Monday, 13 July 2026
TheStatesTimes

‘นักศึกษาลาว’ น้ำตาซึมเมื่อเอ่ยถึง ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ สำนึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์มีต่อ สปป.ลาว

(15 ก.พ. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์’ ได้โพสต์ข้อความแชร์เรื่องราวของนักศึกษาจาก สปป.ลาว ที่ถ่ายทอดความรู้สึกและหยาดน้ำตา เมื่อต้องพูดถึง ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ระบุว่า…

น้ำตาศิษย์ลาวที่เมืองอุบลฯ (สำหรับผู้ที่รักเจ้าหญิงในดวงใจ กรุณาอ่านเถิดครับ)

เมื่อวานนี้ ผมไปสอนหนังสือที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.อุบลราชธานี สอนตั้งแต่ ๘.๓๐ น. ยันเครื่องบินออกตอนค่ำตามเคย สนุกดี และมีบรรยากาศดี แม้จะสอนปีละเพียงวันเดียว แต่ก็มีความเป็นกันเองเหมือนกับสอนกันมาทั้งปี

ใน Class ที่สอน มีนักเรียนทุน ป.โท จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมาเรียนด้วย เป็นอาจารย์อยู่ที่ลาวครับ เป็นหญิงหนึ่งคนและชายหนึ่งคน ตั้งใจเรียนเหมือนนักเรียนที่ต้องมาเรียนต่างถิ่นเป็นธรรมดา

การสอนวันนั้นไม่เน้นทางวิชาการ แต่เน้นวิธีคิด ในตอนหนึ่งของการสอนขั้นตอนการตัดสินใจ Engineering Critical Thinking ‘การจัดระบบความคิดให้เป็นระเบียบ’ เพื่อให้นักเรียนสามารถ ‘ผลิตงานภายใต้แรงกดดัน’ ให้ได้ (Productive Under Pressure) จึงเชิญนักศึกษาไทย ๒ คน และนักศึกษาลาว ๑ คน มายืนหน้าห้อง

ผม เริ่มถามนักเรียนไทยว่า…

"เมืองไทยนั้นเป็นเมืองที่คนทั่วโลกบอกว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นเมืองที่ฝรั่งมังค่าบอกว่าเป็นเมืองแห่งความเป็นมิตร ช่วยเหลือและโอบอ้อมอารี...แต่เคยคิดไหมว่าทำไม ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีแต่ศัตรูรอบด้าน เพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นพม่า มาเลเซีย ลาว เขมร เวียดนาม ต่างก็เกลียดเมืองไทยกันหมดเลย...มันเกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

นักเรียนไทย...นิ่ง

ผมพูดต่อว่า...“ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัย เราต้องหาเหตุและปัจจัยให้ได้”

นักเรียนไทยคนหนึ่งตอบว่า...“เขาคงอิจฉาเรา เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร”

ถาม นักเรียนไทยต่อว่า…

“รู้สึกไหมว่าในภูมิภาคนี้ ไม่มีประเทศไหนเลยที่จะทำลายทรัพยากรของประเทศเพื่อนบ้านเหมือนพวกคนไทยเรา เราไม่เคยได้ยินว่า ลาวมาตัดป่าเมืองไทย หรือพม่ามาขุดแร่เมืองไทย.. เราเคยแต่ได้ยินว่าคนไทยเราไปตัดป่า ขุดแร่ในลาว ในเขมร ในพม่า.. มันเกิดอะไรขึ้นหรือ”

นักเรียนไทย....นิ่ง
ผมพูดต่อว่า....“การนิ่ง ไม่ได้แก้ปัญหา”

นักเรียนไทยตอบว่า....“อาจจะเพราะว่าเราเจริญกว่า และเราค้าขายเก่งกว่า”
ผม ถามนักเรียนไทยต่อว่า…

“ประเทศแถว ๆ เรานี้ ล้วนเป็นประเทศที่มีศิลปวัฒนธรรมมายาวนาน หลายแห่งเป็นมรดกโลก...แต่รู้สึกไหมว่า ไม่มีประเทศไหนเขามาเอาศิลปวัตถุของเราไปเลย ในยามที่ทั้งสองฝ่ายสงบไม่รบกัน ข่าวว่ามีแต่เราที่เข้าไปตัด เข้าไปขโมย เข้าไปขนศิลปะของเขามาวางขายในบ้านเรา ทั้งเทวรูปหิน หน้าบันไม้ ต่าง ๆ นานา แถมส่งไปขายให้ต่างประเทศอีกด้วย...มันเกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

นักเรียนไทย....นิ่ง (อาจจะเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังถูกวางยาอะไรสักอย่าง)

ผมถามต่อว่า...."กลับมาถึงคำถามแรกดีกว่า ทำไมเพื่อนบ้านเราเขาถึงเกลียดเรา”
นักเรียนไทย....นิ่ง
ถามต่อว่า.... “เพราะอะไรหรือครับ”
นักเรียนไทย....นิ่ง

ผมหันไปถามนักเรียนทุนจาก สปป.ลาว ว่า…

“คนลาวรู้สึกอย่างไรกับคนไทยบ้างครับ ขอให้ตอบตามจริงอย่างสุภาพ ไม่มีอารมณ์ แต่ขอให้พูดความจริง เพราะในนี้คือห้องเรียน และการพูดของท่าน อาจจะเป็นจุดเล็ก ๆ ในการแก้ปัญหาให้ลูกหลานไทย-ลาว เพื่อให้เราอยู่กันอย่างมีความสุขขึ้น”

นักศึกษาลาว.... นิ่ง (สงสัยว่ายังงง ๆ อยู่ หรืออาจจะกำลังติดตามคำตอบของนักเรียนไทยอย่างจดจ่ออยู่)

