Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

‘ว.นานาชาติ มธบ.’ เปิดหลักสูตรจีนธุรกิจ ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้ พร้อมชู 4 จุดแข็ง ‘บุคลากร-คอมมูนิตี้-ทุนเรียนฟรี-พันธมิตรธุรกิจ’

วันที่ (25 พ.ค. 66) อาจารย์จุฑามาศ ลิมศุภนาค หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า ในโลกของการทำงานภาษานั้น นับเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการนำพาให้ประสบความสำเร็จในสายงานอาชีพ ปัจจุบันการใช้ภาษาจีนมีอัตราเติบโตมากขึ้น

เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดขยายไปทั่วทุกมุมโลก ทำให้ภาคธุรกิจต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านภาษาจีนมากขึ้นด้วย ดังนั้น การมีทักษะด้านภาษาจีนจึงเพิ่มโอกาสในการทำงานและได้เปรียบในการทำธุรกิจ รวมไปถึงเพิ่มความเป็นมืออาชีพอีกด้วย

หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เล็งเห็นความสำคัญของการผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนจึงออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ

โดยให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาจีนพร้อมกับบูรณาการความรู้เฉพาะทางในสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่นักศึกษาจะได้นำเป็นความรู้ในการประกอบอาชีพตามความต้องการภายหลังจบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ภาษาจีนเพื่อธุรกิจสายการบิน ภาษาจีนเพื่อการค้าระหว่างประเทศ ภาษาจีนเพื่อการค้าออนไลน์ ภาษาจีนด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว ฯลฯ ดังนั้น บัณฑิตที่จบออกไปจึงสามารถทำงานได้หลากหลายอาชีพ

อาจารย์จุฑามาศ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ DPU เปิดมานานกว่า 36 ปี โดยเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนในสาขานี้ นักศึกษาที่มาเรียนที่นี่จะได้เรียนกับอาจารย์ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศจีนโดยตรง ทั้ง ป.ตรี ป.โท ป.เอก ซึ่งอาจารย์จะมีความเข้าใจในโครงสร้างด้านวัฒนธรรม บริบทต่างๆ ตลอดจนการเติบโตของประเทศจีน โดยความรู้สำคัญที่จะส่งเสริมกับการเรียนภาษาเหล่านี้ก็นักศึกษาจะได้รับการถ่ายทอดควบคู่กับการเรียนรู้ไปด้วย เพราะเนื่องจากมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาชาวจีนจำนวนกว่า 3,000 คน ซึ่งนับเป็นคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ นักศึกษาจะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางภาษากับเจ้าของภาษาโดยตรง ได้เรียนรู้การปรับตัวในการอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันในวัฒนธรรมที่แตกต่าง

อีกทั้งทุกปีนักศึกษายังมีโอกาสได้รับทุนการศึกษาไปเรียนคอร์สระยะสั้นในช่วงซัมเมอร์ที่มหาวิทยาลัยของจีนซึ่งเป็นพันธมิตรกัน ขณะเดียวกันยังมีทุนเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศจีนกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีนของเราอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เทียนจิน มหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง และยังมีสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ซึ่งให้ทุนมาปีหนึ่งๆ จำนวนกว่า 20 ทุน ที่สำคัญนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจของเรา ส่วนใหญ่บริษัทที่เป็นพันธมิตรจะรับเข้าทำงานทันที

