Saturday, 13 June 2026
TheStatesTimes

‘รุ้ง ปนัสยา’ ย้อนเรื่องราวชีวิต 5 ปี โดน 25 คดี เป็นคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 ถึง 10 คดี วอน พท. โหวตนิรโทษกรรมรวมคดีมาตรา 112 ด้วย

(15 ก.ค. 68) รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และ นักสิทธิมนุษยชนชาวไทย ที่ต้องคดีทางการเมืองหลายต่อหลายคดี ซึ่งปัจจุบันได้หนีคดีไปอาศัยอยู่ต่างประเทศ ตั้งแต่ต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กล่าสุด ระบุว่า สวัสดีค่ะทุกคน ห่างหายกันไปนานเลย นี่รุ้งเองนะคะ เด็กผู้หญิงเสื้อแดงที่กล่าวข้อเสนอ 10 ข้อในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ลานพญานาค เมื่อวันที่ 10 สิงหา 63 คนนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นผ่านมา 5 ปีแล้วนะคะ เพียงเป็นนักศึกษาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝัน ปรารถนาให้เราทุกคนได้อยู่ในสังคมที่ดีกว่านี้ จึงถูกดำเนินคดีทางการเมืองอย่างน้อย 25 คดี และเป็นคดีตามมาตรา 112 ถึง 10 คดีด้วยกัน และสิ่งที่นักศึกษาคนนั้นเคยทำจนถูกดำเนินคดีทั้งหมดนั้น มีดังนี้

1. ใช้ปากพูดความคิดเห็นของตัวเองในที่ชุมนุมผ่านเครื่องขยายเสียงหรือปากเปล่า
2. ตั้งคำถามถึงการกระทำและความโปร่งใสของสถาบันกษัตริย์
3. จัดและร่วมการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอาวุธและความรุนแรง ในมหาวิทยาลัยและที่สาธารณะ
4. แชร์โพสต์ที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหาร สถาบันกษัตริย์
5. ใส่เสื้อครอปทอปเดินสยามพารากอน

ที่ผ่านมารุ้งเข้าเรือนจำไปทั้งหมด 4 ครั้ง อดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว 1 ครั้ง (37 วัน) และทุกครั้งที่ถูกขังคือช่วงสอบ ถูกตัดผมจนเหลือเท่าติ่งหูที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ถูกใส่กำไลอีเอ็มและกักให้อยู่แต่ในบ้าน 24 ชม. รวมประมาณ 1 ปี ถูกติดตามนับครั้งไม่ถ้วน ถูกขับรถไล่ตาม ถูกอายัดตัวโดยไม่มีหมายจับ ถูกนำกล้อง cctv มาติดล้อมรอบบริเวณบ้านที่อาศัยอยู่กับเพื่อน ๆ ถูกผู้พิพากษาชนาธิปเรียกเข้าห้องไปด่าและดูถูกในวันที่ถูกเบิกตัวจากเรือนจำไปศาลเพื่อพิจารณาคดี ถูกซุ่มจับที่บริเวณบ้านพัก (ในสำนวนคดีนี้เขียนว่ามีสายลับรายงานความเคลื่อนไหวด้วย) ถูกแฮกด้วย pegasus spyware 4 ครั้ง ถูกตัดต่อรูปไปในทางอนาจาร ถูกขู่ฆ่า ข่มขืน ด่าทอมากมายในทางออนไลน์ ถูกศาลอยุธยาออกหมายจับเพราะติดพรีเซนต์งานกลุ่มป.โท ที่มหาวิทยาลัย และอีกมากมาย