ผมพูดต่อว่า.... “ความน่าสนใจก็คือ ตอนนี้มีคนเวียดนามเข้ามาในลาวมาก รู้สึกอย่างไรกับเพื่อนบ้านจากแดนซ้าย กับเพื่อนบ้านจากแดนขวา”

นักศึกษาลาวตอบว่า... “พูดจริง ๆ นะคะ คนลาวรู้สึกว่าคนไทยดูถูกและเอาเปรียบคนลาว”

ข้าพเจ้า... นิ่ง (ไป ๒ อึดใจ) และพูดต่อเพื่อขอเวลาคิดบ้างว่า.... “เป็นความรู้สึกของตนเองหรือของคนลาวโดยรวม”

นักศึกษาลาวตอบว่า... “เป็นภาพรวม ๆ ทั่วประเทศค่ะ”

กระผม...นิ่ง (ไปอีก ๑ อึดใจ) และหันหน้ามาบอกนักเรียนไทยอีก ๖๐ ชีวิตใน Class ว่า..

“นี่คือคำตอบจากความจริงใจของเพื่อนชาวลาว ต้องขอบคุณเขาที่เขากรุณาบอกความจริงให้เรา และนับแต่นี้เป็นต้นไป เราคงต้องคิดและคิดแล้วครับว่า เราจะทำอย่างไรต่อไป”

ผมพูดต่อว่า.... “การกระทำใดต่อไป จะต้องเกิดจากข้อมูลและความเข้าใจ ต้องใจกว้าง และเริ่มปฏิบัติการแก้ปัญหาแห่งความรู้สึกนั้น เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ปัญหาอาจจะไม่สามารถแก้ได้ในวันเดียว คงต้องอาศัยเวลา วันหนึ่งความรักก็จะกลับมาหาพวกเราทุกคนในภูมิภาคนี้อีกครั้งหนึ่ง...คิดและเริ่มทำ ได้แล้วกระมังครับ"

ผมหันกลับมาที่ศิษย์ลาวแล้วพูดว่า...“รู้จักสมเด็จพระเทพรัตนฯ หรือไม่”
นักศึกษาลาวตอบว่า...“รู้จักดีค่ะ”

ผมถามต่อว่า.... “วิจารณ์หรือแสดงความรู้สึกต่อพระองค์ท่านสักนิดซิครับ”
นักศึกษาลาวตอบว่า....“ท่านเป็นคนดีที่สุดในโลก”

นักศึกษาลาวพูดต่อว่า....“พระเทพเป็นคนดีที่สุด พระเทพรักคนลาว เป็นห่วงคนลาว เข้าใจคนลาว ช่วยเหลือคนลาว ไม่เคยดูถูกคนลาว ท่านเป็นคนที่ดีมากๆๆ”

ผมถามนักศึกษาลาวต่อว่า... “คนลาวรู้สึกอย่างไรต่อพระองค์ในภาพรวม”
นักศึกษาลาวพูดเสียงเครือ ๆ ว่า...“คนลาวรักสมเด็จพระเทพมาก ๆ มีบ้านพระเทพอยู่ที่เขื่อนน้ำงึมด้วย เรารู้สึกว่าพระเทพเป็นคนที่ดีที่สุด เป็นห่วงและทำให้เมืองลาวมากๆ...ฯลฯ...”

ผมพูดต่อไปว่า...“มีอะไรจะพูดอีกไหมครับ”
นักศึกษาลาว....เงียบ และยกมือขึ้นปาดน้ำตา
ยอดเยี่ยม...อึ้ง และ เงียบไปเหมือนกัน

ผมหันกลับมาหาลูกศิษย์ไทยอีก ๖๐ ชีวิตว่า....

“นี่ คือทองคำที่อยู่บนหัวนอนเรา เราอาจจะรู้ว่าเรามีทองคำอยู่ แต่ด้วยความเคยชิน เราจึงไม่ค่อยได้เช็ดถูรักษาทองคำของเรา แต่เราก็จะไม่ยอมให้ใครมาเอาทองคำของเราไป...เป็นความรู้สึกที่เราต้องรู้สึก และเป็นความรู้สึกที่วิศวกรอย่างเราต้องแสดงออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ นี่คือความรู้สึกของเรา”

หลังจากนั้นผมพูดอีกหลายประการ แต่ขออนุญาตไม่บันทึกไว้ที่นี้ เพราะเกรงว่าจะไม่สมควรที่จะบันทึกเป็นตัวหนังสือออกมาครับ

ผมรักประเทศไทย....
ผมรักและเทิดทูนสมเด็จพระเทพรัตนฯ ครับ
ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์
๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

‘พิชิต ไชยมงคล’ ชี้!! ‘คปท.’ ไม่ได้แพ้ ขอให้ติดตามกันต่อไป เชื่อ!! ทักษิณได้พักโทษคือมะเร็งร้าย ที่จะย้อนทำลาย รบ.เพื่อไทย

(15 ก.พ. 67) นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

“ชนะศึกแพ้สงคราม

ยกแรก ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการพักโทษแน่นอน มีคนปรามาสว่านี่คือความพ่ายแพ้ของ คปท. ทักษิณ ชนะแล้ว

ไม่หรอก ทักษิณพักโทษเหมือนชนะศึก แต่ คปท. ก็ไม่ได้แพ้ศึกนี้นะ การเปิดพื้นที่ทวงคืนความยุติธรรม สร้างป้ายแขวนคอที่ถอดออกไม่ได้ให้ ทักษิณ ว่าเป็นนักโทษเทวดา สร้างความเหลื่อมล้ำ ไปทั้งชีวิตที่เหลือ นี่คือชัยชนะของ ประชาชน แล้ว

