Monday, 13 July 2026
TheStatesTimes

‘วัดหมื่นเกลา’ แจกข้าวสาร-อาหารแห้ง รับวันวาเลนไทน์ ตามโครงการเปลี่ยนพวงหรีดเป็นข้าวสารเพื่อ ‘ผู้ยากไร้’

(14 ก.พ.67) ที่วัดหมื่นเกลา ต.วังน้ำเย็น อ.แสวงหา จ.อ่างทอง นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานแจกข้าวสาร อาหารแห้ง ในวันวาเลนไทน์ ตามโครงการเปลี่ยนพวงหรีดเป็นข้าวสารเพื่อผู้ยากไร้

ซึ่งทางวัดหมื่นเกลาได้ดำเนินโครงการเปลี่ยนพวงหรีดเป็นข้าวสารเพื่อผู้ยากไร้ มาตั้งแต่ปี 2565 โดยพระครูวิเทศธรรมวิรัช เจ้าอาวาสวัดหมื่นเกลา ได้มีแนวคิดเปลี่ยนพวงหรีดดอกไม้สดเป็นพวงหรีดข้าวสาร เพื่อไว้อาลัยครั้งสุดท้าย หลังจากเสร็จงานแล้วทางญาติโยมได้นำข้าวสาร อาหารแห้ง ถวายวัด และทางวัดได้ร่วมกับทางผู้นำท้องถิ่นในหมู่บ้าน นำข้าวสาร อาหารแห้งไปแจกให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในหมู่บ้าน คนที่ได้รับก็สุขใจ คนที่ให้ก็อิ่มใจ เป็นบุญกุศลของผู้ที่ล่วงลับ เป็นการช่วยเหลือสังคมและผู้ด้อยโอกาส ต่อไป

ตม.จว.กระบี่ ตรวจเข้ม สนองนโยบาย ผบ.ตร. และ ผบช.สตม. บูรณาการร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ สร้างความมั่นใจให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. ,พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ระหว่างวันที่ 13-22 ก.พ. 67 โดยให้ระดมตรวจสอบและการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม ตลอดถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว 

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6,พ.ต.อ.กันตวัฒน์  พงศ์สถาบดี รอง ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.สรธรรศจ์  เอี่ยมละออ ผกก.ตม.จว.กระบี่ สั่งการให้ พ.ต.ท.สุเมธ  กนกเหมพันธ์  รอง ผกก.ตม.จว.กระบี่ ,พ.ต.ต.วิรัตน์ อินทร์ยอด สว.ตม.จว.กระบี่ , พ.ต.ต.วิโรจน์ ศรีสภา สว.ตม.จว.กระบี่  จัดกำลังชุดสืบสวนตรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ส.ทท.3 กก.2 บก.ทท.3 , เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ ส.รน.1 กก.9 บก.รน. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกระบี่ บูรณาการออกตรวจสอบพื้นที่รับผิดชอบ ได้ร่วมกันจับกุมผู้กระทำผิด 4 ราย ดังนี้

1.นายซิน (สัญชาติเมียนมา) โดยกล่าวหาว่า “มียาเสพติดประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” ของกลางยาบ้า จำนวน 16 เม็ด
2. นายมิน (สัญชาติเมียนมา) โดยกล่าวหาว่า “มียาเสพติดประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” ของกลางยาบ้า จำนวน 10 เม็ด
3. นายเซ (สัญชาติเมียนมา) โดยกล่าวหาว่า “เป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”
4.นายฤทธิ์ธี (สัญชาติไทย) โดยกล่าวหาว่า “มียาเสพติดประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” ของกลางยาบ้า จำนวน 50 เม็ด

นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกระบี่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 13 ก.พ.67 ตม.จว.กระบี่ ได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

-จับกุมผู้กระทำผิด พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จำนวน 41 ราย
-จับกุมผู้กระทำผิด พรก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จำนวน 2 ราย
-จับกุมผู้กระทำผิด พรบ.ยาเสพติด จำนวน 3 ราย

ด้วยในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก ตม.จว.กระบี่ จึงได้มีมาตรการออกตรวจพื้นที่ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและประชาชน ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว และหากประชาชนท่านใดพบเห็นการกระทำผิด กรุณาแจ้งมายัง ตม.จว.กระบี่ โทร 075 611097 จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