และทุกคนทราบไหมคะว่าในการสืบพยานคดีที่เป็นมาตรา 112 ที่พยานต้องกล่าวถึงหรือต้องขอเรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ศาลก็จะมีท่าทีที่ไม่ให้ความร่วมมือและควาทเป็นธรรมในการพิจารณาคดี เช่น ไม่ให้เรียกพยานหลักฐานมาต่อสู้คดี บอกว่าไม่เกี่ยวข้องทั้ง ๆ ที่มันเกี่ยว ใช้คำพูดไม่ดีกับฝั่งจำเลย บางทีก็พูดออกมาเลยว่ายังไงก็จะพิพากษาว่าผิด โน้มน้าวให้รับสารภาพ ไม่ให้จำเลยพูด ไม่ให้คนทั่วไปเข้าฟังในห้องพิจารณาทั้ง ๆ ที่เป็นคดีเปิด ศาลที่นั่งบนบัลลังก์มักจะต้องขึ้นไปถามผู้บริหารศาลว่าจะมีคำสั่งแบบไหน เป็นคดีที่ผู้พิพากษาไม่สามารถมีอิสระในการพิจารณาและตัดสินได้

มีผู้พิพากษาคนหนึ่งเคยพูดกับรุ้งว่า ศาลทำอะไรไม่ได้หรอก รุ้งกับเพื่อนต้องไปผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมยังจะพอมีโอกาส

พรรคการเมือง นักการเมือง ที่เคยพูดว่าจะสนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ที่เคยพูดว่าเห็นใจเด็ก ๆ ที่เคยช่วยเรียกร้องให้มีการปล่อยพวกเราออกมาจากเรือนจำ พรรคเพื่อไทยที่เคยออกแถลงการณ์เรื่องมาตรา 112 วันเดียวกันกับที่รุ้งกรีดข้อมือเป็นเลข 112 ขีดฆ่า รุ้งขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ขอรบกวนช่วยกันอีกซักครั้งจะได้ไหมคะ ให้มีการนิรโทษกรรมที่รวมคดีมาตรา 112 ด้วย

การนิรโทษกรรมรวมมาตรา 112 อาจสร้างความไม่พอใจให้คนบางกลุ่ม ใช่ค่ะ แต่คดีมาตรา 112 เป็นคดีทางทางเมืองที่ควรจะถูกรวมมาอยู่ในการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ด้วย ท่านอาจกลัวการโดนยุบพรรคหากท่านโหวตผ่านนิรโทษกรรมรวม 112 แต่ท่านก็ยังมีชีวิต แต่คนที่อยู่ในเรือนจำ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ผู้ลี้ภัยที่กลับบ้านไม่ได้ ชีวิตของเขา ชีวิตของพวกเราสำคัญสำหรับท่านเพียงใด

นี่ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นเรื่องของสังคมที่จะร่วมหาทางออกด้วยกัน รุ้งไม่ได้มาขอเพราะเป็นตัวรุ้งเองที่ถูกดำเนินคดี แต่ในจำนวนตัวเลขผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2563 คนส่วนใหญ่คือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีบทบาทนำ ไม่ได้มีใครรู้จัก

และถึงจะมีใครรู้จัก อย่างรุ้งเองหรือคนอื่น ๆ พวกเราก็เป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีกำลังที่จะไปสร้างความเปลี่ยนแปลงในแบบที่พวกท่านกลัวได้

พวกเราเป็นเพียงคนธรรมดา เป็นประชาชนที่แสดงความคิดเห็น ตั้งคำถามถึงสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพียงหวังจะเห็นสังคมที่ดีกว่า

พวกเราเป็นมนุษย์ มีชีวิต มีจิตใจ มีครอบครัว มีคนรัก มีเลือดสีแดงไม่ต่างกับท่าน

รุ้งขอส่งกำลังใจให้พวกท่านมีความกล้าหาญ มากพอที่จะตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยในวันพรุ่งนี้ #นิรโทษกรรมรวม112

อดีตพลเมืองสหรัฐฯ ได้รับสัญชาติรัสเซีย หลังช่วยกองกำลังหมีขาว!! ลอบส่งพิกัดโจมตียูเครน