ทักษิณ พ้นโทษไปแบบมีชนักติดคอไปตลอด พักโทษเหมือนชนะศึกแต่ คปท.  ก็ไม่ได้แพ้

ทักษิณบาดเจ็บหนักกว่า คปท.เยอะ ใครกันแน่ที่ชนะศึกนี้คิดดูดีๆ

กลศึกสงครามจึงไม่ได้ตัดสินที่ผลการศึกอย่างเดียว

แน่นอนว่า หลังจากการพักโทษจะมีเรื่องราวให้ติดตามอีกมาก ทักษิณนี่ละจะเป็นมะเร็งร้ายที่ลุกลามทำลายรัฐบาลเศรษฐา ทักษิณจะเป็นจุดอ่อน เป็นรอยด่าง ในรัฐบาลเพื่อไทย

รอยด่างนี้เหมือนแผลมะเร็งที่รักษาไม่หายเพราะมันเกิดขึ้นบนความเหลื่อมล้ำ คิดมองทั้งกระดานยาว ๆ สงครามความถูกต้อง ใครมีบาดแผล สงครามความเหลื่อมล้ำ ใครสร้างบาดแผลให้ใคร
ในสงคราม กองทัพไหนมีจุดอ่อนให้ถูกโจมตี กองทัพนั้นย่อมถูกทำลายในที่สุด

กองทัพ ประชาชนไม่มีรอยด่าง มีแต่ความจริง การเมืองก็เช่นกัน

ทักษิณ ศึกนี้ดูเหมือนชนะแต่ไม่ชนะ แถมมีชนักที่แกะไม่ออกและมันเป็นชนักเรื่องความเหลื่มล้ำของกฎหมาย กระดานสงครามจึงพอมองเห็นว่าจะเป็นเช่นไร

ทักษิณและพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเศรษฐา จะแพ้ทั้งศึกและแพ้ทั้งสงคราม อย่างหลีกหนีไม่พ้น

เราจะเดินสู้ต่อ สู้กันยาว ๆ วัดกันทั้งกระดาน

'ศุภลักษณ์ อัมพุช' ขอโทษผู้ชมคอนเสิร์ต 'เอ็ด ชีแรน' หลัง #UOBไร้มารยาท สนั่นโซเชียล ปมโซน VIP รบกวนผู้เข้าชม

(15 ก.พ. 67) จากกรณีที่ในแพลตฟอร์ม X หรือทวิตเตอร์เดิม ได้มีเทรนด์ทวิตเตอร์ชื่อว่า #UOBไร้มารยาท วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่คอนเสิร์ต เอ็ด ชีแรน ศิลปินต่างชาติชื่อดัง ซึ่งจัดขึ้นที่ UOB LIVE ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กทม. เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา มีกลุ่มบุคคลที่นั่งโซน VIP พูดคุยและหัวเราะกันอย่างออกอรรถรส รบกวนผู้เข้าชมคอนเสิร์ตตลอดเวลา แม้จะบอกเจ้าหน้าที่ให้ไปตักเตือน แต่กลับได้คำตอบว่า "เตือนไม่ได้เพราะเป็น CEO" และเมื่อชาวเน็ตไปสืบค้นว่า CEO เป็นใคร ปรากฎว่าเป็นนางศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานคณะกรรมการบริหาร UOB LIVE ซึ่งเป็นเจ้าของอาณาจักรเดอะมอลล์ กรุ๊ป และยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงถูกโยงมายังเรื่องนี้ ได้แก่ แอนโทเนีย โพซิ้ว นางแบบและนางงามลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก เจ้าของรองชนะเลิศอันดับหนึ่งนางงามจักรวาล 2023 ที่มีภาพยืนคุยกับนางศุภลักษณ์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ต่อมา น.ส.แพทองธาร ชี้แจงดรามาคอนเสิร์ตดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ใช่เสียงของตนเอง และเห็นว่าการไปคอนเสิร์ตเป็นสถานที่ที่มีความสุข คิดว่าหลายคน ไม่ใช่เฉพาะโซนวีไอพีที่ส่งเสียงหรือร้องเพลงตาม เป็นปกติของคอนเสิร์ต ไม่ได้คาดหวังว่าไปคอนเสิร์ตแล้วทุกคนนั่งเงียบ มารยาทการไปสถานที่ต่างๆ ไปวัดก็เรื่องหนึ่ง ไปคอนเสิร์ตก็เรื่องหนึ่งก็จะไม่เหมือนกัน คิดว่าไม่ได้มีอะไร ตั้งแต่ก่อนหน้าคอนเสิร์ต มีโอกาสได้เดินดูโซนวีไอพีเป็นห้องต่างๆ ก็ฟังแนวทางธุรกิจแนวทางบริหารของทางที่จัดงานว่า มียังไงบ้าง ยังรู้สึกประทับใจในสถานที่ มีห้องรับรองพิเศษ มีเครื่องเสียงที่ดีมาก พอได้มีโอกาสได้ไป เครื่องเสียงก็ดีมาก เข้าไปถึงได้ยินเสียงนักร้องชัดเจน รู้สึกว่าบรรยากาศดี

ล่าสุด นางศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานคณะกรรมการบริหาร UOB LIVE ออกเอกสารข่าว เรื่อง ขออภัยผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ต ระบุว่า "ในนามของคณะผู้บริหาร UOB LIVE ดิฉันใคร่ขออภัยเป็นอย่างสูงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกค้า และผู้ร่วมชมคอนเสิร์ต ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 ณ UOB LIVE เนื่องจากมีเสียงรบกวนที่ไม่เหมาะสม เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ห้องรับรองของแขกที่มาร่วมงานทําให้เป็นการรบกวนต่อผู้ร่วมชมคอนเสิร์ต

