Saturday, 13 June 2026
TheStatesTimes

เชียงใหม่- พิธีมอบเงินสงเคราะห์ ให้เเก่บุพพาการีทุพพลภาพ เเละบุตรที่มีความต้องการพิเศษของกำลังพล มทบ.33 ประจำปี 2568

เมื่อวานนี้ (4 ก.ค. 68) เวลา 10.30 น พล.ต.ธีระ ผดุงสุนทร ผบ.มทบ.33 พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา และ พ.อ.หญิง อรอุมา อุตรพงศ์ รองประธานสมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.33 พร้อมคณะฯ ร่วมพิธีมอบเงินสงเคราะห์ ให้เเก่บุพพาการีทุพพลภาพ เเละบุตรที่มีความต้องการพิเศษของกำลังพล มทบ.33 ประจำปี 2568 พร้อมทั้งมอบกายอุปกรณ์ ประเภท รถเข็นนั่ง, ไม้ค้ำช่วยเดิน, ของเล่นเสริมพัฒนาการ ณ ศาสนสถานค่ายกาวิละ อ.เมือง จว.ช.ม.

ผู้สูงอายุ และบุตรหลานที่มีความต้องการพิเศษ โดยการมอบสิ่งของและเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 


  

‘จีน’ ตอบโต้!! ข้อตกลงการค้า ระหว่าง ‘สหรัฐอเมริกา’ กับ ‘เวียดนาม’ ลั่น!! พร้อมตอบโต้อย่างหนัก เพื่อปกป้องสิทธิ ผลประโยชน์อันชอบธรรม

(5 ก.ค. 68) หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงการค้ากับเวียดนาม จีนกล่าวว่ากำลังพิจารณาข้อตกลงดังกล่าว และจะตอบโต้หากผลประโยชน์ของพวกเขาได้รับผลกระทบ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social ของเขาว่า สหรัฐฯ และเวียดนามได้สรุปข้อตกลงการค้าแล้ว

ในอีกโพสต์ ทรัมป์ได้ให้รายละเอียดว่า ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามทั้งหมดที่เข้าสู่สหรัฐฯ 20 เปอร์เซ็นต์ และภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นที่ใช้เวียดนามเป็นทางผ่าน 40 เปอร์เซ็นต์

ในทางกลับกัน เวียดนามให้สิทธิ์สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดการค้าได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ

ภาษีการใช้เวียดนามเป็นทางผ่านสินค้า ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ เป็นหลัก เกี่ยวข้องกับบริษัทบางแห่งที่ส่งสินค้าที่ผลิตในจีนผ่านเวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

จีนได้พูดถึงข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และเวียดนาม

เหอหยงเฉียน โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการแถลงข่าวที่ปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีว่า จีน “คัดค้านอย่างหนักแน่นต่อฝ่ายใดก็ตามที่ตกลงกันโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของจีน”

“หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น จีนจะตอบโต้อย่างหนักเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรม” เธอกล่าวเสริม โดยไม่ได้ระบุมาตรการที่จะดำเนินการ

เวียดนามได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เนื่องจากบริษัทจำนวนมากย้ายฐานการผลิตจากจีนมาที่เวียดนาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตั้งคำถามมาเป็นเวลานานแล้ว เกี่ยวกับการที่จีนใช้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นทางผ่านสำหรับส่งสินค้า ซึ่งส่งผลให้สินค้าจีนถูกฟอกตัว

ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณของวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ โฮเวิร์ด ลุตนิก ปฏิเสธแนวคิดข้อตกลงการค้าปลอดภาษีศุลกากรกับเวียดนาม โดยเรียกสิ่งนี้ว่า “สิ่งที่โง่เขลาที่สุดที่เราสามารถทำได้” เขากล่าวถึงการที่จีนใช้เวียดนามเป็นตลาดของบุคคลที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทรัมป์ กล่าวถึงเวียดนามว่าเป็น "อาณานิคมของจีนคอมมิวนิสต์" ในบทสัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อเดือนเมษายน โดยกล่าวหาว่าจีนใช้เวียดนามเป็น "ช่องทางการส่งสินค้า" เพื่อหลบเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ

“มันทำงานยังไง เวียดนามขายให้เรา 15 ดอลลาร์ต่อ 1 ดอลลาร์ที่เราขาย และประมาณ 5 ดอลลาร์เป็นสินค้าจีนที่เข้ามาในเวียดนาม พวกเขาติดฉลากว่าผลิตในเวียดนาม และส่งต่อให้เราเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี” เขากล่าว

ในระหว่างการเยือนเวียดนามระหว่างวันที่ 14-15 เมษายน ผู้นำจีน สีจิ้นผิง สนับสนุนให้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเวียดนามมากขึ้น และสนับสนุนการต่อต้าน 'การกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว'

ตั้งแต่ทรัมป์เริ่มกดดันจีนในปี 2018 บริษัทจีนก็เข้ามาตั้งรกรากในเวียดนาม โดยสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ของเวียดนามส่วนใหญ่ อย่างเช่น AirPods และโทรศัพท์ ได้ประกอบในเวียดนามโดยใช้ชิ้นส่วนของจีน

ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นข้อตกลงการค้าฉบับที่ 2 ของทรัมป์ นับตั้งแต่เขาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าในวันที่ 2 เมษายน เมื่อเดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ลงนามในข้อตกลงที่มีมาตรการรักษาความมั่นคงที่เข้มงวดสำหรับเหล็กและยา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกีดกันจีนจากห่วงโซ่อุปทานของสหราชอาณาจักร

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ หลายคนกล่าวว่า หลายประเทศกำลังเร่งดำเนินการให้บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ก่อนเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ภาษีศุลกากรต่างตอบแทนที่ทรัมป์ระงับไว้จะเริ่มมีผลบังคับใช้

‘หนุ่มลาว’ ฟาดเดือด!! ตอกหน้า ‘สาวเขมร ปากดี’ ชี้!! ให้ย้อนกลับไปวันแรก ที่เข้ามาของานคนไทยทำ

(5 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Sarina Hung’ ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

‘สาวแรงงานเขมร’ ได้กล่าวกับ ‘หนุ่มแรงงานจากประเทศลาว’ ว่า  

“ทุกวันนี้คนต่างด้าวมาอยู่กินฟรีใช่ไหม ขอข้าวคนไทยกินขอบ้านคนไทยอยู่ใช่ไหม ห้องก็เช่าข้าวก็ซื้อกินเอง ไม่ได้มาอยู่ฟรีกินฟรีเลย แล้วจะให้สำนึกบุญคุณอะไร”

ซึ่งทางด้านหนุ่มลาว ก็ได้ฟาดเดือด!! ตอกหน้าสาวเขมรปากดี ที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ กลับไป ว่า

“ต้องย้อนกลับไปวันแรกที่คุณ เข้าประเทศไทยมาคุณพูดภาษาไทยไม่ได้ มีเสื้อผ้ามาแค่ชุดเดียว บางคนใบอนุญาตทำงานก็ไม่มี ลักลอบเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ มาของานคนไทยทำ มายกมือไหว้ มายกมือกราบ”

“ถ้าถามว่าบุญคุณของคนไทยคืออะไร ก็คือบุญคุณ ที่คุณไปฉีดยาไปรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลของคนไทยเขา บางคนเข้ามาคลอดลูกอยู่ประเทศไทย เอาลูกไปเข้าโรงเรียนไทย บางคนก็เรียนฟรี นี่แหละคือบุญคุณ”

‘นิพนธ์’ สวนเดือด!! ‘เดชอิศม์’ ย้ำ!! เลือดแท้ ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่รับมติโจร ซัดกลับ!! ปมตั้งรัฐมนตรี เป็นมติเฉพาะกิจของบางกลุ่ม ใช้อำนาจสั่งการรวบ

(5 ก.ค. 68) จากกรณีที่กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์บางคน (เดชอิศม์ ขาวทอง)ออกมาระบุชัดว่า “ใครรับมติพรรคไม่ได้ก็ลาออกไป” ล่าสุด นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ปล่อยผ่านในประเด็นดังกล่าว พร้อมตอกกลับทันทีว่า สิ่งที่ต้องถามไม่ใช่แค่ว่าใครรับหรือไม่รับมติพรรค แต่ต้องย้อนดูว่า คนพูดเคยขัดมติพรรคหรือเปล่าและมตินั้นชอบด้วยข้อบังคับของพรรคจริงหรือไม่