(15 ก.ค. 68) แดเนียล มาร์ตินเดล (Daniel Martindale) ชาวอเมริกันที่ร่วมปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกองทัพรัสเซียในสงครามยูเครน ได้รับสัญชาติรัสเซียในพิธีมอบพาสปอร์ตอย่างเป็นทางการ ณ สำนักงานผู้แทนสาธารณรัฐโดเนตสค์ (DPR) ในกรุงมอสโก เมื่อไม่นานนี้

เดนิส ปูชิลิน (Denis Pushilin) ผู้นำ DPR ระบุว่า สัญชาติรัสเซียที่มาร์ตินเดลได้รับ เป็น “เครื่องหมายแห่งความไว้วางใจระดับสูงสุดจากรัฐ” ซึ่งออกโดย วลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เพื่อยกย่องความกล้าหาญและความเสียสละในการส่งข้อมูลเป้าหมายทางทหารของยูเครนให้กับรัสเซียนานถึง 2 ปี

โดยก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่า มาร์ตินเดลเคยแอบเข้าออกแนวหน้าหลายครั้ง เพื่อตรวจหาตำแหน่งของฝ่ายยูเครนและส่งข้อมูลให้รัสเซีย ซึ่งถูกใช้ในการโจมตีอย่างได้ผล จนในเดือนพฤศจิกายน 2024 รัสเซียลอบพาตัวเขาออกมาจากพื้นที่ที่ยูเครนควบคุมได้สำเร็จ

เจ้าตัวยอมรับว่า “ฝันอยากเป็นพลเมืองรัสเซียมีมาตั้งแต่ 10 ปีก่อน” พร้อมเผยว่าอยากสร้างครอบครัวและเลี้ยงดูลูกในประเทศที่เขารู้สึกว่า “ไม่ใช่แค่บ้าน แต่เป็นครอบครัว” โดยพ่อแม่ของเขาก็มีความตั้งใจจะย้ายจากสหรัฐอเมริกามาอยู่ในรัสเซียด้วยเช่นกัน

‘ชูวิทย์’ ขอโทษ ‘เนวิน’ ปมถูกฟ้องหมิ่นประมาท ยันไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง เพียงอุดมการณ์แตกต่างกัน

(15 ก.ค. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ผมเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่อยากเห็นความยุติธรรมในสังคม แต่ความยุติธรรมนั้นย่อมมีต้นทุนเสมอ ต้นทุนนั้นคือ การต่อสู้ ที่นำไปสู่คดีความต่างๆ ในศาล

คดีที่คุณเนวินฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาทที่ศาลบุรีรัมย์ จากการที่ผมพูดพาดพิงคุณเนวินด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
ผมรับสารภาพ และศาลลงโทษปรับ ขอกราบขอบพระคุณศาลที่ได้โปรดเมตตาผม ด้วยเห็นแก่สภาพร่างกายที่ป่วย
อีกทั้งในโอกาสนี้ ผมต้องขอโทษคุณเนวิน และขอบคุณที่ไม่คัดค้าน

ผมกับคุณเนวินนั้นไม่เคยมีเรื่องบาดหมางโกรธเคืองกันมาก่อน เพียงแค่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน
บางคำพูดอาจรุนแรงเกินไป จนไปทำร้ายจิตใจของคุณเนวิน และครอบครัว 
รวมไปถึงประเด็นโพสต์ “แผนสมรู้ร่วมคิด”

ที่ไม่มีเจตนากล่าวหาว่าคุณเนวิน หรือพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวข้องกับ “ฮุนเซน” เรื่องผลประโยชน์คาสิโน
ขอยืนยันว่าเขียนโดยไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้น 

และผมขอขอบคุณ คุณเนวินที่เข้าใจ ให้อภัย เพราะสุดท้ายผมคิดว่าการให้อภัยน่าจะทำให้
เรื่องจบลงด้วยดี

โดยผมยินดีขอโทษ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อคุณเนวิน และลบโพสต์ดังกล่าวที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

ขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้กำลังใจผมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

‘โคลอมเบีย-แอฟริกาใต้’ เปิดเวทีต้านอิสราเอล 20 ชาติจ่อใช้ “กฎหมายระหว่างประเทศ” เอาผิดยิว

(15 ก.ค. 68) กลุ่มประเทศ 20 ชาติ นำโดยโคลอมเบีย-แอฟริกาใต้ ร่วมจัดงานซัมมิตฉุกเฉินวันที่ 15-16 ก.ค. ที่กรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เพื่อลงมติใช้มาตรการจริงกดดันอิสราเอล หลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศจากปฏิบัติการในกาซา โดยมีสมาชิกหลักอย่างมาเลเซีย คิวบา และเซเนกัล ในกลุ่ม “ฮากกรุ๊ป” ที่ก่อตั้งเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เข้าร่วมด้วย

สหรัฐฯ แถลงประณามเวทีนี้ทันที โดยระบุว่าการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นภัยต่อระเบียบโลก และอาจเปิดทางให้กลุ่มประเทศต่อต้านตะวันตกโจมตีไม่เพียงแต่อิสราเอล แต่รวมถึงสหรัฐฯ และพันธมิตรด้วย

ด้านคณะผู้แทนอิสราเอลประจำยูเอ็นออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “สิ่งที่หลายประเทศในเวทีนี้ลืม คือจุดเริ่มต้นของสงคราม มาจากการสังหารประชาชนกว่า 1,200 รายเมื่อ 7 ต.ค. 2023 โดยฮามาส และจนถึงวันนี้ ยังมีชาวอิสราเอลอีก 50 คนถูกจับตัวไว้ในกาซา” พร้อมย้ำว่า “สงครามจะไม่ยุติ ตราบใดที่ตัวประกันยังไม่ถูกปล่อย”

เวทีนี้มีผู้แทนจากกว่า 20 ประเทศเข้าร่วม เช่น จีน ตุรกี สเปน ไอร์แลนด์ แอลจีเรีย อินโดนีเซีย รวมถึงผู้แทนปาเลสไตน์ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเอ็น เช่น ฟิลิปป์ ลาซซารินี จาก UNRWA และฟรานเชสกา อัลบาเนเซ นักสิทธิมนุษยชนที่เพิ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ร่วมกล่าวถ้อยแถลงผ่านวิดีโอด้วย

รีสอร์ทสุดหรูในกัมพูชา... ไม่ใช่ฐานทัพหรอก แค่ทำไว้เผื่อพี่ใหญ่มาขอจอดเครื่องบินรบ - เรือดำน้ำ

(15 ก.ค. 68) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จุดเล็ก ๆ บนแผนที่อย่าง “ดาราสากอร์” ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลกัมพูชา กลับกลายเป็นจุดที่สายตาของทั้งโลกหันมาจับจ้อง เพราะแม้จะถูกเสนอให้เป็นโครงการพัฒนาเมืองตากอากาศ รีสอร์ต สนามบินและท่าเรือพาณิชย์ แต่ด้วยรันเวย์ที่ยาวเกินจำเป็น ความลึกของท่าเรือที่สามารถรองรับเรือรบขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนเตรียมพร้อมทางทหาร—ทุกสิ่งนี้ล้วนชี้นำไปในทิศทางเดียวกันว่า “จีนอาจกำลังวางหมากใหญ่ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก”

