Friday, 31 July 2026
TheStatesTimes

“พีทีที สเตชั่น” ลุยโปรเติมเอง!! ขยายบริการเติมเอง 204 สถานีทั่วประเทศ ลดเพิ่ม 1 บาทต่อลิตรผ่านแอป เพิ่ม Blue Wallet เพิ่มความสะดวก เน้นเติมง่าย จ่ายครบในที่เดียว

พีทีที สเตชั่น จัดโปรเติมเอง (Self Serve) ลด 1 บาท/ลิตร กว่า 204 สถานีทั่วไทย

พีทีที สเตชั่น (PTT Station) เดินหน้าขยายบริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ

ชูจุดเด่น "สั่ง เติม จ่าย ครบ" ในที่เดียวผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ยกระดับความสะดวก ด้วยการเพิ่ม Blue Wallet เป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงิน นอกเหนือจากบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพื่อมอบความยืดหยุ่นในการชำระเงินให้กับผู้ใช้บริการพร้อมจัดโปรโมชันพิเศษ รับส่วนลด 1 บาทต่อลิตร สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ Self Serve ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569 เพื่อมอบประสบการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า พีทีที สเตชั่น มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและยกระดับบริการเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้ การขยายจุดให้บริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ จะช่วยให้ผู้ใช้รถเข้าถึงบริการได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น

ช่วยลดระยะเวลาการรอคิว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน
Self Serve ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Easy & Smart ให้ลูกค้าจัดการทุกขั้นตอนตั้งแต่ สั่ง เติม จ่าย ได้ครบจบผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ บริการ Self Serve ให้คุณเติมน้ำมันได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยเพียง 5 ขั้นตอนง่าย ๆ

1. สั่งเติมผ่านแอป blusplus+ โดยเลือกสถานีบริการ ประเภทน้ำมัน จำนวนเงิน/ลิตร หน้าจ่าย และช่องทางชำระเงิน
2. ยกมือจ่าย น้ำมันตามหน้าจ่ายและชนิดน้ำมันที่เลือก
3. เสียบมือจ่าย เข้าถังน้ำมันรถให้สุดก่อนเริ่มบีบ
4. เติมน้ำมัน โดยบีบค้างไว้จนกว่าจะเติมเสร็จสมบูรณ์
5. วางมือจ่ายคืน กลับเข้าช่องให้ถูกต้อง

สัมผัสประการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวก คุ้มค่า และรวดเร็วด้วยบริการ Self Serve ได้แล้ววันนี้ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์!! คว้ารองแชมป์โลก Excel ที่สหรัฐฯ เมืองแอนาไฮม์ แข่งขันปีที่ 24 ทั่วโลก 36 ประเทศ ทักษะดิจิทัลเยาวชนไทยโดดเด่น

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์ คว้ารองแชมป์โลก Microsoft Excel บนเวที Microsoft Office Specialist
World Championship 2026

ARIT ภูมิใจส่งตัวแทนเยาวชนไทยสร้างชื่อเสียงระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพทักษะดิจิทัลของประเทศไทย

บริษัท เออาร์ไอที จำกัด (ARIT) ขอแสดงความยินดีกับ นายธนวิชญ์ ถาวรกาญจน์
นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย
ด้วยการคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 (2nd Place) ในการแข่งขัน Microsoft Office Specialist
World Championship 2026 โปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งจัดขึ้น ณ เมือง Anaheim รัฐ California
ประเทศสหรัฐอเมริกา

การแข่งขัน Microsoft Office Specialist World Championship จัดขึ้นโดย Certiport, a Pearson VUE Business เพื่อค้นหาสุดยอดเยาวชนผู้มีความสามารถด้านการใช้ Microsoft Office จากทั่วโลก
และนับเป็นเวทีการแข่งขันทักษะดิจิทัลระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับสูงสุดรายการหนึ่งของโลก
ในปี 2026 การแข่งขันจัดขึ้นเป็นปีที่ 24 โดยมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจำนวน 135 คน จาก 36 ประเทศที่มีอายุระหว่าง 13–22 ปี เข้าร่วมแข่งขันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเยาวชนจากนานาประเทศตอกย้ำคุณค่าของการรับรองทักษะ Microsoft Office Specialist (MOS) ในการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต

ในฐานะผู้แทนอย่างเป็นทางการของ Certiport ในประเทศไทย บริษัท เออาร์ไอที จำกัด
ได้รับสิทธิในการดำเนินการคัดเลือกและส่งตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Microsoft Office
Specialist World Championship มาอย่างต่อเนื่องโดยมีพันธกิจในการยกระดับมาตรฐานทักษะดิจิทัลของเยาวชนไทยและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพบนเวทีระดับโลก
ความสำเร็จของนายธนวิชญ์ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนความสามารถและความมุ่งมั่นของผู้เข้าแข่งขัน
แต่ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับผู้แทนจากนานาประเทศได้อย่างทัดเทียม หากได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง นายวรเทพ มงคลวาที ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอที จำกัด กล่าวว่า

เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จของน้องเจมส์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยอีกจำนวนมาก ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า

ทักษะดิจิทัลไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการเรียนหรือการทำงาน
แต่สามารถสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยก้าวไปแข่งขันและสร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับโลกได้จริง

ARIT ยังคงมุ่งมั่นผลักดันการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล ผ่านการจัดการแข่งขัน MOS Olympic Thailand Competition 2027 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะ Microsoft Word, Excel และ PowerPoint พร้อมก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน Microsoft Office Specialist World Championship 2027 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
สำหรับเยาวชนที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารการสมัครเข้าร่วมโครงการในปีต่อไปได้ที่
www.aritcompetition.com

“มาสด้า” ผลักดันเยาวชน!! เปิดกิจกรรมกีฬาเพื่อพัฒนา เสริมทักษะ ปลูกวินัยและแรงบันดาลใจ ร่วมกับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพฟุตบอลไทย

มาสด้าสานต่อกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3”
เปิดโอกาสเยาวชน เรียนรู้ทักษะฟุตบอลจากนักเตะอาชีพ

สร้างแรงบันดาลใจสู่อนาคต

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, -30 กรกฎาคม 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ร่วมกับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทยผ่านกิจกรรม “Mazda
Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ทักษะฟุตบอลจากนักฟุตบอลอาชีพและทีมผู้ฝึกสอนอย่างใกล้ชิด พร้อมปลูกฝังวินัย ความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม
และสร้างแรงบันดาลใจในการก้าวสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต โดยมีเยาวชนจากอะคาเดมี
จำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ สนามฝึกซ้อม SWATCAT Training Pitch จังหวัดนครราชสีมา
นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์
(ประเทศไทย) จำกัด

“มาสด้าเชื่อว่าความสุขในการใช้ชีวิตเริ่มต้นจากการได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Joy Drives Lives ที่มุ่งส่งมอบประสบการณ์แห่งความสุขในการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าและผู้คนในสังคมไม่ใช่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์และบริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโต เพราะมาสด้าเชื่อว่า เมื่อผู้คนมีโอกาสได้ค้นพบศักยภาพของตนเองและมีความสุขกับการใช้ชีวิตพวกเขาจะสามารถส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงขับเคลื่อนที่ดีให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรม Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการสนับสนุนเยาวชนให้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ฝึกฝนทักษะที่จำเป็น และกล้าที่จะก้าวตามความฝัน
เพราะมาสด้าเชื่อว่าทุกโอกาสในการเรียนรู้สามารถต่อยอดไปสู่อนาคตที่สดใส ความร่วมมือกับ
สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซีจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนเจตนารมณ์ของมาสด้าในการสร้างความสุข สร้างแรงบันดาลใจและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มาสด้าได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมรสรฯอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปี ซึ่งเราเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนความฝันของเยาวชนและสร้างการเติบโตให้กับวงการฟุตบอลไทยต่อไป

ครั้งนี้ เยาวชนได้ฝึกทักษะฟุตบอลผ่านฐานการเรียนรู้ทั้ง 4 ฐาน ได้แก่
การเคลื่อนที่และการสัมผัสบอลเบื้องต้น (Ball Feeling & Basic Movement) การส่งบอลและการเลี้ยงบอล (Passing & Dribbling) การเลี้ยงบอลและการรับบอล (Dribbling & Receiving)
และการเลี้ยงบอลพร้อมการยิงประตู (Dribbling & Shooting)