“เลือดแท้ประชาธิปัตย์ รับมติพรรคได้อยู่แล้ว แต่ถ้ามันเป็นมติที่เกิดจากการรวมกลุ่มของคนบางกลุ่ม ชอบใช้อำนาจสั่งซ้ายหันขวาหัน แล้วบังคับยัดเยียดให้คนอื่นต้องทำตาม แบบนั้นไม่ใช่มติของพรรค แต่เป็นมติของโจร” 

นายนิพนธ์ยังตั้งคำถามสำคัญว่า พรรคประชาธิปัตย์มีข้อบังคับกำหนดไว้ชัดเจนในการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง การเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องผ่านการพิจารณาของกรรมการบริหารแล้วจึงนำรายชื่อที่ืผ่านคณะกรรมการบริหารเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการบริหารกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค แต่การเสนอชื่อครั้งล่าสุด กลับไม่มีขั้นตอนใดที่เป็นไปตามกติกาที่กำหนดในข้อบังคับพรรค โดยเฉพาะในข้อ 96 (2) 

“ประชาธิปัตย์ดั้งเดิม ที่ผมรู้จัก ไม่ใช่พรรคที่ใครจะใช้อำนาจสั่งการรวบรัดแล้วบอกให้ปฎิบัติ ไม่มีการกลั่นกรอง ไม่มีการประชุมที่ครบถ้วนตามระเบียบ แล้วบอกว่านี่คือมติพรรค  นี่มันมติเฉพาะกิจของบางกลุ่ม ไม่ใช่ประชาธิปไตยในพรรค” 

นายนิพนธ์ ย้ำว่า ผู้บริหารพรรคการเมืองต้องยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง ต้องปฎิบัติตามกฎหมายพรรคการเมือง ข้อบังคับพรรค ไม่ใช่ใช้อำนาจเฉพาะกลุ่ม ตามอำเภอใจพร้อมเตือนว่า ถ้าใครเอาคำว่า “มติพรรค” มาใช้ข่มคนอื่น โดยไม่สนว่าตัวเองได้ปฎิบัติถูกต้องตามข้อบังคับแล้วหรือไม่อย่ามาริบังอาจบอกให้คนอื่นทำตามมติที่ตัวเองกำหนด  เพราะผู้บริหารพรรคเองกำลังทำผิดกฎจริยะธรรมของพรรค  

“ถ้าเรายังใช้มติแบบนี้เล่นงานคนเห็นต่าง แล้วบอกว่าคือวินัยพรรค นั่นมันไม่ใช่การสร้างเอกภาพ แต่มันคือการใช้พรรคเป็นเครื่องมือ  ทำลายคนที่เห็นต่างกับตน  ใครที่คิดแบบนี้ต่างหากที่ควรทบทวนตัวเอง ไม่ใช่เอาแต่ไล่คนอื่นให้ออกจากพรรค ซึ่งแม้จะไม่ไล่สมาชิกก็ทยอยออกกัน จะหมดอยู่แล้ว” นายนิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘กระทรวงวัฒนธรรมเขมร’ แถลงโต้!! ‘แพทองธาร’ ยัน!! กลุ่มปราสาทตาเมือน อยู่ในเขตอธิปไตยกัมพูชา

(5 ก.ค. 68) เว็บไซต์ข่าว Khmer Times อ้างคำแถลงจากกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมแห่งกัมพูชาวานนี้ (4 ก.ค.) ซึ่งระบุว่า กระทรวงฯ ขอปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อคำกล่าวอ้างของ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของไทย เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ระบุว่ากลุ่มปราสาทตาเมือน อยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505

กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมแห่งกัมพูชาได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อคืนวันศุกร์ (4) ว่า การที่ไทยอ้างกรรมสิทธิ์เหนือกลุ่มปราสาทตาเมือนเพียงฝ่ายเดียว โดยอาศัยแผนที่ที่ร่างขึ้นฝ่ายเดียวนั้น 'ไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย' หรือความชอบธรรมใดๆ และยังขัดแย้งกับเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ปี 2543 ระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเคารพและใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ตามเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี ค.ศ. 1907 ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้อยู่