สหรัฐอเมริกาเองไม่ได้นิ่งเฉยต่อพัฒนาการดังกล่าว และเลือกตอบโต้ผ่านการคว่ำบาตรโดยตรง โดยเจาะเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของกัมพูชา รวมถึงผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียส่วนตัวจากการพัฒนาโครงการท่าเรือเรียม ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังประกาศห้ามการส่งออกอาวุธให้กับกัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าการอนุญาตให้จีนตั้งฐานที่มั่นในภูมิภาคคือ “การละเมิดอธิปไตย” และเป็นแผนแฝงเพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่ท่าทีแข็งกร้าวของวอชิงตันกลับไม่ได้ส่งผลเท่าที่คาดในระดับภูมิภาค นักยุทธศาสตร์อาเซียนจำนวนมากยังคงรักษาความสงบและวางท่าทีอย่างระมัดระวัง หลายคนยอมรับว่าการที่จีนมีอิทธิพลลึกซึ้งในกัมพูชาเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้เสนอทางเลือกที่น่าดึงดูดหรือช่วยเหลือในระดับที่เท่าเทียมกัน พวกเขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจหากกัมพูชาจะเอนเอียงไปในทิศทางที่ผลประโยชน์พาไป

สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่กึ่งกลางของแรงกดดันจากทั้งสองขั้ว—จีนผู้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจรายใหญ่ และสหรัฐฯ ผู้เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงยาวนาน—สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลและวางตัวเป็นกลางอย่างมียุทธศาสตร์ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ เองก็เริ่มเข้าใจว่าการบีบให้ไทยเลือกข้างอย่างชัดเจนนั้นอาจไม่เป็นผลดีในระยะยาว เพราะไทยมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการประคับประคองเสถียรภาพของภูมิภาค

สิ่งที่น่าจับตาในขณะนี้คือแม้จีนจะยังไม่ส่งทหารเข้าประจำการที่ดาราสากอร์หรือเรียมแบบเปิดเผย แต่โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังสร้างขึ้นนั้นก็พร้อมรองรับการใช้งานทางทหารทันทีหากเกิดความจำเป็น และแม้จีนจะอ้างว่าเป็นเพียงการ “ป้องกันตัว” ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหมากนี้ส่งผลกระทบต่อสมดุลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในโลกที่กำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากการช่วงชิงอิทธิพล การไม่เปิดโอกาสให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ยังพอรักษาความสงบสุขของภูมิภาคไว้ได้ และหากจะมีบทบาทใดที่ไทยควรรับเอาไว้ในห้วงเวลานี้ คงไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการ “ค้ำเสถียรภาพ” อย่างที่เคยทำมาตลอดในประวัติศาสตร์การทูตไทย

16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงดนตรีครั้งแรก หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันนี้ เมื่อ 67 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ไปยังหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงดนตรีและพระราชทานข้อคิดแก่นิสิตจุฬาฯ อันเป็นการเริ่มต้นของ “วันทรงดนตรี” ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ได้เสด็จฯ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อทรงดนตรีและทรงสังสรรค์ร่วมกับนิสิตนักศึกษาเป็นการส่วนพระองค์ด้วยความเป็นกันเอง สร้างบรรยากาศอันอบอุ่น สนุกสนานและประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ วันทรงดนตรี เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแก่คณาจารย์และนิสิตจุฬาฯ ที่ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ประสูติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 และด้วยเหตุที่สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ใหม่ ประสูติในช่วงเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์จะพระราชทานนามให้มีคำว่า “จุฬา” อยู่ในพระนามนั้นด้วย และก็ได้พระราชทานนามว่าเจ้าฟ้า “จุฬาภรณ์” 

จากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นิสิตจุฬาฯ เข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2500 ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร ต่อมาได้รับสั่งกับนายสันทัด ตัณฑนันทน์ หัวหน้าวงดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาฯ สมัยนั้นว่า จะนำ วงลายคราม มาบรรเลงที่จุฬาฯ งานวันทรงดนตรี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้เสด็จฯ มาทรงดนตรีที่จุฬาฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2501 – พ.ศ. 2516 หลังจากนั้นทรงมีพระราชภารกิจเพิ่มขึ้นจึงไม่ได้เสด็จฯ มาทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัยอีก

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังแกนนำองค์องค์กรเครือข่าย ขับเคลื่อนงาน ด้านสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาคนพิการทางจิต

(16 ก.ค. 68) สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นำโดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย และแกนนำองค์กรเครือข่ายทั่วประเทศ จัดโครงการเสริมพลังแกนนำองค์กรเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตกับการพัฒนาคนพิการทางจิต และประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 9 – 12 กรกฎาคม 2568 ณ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ถนนสนามบิน ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  และที่ห้องประชุมแกรนด์ภูคำ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่  โดยมีสมาชิกชมรมเครือข่ายของสมาคมทั่วประเทศเข้าร่วมงาน  ทั้งนี้ ได้จัดพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่อลังการ โดยมี นายพิสิฐ  พูลพิพัฒน์  ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์   เป็นประธานในพิธีเปิดงาน  ผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้  มีทั้งภาครัฐ และเอกชน  รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจในกิจกรรมของงาน

นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคม ได้กล่าวว่า สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศ มีชมรมเครือข่ายทั่วประเทศจำนวน 157 ชมรม ที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 สมาคมจะมีการขยายเครือข่ายในเขตกรุงเทพมหานครอีกจำนวน 12 เขต และอีกจำนวน 15 อำเภอ ใน 8 จังหวัดของภาคใต้  ซึ่งสมาคมจะมีสมาชิกชมรมเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านจิตเช  และมีสมาชิกรายบุคคลทั้งหมด 8,423 คน  เป็นสมาชิกสามัญจำนวน 5,970 คน แบ่งเป็นคนพิการทางจิต 4,282 คน ผู้ดูแล 1,686 คน สมาชิกวิสามัญ  2,453 คน  โดยสมาคมฯ พบว่าคนพิการทางจิตส่วนมากยังไม่ได้รับการจ้างงานตามกฎหมายอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการประกอบอาชีพอิสระ ผลมาจากการที่คนพิการทางจิตยังขาดการฟื้นฟูทักษะด้านอาชีพ ซึ่งการมีอาชีพมีงานทำของคนพิการทางจิตถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ เพราะการทำงานมีอาชีพและมีรายได้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน บทบาทและหน้าที่ที่สำคัญของแกนนำขององค์กรเครือข่าย  จึงมีความจำเป็นอย่างมาก  ที่จะช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน   พร้อมผลักดันให้คนพิการทางจิตเข้าถึงสิทธิต่างๆที่รัฐจัดให้ได้เพิ่มมากขึ้น กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมการประชุม ,การเสวนา, การบรรยายความรู้ทางวิชาการในหัวข้อต่างๆ อาทิ
 