ดิฉันและคณะผู้บริหาร UOB LIVE ขอน้อมรับความผิดพลาด ข้อบกพร่อง และคําแนะนําที่มีประโยชน์ โดยจะนํามาปรับปรุง แก้ไข เพื่อมิให้มีเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก คณะผู้บริหาร UOB LIVE มีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะพัฒนา UOB LIVE ให้เป็น Concert Hall และ Multipurposed Hall ที่มีคุณภาพและสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย

ดิฉัน ในนามของคณะผู้บริหาร UOB LIVE ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงต่อการสนับสนุนและ ข้อแนะนํา รวมถึงการติชมที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ด้วยความเคารพอย่างสูง”

แนวคิดเรื่องการให้จาก ‘บุญเกียรติ โชควัฒนา’

ยิ่งให้มาก ยิ่งได้รับมาก ❤

บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการและกรรมการ บริษัทในเครือสหพัฒน์ เผยแนวคิดดี ๆ เรื่องการให้ ระบุว่า… “ที่สําคัญก็คือ ผลักน้ำออกไป น้ำไหลเข้ามา แต่หากวักน้ำเข้ามา น้ำจะไหลออกไป การผลักน้ำออกไปคือการให้ และเราจะได้รับกลับมา หากคนหวังแต่จะกอบโกย มักจะสูญเสีย ยิ่งให้ก็ยิ่งได้รับกลับมา แต่ที่ได้รับกลับมาอาจจะไม่ใช่เงินทอง แต่ชื่อเสียง ความยอมรับ คนชื่นชม ดังนั้นสหพันธ์จะเน้นการให้ ไม่ได้รีบร้อนจะเป็นเจ้าตลาด ครองตลาด” 

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ แรงงาน จ.สมุทรสงคราม และกลุ่มไทยสมายล์ ลงพื้นที่ เติมกำลังใจ มอบรถเข็นวีลแชร์และอุปกรณ์ให้ผู้พิการและผู้ยากไร้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย แรงงาน จ.สมุทรสงคราม และทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ ลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์ 
และอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จำนวน 3 ราย ในพื้นที่ ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน จ.สมุทรสงคราม และทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ และไม้เท้าพยุงสามขาช่วยเดิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับ ผู้สูงอายุและผู้พิการ ณ ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม จำนวน 3 ราย ได้แก่ แม่ชีทองคำ ชมแช่ม (อายุ 70 ปี) อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 1 นางอารมณ์ ธุระพันธ์ (อายุ 82 ปี) บ้านเลขที่ 6 และนายมานิตย์ เสมอศาสตร์ (อายุ 86 ปี) บ้านเลขที่ 11 ซึ่งทั้งสามราย เป็นกลุ่มเปราะบาง มีฐานะยากจน 

และประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ยากไร้ มามอบในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน มอบกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป ทำให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันจัดหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นลำดับแรก

ผบ.ตร.รับรายงานผลการศึกษาอายุการกระทำผิดเด็กเยาวชน

ผบ.ตร.รับรายงานผลการศึกษาอายุการกระทำผิดเด็กเยาวชน พบแนวโน้มทำผิดสูงขึ้น เกณฑ์อายุที่ทำผิดต่ำลง เตรียมเสนอกระทรวงยุติธรรม ปรับแก้ไขกฎหมายกำหนดโทษคดีเด็กไม่ต้องรับโทษ จากอายุไม่เกิน 15 ปี เป็น 14 ปี

รวมทั้งแนวทางพิจารณาคดี ให้มุ่งเน้นพฤติการณ์กระทำผิดมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องบริบทสังคม คุ้มครองความปลอดภัยประชาชนส่วนรวม

วันนี้ (15 ก.พ.67)  พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า “สืบเนื่องจากกรณีที่มีข่าวปรากฏว่า มีเหตุเด็กชายวัย 14 ปี ก่อเหตุยิงบุคคลในบริเวณศูนย์การค้า และเหตุกลุ่มเยาวชนรุมทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตายในพื้นที่ สภ.อรัญประเทศ ซึ่งการก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความหวาดกลัวภัยให้กับประชาชน

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. จึงมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาอายุการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนในห้วงปี พ.ศ.2559 – 2566 พบว่า

1. กลุ่มคดีอุกฉกรรจ์ ห้วงอายุ 10 – 18 ปี รวมทั้งสิ้น 1,645 คดี โดยอายุที่กระทำความผิดสูงสุด ได้แก่ อายุ 17 ปี(418 คดี) อายุ 18 ปี(416 คดี) และ อายุ 16 ปี(367 คดี) ตามลำดับ โดยนับแต่ พ.ศ.2565 เป็นต้นมา เริ่มพบว่าผู้ก่อเหตุอยู่ในห้วงอายุ 10 - 18 ปี มีแนวโน้มสูงขึ้น คดีที่ก่อเหตุสูงสุด ได้แก่ ฆ่าผู้อื่น (954 คดี) ปล้นทรัพย์ (109 คดี) และชิงทรัพย์ (97 คดี) ตามลำดับ

2. กลุ่มคดีความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย รวมทั้งสิ้น 4,318 คดี โดยอายุที่กระทำผิดสูงสุด ได้แก่ อายุ 18 ปี (1,398 คดี) อายุ 17 ปี (1,025 คดี) อายุ 16 ปี (805 คดี) ตามลำดับ โดยพบว่ามีผู้กระทำความผิดที่อายุต่ำกว่า 10 ปี จำนวน 20 คดี และพบว่าห้วงอายุ 10 – 18 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2560 เป็นต้นมา เริ่มสูงขึ้น โดยเป็นความผิดทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตายสูงถึง 1,860 คดี