กระทรวงฯ ยังยืนยันด้วยว่า จากสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยามในปี ค.ศ. 1904 และ 1907 รวมถึงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ดังกล่าวข้างต้น กลุ่มปราสาทตาเมือนตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชาโดยสมบูรณ์ นอกจากนี้ กลุ่มปราสาทตาเมือนยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอุดรมีชัย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของมรดกแห่งชาติกัมพูชาแล้ว

กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมกัมพูชาเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยเคารพหลักการสากล เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและความเป็นมืออาชีพที่ถูกคาดหวังจากสถาบันทางวัฒนธรรมในทุก ๆ ประเทศ

“ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น เราขอแจ้งให้ผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศทราบด้วยความเคารพ”

ท่าทีของฝ่ายกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่ น.ส. แพทองธาร ชินวัตรนายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมเมื่อวันศุกร์ (4) และมีการอ้างถึงมติ ครม.สมัยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ที่เห็นชอบให้ส่งมอบโบราณวัตถุ 20 รายการแก่กัมพูชาตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ หลังจากกรมศิลปากรและคณะผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าวัตถุโบราณมีต้นกำเนิดในกัมพูชา และปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในการจัดส่งคืน ซึ่งได้รับรายงานว่า งบประมาณในปีปัจจุบันไม่เพียงพอในการขนส่ง และไม่เป็นเรื่องเร่งด่วนในการของบกลาง จึงอาจจะทบทวนเรื่องนี้ ต้องส่งเรื่องเพื่อขอตั้งงบประมาณของกระทรวงและรายงานต่อครม.เพื่อทราบ ในการหาหน่วยงาน หรือที่มาของงบประมาณที่จะจัดสรรงบประมาณต่อไปในการส่งคืน

“ที่สำคัญเนื่องด้วยสถานการณ์ไทยกัมพูชา ทางกระทรวงวัฒนธรรม จึงมีความเห็นในการทบทวนเรื่องดังกล่าวตามความเหมาะสมต่อไป บทสรุปคือ ทบทวนก่อนแล้วค่อยว่ากันเรื่องตั้งงบ ที่เหลืออยู่ยังไม่ส่งคืนก่อน"

น.ส.แพทองธาร ยังกล่าวด้วยว่า ประเด็นเรื่องโบราณสถานในกลุ่มปราสาทตาเมือน กระทรวงวัฒนธรรมขอยืนยันว่ากลุ่มปราสาทตาเมือนเป็นโบราณสถานที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และมีการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน พ.ศ. 2505 แล้ว ในส่วนพื้นที่พิพาทอื่นได้รับรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า จะเร่งดำเนินการในการรักษาไว้ซึ่งดินแดนและอำนาจอธิปไตยของไทยเช่นกัน

กูรูการเมือง วิเคราะห์!! นายกฯ กล้าทำกล้ารับ ซื่อสัตย์สุจริต มอง!! เเม่ทัพภาค 2 อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ผิดมาตรฐานจริยธรรม

(6 ก.ค. 68) กูรูผู้สันทัดกรณีทางการเมืองเกือบทุกคนเชื่อว่าอุ๊งอิ๊งไม่รอดแน่ เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติเป็นเอกฉันท์รับเรื่องไว้พิจารณา และ 7 /2 ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นรม. 

แต่ข้อกล่าวหาของสว.36 คนผู้ร้อง คือ
1. ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่เห็นประจักษ์  

2.ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง

คำถามคือ การที่อุ๊งอิ๊งออกมายอมรับแต่แรกว่าเสียงในคลิปที่ฮุนเซนเจ้าเล่ห์เอามาปล่อยเป็นเสียงของตนเอง ไม่เรียกว่าเป็นความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่เห็นประจักษ์ดอกหรือ เพราะหากจะปฏิเสธไว้ก่อนว่าเป็นการใช้ AI ปลอมเสียงก็ย่อมทำได้ 

ส่วนข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมเป็นการร้ายแรง ก็ไม่เห็นว่าการที่อุ๊งอิ๊งบอกว่ามทภ.2 เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับตนเอง เข้าข่ายเป็นการผิดมาตรฐานจริยธรรมข้อไหน เพราะทหารไทยส่วนใหญ่ก็อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับฝ่ายปชต.มาจนถึงทุกวันนี้อยู่แล้ว

เผย!! หลุมฝังศพ ‘พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา’ นายกฯ คนแรกของไทย หลังมีเรื่องขัดแย้ง ‘คณะราษฎร์’ ลี้ภัย!! ไปสิ้นลมหายใจ ในเกาะปีนัง

