ราคาจำหน่าย 1,099,000 บาท
4. CX-30 C ราคาจำหน่าย 989,000 บาท

สำหรับ New Mazda CX-30 Essential ได้มีปรับไลน์อัพใหม่ ประกอบด้วย

1. รุ่น PRIME ราคาจำหน่าย 899,000 บาท รุ่นเริ่มต้นใหม่ ที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
2. รุ่น ULTRA ราคาจำหน่าย 999,000 บาท ปรับอุปกรณ์และฟังก์ชั่นจากรุ่น C
3. ร่น SIGNATURE ราคาจำหน่าย 1,099,000 บาท ปรับเพิ่มอุปกรณ์และฟังก์ชั่นจากรุ่น S ในราคาเท่าเดิม

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนใคร มีประวัติศาสตร์การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานมากกว่า 74 ปี ด้วยการเป็นผู้ผลิตยานยนต์ที่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เพื่อให้รถยนต์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความสุขและเติมเต็มการใช้ชีวิตของลูกค้า ตลอดจนสร้างความยั่งยืนให้กับโลก ผู้คน และสังคม อันเป็นปณิธานสูงสุดของเรา ทั้งนี้ แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์มาสด้ายังคงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหลายประเทศทั่วโลก คือ การคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอของแบรนด์ในทุกยนตรกรรม ไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานรูปแบบใดก็ตาม มาสด้ายังคงคุณค่าหลัก 5 ประการ หรือ 5 Common Values ในการพัฒนารถยนต์มาสด้าทุกรุ่น ประกอบด้วย

- Artful Design การออกแบบสร้างสรรค์ดุจงานศิลปะชิ้นเอก Car As Art ถ่ายทอดภายใต้คอนเซ็ป KODO: Soul of Motion จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว โดดเด่นด้วยความสวยงามต้องตาต้องใจผู้พบเห็น ทั้งดีไซน์ภายนอกและภายใน รวมถึงสีภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาสด้าที่ผลิตขึ้นด้วยแนวทาง “ทาคุมินูริ” ที่หมายถึงการเพ้นท์สีโดยช่างผู้ชำนาญการ

- Japanese Mastery ความเชี่ยวชาญ พิถีพิถันในแบบฉบับของญี่ปุ่น คุณค่าระดับสูง สัมผัสได้จากคุณภาพอันประณีตพิถีพิถัน และมีเสน่ห์เฉพาะของชาวญี่ปุ่นที่ถ่ายทอดลงในทุกองค์ประกอบของรถมาสด้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการตัดเย็บและการคัดสรรวัสดุภายในที่ประณีตดุจงานทำมือ แบบสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น - Human-Centricity การออกแบบโดยเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงการใช้งานตามหลักสรีรศาสตร์ของมนุษย์เป็นหลัก ทั้งในเรื่องตำแหน่งผู้ขับขี่ การจัดวางอุปกรณ์ความสะดวกต่าง ๆ ภายในห้องโดยสาร รวมถึงการจัดวางตำแหน่งเบาะนั่งที่ช่วยรักษากระดูกสันหลังให้มีรูปทรงตัว S ทำให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง ช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่

- Effortless Joyful Driving ส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและควบคุมง่ายดั่งใจ กับระบบการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล มั่นใจทุกการเข้าโค้ง พร้อมรับมือในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงระบบความปลอดภัย i-Activsense ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ระบบความปลอดภัยเชิงปกป้องและโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟช่วยลดการบาดเจ็บให้น้อยที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
.
- Ingenious Solution นวัตกรรมอัจฉริยะขั้นสูง อาทิ เครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า SKYACTIV-G และเกียร์อัตโนมัติ SKYACTIV-DRIVE โดดเด่นด้วยการรวมทุกข้อดีของเกียร์อัตโนมัติจากทุกระบบเข้ามาไว้ด้วยกัน ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่น ให้อัตราเร่งต่อเนื่องและประหยัดน้ำมันในทุกรอบความเร็ว

ครอสโอเวอร์เอสยูวีระดับพรีเมี่ยม New Mazda CX-30 Essential ได้รับการออกแบบตามสไตล์ที่มีเอกลักษณ์ ภายใต้ KODO Design, Soul of Motion มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Less is More” ที่เน้นถึงความเรียบง่ายแต่งดงาม ถือเป็นการตอกย้ำถึงพันธกิจของมาสด้าในการมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมขึ้นไปอีกขั้น เพราะปรัชญาการออกแบบมาสด้า คือรถยนต์เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นเอก “Car As Art” ที่บรรจงสรรค์สร้างขึ้นด้วยความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ และยังคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านเทคโนโลยี SKYACTIV และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย i-Activsense ที่ให้ทั้งสะดวกสบายและความปลอดภัยไปพร้อมกัน