3. กลุ่มคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ รวมทั้งสิ้น 5,903 คดี  โดยอายุที่กระทำความผิดสูงสุด ได้แก่ อายุ 18 ปี(1,820 คดี) อายุ 17 ปี(1,137 คดี) และอายุ 16 ปี(960 คดี) ตามลำดับ โดยพบว่าผู้กระทำความผิดอายุต่ำกว่า 10 ปี จำนวน 29 คดี และพบว่าห้วงอายุ 10 - 18 ปี เริ่มมีการกระทำความผิดตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 เป็นต้นมา โดยเป็นความผิดลักทรัพย์ 2972 คดี ฉ้อโกง 921 คดี และวิ่งราวทรัพย์ 57 คดี

จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนในคดีอุกฉกรรจ์ ชีวิตหรือร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ มีแนวโน้มสูงขึ้น และเกณฑ์อายุของผู้กระทำความผิดผู้อายุน้อยลง 

แม้ข้อมูลทางการวิจัยกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กและเยาวชนยึดหลัก มุ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชน เน้นการสงเคราะห์ บำบัดฟื้นฟู แก้ไข เยียวยา เพื่อคำนึงถึงอนาคตของเด็กและเยาวชน แต่อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาการกำหนดโทษ สามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับพฤติการณ์ได้ เช่น ความผิดร้ายแรง การกระทำความผิดซ้ำ  จึงอาจกำหนดโทษจำคุก เพื่อให้หลาบจำได้สำหรับเด็กและเยาวชนในบางกรณีได้  

โดยแนวทางการดำเนินการของต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ กำหนดอายุเด็กไม่เกิน 10 ปี  ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งเกณฑ์อายุน้อยกว่าประเทศไทยที่กำหนดอายุไม่เกิน 12 ปี ส่วนในประเทศเยอรมนี แคนนาดา ฝรั่งเศส จะพิจารณาเกณฑ์อายุและประเภทความผิดร้ายแรงประกอบกัน เพื่อกำหนดโทษจำคุกสำหรับเด็กและเยาวชนได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะทั่วไปสหประชาชาติ (ฉบับที่ 10) ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่กำหนด “เกณฑ์อายุขั้นต่ำที่บุคคลจะมีความรับผิดอาญาไม่ควรต่ำกว่า 12 ปีและบุคคลอายุ 18 เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นคล้องตรงกันว่า สังคมไทยควรจะพิจารณากำหนดเกณฑ์อายุของเด็กหรือเยาวชน ขึ้นใหม่ เพื่อสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยอาจเสนอการแก้ไขกฎหมาย ป.อาญา มาตรา 74  จากเดิมกำหนดเด็กอายุกว่า 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ เป็น เด็กอายุกว่า 10 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปี แทน 
 
รวมทั้งพิจารณาบังคับใช้ตามมาตรา 97 วรรคสองฯ แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2553 มาใช้ในการดำเนินการให้มากขึ้น ซึ่งกำหนดไว้ใจความว่า  คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย สภาพจิต สติปัญญา และนิสัยแล้ว เห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือในระหว่างการพิจารณา  เด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้ศาลมีอำนาจสั่งโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้รวบรวมเสนอกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาในการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับเด็ก เยาวชนให้ตรงกับสถาพบริบทสังคมต่อไป เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมาย เกิดประสิทธิภาพ คุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนส่วนรวม

ตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับ ทีมสาวงามMiss LGBT2024 ลงตรวจพื้นที่ซอยคาวบอยตามมาตราการความปลอดภัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ//พร้อมแจกดอกไม้เนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์แก่นักท่องเที่ยว

วันที่14 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา21.00น. พ.ต.ท.ขวัญพล  เพ็งเดือน  สวญ.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและล่ามแปล,อาสาสมัครฯ ลงตรวจพื้นที่ซอยคาวบอยตามมาตราการความปลอดภัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีทีมสาวงามจากเวทีMiss LGBT 2024 นำทีมโดยโน้ต อดิเรก เรือนปิน Miss LGBT Thailand 2024 , อาร์ม อนิวัฒน์ เพ็งจำรัส 1st runner-up Miss LGBT Thailand 2024 ,บิว ศิริน บี 3rd runner-up Miss LGBT Thailand 2024 , เจนนี่ สุภัสรา หนานคำ Miss LGBT TOURISM THAILAND 2024 พร้อมกับสาวงามที่ได้รับรางวัลพิเศษจากเวทีดังกล่าว ร่วมลงพื้นที่ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยมี พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว นำนโยบายดังกล่าวมาร่วมบูรณาการให้เกิดผลสำเร็จและเป็นประโยชน์ในการผลักดันการท่องเที่ยว ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลายทุกมิติอย่างปลอดภัย 

โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ พ.ต.ท.ขวัญพล  เพ็งเดือน สารวัตรใหญ่ ท่องเที่ยว1 ได้กล่าวอีกว่าถือเป็นการแสดงจุดยืนทางด้านความพร้อมในเรื่องของการเอาใจใส่เรื่องความปลอดภัยและพร้อมที่จะเข้าใจนักท่องเที่ยวและกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น  เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าประเทศเรามีเพศทางเลือกที่หลากหลายและมีความสามารถในด้านต่างๆเยอะแยะมากมาย การได้มีส่วนร่วมกับเวทีMiss LGBT2024ในครั้งนี้ถือเป็นนัยยะที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยที่เท่าเทียมโดยจะไม่ทิ้งใคร หรือหลงลืมเพศไหนไว้ข้างหลัง เพราะทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตลอดจนตำรวจท่องเที่ยวเองก็ตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างมากและในอนาคตอันใกล้นี้อาจมีโครงการนำร่องอาสาสมัครกลุ่มคนหลากหลายทางเพศที่จะมามีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเท่าเทียมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมากขึ้น โดยจะมีการอบรมที่เป็นกิจลักษณะ เพื่อพร้อมต่อการปฎิบัติหน้าที่จริง