(6 ก.ค. 68) หลุมฝังศพที่สงบเงียบ เรียบง่ายของอดีตผู้ยิ่งใหญ่ พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย หลังลี้ภัยอยู่ปีนัง อันเกิดจากแนวคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกับคณะราษฎร์

พระยามโนปกรณ์ไม่เห็นด้วย แต่ไม่โต้แย้ง เพียงแค่สงบนิ่ง แต่เป็นการสงบนิ่งในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่อำนาจที่ร้ายแรงกว่า พระยามโนปกรณ์ก็ต้องหลบลี้หนีภัยไปอยู่ปีนังจนวาระสุดท้ายของชีวิต

หลุมฝังศพในกลางดงต้นไม้ในเกาะปีนัง ไม่มีคำประกาศสรรเสริญ วันฝังศพ ไม่มีบริวารแวดล้อม

นี่คือชีวิตในบั้นปลาย และสุดท้ายของ ‘อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย’ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

‘ไทย–เวียดนาม’ กระชับสัมพันธ์ ‘กลาโหม’ ท่ามกลางความตึงเครียด!! ตามแนวชายแดน

(6 ก.ค. 68) ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา การเยือนอย่างเป็นทางการของ พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แห่งราชอาณาจักรไทย ไปยังกรุงฮานอย เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญของการทูตทางทหารที่สะท้อนถึงมิตรภาพอันมั่นคงระหว่างไทยกับเวียดนาม

การต้อนรับโดย พลเอก เหงียน เติน กื๋อง หัวหน้าคณะเสนาธิการใหญ่กองทัพประชาชนเวียดนาม และรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ แต่ยังเป็นเวทีหารือเชิงลึกด้านความมั่นคง โดยทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำเจตจำนงร่วมในการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค ผ่านความร่วมมือในระดับยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม

จุดยืนร่วมและความร่วมมือเชิงปฏิบัติ

ทั้งไทยและเวียดนามได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนร่วมกันในการส่งเสริม “สันติภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนา” บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นข้อพิพาททางทะเลและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ความร่วมมือที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น การแลกเปลี่ยนคณะ การฝึกร่วมระหว่างเหล่าทัพ และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ถือเป็นแกนกลางของความสัมพันธ์ระหว่างสองกองทัพ

ที่สำคัญ พลเอกทรงวิทย์ได้แสดงความชื่นชมในนโยบาย “Four No’s” ของเวียดนาม ซึ่งประกอบด้วย:
1. ไม่เข้าร่วมพันธมิตรทางทหาร
2. ไม่เลือกข้างในความขัดแย้ง
3. ไม่อนุญาตให้มีฐานทัพต่างชาติในประเทศ
4. ไม่ใช้เวียดนามเป็นฐานสำหรับการโจมตีประเทศอื่น

แนวนโยบายนี้สอดคล้องกับหลักการของไทยในการไม่แทรกแซงและเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานของอาเซียน

มิตรภาพแท้ในเวลาวิกฤต

การเยือนของผู้นำกองทัพไทยในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยฝ่ายกัมพูชาได้แสดงท่าทีแข็งกร้าว ขณะที่ไทยเลือกใช้แนวทางเตรียมพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ควบคู่กับการยึดหลักสันติวิธี

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มิตรภาพจากเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งทั้งในระดับรัฐและกองทัพ จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่เป็นการส่งสารแห่งความเชื่อมั่นระหว่างกัน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณต่อภูมิภาคว่า อาเซียนยังยึดมั่นในหลักความร่วมมือ มากกว่าการเผชิญหน้า
ข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์

การกระชับสัมพันธ์ไทย–เวียดนามทางทหารในเวลานี้ อาจตีความได้ว่าเป็นการเสริมแนวหลังของไทย ในขณะที่แนวหน้าเผชิญกับการท้าทายจากเพื่อนบ้านทางตะวันออกเฉียงใต้ การมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้เช่นเวียดนาม จึงเป็นทั้งกลยุทธ์การสร้างดุลอำนาจ และกลไกการคานอิทธิพลที่กำลังขยายตัวจากภายนอกภูมิภาค