“หลักสูตรนี้ น้อง ๆ ที่ไม่มีพื้นฐานภาษาจีนก็สามารถเรียนได้ เพราะก่อนจะเปิดเทอมเราจะปรับระดับภาษาจีนให้มีพื้นฐานก่อน และพอเปิดเรียนแล้วเราก็จับคู่บัดดี้ที่เป็นนักศึกษาจีนให้กับเขา เพื่อให้ได้ฝึกสื่อสารกับเจ้าของภาษาอยู่ตลอดเวลา นักศึกษาจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ล้อมรอบไปด้วยเพื่อนคนจีน จะทำให้เขาคุ้นเคยกับเจ้าของภาษา กล้าที่จะสื่อสาร ทำให้สามารถสื่อสารภาษาจีนได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ หลักสูตรยังมีคลินิกภาษาจีนไว้คอยสนับสนุนการพัฒนาทักษะภาษาจีนขอนักศึกษา โดย นักศึกษาสามารถเข้าไปฝึกฝนทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน หรือติวเพิ่มในส่วนที่เรียนไม่ทันหรือไม่เข้าใจได้ตลอด รวมไปถึงหลักสูตรยังสนับสนุนให้นักศึกษาในชั้นปีที่สูงขึ้นมีประสบการณ์การทำงานในด้านภาษา เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้ทักษะจากการทำงานจริง ทั้งผ่านการฝึกงาน และการทำงาน Part Time ในสถานประกอบการต่าง ๆ เช่น การรับงานแปล พนักงานขายสินค้าให้ชาวจีน การเป็นล่ามฝึกหัด ซึ่งจะมีบริษัทติดต่อมาเข้ามาอยู่ตลอดเวลา

ทางหลักสูตรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์จริงอีกด้วย ที่ผ่านมา Feedback และเสียงตอบรับจากผู้ประกอบการก็ดีมาก ทั้งยังแสดงความจำนงให้เราส่งนักศึกษาไปทำงานและฝึกงานอยู่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ (EEC) ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งนักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะมากขึ้น ยิ่งต้องการแรงงานที่สามารถใช้ภาษาไทย และภาษาจีนอีกด้วย” หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ กล่าว

อาจารย์จุฑามาศ กล่าวอีกว่า นอกจากทักษะด้านภาษาจีนแล้ว มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะในทุกด้าน โดยเฉพาะทักษะแรงงานที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานเป็นทีม และทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเราเรียกว่า DPU Core โดยทักษะเหล่านี้จะถูกฝึกฝนผ่านโครงงานที่เรียกว่า Capstone Project ซึ่งจะเป็นโครงการ ที่ให้นักศึกษาต่างคณะต่างสาขามาร่วมกันทำโครงงาน ซึ่งจะได้ฝึกทุกทักษะที่จำเป็นตั้งแต่ปี 1-2-3 ได้ฝึกลองผิด ลองถูก ในการทำธุรกิจซึ่งนักศึกษาจะได้ทั้งทักษะด้านภาษาจีนและทักษะการทำธุรกิจไปด้วย ที่ DPU จึงต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นตรงนี้ เราให้นักศึกษาฝึกการทำธุรกิจตั้งแต่ปี 1 และเข้มข้นขึ้นในทุกปี

“แรงงานที่พูดภาษาจีนได้นั้น ขาดแคลนจริง ๆ ผู้ประกอบการมักจะติดต่อมาอยู่เสมอๆ ขอให้ส่งนักศึกษาไปให้ตลอด นักศึกษาหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจที่จบอออกไป จึงเป็นที่ต้องการของภาคธุรกิจมาก และระหว่างที่เรียนนักศึกษายังสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ล่าม แปลงาน ประสานงาน ขายสินค้าจากประเทศจีนหรือให้นักท่องเที่ยวชาวจีน หรือ ติวเตอร์ต่าง ๆ” อาจารย์จุฑามาศ กล่าวในตอนท้าย

สำหรับผู้สนใจหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
 

เลาดาแอร์’ สายการบินของประเทศออสเตรีย เครื่องตกที่ป่าพุเตย จ.สุพรรณบุรี คร่า 223 ชีวิต

เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 767 ของสายการบินเลาดาแอร์ ประเทศออสเตรีย เส้นทางบิน ฮ่องกง-กรุงเทพฯ-เวียนนา บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวม 223 คนทะยานออกจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

หลังบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เพียง 16 นาทีเศษ ก็เกิดเสียงระเบิดกึกก้องเหนือท้องฟ้าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ พุเตย หมู่ 7 ตำบลห้วยขมิ้น อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเวลา 23.20 น. ชาวบ้านแถวนั้นเห็นดวงไฟขนาดใหญ่ตกจากท้องฟ้าพุ่งลงสู่พื้นดิน ทั้ง 223 คน เสียชีวิต เป็นชาวต่างชาติ 184 คน ชาวไทย 39 คน