ผุดสังเวียนการแข่งขันชกมวยสากล 'อาชีวะไฟท์' ทางออกสังคมไทย แก้ปัญหา 'นักเรียนตีกัน'

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ. 67) เรื่องนักเรียนอาชีวะยกพวกตีกัน และบางครั้งก็รุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธปืนไล่ยิงกัน กลางกรุงเทพมหานคร จนหลายครั้ง ไม่ใช่แค่เด็กอาชีวะที่ร่วมก่อเหตุที่ได้รับบาดเจ็บ-เสียชีวิต แต่คนที่ไม่เกี่ยวข้อง พลอยโดนลูกหลง บาดเจ็บ-เสียชีวิต ก็มีให้เห็นมาแล้วหลายเหตุการณ์  

ปัญหาดังกล่าว เกิดขึ้นวนเวียนซ้ำซาก มาหลายสิบปี มีให้เห็นตลอดเวลา บางช่วงก็รุนแรงจนสังคมตั้งคำถามกันว่า เหตุใดปัญหาดังกล่าว ถึงแก้ไขไม่ได้เสียที ถึงขนาด อดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย อย่าง ชวน หลีกภัย ยังนำปัญหาเรื่องนักเรียนอาชีวะสองสถาบันที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ และเป็นคู่อริกันมาหลายสิบปี และช่วงหลังสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย นำปัญหาดังกล่าว ไปตั้งกระทู้สดกลางสภาฯ ถามนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

อันแสดงให้เห็นได้ว่า ปัญหานักเรียนอาชีวะตีกัน ไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ แน่นอน

ท่ามกลางความพยายามหาทางออก เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเพราะพบว่า ช่วงสุดสัปดาห์นี้ 17 ก.พ. จะมีการจัดกิจกรรม ‘การแข่งขันชกมวยสากล - อาชีวะไฟท์’ (Archeva Fight) ขึ้นโดยนำนักเรียนอาชีวะทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันจากหลายสถาบันฯ  ที่สมัครเข้าแข่งขันมาชกมวยกัน อันเป็นกิจกรรมที่ผู้จัดกิจกรรมบอกว่า “เพื่อเปิดพื้นที่แสดงออกในทางสร้างสรรค์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง  ลดการแบ่งแยก รวมใจเป็นหนึ่ง เพราะแม้ต่างสถาบันแต่ไม่ต่างความคิด ร่วมสร้างสรรค์สายสัมพันธ์”

ส่วนรายละเอียดกิจกรรมอาชีวะไฟท์ดังกล่าวเป็นอย่างไรเรื่องนี้ ‘ธนเดช ตุลยลักษณะ’ หรือ ‘เนศ อาชีวะ-ประธานกลุ่มอาชีวะพ่อกูวิษณุกรรม’ แกนนำหลักในการจัดกิจกรรมดังกล่าว เล่าให้ฟังว่า กลุ่มพ่อกูวิษณุกรรมจัดกิจกรรม อาชีวะไฟท์ เพื่อหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่นำไปสู่การช่วยลดปัญหาการตีกันของนักศึกษาอาชีวะของสถาบันต่างๆ โดยเป็นการจัดเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และสร้างสัมพันธ์ไมตรี ของน้องๆนักเรียน-นักศึกษาอาชีวะของทุกๆสถาบัน ที่เข้าร่วมกิจกรรมอาชีวะไฟท์ เพื่อทำให้นักศึกษาอาชีวะได้รู้จักกันมากขึ้น เพราะเมื่อได้มาเจอกัน ทำให้เกิดความรักความสามัคคีกัน เชื่อว่าจะเป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้สามารถลดความรุนแรงเรื่องปัญหาการตีกันของอาชีวะได้

ส่วนที่มาที่ไปของการแข่งขันชกมวย ‘อาชีวะไฟท์’ ครั้งนี้ ทาง ‘ธนเดช-เนศ อาชีวะ-ประธานกลุ่มอาชีวะพ่อกูวิษณุกรรม’ เล่าวไว้ว่า กลุ่มอาชีวะ พ่อกูวิษณุกรรม ได้มีการพูดคุยกันว่า ปัญหาสังคมเรื่องนักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ เกิดการเผชิญหน้า มีการตีกัน โดยบางเหตุการณ์ก็รุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธยิงกัน จนทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับลูกหลงอย่างกรณีครูเจี๊ยบ (ครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ระดับชั้น ม.ต้น โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ) ที่โดนลูกหลง นักเรียนอาชีวะคู่อริไล่ยิงกัน จนเสียชีวิตบริเวณป้ายรถเมล์ย่านคลองเตยเมื่อปี 2566 และยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับลูกหลงตามไปด้วยตอนที่มีการตีกัน

