Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

‘ภูมิธรรม’ เผยผลสอบเขากระโดง ชัดเจนเป็นของรัฐ พร้อมสั่งเดินหน้าเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินต่อ

‘ภูมิธรรม’ เผยผลสอบที่ดินเขากระโดง ชัดเจนเป็นของรัฐ ร.5 พระราชทานให้การรถไฟแห่งประเทศไทย เตรียมเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้รับข้อร้องเรียนถึงกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงกว่า 5,000 ไร่ จากผลการสอบสวนของที่ประชุมนั้นยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวสอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองที่ตัดสินว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ

จากข้อมูลจากแผนที่และเอกสารต่าง ๆ ระบุว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินของหลวงที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ให้แก่ รฟท.เพื่อใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างทางรถไฟ และมีพระราชกฤษฎีกาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ยืนยันสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมาย

นอกจากนี้ในเอกสารยังมีการระบุอีกว่า ในอดีต รฟท. ได้ดำเนินการซื้อที่ดินจากชาวบ้าน 18 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้ที่ดินทั้งหมดกลับมาเป็นของรัฐอย่างสมบูรณ์ โดยการพิสูจน์สิทธิ์และการเพิกถอนโฉนดแม้จะมีการโต้แย้งเรื่องขอบเขตที่ดินมาโดยตลอด แต่เมื่อปี 2566 รฟท. และกรมที่ดินได้ร่วมกันทำแผนที่แนวเขตที่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับแผนที่เดิมที่เคยถูกใช้ในการพิจารณาคดีของศาล ทำให้ข้ออ้างเรื่องขอบเขตที่ไม่ชัดเจนหมดไป

ด้วยเหตุนี้ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 กรมที่ดินจึงมีอำนาจในการเพิกถอนโฉนดที่ดินในส่วนที่อยู่ตรงกลาง จำนวน 800 แปลงของที่ดินแปลงนี้ได้ทันที เนื่องจากเป็นที่ดินของรัฐที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้แก่เอกชนได้

และได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน อาทิ กรมแผนที่ทหาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งต่างยืนยันตรงกันว่าที่ดินนี้เป็นของรัฐ

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส อธิบดีกรมที่ดินได้ยื่นหนังสือขอโอนย้ายออกจากตำแหน่ง โดยปลัดกระทรวงจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เพื่อให้สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งการดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินในครั้งนี้จึงถือเป็นการยุติปัญหาที่ดินเขากระโดง และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอย่างเคร่งครัด 

นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการประชุมพิจารณาผลการสอบสวน ของคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินเขากระโดงนั้น พบว่า ผลการสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว โดยชี้ว่า อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจดำเนินการเพิกถอนโฉนดได้ทันที

ที่ผ่านมาเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาอย่างเด็ดขาดว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หลังจากนั้น รฟท. ได้มีหนังสือถึงกรมที่ดินให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน

แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทำให้ รฟท. ต้องฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินในส่วนที่ไม่มีปัญหาเรื่องขอบเขต และให้ตั้งคณะกรรมการตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 2 เพื่อร่วมกับ รฟท. สอบในส่วนที่ไม่ชัดเจนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นก่อนจะดำเนินการเพิกถอนต่อไป

ปรากฏว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับไม่มีการสอบและมีคำสั่งให้ยุติเรื่องโดยไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

นายเดชอิศม์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินในขณะนั้นและได้ข้อสรุปว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคณะกรรมการชุดก่อนไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน

ล่าสุดได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม พบว่าในปี 2567 กรมที่ดินและรฟท. ได้ร่วมกันสอบแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าวจนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ทำให้วันนี้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจเต็มที่ในการเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8

ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะสามารถสั่งเพิกถอนโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ทันทีหากมีการสอบเขตที่ดินชัดเจนแล้วได้ทันที

นอกจากนี้คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อพิจารณาข้อพิพาทที่ดิน ได้สรุปผลการพิจารณาแล้วว่า กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล โดยการตรวจสอบและเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินซึ่งออกให้ในที่ดินของรัฐ

อย่างไรก็ตามการพิจารณาครั้งนี้อ้างอิงจากคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งได้ตัดสินไปในทางเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีไว้เพื่อใช้ในราชการตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464

ด้วยเหตุนี้กรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการคุ้มครองสิทธิ์ในที่ดินของรัฐและปฏิบัติตามคำสั่งศาล ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดินในการจัดการที่ดินของรัฐและป้องกันทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ

ดังนั้นทางคณะกรรมการจึงมีความเห็นว่า กรมที่ดินมีหน้าที่ต้องแก้ไขคำสั่งทางปกครอง และเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ออกให้โดยมิชอบ เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองกลางในที่สุด

ครอบครัวผู้สูญเสียยืนอยู่เงียบ ๆ เรียกหา ‘ความยุติธรรม’ ขณะที่ทูตโลกยืนมองความจริงจาก ‘อาชญากรรมสงคราม’

บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ — จุดที่จรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชาตกใส่ปั๊มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อกลางชุมชนไทย

วันนี้...ท่ามกลางแสงแดดที่แผดกล้า เงาของกรอบรูปผู้เสียชีวิตจากจรวด BM-21 ของกัมพูชา — ตั้งเรียงอยู่เบื้องหน้าซากปั๊ม ปตท. และร้านสะดวกซื้อที่พังยับเยิน

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 8 รายไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ร้องขออะไรเกินไปกว่าคำว่า “ความยุติธรรม”
พวกเขาเพียงแค่มายืน
…ยืนเพื่อเป็นพยาน
…ยืนเพื่อถามคำถามที่ไม่มีใครในฝั่งกัมพูชากล้าตอบ
ว่าทำไมอาวุธสงครามถึงถูกยิงใส่ “พลเรือน”

หลักฐานอยู่ตรงหน้า — ไม่มีข้อแก้ตัวใดหลีกเลี่ยงได้อีก
การเยือนพื้นที่จริงของคณะทูตและทูตทหารจากกว่า 30 ประเทศ รวมถึง สื่อมวลชนต่างชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นการเปิดเผย “ความจริง” ที่กัมพูชาไม่สามารถกลบเกลื่อนได้อีกต่อไป

ผู้บาดเจ็บ 10 ราย รวมถึงเด็กในชุมชน คือหลักฐานของการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และซากจาก BM-21 ที่ฝังอยู่ในพื้นดินก็คือ “เสียงโต้แย้ง” ที่ดังยิ่งกว่าคำแถลงการณ์ใด ๆ ของกัมพูชา

คณะผู้ร่วมตรวจสอบความจริงในพื้นที่:
พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล – รองเสนาธิการทหารบก
พล.อ.ท.ณรัฐ บุญประเสริฐ – เจ้ากรมกิจการพลเรือน ทอ.
นายรัศม์ ชาลีจันทร์ – ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เอกอัครราชทูตและอุปทูตจาก 11 ประเทศ
ทูตทหารจาก 23 ประเทศ
สื่อมวลชนจากทั้งไทยและต่างประเทศ

นี่ไม่ใช่แค่ “การปะทะตามแนวชายแดน” — แต่นี่คือ อาชญากรรมสงคราม
และโลกกำลัง “เห็น” ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
> เมื่อทูต-ทูตทหารจากนานาชาติ ยืนอยู่ต่อหน้าความเสียหาย และเงียบไป — นั่นคือเสียงที่ดังกว่าอะไรทั้งหมด

4 สิงหาคม พ.ศ. 2539 ‘สมรักษ์ คำสิงห์’ สร้างประวัติศาสตร์ ‘คนไทยคนแรก’ คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ พร้อมวลีเด็ด ‘ไม่ได้โม้!!’

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2539 สมรักษ์ คำสิงห์ นักชกขวัญใจชาวไทย กลายเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิก จากมวยสากลสมัครเล่น รุ่นเฟเธอร์เวต ในศึกโอลิมปิกฤดูร้อน ที่เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ด้วยชัยชนะเหนือ เซราฟิม โทโดรอฟ นักชกบัลแกเรีย 8-5 คะแนน พร้อมประกาศวลีเด็ด “ไม่ได้โม้!” กลายเป็นคำติดปากคนไทยทั่วประเทศ

สมรักษ์ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า 'Somluck Kamsing' เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลในการแข่งขัน ซึ่งก็กลายเป็นชื่อที่ทั่วโลกรู้จักทันทีหลังคว้าชัย กลายเป็น 'ฮีโร่เหรียญทอง' คนแรกของประเทศไทย และได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เมื่อเดินทางกลับไทย และที่บ้านเกิดจังหวัดขอนแก่น