บทสรุป
ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศเลือกใช้นโยบายแข็งกร้าว ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและเวียดนามแสดงให้เห็นว่า “การทูตทางทหาร” ยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมของมิตรภาพ ความมั่นคง และสันติภาพ

> ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน... พันธมิตรที่ไว้ใจได้ คือเสาหลักที่ไม่มีเสียง แต่หนักแน่นยิ่งกว่าคำพูดใด

‘ธนาคารออมสิน’ เห็นความสำคัญของฟันเฟือง เศรษฐกิจฐานราก เพิ่มโอกาสเข้าถึง!! แหล่งเงินทุน ‘คนตัวเล็ก’ สินเชื่อเพื่อคนสู้ชีวิต

(6 ก.ค. 68) ในสังคมไทยปัจจุบัน ผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้ประกอบการรายย่อย หรือที่เรามักเรียกว่า "คนตัวเล็ก" ยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดด้านหลักประกัน รายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ หรือเอกสารทางการเงินที่ไม่เป็นระบบ สิ่งเหล่านี้บีบให้หลายคนต้องหันไปพึ่งพิงหนี้นอกระบบ ซึ่งมักตามมาด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว และวังวนของหนี้สินที่ยากจะหลุดพ้น

การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยุติธรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ แต่ที่ผ่านมา โครงสร้างสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มักถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีหลักประกันหรือรายได้ประจำที่ชัดเจน ทำให้ "คนตัวเล็ก" ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากถูกมองข้าม

ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่สถาบันการเงินจะต้องปรับตัวเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม และส่งเสริมให้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

ธนาคารออมสินได้ริเริ่ม "สินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก" โดยมีเป้าหมายที่จะลดช่องว่างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้ค้ารายย่อย อาทิ ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง, แท็กซี่, พ่อค้าแม่ค้า หรือแม้กระทั่งผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์ ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนคลายกว่าสินเชื่อทั่วไป เช่น วงเงินกู้สูงสุด 100,000 บาท, ระยะเวลาผ่อนชำระนาน สูงสุด 8 ปี (96 งวด), อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อเดือน (Flat Rate) และที่สำคัญคือ ไม่ต้องใช้หลักประกัน ธนาคารออมสินในฐานะ "ธนาคารเพื่อสังคม" จึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเข้าถึงแหล่งทุนที่เท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนในสังคมมีโอกาสในการเติบโต

แนวทางนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ธนาคารในประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับกลุ่ม "คนตัวเล็ก" มากขึ้น หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะช่วยให้ผู้ที่เคยติดกับดักหนี้นอกระบบมีทางออก และสามารถนำเงินทุนไปต่อยอดอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง รวมถึงกระตุ้นการบริโภคในระบบเศรษฐกิจ การให้สินเชื่อแก่ "คนตัวเล็ก" ไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยเหลือบุคคล แต่เป็นการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างเเท้จริง

อนาคต!! ‘พรรคประชาธิปัตย์’ โจทย์ยาก!! ของกรรมการบริหาร พรรคเก่าแก่!! แต่สมาชิกโบกมือบ๊ายบาย เพราะหมดศรัทธา

(6 ก.ค. 68) น่าสนใจยิ่งต่อการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ว่าอนาคตจะเดินต่อไปอย่างไร หรือพอแค่นี้

การออกมากล่าวให้สัมภาษณ์ของ “เดชอิศม์ ขาวทอง”ในวันเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยไทย

“ใครรับมติพรรคไม่ได้ก็ต้องออกไป และในการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าพรรคไม่มีเอกภาพ ก็จะไม่มีชื่อเดชอิศม์ ขาวทอง อยู่ในพรรค”

เดชอิศม์ ขาวทอง พูดในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำพาพรรคถดถอยมาเรื่ิอยๆ พร้อมกับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หัวหน้าพรรค

“นิพนธ์ บุญญามณี” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเสยเต็มคางของเดชอิศม์ว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ดั่งเดิม เลือดแท้ รับไม่ได้กับมติพรรคประชาธิปัตย์ ที่นิพนธ์เรียกว่า “มติโจร”

ระเบียบพรรคประชาธิปัตย์ว่าด้วยการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง จะต้องผ่านหลายขั้นตอน