• บรรยาย “สติปัญญาทุกลมหายใจเพื่อสันติสุขอย่างยั่งยืน”
วิทยากรโดย พระครูสังฆกิจดิลก, ดร. เจ้าอาวาสวัดสารอด กทม.
• เสวนา“แผนยุทธศาสตร์สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ประจำปี 2568-2571 และแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชของชมรมเครือข่าย”
วิทยากรโดย รศ. ดร.ศุภชัย เหมือนโพธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาคุณภาพชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงเสน
• เสวนา “โอกาสคืนสู่สังคมของผู้ป่วยจิตเวชกับบทบาทสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว”
วิทยากรโดย 
1.คุณต้นกล้า ชัยอนันต์ ปันชู ผู้ประกาศข่าวช่อง 8 สื่อทีวีดิจิทัล
2.คุณเบนซ์ จิรายุ จันทรวงษ์ อินฟูเรนเซอร์ ชื่อดัง และ ผู้สื่อข่าวโซเชียล
3.คุณบอล ณัฐพล รัตนิพนธ์ ผู้ดำเนินรายการ
• บรรยาย “ปลูกพลังจิตอาสา สร้างเครือข่ายเยียวยาใจในชุมชน”
วิทยากรโดย ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ร่วมด้วยวิทยากรสมทบ และที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ในการแบ่งกลุ่มทำแผนปี 2569   ประกอบด้วย
1.เครือข่ายภาคเหนือ
วิทยากรโดย น.ส.ญาณี ชีวะเจริญ กรรมการบริหารสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
2.เครือข่ายภาคกลาง
วิทยากรโดย นางกัลยา อ่อนจันทร์ ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
3.เครือข่ายภาคอีสาน
วิทยากรโดย นางณัฐกฤตา พึ่งสุข ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
4.เครือข่ายภาคตะวันออก
วิทยากรโดย นางฉวีวรรณ ป้องพาล ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
5.เครือข่ายภาคใต้
วิทยากรโดย พ.ต.ท.สันติ ลามะ ที่ปรึกษาเครือข่ายสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย 
สาขาภาคใต้ 
6.เครือข่ายเขตกรุงเทพมหานคร 
วิทยากรโดย รศ. ดร.ศุภชัย เหมือนโพธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาคุณภาพชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิททยาเขตกำแพงเสน 
7.ชมรมตะวันทอแสง (ชมรมของคนพิการทางจิตโดยคนพิการทางจิตและเพื่อคนพิการทางจิต) วิทยากรโดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ  นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมออกบูทร้านค้าจากแกนนำชมรมเครือข่ายองค์กรภายใต้สมาคม เพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จากภาคต่างๆจำนวนมากกว่า 70 ร้านค้า ที่นำสินค้าจาก ผู้บกพร่องทางจิตเป็นผู้ผลิต  รวมทั้งของแกนนำ อาสาสมัครจากชมรมต่างๆมาจัดจำหน่าย เพื่อเป็นการฝึกอาชีพ ฝึกการขาย ฝึกวิธีการจัดจำหน่ายให้แก่คนพิการและองค์กรเครือข่ายต่างๆทั่วประเทศ  ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก

ขอนแก่น - "มทบ.23" รับมอบเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน "เพื่อนช่วยเพื่อน" พื้นที่อีสานเหนือ

(15 ก.ค. 68) ด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเมล็ดพันธุ์พืชให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทหารพันธุ์ดีชุมชนเบิกบานอาหารปลอดภัยในพื้นที่อีสานตอนบนจำนวน 50 โรงเรียนเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารแก่นักเรียน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ที่ กองพลทหารม้าที่ 3 อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น พันโท เรืองฤทธิ์ ศรีโยธา รองผู้บังคับกองพันมณฑลทหารบกที่ 23 เป็นผู้แทนผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 เข้ารับมอบเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน "เพื่อนช่วยเพื่อน" พื้นที่อีสานเหนือ โดยมีพลตรี เรืองพงษ์ วงษ์ศรีสุข ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 3 เป็นประธานในการมอบ ที่ กองพลทหารม้าที่ 3 เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนในความพื้นที่รับผิดชอบ 1 โรงเรียน ได้แก่โรงเรียนพระเทพญาณวิศิษฏ์อุดมวิทย์ ตำบลนิคมห้วยผึ้ง อำเภอห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์

เพื่อใช้เพาะปลูกเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียน และแบ่งปันผลผลิตให้กับชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ตามแนวพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี โดยโครงการทหารพันธุ์ดี มณฑลทหารบกที่ 23 จะนำเมล็ดพันธุ์ ไปมอบให้กับโรงเรียน และแนะนำการเพาะเมล็ด การเตรียมเพาะปลูกต่อไป

‘ทรัมป์’ เทหมดหน้าตักให้ขีปนาวุธยูเครน เล็งส่ง Tomahawk ยิงไกลถึงใจกลางมอสโก

(16 ก.ค. 68) มีการเปิดเผยจาก The Washington Post ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี โดยได้ถามตรงๆ ว่าทำไมยูเครนยังไม่โจมตีกรุงมอสโก ซึ่งเซเลนสกีตอบกลับว่า “เราทำได้ ถ้าคุณให้เราใช้ขีปนาวุธ”