หลังประสบความสำเร็จ สมรักษ์เข้าสู่วงการบันเทิง มีผลงานทั้งละครและภาพยนตร์หลายเรื่อง ทำให้เส้นทางมวยเริ่มถูกลดความสำคัญลง โดยเขาตกรอบในการแข่งขันโอลิมปิกที่ซิดนีย์ (2543) และเอเธนส์ (2547) ก่อนประกาศแขวนนวมอย่างเป็นทางการ

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568

บุคคลที่ทนในสิ่งที่
คนอื่นทนได้ยาก
ทำในสิ่งที่คนอื่น
ทำได้ยาก
บุคคลนั้น จะเข้าถึง
ความสำเร็จของชีวิต
ความอดทน ความขมขื่น
จะเกิดขึ้นในเบื้องต้น
ของการทำความดี
แต่จะได้รับความชื่นชมในบั้นปลาย

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่จังหวัดน่าน ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ให้กำลังใจ และให้ความช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบเหตุ

(31 ก.ค.68) เวลา 09.00 น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางไปตรวจเยี่ยม ประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ประสบอุทกภัยในจังหวัดน่าน พร้อมด้วย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พล.ต.ต.ปราโมทย์ สิมหลวง เลขานุการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมคณะ 

ผบ.ตร.และคณะ ได้ประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สถานีตำรวจภูธรเมืองน่าน (สภ.เมืองน่าน) โดยมี พล ต.ต.นพดล กรึงไกร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 , พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน (ผบก.ภ.จว.น่าน) , รอง ผบก.ภ.จว.น่าน , ผกก./หัวหน้าสถานีตำรวจในสังกัด ภ.จว.น่าน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

ผบ.ตร. กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.น่าน พบว่ายังมีน้ำท่วมสูงในบางพื้นที่ กำชับให้ตำรวจพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างเต็มที่ ทั้งการอพยพ การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงบ้านเรือนประชาชนที่ไม่มีใครอยู่ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพมาก่อเหตุซ้ำเติม หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เข้าสู่ระยะฟื้นฟู ต้องบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว พร้อมทั้งให้แต่ละโรงพักสำรวจความเสียหายอาคารที่ทำการ บ้านพัก ยานพาหนะ และทรัพย์สินของทางราชการ รายงานไปยังตำรวจภูธรจังหวัดเพื่อรวบรวมรายงานต่อไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการดำเนินการซ่อมแซม ต่อไป

นอกจากนี้ ผบ.ตร.สั่งการทุกพื้นที่เตรียมแผนเผชิญเหตุรับมือสถานการณ์ และก่อนถึงฤดูกาลปีหน้า ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ ขณะน้ำเริ่มลด และหลังน้ำลด นำการถอดบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดเชียงรายครั้งที่ผ่านมา มาเป็นแผนปฏิบัติเตรียมการในครั้งนี้ รวมทั้งถอดบทเรียนน้ำท่วมในครั้งนี้เพื่อเป็นแผนรองรับในปีต่อๆไป เพื่อบริหารจัดการ และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ จะช่วยให้ความเสียหายที่เกิดจากสถานการณ์น้ำท่วมเบาบางลง โดยขอให้ตำรวจในพื้นที่มีแนวคิด (mindset) ว่าต้องดูแลพี่น้องประชาชนเสมือนเป็นญาติของเรา จะทำให้พี่น้องประชาชนรู้สึกว่าตำรวจเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง

หลังการประชุม ผบ.ตร.ได้ตรวจเยี่ยมจุดน้ำท่วมบ้านพัก และแฟลตตำรวจ สภ.เมืองน่าน และ ภ.จว.น่าน พร้อมให้กำลังใจ มอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับข้าราชการตำรวจ จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะเดินทางไปพื้นที่ประสบอุทกภัยใน จ.น่าน ณ บ้านแสงดาว หมู่ 2 ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง , พื้นที่ ต.กองควาย อ.เมืองน่าน , พื้นที่ สภ.ภูเพียง , พื้นที่ สภ.เวียงสา เพื่อตรวจพื้นที่ดูทิศทางกระแสน้ำ และเยี่ยมให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย

พิษณุโลก แม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบสิ่งของช่วยเหลือจากกลุ่มพลังมวลชน จ.พิษณุโลก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

(31 ก.ค. 68) เวลา 13.30 น. พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของช่วยเหลือจากกลุ่มพลังมวลชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพิษณุโลก ในนามของจังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้แทนมอบสิ่งของร่วมกับคุณสุเกียรติ ด่านพิษณุพันธ์ และกลุ่มพลังมวลชน จ.พิษณุโลก รวม 27 หน่วยงาน ณ ห้องโถงกลาง สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สิ่งของที่นำมามอบประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าห่ม และเวชภัณฑ์ เพื่อใช้ในการช่วยเหลือกำลังพลและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยกองทัพภาคที่ 3 จะส่งต่อสิ่งของทั้งหมดให้กองทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปแจกจ่ายยังพื้นที่เป้าหมายอย่างเหมาะสม

แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อจังหวัดพิษณุโลก และพี่น้องประชาชนที่ร่วมแสดงน้ำใจอันงดงาม พร้อมย้ำว่ากองทัพภาคที่ 3 จะดำเนินการแจกจ่ายสิ่งของให้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน

จากวิชั่นสู่แอคชั่นจุดเปลี่ยนประเทศไทยโมเดลต้นแบบ 'อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่' มิติใหม่การท่องเที่ยวธรรมชาติnเพื่อทุกคน (Tourism for all)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรี ทส. รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์
โพสต์บทความเรื่อง

“อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่:
มิติใหม่การท่องเที่ยวธรรมชาติ
เพื่อทุกคน(Tourism for all)”
ในเฟสบุ้ควันนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่โมเดลอารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ”แห่งแรกของไทยไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

“อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่:
มิติใหม่การท่องเที่ยวธรรมชาติ
เพื่อทุกคน(Tourism for all)”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรี ทส.
รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์
ประธานมูลนิธิWorldview Climate 
31 กรกฎาคม 2568

“…นี่ไม่ใช่ภาพในฝัน แต่เป็น”ปรากฏการณ์จริง“ของการท่องเที่ยวโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) ภายใต้แนวคิด "อารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ" (Universal Design in Nature) ที่จะพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่แห่งความเท่าเทียมและยั่งยืน…”อลงกรณ์ พลบุตร 31 กรกฎาคม 2568

อารยสถาปัตย์อุทยานเขาใหญ่
:มิติใหม่ประเทศไทย

แสงอรุณแรกเริ่มที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ฉายแสงลงบนทางลาดที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามภูมิทัศน์ 

ผู้ใช้รถเข็นคนหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 30 โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือ 

นี่ไม่ใช่ภาพในฝัน แต่เป็น”ปรากฏการณ์จริง“ของการท่องเที่ยวโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) ภายใต้แนวคิด "อารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ" (Universal Design in Nature) ที่กำลังพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่แห่งความเท่าเทียมและยั่งยืน

การเปิด “โมเดลอารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ”แห่งแรกของไทยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)มีผู้เข้าร่วมจากผู้แทนภาคส่วนต่างๆอาทินายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ทส. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก  และ นายกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล เป็นต้น

ดร.เฉลิมชัย“และคณะได้ร่วมกันเดินสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ออกแบบตามหลัก Universal Design (UD)พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" โดยกล่าวว่า การจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงวัยและส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างทั่วถึง ตามแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นอกจากนี้ ยังเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของพื้นที่สำหรับรองรับการแข่งขันกีฬา IWAS Games หรือการแข่งขันกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหวนานาชาติ ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนเมษายน 2569 โดยได้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าปรับปรุงอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้ใช้วีลแชร์ภายในปี 2569

อะไรคืออารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติ (Universal Design in Nature) 
 
เส้นทางธรรมชาติที่ออกแบบตามหลัก"อารยสถาปัตย์ (UD : Universal Design in Nature)”เป็นเส้นทางที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่แบ่งแยกอายุ ความสามารถทางกายภาพ หรือสภาพร่างกาย เน้นการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย โดยประยุกต์หลักการ 7 ประการของ Universal Design 
1.ความเท่าเทียม (Equitable Use)เช่น ทางลาดแทนบันไดสำหรับผู้ใช้รถเข็น  
2.ความยืดหยุ่น(Flexibility in Use)เช่นทางเดินกว้างพอสำหรับรถเข็นและคนเดินสวนกัน  
3.ใช้งานง่าย(Simple and Intuitive Use)เช่น ป้ายสื่อสารด้วยสัญลักษณ์และอักษรเบรลล์  

4.ข้อมูลเข้าใจง่าย(Perceptible Information)เช่น ระบบเสียงนำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา  
5.ลดข้อผิดพลาด(Tolerance for Error)เช่นพื้นกันลื่น ราวจับป้องกันการตก  
6.ประหยัดแรง(Low Physical Effort)เช่นทางลาดความชันไม่เกิน 1:12  
7.พื้นที่เหมาะสม(Size and Space for Approach and Use)เช่นจุดพักและพื้นที่หมุนรถเข็น  