1.ประชุม สส.คัดเลือกมา
2.ประชุมคณะกรรมการบริหาร
3.ประชุมร่วม สส.และคณะกรรมการบริหาร

ในการปรับ ครม.ของรัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” พรรคประชาธิปัตย์เสนอตัวบุคคลผ่านทั้ง 3 ขั้นตอนแล้วหรือยัง หรือข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปหรือไม่

ลองมาวิเคราะห์กันเล่นๆว่า ภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันของพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร และจะเดินต่อไปอย่างไร ในภาวะที่ “เดชอิศม์”จะไม่แคร์ต่อการเดินออกไปของสมาชิก “เป็นช่วงรีเซต” คือคำกล่าวอ้างของเดชอิศม์

1. มีมติชัด “ร่วมรัฐบาลแพทองธารต่อ” แม้เสียงแตกก็ตาม
พรรคประชาธิปัตย์ในการประชุมคณะกรรมการบริหารเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2568 มีมติ 19 ต่อ 7 เสียง ให้พรรคยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่นำโดยไม่มีการต่อรองตำแหน่งเพิ่ม แต่ได้เพิ่มมา 1 ตำแหน่ง “แทน-ชัยชนะ เดชเดโช” นั่ง รมช.สาธารณสุข แทน “เดชอิศม์” ที่ขยับไปนั่งช่วยมหาดไทย

2. สมาชิก “เลือดใหม่” ลาออกต่อเนื่อง ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (หรือ “ดร.เอ้”) รองหัวหน้าพรรค ลาออกเมื่อ 4 ก.ค.2568 เพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ “ไทยก้าวใหม่” โดยมีท่าทีเน้นนโยบายการศึกษา นวัตกรรม

มีอดีต ส.ส. และคนรุ่นใหม่ลาออกอีกหลายราย เช่น “มาดามเดียร์” วทันยา วงศ์โอภาสี หลังจากก่อนหน้านี้ก็มีสมาชิกในระดับผู้ปกครองพื้นที่ทยอยถอนตัวไหลเป็นระลอก

3. แบ่งเป็นสองขั้วภายในพรรคชัดเจน คือฝ่ายกรรมการบริหารสนับสนุนให้ร่วมรัฐบาล กับฝ่ายผู้อาวุโส กลุ่มอนุรักษ์ ค้านการเดินหน้าสนับสนุนรัฐบาล

4. แนวโน้มและอิทธิพลมีแนวโน้มลดลง ในการเลือกตั้ง 2566 พรรคได้ สส.เพียง 25 ที่นั่ง ร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 6 ไม่มี สส. ใน กทม. เลย สะท้อนว่าฐานเสียงดั้งเดิมถูกกวาดไปจากพรรคก้าวไกลและกลุ่มอื่น ๆ 

การสูญเสียคนเก่งอย่าง “ดร.เอ้” และ “คุณหญิงกัลยา” จะกดดันภาพลักษณ์และกลยุทธ์จัดระเบียบใหม่ของพรรคไปไม่น้อย และทำให้เกมยากขึ้น

5. ความท้าทายในอนาคต พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับมือกับการขาดเลือดใหม่ และตีตรา “พรรคอนุรักษ์นิยม” ที่ไม่เปลี่ยนตัวเองแม้รักษาตำแหน่งในรัฐบาล แต่การไม่มี สส. ใน กทม. และความอ่อนแอบนเวทีระดับชาติ อาจทำให้ไม่เป็นตัวเลือกหลักในอนาคต หากพรรคใหม่ที่คนรุ่นใหม่ตั้งขึ้น (เช่น ไทยก้าวใหม่) ดึงคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นต่อไป อาจยิ่งลดอำนาจของพรรคเก่าไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

โดยสรุปภาพรวมพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้อยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ชัดเจน ยังคงมีอำนาจผ่านการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่มี “เลือดใหม่” ทยอยลาออก ด้านภายนอก พรรคถูกจัดว่ายังไม่สามารถปรับภาพลักษณ์ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ และมีความเสี่ยงสูงในสนามเลือกตั้งหน้าถ้าไม่รีบปรับตัว

ภาคใต้ฐานเสียงใหญ่ของประชาธิปัตย์อาจไม่เหลือร่องรอยให้เชยชมอีกต่อไปก็ได้ ถ้า “มึงกับกู”ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top