ขณะเดียวกัน Financial Times รายงานว่า ทรัมป์ยังสนับสนุนให้ยูเครนโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียมากขึ้น และกำลังพิจารณาส่งขีปนาวุธ โทมาฮอว์ก (Tomahawk) ซึ่งมีพิสัยการยิงไกลถึง 1,600 กิโลเมตร (1,000 ไมล์) ให้ยูเครน และเป็นอาวุธเดียวกับที่สหรัฐฯ ใช้โจมตีอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้

แม้ยังไม่มีการยืนยันว่าจะส่ง Tomahawk อย่างเป็นทางการ แต่อาวุธชนิดนี้สามารถยิงไกลถึงมอสโกได้ และอาจกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ในสงครามยูเครน-รัสเซีย โดยทรัมป์ได้ทุ่มงบอาวุธหลายพันล้านดอลลาร์ให้ยูเครนแล้วในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับท่าทีต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินนั้น ทรัมป์กล่าวว่า "ผิดหวังแต่ยังไม่จบ" พร้อมขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าจากรัสเซียเป็น 100% หากเครมลินไม่ยอมตกลงเจรจาสันติภาพภายใน 50 วันข้างหน้า

‘รทสช.’ ยันไม่รับร่าง กม.นิรโทษกรรมพรรคส้ม – ประชาชน พร้อมแจ้งวิปรัฐบาลจะรับร่างของ ภท. ชี้ มีหลักการตรงกัน

พรรครวมไทยสร้างชาติ มีมติแจ้งวิปรัฐบาลรับ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ฉบับพรรคภูมิใจไทย ปิดประตูนิรโทษกรรม ม.112 

(15 ก.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2568 ว่า ในการประชุมพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาตินำการประชุม 

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาในที่ประชุมวิปรัฐบาลนั้น ทางวิปพรรคร่วมรัฐบาลได้มีมติให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคได้หารือในส่วนของพรรคการเมืองถึงการลงมติร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เสนอเพิ่มเติมขึ้นมา จากเดิมร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือในบางฉบับใช้ชื่อว่าร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมมีทั้งหมด 4 ร่าง ได้แก่ 

- ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ 
- ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยนายปรีดา บุญเพลิง 
- ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เสนอโดยพรรคประชาชน
- และร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เสนอโดยภาคประชาชน 

ทั้งนี้ ทางพรรครวมไทยสร้างชาติจึงได้มีการหารือกัน ในส่วนของการลงมติเพื่อรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขของพรรคภูมิใจไทย ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวมีจุดยืนที่ตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ

1.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ปิดประตูการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่สำคัญ และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติมีจุดยืนที่เข้มแข็งและชัดเจนในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ 

2.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่มีการนิรโทษกรรมในคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริต คอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตในส่วนของการเลือกตั้ง  หรือการทุจริตในกรณีอื่น ๆ โดยเด็ดขาด 

3.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่มีการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดอาญาร้ายแรง เช่น การกระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยนั้นมีหลักการเช่นเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ และมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกันดังนั้นทางพรรครวมไทยสร้างชาติจึงมีมติแจ้งไปยังวิปรัฐบาลว่าเราจะรับหลักการในวาระที่ 1 ของร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย

“ซึ่งในวันนี้ ทางพรรครวมไทยสร้างชาติจะมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติเอง ฉบับที่เสนอโดยนายปรีดา บุญเพลิง และฉบับที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และสำหรับร่างพระราชบัญญัติที่ 2 ฉบับที่ทางพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติไม่รับหลักการ ได้แก่ ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาชน เนื่องจากข้อเสนอนิรโทษกรรมเป็นปลายเปิดและอาจจะนำมาสู่การนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ และฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชน เนื่องจากระบุชัดเจนว่าจะมีการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดมาตรา 112”  นายอัครเดช กล่าวในตอนท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top