สำหรับมุมมองส่วนตัวผู้เขียนขอเพิ่มข้อ8.คือการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลและปัญญาประดิษฐ์(AI:Artificial e)ในการพัฒนาอารยสถาปัตย์

ตัวอย่าง UD ต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา  อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ทำเส้นทางไม้กระดาน (Boardwalk) พร้อมราวจับและป้ายข้อมูลอักษรเบรลล์รอบบ่อน้ำพุร้อน และEd Roberts Campusในแคลิฟอร์เนียจัดทำทางลาดโค้งรูปเกลียวสีแดงสำหรับวีลแชร์  มีปุ่มกดลิฟต์แบบ Hands-free และใช้วัสดุต่างสีตัดกันชัดเจนสำหรับผู้พิการทางสายตา   

ส่วนญี่ปุ่นใช้แนวคิด "Barrier-Free" เช่นทำทางลาดในสวนสาธารณะและสถานีขนส่ง  และพื้นผิวเตือนทางเดิน (Tactile Paving) สำหรับผู้พิการทางสายตา ทั้งนี้ญี่ปุ่นมีกฎหมายบังคับใช้ในอาคารใหม่ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เช่นเดียวกับอิสราเอลที่มีกฎหมาย Universal Designบังคับใช้ในอาคารสาธารณะใหม่และออกแบบเมือง(City Design)รองรับผู้พิการ

จุดเปลี่ยนสำคัญของไทย: เมื่ออุทยานเขาใหญ่เป็นโมเดลต้นแบบ  

ภายใต้วิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐมนตรี ทส.กำหนดให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็น ต้นแบบอารยธรรมสถาปัตย์ทางธรรมชาติแห่งแรกของไทย โดยเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างน้อย 4 ประเภทในเฟสแรก
1. ทางลาดวีลแชร์ ที่ด่านตรวจศาลเจ้าพ่อ  
2. ห้องน้ำผู้พิการพร้อมราวจับความสูงมาตรฐาน  
3. ป้ายข้อมูลชัดเจน ระบบอักษรเบรลล์และเสียงบรรยาย  
4. พื้นผิวกันลื่น บริเวณจุดชมวิวกม.30 และอ่างเก็บน้ำสายศร   

โดยมอบหมายนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นผู้รับผิดชอบ

แม้ “เขาใหญ่” จะเป็นก้าวแรก แต่แผนงานระยะต่อไปกำลังขยายผลอย่างเป็นระบบ
1.ใช้เป็นเวทีแสดงศักยภาพการท่องเที่ยวเพื่อทุกคนในงาน  IWAS Games 2026
2.UD Corridor เชื่อมเส้นทางอารยสถาปัตย์ระหว่างอุทยานแห่งชาติ เช่น เส้นทางเขาใหญ่-ทับลาน  
3.ชุมชนมีส่วนร่วม ฝึกอบรมชาวบ้านเป็น “ผู้ช่วยนักท่องเที่ยวพิการ”สร้างงานและรายได้ท้องถิ่น   
4.ขยายความร่วมมือทุกเครือข่ายเช่นมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล  
5.ขยาย“โมเดลอารยสถาปัตย์เขาใหญ่”เป็นต้นแบบการพัฒนา
อุทยานแห่งชาติทั้งทางบกและทางทะเลเช่นหมู่เกาะพีพี ธารโบกขรณี ดอยอินทนนท์ แก่งกระจาน ดอยผ้าห่มปกและหมู่เกาะทะเลอันดามัน เป็นต้น

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทส. ย้ำว่าภายในปี 2569 อุทยานแห่งชาติทุกแห่งจะต้องปรับปรุงให้รองรับผู้ใช้วีลแชร์ได้ครบ 100% และขยายโมเดลเขาใหญ่สู่ อุทยานแห่งชาติ 155 แห่งภายใน 5 ปี ภายใต้แคมเปญ “Tourism for All”  

สอดรับคำกล่าว"ทางลาดไม่ใช่แค่ทางเดิน...แต่เป็นสะพานเชื่อมความเท่าเทียม"โดย ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล แห่งสกสว. และคำแถลง"ความงามที่แท้จริงคือการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัส"ของนางฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ประกาศยุทธศาสตร์ "The New Thailand" ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยคุณค่า (Value over Volume) และคำกล่าวของคุณกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล “…กลุ่มคนพิการในทุกวงทั่วโลกทุกการพัฒนาทั้งในอดีตและการออกแบบตึกอาคารสถานที่ คนพิการหรือมนุษย์ล้อทั้งหลายมักจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกลืม และที่น่าเศร้ากว่านั้นอีก คือ กลุ่มคนพิการก็มักเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะถูกนึกถึง..”