จากการตรวจพิสูจน์กล่องดำ พบสาเหตุสำคัญที่สุดคือกลไกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘ทรัสต์ รีเวิร์สเซอร์’ (Thrust Reverser) ที่เครื่องยนต์หมายเลข 1 ซึ่งทำหน้าที่ชะลอความเร็วของเครื่องบินขณะบินลงเกิดทำงานขึ้นกะทันหันอย่างไม่รู้สาเหตุ ขณะที่เครื่องบินยังอยู่สูงบนท้องฟ้าที่ระดับความสูง 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ประกอบกับนักบินที่ 1 ไม่เชื่อไฟสัญญาณเตือนภัยที่กระพริบขึ้นมาในระยะที่เครื่องบินกำลังบินสูงราว 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แล้วไม่ตรวจสอบแก้ไข จึงก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมสลดครั้งนี้

ผบ.ตร. มอบรางวัลแก่ตำรวจสายตรวจสภ.สาขลา เข้าระงับเหตุปล้นชิงทอง

เมื่อวันที่ (25 พ.ค. 66) เวลา 16.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบเกียรติบัตรโครงการ “ทำดี มีรางวัล” ตำรวจสายตรวจ สภ.สาขลา เข้าระงับเหตุปล้นชิงทองได้อย่างทันท่วงที

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวว่า สำหรับโครงการ “ทำดี มีรางวัล” 
นั้นเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและประชาชนที่ประกอบคุณงามความดีมีจิตสาธารณะ จนเป็นที่ยอมรับของสังคม ตลอดจนข้าราชการตำรวจที่มุ่งมั่นทุ่มเททำงานจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างชื่อเสียงให้แก่หน่วยงาน และกรณีนี้จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2566 หรือเมื่อวานนี้ เวลาประมาณ 14.00 น. มีคนร้ายเป็นชายไม่ทราบชื่อขับขี่รถจักรยานยนต์และใช้อาวุธปืนพก ขนาด 9 มม. ก่อเหตุชิงทรัพย์ที่ห้างทองเยาวราชบางกอก จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้ทรัพย์สินเป็นแหวนทอง จำนวนกว่า 600 วง มูลค่าประมาณ 5,600,000 บาท

หลังก่อเหตุคนร้ายได้ยิงปืนเพื่อเปิดทางหนีออกจากร้านเนื่องจากประตูนิรภัยล็อคอยู่ และขณะกำลังขึ้นรถจักรยานยนต์เพื่อทำการหลบหนี ส.ต.ท.ตฤณ ทรงการุณย์ และ ส.ต.ต. พิพัฒน์ ธรรมไข ผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรสาขลา หลังได้รับแจ้งเหตุ เมื่อมาถึงจึงได้ตัดสินใจทำการสกัดการหลบหนี และระงับเหตุตามหลักยุทธวิธีสากล จนสามารถระงับเหตุได้ในที่สุด ก่อนประสานมูลนิธิกู้ชีพเพื่อมารักษาผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ (ซึ่งก็คือคนร้าย) และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้วเห็นว่า ตำรวจทั้ง 2 นายเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง ปฏิบัติงานตามหลักยุทธวิธีตำรวจสมควรแก่การยกย่องสรรเสริญ ตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการตำรวจและสังคมสืบไป 

ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า “ตนขอชื่นชมในความกล้าหาญ ที่ให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีตนจึงได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและรางวัลตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” และเงินรางวัล 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่จะมอบรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจหรือประชาชนที่ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน ประกอบคุณงามความดี ช่วยเหลือประชาชน หรือทางราชการ ประพฤติตนดี คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและช่วยเหลือประชาชนจนเป็นที่ยอมรับต่อสังคม”

เปิดนาทีชีวิต! คลอดลูกในล็อบบี้โรงแรม ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ฯ ช่วยทำคลอดทารกน้อยปลอดภัย นับเป็นรายที่ 257 “ผบ.ตร. - รอง ผบ.ตร.” ชมเชยเป็นตำรวจมืออาชีพ ยกเป็นตัวอย่าง “สุภาพบุรุษจราจร”

วันนี้ (26 พฤษภาคม 2566) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์  ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.)  เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (25 พฤษภาคม 2566) ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองบังคับการตำรวจจราจร ได้ทำคลอดฉุกเฉินที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ในซอยรามคำแหง 50 กทม.             