Mazda CX-30 คือครอสโอเวอร์เอสยูวีเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดของมาสด้า ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์เหล่านี้ไว้อย่างลงตัวในทุกองค์ประกอบ ทั้งยังได้รับการการันตีความยอดเยี่ยมด้วยรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยม Thailand Car of the year 2020 เป็นรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่นเพียงแบรนด์เดียวที่เข้ารอบ 3 คันสุดท้ายเพื่อชิงรางวัล World Car of the Year 2020, คว้ารางวัล Golden Steering Wheel Award 2019 ประเภท Compact SUV จากประเทศเยอรมนี, รางวัล RedDot Award 2020 ประเภท Product Design จากประเทศเยอรมนี, รางวัล Design Trophy 2020 ประเภท SUV และ ประเภท “Champion of all Classes” จากประเทศเยอรมนี และยังได้รับรางวัลอื่น ๆ อีกมากมายจากหลายประเทศทั่วโลก นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย รถรุ่นนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในยนตรกรรมที่สร้างศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดให้กับแบรนด์มาสด้ามาจนถึงปัจจุบัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “Mazda CX-30 เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกันกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถึงแม้ว่าการเปิดตัวจะเจอกับวิกฤตที่หนักหนาสาหัส แต่ก็ไม่ทำให้ความนิยมรถยนต์รุ่นนี้ลดลง กลับทำให้รถยนต์รุ่นนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างรวดเร็ว จนถึงปัจจุบันมีรถยนต์รุ่นนี้อยู่ในการครอบครองของลูกค้าชาวไทยไปแล้วกว่า 25,000 คัน และยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเปิดตัว New Mazda CX-30 Essential ภายใต้กลุ่ม ESSENTIAL COLLECTION ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น เพราะเป็นการปรับเปลี่ยนรุ่นย่อยใหม่ และปรับราคาใหม่ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าคุ้มราคามากยิ่งขึ้น โดยรุ่นเริ่มต้นใหม่ที่เพิ่มเข้ามามีราคาให้เข้าถึงได้ง่ายเพียง 899,000 บาท ทางมาสด้าได้พัฒนาและออกแบบรุ่นย่อยใหม่ โดยคัดสรรอุปกรณ์ให้เหมาะสมและจำเป็นต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ พร้อมราคาใหม่ที่ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น โดยวางกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ที่กำลังมองหารถเอสยูวีสไตล์ใหม่ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของชีวิตคู่ หรือเป็นครอบครัวเริ่มต้นขนาดเล็กที่ต้องการความอเนกประสงค์จากรถเอสยูวีที่มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ด้วยฟังก์ชั่นความปลอดภัยและความสะดวกสบายครบครัน และมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม”

มาสด้าต้องการให้รถยนต์มาสด้าเข้ามาเติมเต็มวิถีการดำรงชีวิตของลูกค้า เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจในการเดินทาง ก่อเกิดเป็นความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าครอสโอเวอร์เอสยูวี New Mazda CX-30 Essential จะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าที่กำลังมองหารถอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ด้วยองค์ประกอบที่ใส่มาครบครัน พร้อมส่งมอบความสนุกสนานในการขับขี่และดีไซน์ที่สง่างาม ที่สำคัญมีการปรับราคาใหม่ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ลูกค้าที่สนใจสามารถแวะชมและสัมผัสคันจริงได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอ ดอกเบี้ย 2.49%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 พิเศษสุดสำหรับลูกค้า Mazda Family รับฟรีบัตรน้ำมัน มูลค่า 20,000 บาท หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mazda.co.th

Deal ซื้อ Saab JAS 39 E/F Gripen ไม่มีวันล่ม!! เพราะ ‘สวีเดน’ อย่างเด็ดขาด เผย!! การทิ้งระเบิดเขมรของไทย เป็นปฏิบัติการ รบจริงครั้งแรก แต่ได้ผลดีเยี่ยม

(2 ส.ค. 68) เหตุผลคือ JAS 39 C/D Gripen (ที่ไทยใช้ถล่มเขมรร่วมกับ F-16) เป็นเครื่องบินรบ และตั้งแต่สวีเดนผลิต JAS 39 มาแล้ว 2-300 ลำ รวม 3 รุ่นแล้ว (เกือบ 40 ปี) เครื่องบินรบรุ่นนี้ยังไม่เคยปฏิบัติการรบจริงเลย นอกจากการบินสกัดกั้น ซึ่งยังไม่เคยมีการปะทะทางอากาศเลย 