‘บุญถาวร’ เดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ยื่นไฟลิ่งขายหุ้น IPO ชูศักยภาพผู้นำธุรกิจค้าปลีกวัสดุ - อุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ.67) บมจ.บุญถาวร รีเทล คอร์ปอเรชั่น (บริษัทฯ หรือ ‘BOON’) ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขาย IPO ไม่เกิน 320 ล้านหุ้น เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจ ชูศักยภาพผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจร ทั้งร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และธุรกิจให้เช่าพื้นที่ของกลุ่มบริษัทฯ รวมทั้งรูปแบบแฟรนไชส์ที่ร่วมทุนกับกลุ่ม SCG รวม 50 สาขาในประเทศไทย เวียดนามและกัมพูชา รวมถึงการขายสินค้าโดยตรงแก่ลูกค้าผู้ประกอบการ และช่องทางออนไลน์

นายสิทธิศักดิ์ ทยานุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญถาวร รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BOON เปิดเผยว่า ได้เตรียมเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งแก่การดำเนินธุรกิจ โดยกลุ่มบริษัทฯ เป็น ‘ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจร’ ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 มีร้านค้าปลีกสมัยใหม่รวมทั้งสิ้น 50 สาขา ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ (Strategic Location) และมีโอกาสในการเติบโตในอนาคต ประกอบด้วย

1.) ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ของกลุ่มบริษัทฯ 15 สาขา แบ่งเป็น ร้านบุญถาวรที่เป็นรูปแบบ Stand-alone จำนวน 11 สาขา ซึ่งตั้งอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย มีสินค้าที่หลากหลาย และแบ่งแยกเป็นโซนต่าง ๆ และโครงการ Design Village ซึ่งเป็น Community Living Mall  จำนวน 4 สาขาโดยตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป ช่วยยกระดับการบริการของบุญถาวรให้เป็นมากกว่าร้านค้าวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่ผสานจุดเด่นของร้านค้าปลีกและพื้นที่ให้เช่าภายใต้แนวคิด ‘One Stop Happiness ครบจบในที่เดียว’ และ 2.) ร้านค้าปลีกสมัยใหม่รูปแบบแฟรนไชส์ที่ร่วมทุนกับ บริษัทเอสซีจี รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด (กลุ่ม SCG) ภายใต้ชื่อ ‘SCG HOME’ และ ‘SCG Home บุญถาวร’ จำนวน 35 สาขา ในจำนวนนี้อยู่ในพื้นที่ทุกภาคของประเทศไทย 33 สาขา และต่างประเทศอีก 2 สาขา ได้แก่ เวียดนามและกัมพูชา

กลุ่มบริษัทฯ คัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพจากทั้งในและต่างประเทศที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ทั้งประเภท ดีไซน์ และคุณภาพที่เจาะกลุ่มลูกค้าทุกระดับและไลฟ์สไตล์ โดยปัจจุบันมีกลุ่มสินค้าที่จำหน่ายใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กระเบื้องและวัสดุปิดผิว เครื่องสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ห้องน้ำที่เกี่ยวข้อง เครื่องครัว โคมไฟและอุปกรณ์ส่องสว่าง และสินค้าอื่น ๆ เกี่ยวกับบ้านและเฟอร์นิเจอร์ ที่จำหน่ายภายใต้ร้านค้าปลีกของกลุ่มบริษัทฯ กว่า 90,000 SKUs ภายใต้แบรนด์ของกลุ่มบริษัทฯ (Private Brand) ที่กลุ่มบริษัทฯ ผลิตเอง และว่าจ้างผู้ผลิตภายนอก และสินค้าภายใต้แบรนด์อื่น ๆ (Market Brand) ทำให้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์การตกแต่งที่อยู่อาศัยอันหลากหลายของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม ทั้งลูกค้ารายย่อย (B2C) และลูกค้าผู้ประกอบการ (B2B) นอกจากนี้ ยังมีโรงงานผลิตชุดครัวสั่งทำและตู้ชุดครัวสำเร็จรูปของกลุ่มบริษัทฯ มีกำลังการผลิตชุดครัวสั่งทำ 425 ยูนิตต่อเดือน และตู้ชุดครัวสำเร็จรูป 7,000 ตู้ต่อเดือน รวมถึงมีศูนย์กระจายสินค้าทั้งหมด 7 อาคาร ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อรับและกระจายสินค้าสู่ร้านค้าปลีกของกลุ่มบริษัทฯ ทั่วประเทศ สามารถจัดเก็บสินค้าได้มากกว่า 1 แสนตำแหน่ง บนเนื้อที่มากกว่า 90 ไร่

ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จากการเล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่จะมีแนวโน้มที่จะมีการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ เว็บไซต์ของกลุ่มบริษัทฯ และแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส อาทิ Shopee, Lazada, NocNoc ฯลฯ โดย ณ 30 กันยายน 2566 มีสมาชิก “บุญถาวร แฟมิลี่” มากกว่า 1,000,000 ราย และมีบริการลูกค้าที่เกี่ยวเนื่องแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดส่งสินค้า การออกแบบสามมิติ รวมถึงบริการติดตั้ง และซ่อมแซม เพื่อมอบประสบการณ์การซื้อสินค้าแบบครบวงจร (One-stop Service) ให้แก่ลูกค้าของกลุ่มบริษัทฯ