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า กรณีล่าสุด เหตุเกิดเวลา 08.40 น. ของวานนี้ ด.ต.จักรภูมิ เสมียนชัย ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้รับแจ้งว่ามีหญิงคลอดบุตรมาแล้วบริเวณล็อบบี้ของโรงแรมแห่งหนึ่งในซอยรามคำแหง 50 ขอตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริสนับสนุน หลังรับแจ้ง      พ.ต.ต.พีรวุฒิ ใหม่อ่อง ( โครงการใต้ 1 ) ร.ต.ท.มานะ จอกโคกสูง ( โครงการเหนือ1-8 ) และ ร.ต.ต.อนุชา กัลยา ( โครงการธน1-3 ) นำกำลังชุดเคลื่อนที่เร็ว ประกอบด้วย ด.ต.สุทิน อินทโชติ ( 6-202 ) ด.ต.อุดมศักดิ์ ศาลา ( 6-204 ) ส.ต.อ.ชนะ คณะจันทร์ ( 6-617 ) ส.ต.อ.ศิวา ชินฝั้น ( 6-615 ) ส.ต.อ.พลอย เนื่องมัจฉา ( 6-611 ) และตำรวจช่าง ด.ต.สุนทร สติยศ ( 6-432)จ.ส.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ( 6-434 ) เข้าสนับสนุนยังจุดเกิดเหตุทันที ไปถึงบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม พบหญิงสาวชาวเมียนมาคลอดทารกเพศหญิงออกมาแล้ว จึงรีบเข้าช่วยเหลือทั้งแม่และเด็ก

“ตำรวจจราจรฯ ร่วมกับอาสาสมัครให้การช่วยเหลือทารกอย่างเร่งด่วน โดยใช้ลูกยางแดงดูดของเหลวภายในช่องปาก และจมูกเพื่อป้องกันไม่ให้ทารกน้อยสำลัก แล้วเช็ดตัวทารกให้สะอาดเปลี่ยนผ้าห่อตัวทารกให้ใหม่เพื่อสร้างความอบอุ่น ใช้แคลมป์หรือคีมหนีบสายสะดือระหว่างรอหมอ พร้อมทั้งดูอาการของแม่เด็กให้อยู่ในภาวะปลอดภัย ต่อมาทีมแพทย์ประจำรถศูนย์ส่งกลับโรงพยาบาลตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุ คุณหมอจึงได้ตัดสายสะดือแม่ และเด็กอย่างปลอดภัย จากนั้นตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้ช่วยเคลื่อนย้าย และขี่รถนำทางอำนวยความสะดวกพาแม่ และเด็กนำส่งโรงพยาบาลสิรินธรเรียบร้อยปลอดภัย”  หัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ ศจร.ตร. กล่าว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมคณะเดินทางประชุมร่วมทวิภาคีเมียนมา-ไทย แสวงหาความร่วมมือปราบปรามการค้ามนุษย์

เมื่อวันที่ (25 พ.ค. 66) เวลา 09.00 น.พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าร่วมการประชุมทวิภาคีเมียนมา-ไทย ว่าด้วยความร่วมมือด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ ครั้งที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 24 - 25 พ.ค.66 ณ โรงแรมปาร์ค รอยัล กรุงเนปิดอ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งผู้แทนฝ่ายเมียนมา นำโดย พล.ต.ต.อ่อง อ่อง รอง ผบ.ตร.เมียนมา พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมียนมา เข้าร่วมหารือความร่วมมือด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ร่วมกัน ซึ่งสลับกันเป็นเจ้าภาพ ยาวนานมาจนถึงครั้งที่ 10 แล้ว

ในที่ประชุม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) ได้นำเสนอสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมียนมา โดยมีการยกตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น เช่น การช่วยเหลือคนไทยที่ถูกแสวงหาประโยชน์จากการหลอกลวงไปค้าประเวณีที่เมืองป๊อก และเมืองล็อกก่าย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 65 – 66 ที่ผ่านมา โดยสามารถช่วยเหลือคนไทยกลับมายังประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทั้งสองประเทศ ดังนั้นจึงอยากสานต่อความร่วมมือในการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้ขบวนการของผู้กระทำผิดเหล่านี้ ไม่สามารถกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวได้อีก 