สรุป 

การเปิดเส้นทาง UD ที่เขาใหญ่ไม่ใช่แค่ “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน”แต่คือ “การออกแบบและขับเคลื่อนมิติใหม่ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ”ที่เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติจากพื้นที่เฉพาะกลุ่มให้เป็นของทุกคน ภายใต้การขับเคลื่อนและวิชั่น”ทุนทางอารยธรรม“ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการนำของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนบนความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของพันธมิตรเครือข่าย พร้อมกับพิสูจน์ว่า "การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่เป็นกลไกเพิ่มศักยภาพอัพเกรดการท่องเที่ยวที่มีมูลค่า 1.78 ล้านล้านบาทด้วยมิติอารยสถาปัตย์ธรรมชาติให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ดัชนีชี้วัดการเติบโตของนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติในอุทยาน UD จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า "การท่องเที่ยวเพื่อทุกคน" (Tourism For All)สร้างกำไรหลายมิติทั้งคุณค่าทางสังคมชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ  ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไทยก้าวสู่การเป็น 1 ใน 10 ประเทศรายได้ท่องเที่ยวสูงสุดของโลกเป็นประเทศที่มีคนอยากมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกและเป็นแหล่งท่องเที่ยวอารยสถาปัตย์ทางธรรมชาติแห่งเอเชีย

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.นราธิวาส เร่งขยายผลหาตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย

พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่โรงพยาบาลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เข้าเยี่ยมให้กำลังใจและติดตามอาการบาดเจ็บเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำลังตำรวจนราธิวาสที่บาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ขณะตั้งจุดตรวจจุดสกัดบริเวณถนนสายสากอ-แว้ง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา จำนวน 6 นาย ขณะนี้ทุกนายพ้นขีดอันตรายและอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด ดังนี้ 

1. ว่าที่ร้อยตำรวจตรี วุฒิชัน แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
2. ดาบตำรวจ จิระ จุลนิล มีบาดแผลบริเวณใบหู แก้ม ปวดหัว แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
3. ดาบตำรวจ มะซากี มามุ มีบาดแผลบนใบหน้า ปากเย็บ แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
4. ดาบตำรวจ กูมหาเดร์  กูเง๊าะ  มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดีช่วยเหลือตัวเองได้
5. จ่าสิบตำรวจ ชายดี  เจ๊ะเปาะสู แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี
6. สิบตำรวจตรี โมฮเซน อาลีโต๊ะมะ แน่นหน้าอก หูอื้อ รู้สึกตัวดี

ในการนี้ พลโท ไพศาล  หนูสังข์ ได้สอบถามอาการผู้บาดเจ็บ พร้อมมอบกระเช้าเยี่ยมให้กำลังใจ ขอให้ผู้บาดเจ็บทุกนายรักษาสุขภาพ ร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็งโดยเร็ว ขอให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทีมแพทย์พยาบาล พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเรื่องสิทธิสวัสดิการให้เร็วที่สุด ยืนยันทุกภาคเร่งติดตามนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด พร้อมฝากทีมแพทย์ พยาบาล ดูแลใส่ใจใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัยเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์สายตรง แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 โทร 061-1732999 หรือเบอร์สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. 1341 และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ยะลา-บิ๊กโต้ง‘ ผบช.ภาค9!! เปิดโต๊ะแถลงข่าวปฏิบัติการลับคดีความมั่นคง ในห้วงที่ผ่านมา พร้อมด้วย หน่วยงานความมั่นคงทั้ง 3 ฝ่าย ร่วมกันแถลงข่าว 

สำหรับคืบหน้าคดีความมั่นคงนั้น (ปิดล้อมตรวจค้น 35 ครั้งสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 20 คน ออกหมายจับจำนวน 63 ออกหมายคน ล่าสุด ได้ออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 13 คน)

(1 ส.ค.68) เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง 3 ฝ่าย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย  พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4  พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายโอฬาร บิลสัน ปลัดจังหวัดยะลา ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าในคดีความมั่นคง และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในห้วงที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม อาคารศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า อำเภอเมือง 
จังหวัดยะลา  

พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า โดยผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  ดำเนินการเร่งรัดติดตามตัวผู้ก่ออาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว และกำชับทางเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบในเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กำชับให้หน่วยขึ้นตรงที่เกี่ยวข้อง ติดตามผู้กระทำผิดและบังคับใช้กฎหมาย โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ไม่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ดำเนินการใช้มาตราการจากเบาไปหาหนัก คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ต่อเมื่อมีพยานหลักฐาน ที่น่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวกับการก่อเหตุ เท่านั้น 

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 บอกว่า ความคืบหน้าทางด้านคดีความมั่นคงในห้วงที่ผ่านมา ทางกองกำลังทหารพราน งานสืบสวนคดีความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันติดตามผู้กระทำผิดเพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งผลการดำเนินการในห้วงเดือน กรกฎาคม เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 35 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 20 คน ปัจจุบันมีผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ในกระบวนซักถาม รวม 18 คน เกี่ยวข้อง 10 เหตุการณ์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดในพื้นที่ฝั่งอันดามัน การดำเนินคดี  ได้รวบรวมพยานหลักฐาน นำไปสู่การออกหมายจับ จำนวน 63 หมาย จับกุมแล้ว 13 หมาย รวมผู้ต้องหา 13 คน  

ทั้งนี้ ทุกคดีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพื่อออกหมายจับและติดตามจับกุม การเชิญตัวสู่กระบวนการซักถาม เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนสอบสวนชั้นก่อนการดำเนินคดี ซึ่งเป็นกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรับทัศนคติ ระงับยับยังเหตุ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดและให้การเป็นประโยชน์ ได้กลับคืนสู่สังคม เมื่อตรวจสอบพยานหลักฐานว่าไม่ส่วนเกี่ยวข้องภายหลักจากการซักถามตามเหตุควรสงสัยต่างๆ 

“จากการปฏิบัติการเชิงรุกในห้วงเดือน เมษายน 2568 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนรู้ตัวผู้กระทำความผิดโดยคลี่คลายคดีไปแล้ว 20 คดี นำไปสู่การออกหมายจับ 101 หมาย จับกุม 36 คน 38 หมาย 

สำหรับการแยกประเภทผู้ก่ออาชญากรรมออกจากชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ได้ใช้ชีวิตตามปกติสุขเหมือนที่ผ่านมา 

การปฏิบัติที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่เท่าที่จำเป็น  โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน นิติธรรม นิติรัฐ บังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาค และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น สำหรับผู้ก่ออาชญากรรม ผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน หรือ ผู้ก่อเหตุ  เจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล และการพิจารณาในชั้นศาลทุกคดี ต้องขอบคุณเครือข่ายภาคประชาชน และชุมชนที่ได้ให้ความร่วมมือ แจ้งเบาะแสต่างๆ ที่เป็นประโยชน์  เราจะร่วมกันทำให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”  

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าทางด้านคดีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปตามหลักสากล พบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน  ส่วนเหตุระเบิด ที่ จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา นั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ซึ่ง ในคดีนี้ได้ดำเนินการสืบสวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยภาพรวมรายละเอียด พบว่า มีการดำเนินการ เตรียมการก่อเหตุตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา67  และ มีการสำรวจเป้าหมาย จนกระทั่งมาก่อเหตุในช่วงปลายเดือนมิถุนายน มีจุดมุ่งหมายให้เกิดระเบิดในช่วงปลายปี เพื่อทำลายต่อระบบเศรษฐกิจ เป้าหมายคือพื้นที่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่  คดีนี้ทำการสืบสวนจนเสร็จสิ้น ทราบตัวผู้กระทำความผิดรวม 26 คน ศาลอนุมัติหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังทยอยแจ้งข้อกล่าวหาสุดท้ายอีกประมาณ 5 คน 

“ในส่วนของความปลอดภัย ระเบิดที่ใช้ในเหตุนี้ 16 ลูก ทางท่านแม่ทัพภาค 4  สั่งการให้กำลังในพื้นที่ เก็บกู้ทั้งหมดแล้ว พื้นที่ปลอดภัย ส่วนมาตรการป้องกัน ทางท่านผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็ได้กำชับให้กำลังในพื้นที่ตรวจตรา เฝ้าตรวจ เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่ท่องเที่ยว ในเขตภูธรภาค 8 และภาค 9 ส่วนเหตุผลในการวางระเบิด เพื่อให้เกิดเหตุระเบิดในช่วงปลายปี ก็สืบเนื่องมาจากต้องการปกปิดร่องรอย หลักฐาน ไม่ว่าจะเป็น CCTV หรือหลักฐานทางดิจิตอลต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการแก้ไขการจัดเก็บภาพให้นานขึ้นแล้ว ระเบิดทุกลูกถูกตั้งเวลามากกว่า 4 เดือนขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามขอให้มั่นใจ ในเรื่องของความปลอดภัยพื้นที่ท่องเที่ยว ที่ได้มีการวางมาตรการเอาไว้แล้ว”