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ มุ่งสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันและการเติบโตอย่างมั่นคง โดยใช้จุดแข็งจากการเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านระดับพรีเมียมที่มีส่วนแบ่งการตลาดยอดขายกระเบื้อง ร้อยละ 22.11 และส่วนแบ่งการตลาดยอดขายสุขภัณฑ์ ร้อยละ 33.51 ของประเทศไทยในปี 2565 พร้อมมุ่งเน้นในการขยายสาขาร้านบุญถาวร และปรับปรุงพื้นที่สาขาเชิงกลยุทธ์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง และความสามารถที่จะคว้าโอกาสทางธุรกิจจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและเมกะเทรนด์ที่สำคัญ พร้อมทั้งประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนสินค้าและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน และประสบการณ์ของทีมผู้บริหารมืออาชีพในธุรกิจวัสดุอุปกรณ์และของตกแต่งบ้านแบบครบวงจร

“เรามีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจกว่า 40 ปี พร้อมพนักงานและผู้บริหารมืออาชีพ ทำให้สามารถจัดหาสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าภายใต้แนวคิด ‘Ideas Come Alive’ และมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็น ‘Live Good Ecosystem’ มุ่งพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านสินค้าและนวัตกรรมการอยู่อาศัยเพื่อโลกที่ดีขึ้นและสังคมที่ยั่งยืน ส่งผลให้เราเป็นหนึ่งในผู้นำ และศูนย์รวมสินค้าวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านอย่างครบวงจรอันดับต้น ๆ ในใจของลูกค้า โดยมีส่วนแบ่งการตลาดยอดขายกระเบื้อง 22.1%  และมีส่วนแบ่งการตลาดยอดขายสุขภัณฑ์ 33.5%1 ในปี 2565 ซึ่งทั้งสองผลิตภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่สำคัญหลักของกลุ่มบริษัทฯ” นายสิทธิศักดิ์ กล่าว

นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินร่วม กล่าวว่า บริษัท บุญถาวร รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 1,280,000,000 บาท คิดเป็นจำนวน 1,280,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.0 บาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 320,000,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.0 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด วัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการขยายธุรกิจ ชำระคืนเงินกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินร่วม กล่าวว่า บริษัท บุญถาวร รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจรที่มีศักยภาพเติบโตสูง จากจุดเด่นด้านความหลากหลายของสินค้าและบริการ มีช่องทางจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้งหน้าร้านค้าปลีกทั่วทุกภาคของประเทศไทย เวียดนาม และกัมพูชา รวมทั้งการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ครอบคลุมแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงมีกลุ่ม SCG เป็นพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่ง โดยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งแก่การดำเนินธุรกิจและแผนงานเติบโตในอนาคต

‘เอกชัย ศรีวิชัย’ เจ็บปวด!! ทะลุวังป่วนขบวนเสด็จฯ ชี้!! ผิดหวัง-หมดศรัทธาพรรคการเมืองที่ปกป้องคนผิด

จากกรณีนักเคลื่อนไหว ‘กลุ่มทะลุวัง’ บีบแตรและขับรถแซงขบวนเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในขณะที่ขบวนกำลังแล่นผ่านทางด่วน หลังจากคลิปได้เผยแพร่ออกไปก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ต่อมาเหล่าคนดัง คนบันเทิง นักการเมือง และประชาชนทั่วไป ต่างออกมาแสดงความรักต่อกรมสมเด็จพระเทพ ด้วยการโพสต์ภาพ เขียนข้อความ ติด #เรารักกรมสมเด็จพระเทพ และร่วมมือร่วมใจใส่เสื้อสีม่วงแสดงความรักที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ทางด้าน นายเอกชัย ศรีวิชัย นักร้อง นักแสดง ผู้กำกับหนัง และผู้เคยแสดงจุดยืนเชียร์พรรคก้าวไกล ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวระบุว่า…

“วันเวลาผ่านมาหลายวันแล้ว ผมนั่งมองอยู่ตลอดยัง ไม่เคยเห็นคนที่ถือหางเด็ก (นรก) พวกนั้นออกมารับผิดชอบต่อการกระทำที่ผ่านมา ซึ่งทำร้ายความรู้สึกของประชาชนส่วนมาก ผมเองเคยศรัทธา (ย้ำนะครับว่าเคยศรัทธา) ต่อแนวคิดในการทำงาน แต่มาวันนี้สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันทำลายศรัทธาหมดแล้ว คุณทำร้ายหัวใจคนไทย สถานการณ์ทั้งหมด พวกคุณรู้ดีว่าตั้งใจจะทำอะไร ผมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง #ปกป้องพระเกียรติ สมเด็จพระเทพ”