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ กล่าวว่า การเดินทางมาประชุมทวิภาคีร่วมกับตำรวจเมียนมาในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดียิ่ง ที่จะได้ประสานความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมืออันดีจากเจ้าหน้าที่ทางการเมียนมา ในการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งประสานจับกุมผู้ต้องหาเพื่อนำกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย ดังนั้นหลังจากการประชุมทวิภาคีในครั้งนี้ จะยิ่งทำให้การทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติแพการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

‘พิธา’ ถือหุ้น ITV ตั้งแต่ปี 2551 โดยไม่ระบุ ‘ผจก.กองมรดก’ หลังบิดาเสียชีวิตปี 2549 ชนวนกกต.สอบปมคุณสมบัติต้องห้าม

จากกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า พรรคก้าวไกล ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตัวแสดงใหญ่’ทางการเมืองขณะนี้ ถูกนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบว่า นายพิธาถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น มีคุณสมบัติต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.⁣ ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) บัญญัติห้ามมิให้บุคคลที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ หรือไม่

สำนักข่าวอิศรา ได้สรุปข้อเท็จจริงเอาไว้เป็นประเด็นสำคัญต่างๆดังนี้
1.นายพิธาถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จริง (เจ้าตัวยอมรับแจ้งว่าเป็นหุ้นมรดก) แต่ถือหุ้นในสัดส่วนน้อย
2. บมจ.ไอทีวี มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสื่อ (รายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ ข้อ (18 ) ข้อ (40) และ ข้อ (41) ตามเอกสารจดแจ้งต่อนายเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ปัจจุบันไม่ได้เผยแพร่ออกอากาศ บริษัทฯไม่ได้จดทะเบียนเลิกกิจการ สถานะยังเปิดดำเนินการ  นำส่งงบการเงินทุกปี งบการเงินรอบปีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2564 งบดุล สินทรัพย์รวม 1,270,457,704 บาท หนี้สิน 2,894,513,831 บาท ขาดทุนสะสม (ยังไม่ได้จัดสรร) 7,488,800,690 บาท งบกำไรขาดทุน รายได้รวม 23,683,771 บาท (ผลตอบแทนจากเงินทุนและดอกเบี้ยรับ) ค่าใช้จ่ายรวม 10,937,852 บาท กำไร สำหรับปี 10,177,063 บาท กำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปี 4,169,647 บาท

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (แบบ บมจ.006) นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามารายงาน พบว่า
วันที่ 23 เม.ย.2550 (23/04/2550) นายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ (บิดานายพิธา) ถือหุ้น บมจ.ไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้น ลำดับที่ 1,042 จากจำนวนผู้ถือหุ้นรวม 9,246 คน แจ้งที่อยู่ 59 ซ.แสนสบาย 3 ถ.พระราม 4 คลองตัน คลองเตย 10110 เลขที่ใบหุ้น 06680180135571 
.
หลังจากนั้นวันที่ 10 เม.ย.2551 (10/04/2551) - 26 เม.ย.2566 ( 26/04/2566) มีชื่อนายพิธาเป็นผู้ถือครองหุ้นจำนวน 42,000 หุ้น มีรายละเอียดดังนี้
บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 10 เม.ย.2551 นายพิธาถือลำดับที่ 6,222 จำนวน 42,000 หุ้น จากจำนวนผู้ถือหุ้น 9,297 คน แจ้งที่อยู่ THE BOSTON CONSULTING GROUP U CHU LIANG BLD. ชั้น 31 ถ.พระราม 4 ลุมพินี ปทุมวัน เลขที่ใบหุ้น 06680180148012 

บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 9 เม.ย.2553 (09/04/2553) นายพิธาถือลำดับที่ 5,336 จำนวน 42,000 หุ้น จากจำนวนผู้ถือหุ้น 9,314 คน แจ้งที่อยู่ 59 ซ.แสนสบาย 3 ถ.พระราม 4 คลองตัน คลองเตย 10110 เลขที่ใบหุ้น 06680180163154 

บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 25 มี.ค.2557 (25/03/2557) นายพิธาถือลำดับที่ 4,820 จำนวน 42,000 หุ้น จากจำนวนผู้ถือหุ้น 9,346 คน แจ้งที่อยู่ 59 ซ.แสนสบาย 3 ถ.พระราม 4 คลองตัน คลองเตย 10110เลขที่ใบหุ้น 06680180200784 

บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 24 เม.ย. 2558 (24/04/2558) นายพิธาถือลำดับที่ 4,482 จำนวน 42,000 หุ้น จากจำนวนผู้ถือหุ้น 9,358 คน แจ้งที่อยู่ 59 ซ.แสนสบาย 3 ถ.พระราม 4 คลองตัน คลองเตย 10110เลขที่ใบหุ้น 06680180210146

บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 4 เม.ย. 2562 (04/04/2562) นายพิธาถือลำดับที่ 7,649 จำนวน 42,000 หุ้น จากจำนวนผู้ถือหุ้น 9,381 คน แจ้งที่อยู่ เลขที่ 98/26 อาคารซิลเวอร์ เฮอริเทจ ซ.สุขุมวิท 38 ถ.สุขุมวิท พระโขนง คลองเตย 10110 เลขที่ใบหุ้น 06680180247993

บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 8 เม.ย. 2564 (08/04/2564) นายพิธาถือลำดับที่ 7,531 จำนวน 42,000 หุ้น จากจำนวนผู้ถือหุ้น 9,390 คน แจ้งที่อยู่ 98/26 อาคารซิลเวอร์ เฮอริเทจ ซ.สุขุมวิท 38 ถ.สุขุมวิท พระโขนง คลองเตย 10110 เลขที่ใบหุ้น 06680180276092

บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 27 เม.ย. 2565 (27/04/2565) นายพิธาถือลำดับที่ 7,138 จำนวน 42,000 หุ้น จากจำนวนผู้ถือหุ้น 9,392 คน แจ้งที่อยู่ 98/26 อาคารซิลเวอร์ เฮอริเทจ ซ.สุขุมวิท 38 ถ.สุขุมวิท พระโขนง คลองเตย 10110 เลขที่ใบหุ้น 06680180285422

บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 26 เม.ย. 2566 (26/04/2566) นายพิธาถือลำดับที่ 7,061 จำนวน 42,000 หุ้น จากจำนวนผู้ถือหุ้น 9,401 คน แจ้งที่อยู่ 98/26 อาคารซิลเวอร์ เฮอริเทจ ซ.สุขุมวิท 38 ถ.สุขุมวิท พระโขนง คลองเตย 10110 เลขที่ใบหุ้น 06680180304064

จากข้อมูลเห็นได้ว่า การถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด จำนวน 42,000 หุ้นของนายพิธาตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมาจนถึงล่าสุดปี 2566 เป็นเวลา 16 ปี เอกสารบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบบมจ.006) ที่นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในแต่ละปี ท้ายรายชื่อและที่อยู่ผู้ถือหุ้นมิได้ระบุว่าถือในนาม ‘ผู้จัดการมรดก’ แต่อย่างใด 

ทั้งนี้ นายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ บิดานายพิธา เสียชีวิตในปี 2549
กรณีการถือครองหุ้น บริษัท ไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้นของนายพิธา ยังเป็นประเด็นถูกนายเรืองไกรยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบว่า จงใจยื่นบัญชีแสดงการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จหรือไม่ เนื่องจากไม่ปรากฏการถือครองหุ้นจำนวนดังกล่าวในบัญชีทรัพย์สินของนายพิธากรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส.ปี 2562

ว่าที่ ส.ส. สงขลา เข้าพบกงสุลใหญ่จีน   เพื่อสร้างความร่วมมือ ต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม 

เมื่อวานนี้ (25 พ.ค. 66) นายสรรเพชญ บุญญามณี ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายดนัยธร จารุพฤกษ์พันธ์ ประธานห้าสมาคมจีนสงขลา และนายกสมาคมไหหลำสงขลา เข้าพบ นางอู๋ ตงเหมย กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลา เพื่อแนะนำตัวและรับฟัง สภาพปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ จากการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาของสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา 