การทิ้งระเบิดเขมรโดย JAS 39 Gripen ของไทยจึงเป็นปฏิบัติการรบจริงครั้งแรกของเครื่องบินรบรุ่นนี้ และกลายเป็นการโฆษณาเครื่องบินรบแบบ JAS 39 E/F Gripen ให้กับ Saab บริษัทสวีเดนผู้ผลิต โดยไม่เสียค่าโฆษณาเลย เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือของเครื่องบินรบแบบนี้ ซึ่งยังไม่เคยปฏิบัติการรบจริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เพราะ Saab JAS 39 E/F Gripen เป็นเครื่องบินรบ คุณลักษณะและคุณสมบัติต่าง ๆ ที่จะดึงดูดลูกค้าให้ซื้อที่ดีที่สุดก็คือ ผลลัพธ์จากการใช้งานจริง เมื่อ JAS 39 Gripen ของไทยปฏิบัติการรบได้ผลดีเยี่ยม สามารถปฏิบัติการรบร่วมกับเครื่องบินรบต่างแบบได้ นั่นคือ ความสำเร็จของ Saab JAS 39 Gripen ซึ่ง JAS 39 Gripen ของไทย สามารถทำลายเป้าหมายได้สำเร็จด้วยความแม่นยำต่อเป้าหมายทางทหารต่าง ๆ ของเขมร รวมทั้งระบบ BM-21 ซึ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ไปสิบกว่าชีวิต รวมทั้งโรงพยาบาล บ้านเรือนประชาชนอีกหลายแห่ง

ดังนั้น นอกจาก JAS 39 E/F Gripen ฝูงใหม่แล้ว กองทัพอากาศ ควรต้องจัดซื้อจัดหา JAS 39 C Gripen มาเติมให้เต็มฝูงเพื่อทดแทนลำที่ประสบอุบัติเหตุให้เต็มฝูงด้วย

ดร.โญ มีเรื่องเล่า

‘อาจารย์อุ๋ย’ เดือด!! เลือดไทยต้องไม่สูญเปล่า ต้องจับ!! ‘ฮุนเซน’ ทันที หากเหยียบแผ่นดินไทย

(2 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า

จากการรุกรานโดยใช้กำลังอาวุธอย่างไร้มนุษยธรรมโดยกัมพูชาที่กระทำต่อสถานที่ทางพลเรือนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ปั๊มน้ำมัน สถานศึกษาหรือโรงพยาบาล ซึ่งถูกกองกำลังกัมพูชาโจมตี โดยมีภาพหลักฐานว่านายฮุนเซน ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นประมุขหรือผู้นำของรัฐ แต่เป็นเพียงประธานวุฒิสภา เท่านั้น จึงไม่สามารถใช้ความคุ้มกันของผู้นำรัฐต่างประเทศได้จากการถูกดำเนินคดีหรือบังคับคดีในศาลของรัฐอื่น ภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 135/1 กำหนดว่า “ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้ 

(1) ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใด ๆ 

(2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ 

(3) กระทําการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใด.... อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสําคัญ ถ้าการกระทํานั้นได้กระทําโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย....อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทําความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท” 

และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 7 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 135/1 นอกราชอาณาจักร ให้ถือว่ากระทำในราชอาณาจักร ดังนั้นการกระทำของนายฮุนเซน ที่จงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน ซึ่งนอกเหนือจากเป็นความผิดฐานอาชญากรสงคราม ซึ่งต้องส่งเรื่องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศที่ใช้เวลานานและถูกครอบงำโดยชาติตะวันตก ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกัมพูชา รัฐบาลไทยจึงควรดำเนินคดีฐานก่อการร้ายต่อนายฮุนเซนและพรรคพวกด้วย ซึ่งจะทำให้นายฮุนเซนและพรรคพวกต้องถูกจับกุมทันทีหากเหยียบแผ่นดินไทย และเจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่ไปพบแล้วไม่ชี้เป้าหรือจับกุมก็จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย 

นอกจากนี้ความผิดฐานก่อการร้ายยังเป็นความผิดมูลฐานตาม พรบ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งทำให้ ปปง. สามารถตรวจสอบ ยึด และอายัดทรัพย์ของนายฮุนเซนและพรรคพวกที่อยู่ในประเทศไทย แม้ว่าจะอยู่ในชื่อนอมินีก็ตาม เพื่อนำมาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทหารและพลเรือนไทยอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับทุกชีวิตของคนไทยที่ต้องสังเวยให้กับการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของนายฮุนเซน ด้วยความปรารถนาดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top