นอกจากนี้ยังได้ไลฟ์ผ่านติ๊กต็อก ซึ่งในบางช่วงบางตอนระบุว่า…

“อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศ อยากจะพัฒนาประเทศ อยากจะให้ประเทศมีความเท่าเทียม ดูนิ้วมือเท่ากันไหม? สำหรับใครที่คิดไม่ดีกับประเทศนี้ ขอให้มันฉิบหาย ใครที่คิดไม่ดีกับสถาบัน ขอให้มันมีอันเป็นไป แล้วใครที่อยู่เบื้องหลังขอเด็กพวกนี้ ก็ขอให้พวกมันมีอันเป็นไป ออกมารับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น กฎหมายไม่ผิด หรือผิดไม่มาก แต่ผิดสุด ๆ ที่ความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศรับสิ่งนี้ไม่ได้”

‘รมว.พีระพันธุ์’ เปาบุ้นจิ้นพลังงานไทย ความหวังของคนไทย ในช่วงเวลาหดหู่

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้งานติ๊กต็อก dr.brahm_isara_inya หรือ พราหมณ์ อิศรา อินทร์ยา ได้โพสต์วิดีโอพร้อมระบุข้อความว่า “เข้าพบ ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.พลังงาน” โดยภายในวิดีโอได้พูดถึงความสิ้นหวังของคนไทยทั้งประเทศ และการเข้าพบ พูดคุยกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยระบุว่า…

“ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ จากที่มีความหวังว่าหลังเลือกตั้งประเทศเราจะก้าวเข้าสู่ยุคฟ้าสีทองผองอําไพ รัฐบาลใหม่จะต้องทําให้อะไร ๆ มันดีขึ้น แต่ปรากฏว่าผ่านมา 5-6 เดือนแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าอะไรมันจะดี…

“ที่บอกว่าจะแจกเงินหมื่น แต่ก็เลื่อนออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีกําหนด บอกว่าจะปราบหนี้นอกระบบก็ไม่เห็นมีอะไรขับเคลื่อน บอกว่าจะเพิ่มเงินเดือนคนแก่ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ทําอะไรไม่ได้เลย ซ้ำร้ายยาเสพติดยังเต็มบ้านเต็มเมือง รัฐบาลก็ยังออกกฎหมายช่วยให้การพกพายาเสพติดแต่เอาผิดไม่ได้ แทบจะพูดได้ว่าไม่สามารถสร้างผลงานอะไรได้เลย…

“ซ้ำร้ายพรรคฝ่ายค้านที่เป็นความหวังว่าจะมาคานอํานาจ มาตรวจสอบ สร้างสรรค์ความเปลี่ยนแปลงให้เกิดกับบ้านกับเมือง ก็ปรากฏว่าจับมือฮั้วกัน นักโทษชั้น 14 ก็ไม่เคยแตะต้อง เรื่องกฎหมายยาเสพติด หรือเรื่องอื่น ๆ ไม่เคยตรวจสอบ ไม่เคยแตะต้องรัฐบาล ไม่รู้ว่าเขาเป็นพวกเดียวกัน หรือว่าตัวฝ่ายค้านหมดสมรรถภาพไปแล้ว…

“เห็นมัวแต่วุ่นวายกับเรื่องของตัวเอง สส.ของเขามีแต่เรื่องมีแต่ราว ทั้งขี้เมาตบตีผู้หญิง ทั้งวิ่งราวทรัพย์ ทั้งเอกสารปลอม ทั้งหนีทหาร สารพัดปัญหา จนไม่มีเวลาสนใจบ้านสนใจเมือง สู้แต่คดีฟ้องร้องกันไปมา แก้ปัญหาแต่ของตัวเอง ทำให้ประชาชนตอนนี้แทบจะไม่มีความหวัง ไม่รู้จะหวังพึ่งนักการเมืองคนไหนได้อีก หดหู่กันทั้งบ้านทั้งเมืองจริง”

พราหมณ์ อิศรา อินทร์ยา กล่าวต่อว่า “พวกเรารวมตัวกัน เพื่อไปตามหาว่าประเทศนี้ยังเหลือใครที่ประชาชนจะฝากความหวัง หรือพึ่งพาอาศัยได้หรือไม่…