ตำรวจภูธรภาค 2 กัดไม่ปล่อย สืบภาค 2 แกะรอยจาก 6 เม็ด ล่าแก๊งยานรกภาคตะวันออก 'ตุ๊ก บางทราย' ยึดไอซ์ คีตามีน 115 กก.

(1 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 นำโดย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ  ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 (ผบก.สส.ภ.2) และ พ.ต.อ.วราวุธ  เจริญชนม์ รอง ผบก.สส.ภ.2 ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ตะวันออก เครือข่าย ตุ๊ก บางทราย โดย พ.ต.อ.วราวุธ  นำกำลังตำรวจสืบภาค 2 ปฏิบัติการร่วมกับ ปปส.ภาค 2 นำหมายศาลจังหวัดชลบุรี เข้าค้นจุดพักยาเสพติด 4 จุดในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ตรวจยึดไอซ์  และคีตามีน ผสมกันอยู่ รวมประมาณ 115 กิโลกรัม หากยาเสพติดลอตนี้หลุดรอดออกสู่ท้องตลาด จะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 20 ล้านบาท สร้างความเสียหายต่อสังคมและเยาวชนในวงกว้าง  และชุดสืบสวนดำเนินการออกหมายจับตุ๊ก บางทราย ตัวการรายใหญ่ต่อไป  

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า การตรวจยึดยาเสพติดในพื้นที่ชลบุรีครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลแก้ไขปัญหา ยาเสพติดโดยเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” โดยตนกำชับตำรวจทุกกองบังคับการ ทุกสถานี ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 สืบสวนสอบสวนปราบปรามดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยรายนี้เป็นตัวอย่างของการเกาะติดของสืบภาค 2 ขยายผลจากคดีครอบครองยาบ้า 6 เม็ด ที่จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง เมื่อวันที่ 21 ก.ค.68 เจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 2 และตำรวจ สภ.เพ จ.ระยอง จับกุม นายอนันต์ฯ พร้อมยาบ้า 6 เม็ด ก่อนขยายผลไปยัง นายสังคม หรือบอย พบยาบ้า 104 เม็ด ยาอี 67 เม็ด และอาวุธปืนอีก 1 กระบอก จากนั้นตำรวจบุกจับ นายอภิชัย หรือเอ้ ผู้ค้ารายใหญ่ใน อ.บ้านค่าย พร้อมของกลางยาบ้า 20,953 เม็ด และยาเค 137.98 กรัม ซึ่งซัดทอดว่า “ตุ๊ก บางทราย” คือผู้สั่งการและพักยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออก สืบสวนขยายผลจนทราบตัวการรายใหญ่ และทราบการซุกซ่อนยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี นำมาสู่การยึดของกลางได้จำนวนมากครั้งนี้ และจะเร่งไล่ล่าจับกุม ตุ๊ก บางทราย มาดำเนินคดีต่อไป ปฏิบัติการสำคัญครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเฉียบขาดในการสืบสวน วิเคราะห์ข้อมูล และวางแผนยุทธการของ พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์ รอง ผบก.สส.ภ.2 “นักสืบมืออาชีพ” ที่ลงมือวิเคราะห์ข้อมูลทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ประสานทุกฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถบุกจับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามจังหวัดได้สำเร็จ ถือเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ ควรค่าแก่การยกย่อง และ เป็นแบบอย่างของตำรวจยุคใหม่ ที่ทำงานด้วยหัวใจและจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

“ตำรวจภูธรภาค 2 มุ่งมั่นปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เป้าหมายของเราคือปราบปรามผู้ค้าทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง และนำผู้เสพเข้าสู่การบำบัด จะไม่ปล่อยให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในพื้นที่ทั้งในชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว ก่อปัญหาสังคม สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้ประเทศ ทั้งนี้หากมีเบาะแสแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้านท่าน หรือโทร. 191 “


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top