นายสรรเพชญ เปิดเผยหลังการหารือว่า การมาพบท่านกงสุลฯในวันนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนที่มีมายาวนานให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งได้นำเสนอนโยบายต่างๆทิศทางการพัฒนาพื้นที่อำเภอเมืองสงขลาและการพัฒนาจังหวัดสงขลาในภาพรวม 

อย่างเรื่องการท่องเที่ยวโดยการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสงขลา สตูล พัทลุง ที่มีความพร้อมด้านแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล และมรดกทางวัฒนธรรมพื้นถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าทางเศษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกัน ประเทศจีนเองมีความพร้อมทั้งด้านประชากรนักท่องเที่ยว ความพร้อมด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอื่นๆอีกมากมาย ในฐานะผู้แทนราษฎรฯ นั้น ต้องหาโอกาสเพื่อนำสิ่งดีๆมาสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด

นายสรรเพชญ ยังกล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดมุมมองด้านต้นทุนทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับจีน ซึ่งต้องมีการต่อยอดขยายผล ซึ่งนอกจากการสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจแล้ว ในด้านสังคม อย่างเรื่องการพัฒนาทักษะด้านภาษาจีนให้แก่เด็กเยาวชนในจังหวัดสงขลาก็เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอีกทักษะหนึ่งในการดำเนินชีวิตในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยหลังจากนี้จะมีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมต่อไป

‘หยก ธนลภย์’ โวย โรงเรียน นักเรียนจ่ายค่าเทอม แต่ขึ้นลิฟท์ไม่ได้  ชี้ สิ่งอำนวยความสะดวก ควรเข้าถึงทุกคน

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 นางสาวธนลภย์ (สงวนนามสกุล) หรือ หยก เยาวชนที่ถูกดำเนินคดี ม.112 นักเรียนโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่ายพัฒนาการ โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กประกอบภาพข้อความลิฟท์โดยสารของโรงเรียน ที่มีป้ายข้อความกำกับไว้ว่า “ลิฟท์สำหรับครู นักเรียนกรุณาใช้บันได”

ด้านนางสาวธนลภย์ หรือ หยก กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า  นักเรียนจ่ายค่าเทอมแต่ทำไมถึงใช้ไม่ได้?

สิ่งอำนวยความสะดวกควรเข้าถึงทุกคน แต่ทำไมถึงมีแค่คนกลุ่มนึงที่ใช้ได้? ครูเหนื่อยนักเรียนก็เหนื่อยเป็นนะ อยากให้ทุกคนได้เข้าถึงสิ่งอำนายความสะดวก 

‘สมชาย แสวงการ’ โพสต์ข้อความเตือน รัฐบาลใหม่ อย่าชักน้ำเข้าลึก อย่าชักศึกเข้าบ้าน

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความแสดงความเป็นห่วงต่อท่าทีของรัฐบาลใหม่ กับนโยบายทางด้านต่างประเทศ และการเข้าไปมีบทบาทในการเคลื่อนไหว ยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศพม่า โดยได้เขียนโดยมีใจความว่า...

อย่าชักน้ำเข้าลึกอย่าชักศึกเข้าบ้าน
ข่าวนี้น่าห่วงมากครับ ถ้าไม่ระมัดระวัง รัฐบาลใหม่ที่กำลังพยายามจะตั้งขึ้นมีทีท่าที่อาจไปเคลื่อนไหวยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศของพม่า คงเกิดผลกระทบตามมาที่รุนแรงแน่นอน  เริ่มด้วยปิfดพรมแดน เรียกแรงงานกลับ ยุติขายแก๊สทางท่อ ฯลฯ และถ้ามหาอำนาจแทรกแซง เรื่องทั้งหมดอาจจะเลวร้ายบานปลายกว่านั้นไปอีกครับ

‘คิริลล์ คอตคอฟ’ ชี้ หากยังขัดแย้งกัน อาจมีสงครามกลางเมือง ระหว่างคนรักสถาบัน กับ คนรักก้าวไกล

คิริลล์ คอตคอฟ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาประเทศตะวันออกไกล ณ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ได้วิเคราะห์สถานการณ์ในประเทศไทย ในรายการ "Turn to the East" ทาง Radio Sputnik Russia ไว้โดยมีใจความว่า ...