“วันนี้พวกเรามากันที่บ้านพิบูลธรรม กระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นสํานักงานของท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สําหรับตัวท่านพีระพันธุ์นี้ พี่น้องประชาชนก็คงทราบข่าวมาตลอด ในเรื่องฝีไม้ลายมือ เรื่องความรู้ ความสามารถ และหลายอย่างที่ท่านทําให้ประเทศไทย แต่พวกเราก็ไม่กล้ายืนยัน เพราะนั่นอาจจะเป็นแค่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง เป็นข่าวจริงแค่ไหนก็ไม่รู้ จึงพากันมาดู มาคุย มาถามให้รู้ มาดูให้เห็นกับตา…

“ซึ่งจากที่คุยกันใช้เวลานานพอสมควร บอกได้เลยว่าท่านพีระพันธุ์กําลังทํางานใหญ่ ชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินให้โครงสร้างพลังงานของประเทศไทย คุณป้าอยุธยาที่มาด้วยกันถึงขั้นกระซิบผมเลย บอกว่า “เป็นห่วงความปลอดภัยของท่านจังเลย ถ้าท่านจะทํางานใหญ่ขนาดนี้”...

“สิ่งที่ท่านกำลังจะทำ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาลให้เรื่องธุรกิจพลังงานของประเทศไทย ไม่ใช่แค่พวกเราจะได้ใช้พลังงานราคาถูก แต่มันมีงานใหญ่ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น เกี่ยวกับพลังงาน เกี่ยวกับน้ำมันที่ประเทศไทยที่ท่านเตรียมเอาไว้แล้ว”

พราหมณ์ อิศรา อินทร์ยา กล่าวต่อว่า “พอได้ฟังแผนการ ฟังการคิดวิเคราะห์ของท่านแล้วก็บอกได้เลยว่าเป็นคนที่คิดเป็นระบบ มีตรรกะ มีกลยุทธ์ มียุทธศาสตร์ ไม่แปลกใจเลยทําไมก่อนหน้านี้ กรณีโฮปเวลล์ กรณีเหมืองทองอัครา ถึงทําได้หลายโปรเจกต์ และชนะตลอด…

“จากที่นั่งคุยกันต้องยอมรับว่าท่านพีระพันธุ์ เป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว แต่ท่านไม่ได้ถือตัว ท่านสบายๆ เป็นกันเอง และจริงใจเปิดเผย ถามอะไรก็ตอบหมด หลายเรื่องเล่าได้ฟังยังตกใจว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านของเมืองจริง และท่านก็กล้าหาญจริง ๆ ที่จะสู้กับเรื่องพวกนี้ โดยที่ท่านก็ย้ำตลอดว่าท่านไม่เคยหวังตําแหน่ง แต่เพราะความบังเอิญ เพราะตกกระไดพลอยโจน มาช่วยเหลือกัน มาช่วยกันทํางานให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ถ้าพี่น้องประชาชนคนธรรมดารากหญ้าได้สัมผัส ได้พูดคุยกับท่านก็จะประทับใจ หลงรักท่านได้เลย”

“พวกเราก็เหมือนประชาชนคนไทยทั่วไป ที่รู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง ไม่รู้ว่าจะฝากความหวังไว้กับใคร แต่วันนี้ดีใจที่ประเทศนี้ยังไม่ได้สิ้นคนดี ยังเหลือพี่ตุ๋ย พีระพันธุ์ กรุงศรีอยุธยายังไม่สิ้นคนดีแน่นอน” พราหมณ์ อิศรา อินทร์ยา ทิ้งท้าย

ผลงานชัด!! ‘ต่อยอดรถ EV-ดันฮาลาล-สานทุนนอกลงทุนไทย’ ‘รมว.ปุ้ย’ รัฐมนตรีผู้นอบน้อม ขยัน และใส่ใจผู้คน

ส่องผลงานรัฐมนตรี New Gen ‘พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล’ กับบทบาท รมว.อุตสาหกรรม หลังผ่าน 90 วันแรก พบผลงานเพียบไม่เป็นรองใคร หลังผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายรุดหน้า ทั้ง EV, อาหารฮาลาล และการกวาดล้างสินค้าด้อยคุณภาพ เน้นทำงานเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ตามสไตล์ ‘ทำงานเงียบ ๆ แต่ใส่ใจ ไม่โอ้อวด’ 

อย่างที่ทราบกันดีว่า ‘รัฐบาล’ ภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 จะเป็นรัฐบาลที่ถูกจับตาดูการทำงานอย่างหนัก เพราะเป็นรัฐบาลที่มีพรรคร่วมจำนวนมาก อีกทั้งยั้งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัว ขณะเดียวกัน ‘รัฐมนตรี’ ที่รับผิดชอบในแต่ละกระทรวง ก็จะถูกจับตาและติดตามการทำงานอย่างหนักเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในกลุ่มรัฐมนตรีหน้าใหม่สมัยแรก ที่ไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้ความสามารถเท่านั้น แต่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามี ‘ฝีมือ’ และ ‘กึ๋น’ มากพอหรือไม่ เพราะต้องทำงานประสานกับข้าราชการประจำ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดเป็นรูปธรรม