...ทางกลุ่มเรา คุยกันว่าจะมีทางใดที่แก้ไขปัญหาได้ จนทางกลุ่มเกิดไอเดียขึ้นมาว่า น่าจะมีการจัดกิจกรรมต่อยมวยน่าจะดี เพราะที่ผ่านมา อาจจะเคยมีการจัดกิจกรรมเช่น เตะฟุตบอล แต่ก็พบว่ายังไม่ตรงจุดเพราะมีเสียงสะท้อนว่า จัดเตะฟุตบอลของนักศึกษาอาชีวะ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี ก็พบว่า คนที่เกเร ที่ชอบก่อเรื่อง ตีกัน-ยิงกัน เขาก็ไม่เล่นฟุตบอลอีก เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว แต่น้องๆนักเรียนอาชีวะ ที่ชอบตีกัน เขาไม่ได้มีความสามารถเรื่องการเตะฟุตบอล  ก็อาจแค่ไปเชียร์ แต่ไม่ได้ร่วมลงเตะด้วย ก็ทำให้ไม่รู้สึกว่าเขามีตัวตน แล้วก็ยังพบว่า มีการจัดเตะฟุตบอล แต่กลายเป็นว่า มีการตีกันอีก แทนที่จะได้เชื่อมความสัมพันธ์ โดยบางคนก็ทำเพราะต้องการสร้างตัวตน จะได้ดัง ดูเท่ห์ เพราะเขามีความเชื่อมั่น เลยทำให้กิจกรรมเตะฟุตบอลของอาชีวะ เลยไม่ค่อยตอบโจทย์

“ธนเดช-เนศ’ กล่าวต่อไปว่า แต่สำหรับการจัดแข่งขันชกมวย อาชีวะไฟท์ เราคิดกันว่า กิจกรรมต่อยมวยอาชีวะไฟท์ ทำให้เด็กอาชีวะที่อาจดูแสบ ๆ แต่เล่นฟุตบอลไม่ได้ แต่ต่อยมวยกันได้ ก็เลยทำให้คิดว่าน่าจะจัดกิจกรรมให้เด็กอาชีวะมาชกมวยกันดีกว่า เพราะใช้ความสามารถแค่คนที่จะต่อยคนเดียวและยังเป็นการสร้างตัวตนได้ด้วย ที่น่าจะช่วยแก้ปัญหา ได้ตรงจุดมากกว่า

..สำหรับการเตรียมงานในครั้งนี้ หลังได้ข้อสรุปการจัดกิจกรรมอาชีวะไฟท์แล้ว ทางผู้จัดได้ทำการประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านช่องทางต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทราบว่าจะมีการจัดกิจกรรมต่อยมวยอาชีวะไฟท์ โดยจะเป็นศิษย์เก่าหรือศิษย์ปัจจุบันก็สามารถร่วมกิจกรรมได้หมด พบว่า มีกระแสตอบรับที่ดี คนให้ความสนใจ มีน้อง ๆ นักเรียนอาชีวะ สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจนครบตามจำนวนที่ตั้งไว้ คือ 10 คู่ชก

‘ธนเดช เนศ’ กล่าวถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นวันเสาร์ที่ 17 ก.พ.นี้ว่า จะเริ่มกิจกรรมการชกกันเวลา 18.00 น. จนถึง 20.00 น. และพอกิจกรรมเสร็จในช่วงค่ำจะมีการเปิดเพลง ร่วมกันร้องเพลง สร้างบรรยากาศแบบเป็นพี่เป็นน้องกัน เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี

..โดยอาชีวะไฟท์จะจัดกันที่ บริเวณด้านหน้าของอาคารชื่นฤทัยในธรรม ถนน ประชาราษฎร์ อำเภอเมืองนนทบุรี นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่โล่ง เวทีจะมีขนาด 5x5 เมตร และจะมีการวางเบาะที่เป็นเบาะหนาไว้ที่พื้น การชกจะเป็นมวยสากล ชกกันคู่ละหนึ่งยก เป็นเวลา 3 นาที โดยจะมีการใส่นวม-ใส่ฟันยาง และมีกรรมการฯ ที่เป็นกรรมการมืออาชีพมาทำหน้าที่กรรมการบนเวที อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมรถพยาบาล Ambulance มาเตรียมพร้อมไว้ด้วย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลความสงบเรียบร้อย-ความปลอดภัยตลอดกิจกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้จัดให้ความสำคัญมาก ส่วนกองเชียร์เราก็จะให้มีการยืนคล้องแขนกันรอบเวทีเพื่อร่วมกันเชียร์ขณะที่มีการต่อยกัน

‘ธนเดช เนศ’ ย้ำว่า ทางผู้จัดกิจกรรมครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายว่า จะจัดอาชีวะไฟท์แบบนี้อีกหลายครั้ง ไม่ได้จัดแค่รอบนี้รอบเดียว เพราะเมื่อมีการจัดไปเรื่อย ๆ จนคนรับรู้กิจกรรมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เชื่อว่าจะช่วยลดความรุนแรงของปัญหาเด็กอาชีวะตีกันได้ คือ หากใครอยากจะเจ๋ง อยากจะเก๋าส์ ก็มาร่วมกิจกรรมได้ในการจัดครั้งต่อ ๆ ไปชองอาชีวะไฟท์ได้

“เพราะนี้คือเวทีที่ตอบโจทย์ความต้องการในการสร้างตัวตนได้ นี้คือสิ่งที่ผู้จัดกิจกรรมอาชีวะไฟท์คาดหวัง ที่เราเชื่อว่าหากกิจกรรมนี้เข้าถึงเด็กอาชีวะได้ในวงกว้าง มันจะทำให้ช่วยแก้ปัญหาช่วยลดการตีกันของเด็กอาชีวะได้”

สุดท้าย กิจกรรมแข่งขันชกมวย อาชีวะไฟท์ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่จะช่วยลดปัญหานักเรียนอาชีวะตีกันได้หรือไม่ คงต้องรอดูกันไป เพราะปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาที่ต้องแก้แบบระยะยาว ที่คงต้องหาวิธีการแก้ปัญหาหลายอย่างควบคู่กันไปด้วย

‘Huawei’ โชว์เหนือ ผุดแท่นชาร์จ EV 1 วินาทีต่อ 1 กิโลเมตร ใช้เวลาพอๆ กับเติมน้ำมัน-เร็วกว่าแท่นชาร์จ Tesla ถึง 2 เท่า