พรรค Forward Movement(ก้าวไกล) ซึ่งได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งรัฐสภาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ประกาศจัดตั้ง "แนวร่วมประชาชน" จำนวน 8 พรรค พร้อมจัดตั้งรัฐบาลผสมและควบคุมที่นั่งรวมกัน 313 ที่นั่ง จาก 500 เสียง อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากในสภาล่าง(สภาผู้แทนราษฎร) ดังกล่าวไม่ได้ให้โอกาสโดยอัตโนมัติในการเสนอชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการลงคะแนนเสียงในประเด็นนี้จัดขึ้นร่วมกับสภาสูง(วุฒิสภา) การดำเนินการทุกขั้นตอนยังอีกยาวไกล เพราะผลการเลือกตั้งยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ

 

►● พรรคร่วมรัฐบาลชุดใหม่มีแผนอย่างไรเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี? ใครคือผู้นำของฝ่ายที่ชนะ และเกี่ยวข้องกับผู้ถูกเนรเทศอย่างไร แต่ยังทรงอิทธิพลในประเทศ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี?

กองทัพจะยอมสละอำนาจ และหลังสละอำนาจนโยบายต่างประเทศของประเทศจะมีโครงสร้างอย่างไร?

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มีอยู่ทั่วไปในการเมืองไทย ขณะเดียวกันเมื่อจัดตั้งรัฐบาลทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับทหาร ทหารถือเป็นผู้สร้างประเทศให้เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน แต่สังคมไทยส่วนมากก็เบื่อพวกเขาเช่นกัน

เราต้องไม่ลืมว่าไทยมักจะวางเดิมพันประเทศไว้กับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นคือสหรัฐฯ แต่ในทางกลับกันพวกเขาก็ไม่ต้องการทำลายความสัมพันธ์กับจีนเช่นกัน‼️

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจและนโยบายต่างประเทศ #แต่กังวลกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมากกว่า ในเวลาเดียวกัน ดังที่ประวัติศาสตร์ไทยแสดงให้เห็นมาตลอด คือ ในทางปฏิบัติแล้วไม่มีอะไรขึ้นอยู่กับการเลือกตั้ง ไม่ว่าในกรณีใด จะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก

สิ่งนี้ถูกซ้อนทับด้วยความไม่ชอบกษัตริย์องค์ปัจจุบัน(รายละเอียดเผยแพร่ลำบาก ขอตัดออกทั้งหมด) ประเทศกำลังพูดว่าไม่ต้องการสถาบันกษัตริย์มากขึ้น และหากล้มล้างระบอบกษัตริย์ได้ ประเทศก็ใกล้จะล่มสลาย

Annex Hya : ถ้าการรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกครั้งในไทย ในขณะที่โครงสร้างอำนาจของทหารถูกแทรกแซงจากกองทัพอเมริกันด้วยการยินดีเปิดประตูบ้านให้พวกเขาอย่างยินดีกันด้วยตนเอง

ทหารอเมริกันเหล่านี้จะพิทักษ์ "ก้าวไกล" และไม่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย

สงครามกลางเมืองระหว่างคนรักสถาบัน กับ คนรักก้าวไกล กับ *การรัฐประหารจากสถาบันทหารของพระเจ้าอยู่หัว กับ การปฎิวัติจากทหารอเมริกันช่วยก้าวไกล*.. - จะเกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนตามความรุนแรงจากความขัดแย้ง

เป้าหมายของการทูตและการทหารของอเมริกัน คือ การตายของหุ้นส่วน และการตายของประเทศหุ้นส่วน เป็นอย่างนี้มาตลอดประวัติศาสตร์ความเป็นชาติของอเมริกัน

บริหารความเสี่ยงจากความขัดแย้งให้รอบคอบ เหนือจากขอบประตูของการปกป้องสถาบัน ยังมีประตูของประเทศไทยที่กำลังเปิดให้เผชิญหน้ากับการล่มสลายรออยู่ด้วยเช่นกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top