และหนึ่งในรัฐมนตรีหน้าใหม่ ที่ถูกจับตาอย่างมากก็คือ ‘รมว.ปุ้ย’ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะไม่เพียงแต่เป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่สมัยแรกเท่านั้น แต่ยังเป็นการบริหารกระทรวงใหญ่ ที่ต้องขับเคลื่อนหลายมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในแต่ละด้านนั้น ล้วนเป็นความคาดหวังของชาวบ้านและภาคธุรกิจ และด้วยบุคลิกที่เป็นคนเรียบง่าย หลายฝ่ายจึงกังวลในเรื่องการทำงานที่ต้องประสานและบริหารข้าราชการประจำ ที่มีจำนวนมาก เพราะเป็นกระทรวงใหญ่ จึงหวั่นว่าไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ตามเป้าหมาย

แต่ทว่า หลังผ่าน 90 วันแรก ด้วยสไตล์การทำงานที่ขยัน ทำงานอย่างไม่รู้เหนื่อย ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงผลงานของ นางสาวพิมพ์ภัทรา ได้เป็นอย่างดี เพราะมีผลงานที่เริ่มเป็นรูปธรรมออกมาให้เห็นอย่างไม่ขาดสาย ภายใต้เป้าหมายการบริหารอย่างเร่งด่วน (Quick Win) ที่ได้ประกาศเอาไว้เมื่อช่วงรับตำแหน่งใหม่ ๆ ด้วยเป้าหมายผลักดันภาคอุตสาหกรรมให้มีศักยภาพเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ พลิกฟื้นรายได้ให้กับประเทศ 

>>ส่องผลงาน 90 วันแรก รมว.อุตสาหกรรม

ทั้งนี้ การทำงานของ นางสาวพิมพ์ภัทรา ในช่วง 90 วันแรก ได้จัดรูปแบบการบริหารอย่างเป็นระบบ คือ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม อีกทั้งยังได้แบ่งการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้เน้นบังคับใช้กฎหมาย กำกับดูแล และตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด รวมถึงพัฒนาระบบการรายงานด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีภารกิจหลักคือลดการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในระยะยาว ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยและของโลกอยู่ในขณะนี้

ขณะที่ ในส่วนงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม ได้จัดงาน ‘อุตสาหกรรมแฟร์เมืองใต้ 2023 นครศรีธรรมราช’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ และส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจเขตพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้แนวคิด ‘ช้อป ชิม เที่ยวเพลิน เดินหลาด’

ด้านสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในส่วนนี้ทาง ‘พิมพ์ภัทรา’ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและการคุ้มครองผู้บริโภค ในช่วงที่ผ่านมา จึงมีการตรวจสอบและยึดอายัดผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานอย่างเข้มงวด รวมทั้งสร้างเครือข่ายร้านจำหน่ายที่มีเครื่องหมายมาตรฐาน มอก. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และในปี 2567 มีเป้าหมายกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้ได้ไม่น้อยกว่า 1,000 มาตรฐาน เน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาล ทั้ง S-curve และ New S-curve เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ EV อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมชีวภาพ AI ฮาลาล และ Soft power

โดยเฉพาะในส่วนของ EV ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศในอนาคตนั้น ซึ่งถือเป็นอีกผลงานเด่นของกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งในมิติด้านการดึงดูดนักลงทุน โดยมีค่ายผู้ผลิต EV และแบตเตอรี่ ทยอยเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานการผลิตในไทยอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันในมิติมาตรฐานสินค้า ยังได้กำหนดมาตรฐาน EV แล้วเสร็จไปแล้ว 150 มาตรฐาน และอยู่ระหว่างกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมอีก 29 มาตรฐาน 

และในส่วนของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานนางสาวพิมพ์ภัทรา ให้ความสำคัญยิ่ง โดยได้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจตามเมกะเทรนด์ของโลก โดยเฉพาะการผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งได้จัดทำข้อเสนอการจัดตั้งศูนย์อุตสาหกรรมฮาลาล และคณะกรรมการอุตสาหกรรมฮาลาลแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต และเร็ว ๆ นี้ เตรียมทำ MOU กับ องค์กรมาตรฐาน มาตรวิทยา และคุณภาพ แห่งซาอุดีอาระเบีย (SASO) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการรับรองผลิตภัณฑ์ระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการขยายตลาดอุตสาหกรรมฮาลาลของไทยในอนาคต