(15 ก.พ. 67) รายงานข่าวระบุว่า Huawei Technologies ได้เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งเป็นผลงานของ Huawei Digital Power มีความสามารถในการอัดประจุไฟฟ้าได้มากถึง 600 kW และโฆษณาว่า “ทุกการชาร์จ 1 วินาที จะได้ระยะเพิ่มขึ้น 1 กม.” นั่นหมายความว่า ชาร์จเพียง10 นาทีจะวิ่งได้ระยะทางไกล 600 กม. ซึ่งใช้ระยะเวลาใกล้เคียงกับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงและเร็วกว่าสถานี Supercharger ของ Tesla ถึง 2 เท่า

ทั้งนี้ Huawei วางแผนขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าความเร็วสูงดังกล่าวด้วยจำนวนกว่า 1 แสนแห่งในประเทศจีนภายในปีนี้ โดยผ่านการร่วมมือกับเจ้าของพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ศูนย์การค้า รวมถึงบริเวณใกล้เคียงมอเตอร์เวย์ เพื่อให้ผู้บริโภคที่ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งสถานีชาร์จความเร็วสูงของ Huawei นั้นสามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ทุกรุ่นทุกแบรนด์

ปัจจุบัน ประเทศจีนมีสถานีชาร์จราว 2.7 ล้านแห่ง ตามข้อมูลของพันธมิตรส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของจีน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 40% ภายในปีนี้ แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นหัวชาร์จเร็ว

กสทช. กำชับมือถือทุกค่ายระงับสัญญาณซิมเถื่อน หลังครบกำหนดยืนยันตัว สำหรับผู้ถือครองมากกว่า 101 ซิมพร้อมผนึกกำลังตำรวจเอาผิดคนสวมชื่อเปิดซิมผี

วันนี้ (15 ก.พ. 67) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช.ด้านกฎหมาย และประธานอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ เป็นประธานประชุม พร้อมด้วย พล.ต.ท.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดูแลงานด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (ผู้ให้บริการเอไอเอส), บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ผู้ให้บริการ ทรู และ ดีแทค) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เพื่อหารือถึงมาตรการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการที่ถือครองซิมการ์ด หลังพ้นกำหนดระยะเวลายืนยันตัวตน พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กสทช., ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขยายผลเอาผิดกับผู้ปลอมแปลงเอกสารในการจดทะเบียนซิม ป้องกันมิจฉาชีพนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์

พล.ต.อ.ณัฐธรฯ ได้กล่าวว่า จากแนวคิดในการจัดระเบียบซิมการ์ด โดยเฉพาะหมายเลขในระบบเติมเงิน ที่ไม่มีการลงทะเบียนผู้ใช้งานจริง หรือลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง มีการปลอมแปลงเอกสารในการจดทะเบียนซิม โดย กสทช. ได้ออกมาตรการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการที่ถือครองซิมการ์ด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.67 ที่ผ่านมา ตามมาตรการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นสองกลุ่ม คือ ผู้ถือครองซิมการ์ด ตั้งแต่ 6-100 หมายเลข ให้ยืนยันตัวตนภายใน 180 วัน และ ผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลข ขึ้นไป ให้ยืนยันตัวตนภายใน 30 วัน  ซึ่งขณะนี้ในส่วนกลุ่มที่สอง (ผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลข ขึ้นไป) ได้ครบกำหนดแล้ว เมื่อวันที่ 14 ก.พ.67 ที่ผ่านมา กสทช. จึงได้ประชุมเร่งรัดให้ผู้ประกอบการทุกค่าย ดำเนินการระงับบริการ ตามเงื่อนไข ทั้งในส่วนของการโทรออก, การส่งข้อความ SMS 

และการใช้งานอินเตอร์เน็ต จะอนุญาตเพียงการโทรเบอร์ฉุกเฉินเท่านั้น จากสถิติของผู้ประกอบการที่รายงานมายัง กสทช. มีสถิติผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลขขึ้นไปมายืนยันตัวตน ดังนี้ เครือข่ายเอไอเอส ร้อยละ 58.56 ทรูดีแทค ร้อยละ 35 และ เอ็นที ร้อยละ 23.14 โดยจากการตรวจสอบพบว่า หมายเลขบางส่วนที่ยังไม่ได้มายืนยันตัวตน จะเป็นซิมที่ติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้รับข้อความ SMS แจ้งเตือน และบางส่วนเชื่อได้ว่าเป็นซิมเถื่อนที่อยู่ในมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรออนไลน์อื่น ซึ่งไม่กล้ามาแสดงตัวเพื่อยืนยันตน และกลุ่มนี้เป็นเป้าหมายของมาตรการดังกล่าว ในที่ประชุมได้กำชับให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่าย  เริ่มระงับการใช้ (การโทรออกและการใช้เน็ต) ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.67 เป็นต้นไป ก่อนเพิกถอนการใช้ออกจากระบบต่อไป พล.ต.อ.ณัฐธรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาได้พบว่ามีบุคคลบางกลุ่ม มีพฤติการณ์ปลอมแปลงเอกสาร หรือปลอมบัตรประชาชนในการจดทะเบียนซิมการ์ดโดยมิชอบ, ใช้บัตรประชาชนของผู้อื่น หรือลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ในส่วนนี้ กสทช. ได้ประสานการทำงานกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่ายอย่างใกล้ชิด และได้ส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นความผิดฐาน ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม, ปลอมบัตรและใช้หรือแสดงบัตรปลอม และอาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ขบวนการเหล่านี้ถือเป็นต้นตอของปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน ต้องถูกดำเนินคดีและกำจัดให้หมดไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top