แน่นอนว่าผลงานทั้งหมดที่ยกมานั้น เกิดขึ้นภายใต้การขับเคลื่อนและบริหารงาน โดยผู้หญิงที่มีบุคลิกอ่อนหวาน ยิ้มง่าย แต่เมื่อถึงเวลาต้องลงมือทำงาน แม้จะทำแบบเงียบ ๆ ก็ทุ่มสุดตัวแบบสุดตัวเต็มที่และจริงจัง ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากผลงานที่เกิดขึ้นในระยะเวลาเพียง 90 วันแรกเท่านั้น อย่างไรก็ดี ต้องมาติดตามกันต่อไปว่าภายใต้การบริหารงานของนางสาวพิมพ์ภัทรา หลังจากนี้จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือสร้างผลงานตามที่คาดหวัง ได้มากน้อยเพียงใด.

>> เปิดประวัติ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

สำหรับ พิมพ์ภัทรา เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2522 เป็นบุตรสาวของ นายมาโนชญ์ วิชัยกุล กับนางสำรวย วิชัยกุล เข้ารับการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช และโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาเคมีอุตสาหกรรม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และปริญญาโท รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดย พิมพ์ภัทรา สมรสกับนิติรักษ์ ดาวลอย มีบุตร 2 คน

พิมพ์ภัทรา เข้าสู่งานการเมืองโดยการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช แทน นายมาโนชญ์ วิชัยกุล ซึ่งวางมือทางการเมือง ในการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปปี 2550 และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์

ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2554 ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งและได้รับเลือกเป็น สส.อีกสมัย กระทั่งในปี 2562 ยังคงลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส.สมัยที่ 3

หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 2566 น.ส.พิมพ์ภัทรา ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ต่อมาได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ในสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และได้รับการเลือกตั้ง เป็น สส.นครศรีธรรมราช พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมทั้งได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาลชุดล่าสุด

‘เอ็ด ชีแรน’ ทำคอนเทนต์รีวิวขนมถุงเมืองไทย ยกให้ ‘ไดโนเสาร์-เยลลี่’ ขึ้นแท่นขนมถูกใจที่สุด

(15 ก.พ.67) กลายเป็นซอฟท์พาวเวอร์อีกหนึ่งอย่างของเมืองไทยไปแล้วสำหรับขนมถุงอบกรอบยี่ห้อต่างๆ ที่นับได้ว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขนมถุงวางจำหน่ายหลากหลายมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แม้แต่ ‘เอ็ด ชีแรน’ ศิลปินชื่อดังที่เพิ่งมาเปิดคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย ก็ขอทำคอนเทนต์ลองชิมขนมถุงกับเขาบ้าง

โดย เอ็ด ชีแรน ที่ขอลองซอฟท์พาวเวอร์ชื่อดังของไทยทั้งบุกไปกินร้านอาหารสตรีทฟู้ดระดับมิชลินหนึ่งดาวของเจ๊ไฝ หรือแม้กระทั่งไปสักยันต์เมตตามหานิยมกับ อ. เหน่ง เอาไว้ที่ต้นขา ล่าสุดก็ได้โพสต์คลิปลงใน TikTok ขณะยืนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ เพื่อไปซื้อขนมถุงพร้อมระบุว่า “ผมอยู่ที่เซเว่นฯ ได้ยินมาว่าที่นี่มีขนมน่าสนใจ”

ซึ่งเจ้าตัวก็หยิบขนมมาลองมากมายทั้ง เยลลี่, ขนมไดโนเสาร์, ขนมมะเขือเทศ, สาหร่ายอบกรอบ, ชาข้าว, ขนมรสปลาหมึก ฯลฯ ก่อนจะกลับที่พักเพื่อไปลองขนมดังกล่าว

ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ระบุว่าชอบขนมเยลลี่กับขนมไดโนเสาร์ งานนี้แฟนเพลงชาวต่างชาติหลายคนแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่านักร้องดังจะทำตัวเรียบง่ายและกลายเป็นนักรีวิวในโลกโซเชียลไปเสียแล้ว พร้อมกับขอให้เขาเดินทางไปเที่ยวยังประเทศอื่นๆ และลองขนมหรืออาหารของประเทศนั้นๆ พร้อมกับรีวิวแบบนี้บ้าง

‘ชาวเชียงใหม่’ รวมพลังถวายกำลังใจแด่ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ พร้อม 'สวมเสื้อม่วง-แปรอักษร-ฟ้อนเล็บรำถวาย' แสดงจุดยืน

พสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมใจใส่เสื้อม่วง แสดงพลังถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมแสดงจุดยืนที่จะปกป้องและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ. 67) ที่บริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำคณะผู้บริหารจังหวัดเชียงใหม่ ข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ นักเรียน นักศึกษา และพสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ทุกหมู่เหล่า  ร่วมพิธีถวายความจงรักภักดี แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

โดยผู้ร่วมพิธีกว่า 1,000 คน ได้พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดโทนสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  มาร่วมกันแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี ด้วยการแปรอักษรเป็นรูปหัวใจ ฟ้อนเล็บรำถวาย ขับร้องเพลงเฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า’ และกล่าวคำถวายพระพร ‘ทรงพระเจริญ’ เพื่อร่วมแสดงพลัง ถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการแสดงพลังของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า ‘เรายึดมั่น เราเชื่อมั่น และศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์’ โดยจะไม่ยอมเด็ดขาดที่จะให้ใครหรือคนกลุ่มใดมาดูหมิ่น หรือคิดในสิ่งที่ไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

‘วราวุธ' นำทัพข้าราชการ พม.กว่า 700 คน สวมเสื้อม่วง ร่วมแสดงพลังความจงรักภักดีต่อ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

(15 ก.พ.67) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวแถลงการณ์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่องขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. นายนิกร จำนง ประธานคณะที่ปรึกษาติดตามและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. คณะที่ปรึกษารมว.พม. นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวง พม. พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. จำนวนกว่า 700 คน เข้าร่วมพิธี

นายวราวุธ อ่านแถลงการณ์ฯ ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน การรักษาความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศชาติอย่างมั่นคงตลอดไป ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ และทรงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านการศึกษา ด้านการอนุรักษ์-ศิลปวัฒนธรรมไทย ด้านการพัฒนาสังคม ด้านการต่างประเทศ ด้านการสาธารณสุข ด้านการศาสนา รวมถึงโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณารับสมาคม สถาบัน และองค์กรต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริ หรือองค์กรต่างๆ ที่ช่วยเหลือและพัฒนาประชาชนไว้ในพระราชูปถัมภ์จำนวนมาก โดยทรงให้การสนับสนุนสมทบทุนจัดตั้งเป็น ‘กองทุนการกุศลสมเด็จพระเทพฯ’ เพื่อให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนผู้ทุกข์ยากเดือดร้อน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดแคลน และสาธารณประโยชน์ต่างๆ แก่ประชาชนคนไทยและประเทศเพื่อนบ้านจนเป็นที่ประจักษ์

นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวง พม. ได้น้อมนำพระราชจริยาวัตรของพระองค์ คือ พระเมตตาและความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนและผู้ที่เดือดร้อนทุกคน นำมาขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงร่วมกับภาคีเครือข่ายในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในโอกาสนี้ จึงขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศรวมพลังแสดงความจงรักภักดี ถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดพิธีถวายความเคารพและการแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงและถือเป็นพระมหากรุณาที่คุณที่พระองค์ท่านมีต่อกระทรวง พม. สำคัญที่สุดเป็นสิ่งที่ปวงชนชาวไทยทุกคนพึงตระหนักและพึงหวงแหน ปกป้อง และรักษาเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่อยู่เคียงข้างกับพี่น้องประชาชนคนไทยและอยู่คู่กับประเทศชาติมาอย่างยาวนาน การแสดงพลังในเช้าวันนี้ เป็นการแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าจะตราบใด เวลาจะเปลี่ยนไป จะอย่างไรก็แล้วแต่ พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนส่วนใหญ่พวกเราให้ความเคารพให้ความนับถือและพร้อมที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย และพวกเราจะไม่ยอมให้ใครไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด กลุ่มบุคคลใด หรือใครก็แล้วแต่ จะมาลบหลู่ดูหมิ่นหรือพูดในสิ่งที่ไม่ดีถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

"วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ทราบว่ามีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้ร่วมแสดงพลังกันในวันนี้ และเป็นการส่งสัญญาณไปถึงทุกคน ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่อยู่คู่กับประเทศชาติ อยู่คู่กับคนไทย และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพวกเราจะปกป้องและเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราตลอดไป" นายวราวุธ กล่าว

'ลุงกำนัน' โพสต์ "หัวใจเดียวกับพี่น้อง" ถวายความจงรักภักดีต่อ 'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

(15 ก.พ.67) จากกรณีประชาชนร่วมใจกันสวมเสื้อสีม่วงและติดริบบิ้นสีม่วงเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตนักการเมือง อดีตเลขาธิการ กปปส. ได้โพสต์รูปภาพตนเองในเสื้อสีม่วงพร้อมข้อความระบุว่า "หัวใจเดียวกับพี่น้อง"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top