โดยมีทีมผู้ฝึกสอนและนักฟุตบอลอาชีพของสโมสรฯ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์อย่างใกล้ชิด
ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันแบบแบ่งทีม

เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้นำทักษะที่เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง
กิจกรรมครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ บุญชัยสุข ประธานสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี
กล่าวเปิดงาน Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นายศุภรัศมิ์
ตัณฑเศรณีวัฒน์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนคร นครราชสีมา และ ผู้อำนวยการสโมสร นครราชสีมา
มาสด้า เอฟซี กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรม และให้โอวาสแก่เยาวชน
โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีวินัย ความมุ่งมั่น และการไม่หยุดพัฒนาตนเอง
พร้อมมอบของที่ระลึกให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม
มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ
และการสร้างโอกาสให้กับเยาวชนไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเติบโตของวงการฟุตบอลไทยอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดจนถึงส่งมอบประสบการณ์ความสุขไปยังผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป

Eat Play Root Fest เทศกาลสร้างเมืองด้วยอาหาร เปลี่ยนความสัมพันธ์ผ่านมื้อข้าว รวมกิจกรรมเวิร์กชอปและบทสนทนา 30 ส.ค. ที่ Na Café กรุงเทพฯ

Eat Play Root Fest เมืองที่น่าอยู่ เริ่มต้นจากผู้คนที่นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน
ชวนมาสร้างเมืองที่อบอุ่น...ผ่านอาหารหนึ่งมื้อไปด้วยกัน
เทศกาลที่เชื่อว่า "อาหาร" คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชุมชน

ถ้าเมืองที่เราอยากอยู่ ไม่ได้เริ่มจากการสร้างตึกใหม่ แต่เริ่มจากการที่ผู้คนรู้จักกันมากขึ้น แบ่งปันกันมากขึ้น และนั่งกินข้าวร่วมกันมากขึ้นล่ะ?

Eat Play Root Fest คือเทศกาลแห่งประสบการณ์ ที่ชวนทุกคนมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ผู้คน และธรรมชาติ ผ่านเวิร์กชอป อาหาร และบทสนทนาที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจภายใต้แนวคิด Deep Ecology ที่เชื่อมคนด้วยความคิดว่าเรามีมากพอที่จะแบ่งปันกัน

ผู้เข้าร่วมสามารถเดินเลือกเข้าร่วมฐานกิจกรรมได้ตามความสนใจตลอดทั้งวัน ผ่าน Event Passport ที่จะพาคุณออกเดินทางไปตามแต่ละประสบการณ์

ไฮไลต์ของงาน
Community Meal มื้ออาหารร่วมกันกับเชฟและผู้เข้าร่วม ภายใต้แนวคิด Eating Therapy เพราะเราเชื่อว่า "การกินข้าวร่วมกัน" คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี (เฉพาะผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า)

ปิดท้ายด้วย Community Dialogue ชวนทุกคนมาร่วมแลกเปลี่ยนไอเดีย และออกแบบ "ชุมชนและเมืองที่เราอยากเห็น" ไปด้วยกัน

เราอยากให้คุณกลับบ้านพร้อมความรู้สึก...
- อิ่มใจ
- อิ่มท้อง
- และอิ่มความหวัง ว่าเมืองที่อบอุ่นเริ่มต้นได้จากผู้คนธรรมดาที่เลือกเชื่อมโยงและแบ่งปันกัน

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569
- 09.00 – 16.00 น.
-Na Café at Bangkok 1899
https://maps.app.goo.gl/SFUMAtz7D6L7XUJx6

ลงทะเบียนล่วงหน้า 30 ที่นั่ง

ผู้ลงทะเบียนทุกประเภทบัตรจะได้รับ
- คูปอง Community Meal
- คูปองเครื่องดื่มจาก Na Café
มูลค่ารวม 150 บาท

เมื่อครบ 30 สิทธิ์ จะปิดการจองอาหารกลางวัน แต่ยังสามารถ Walk-in เข้าร่วมกิจกรรมและเวิร์กชอปต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งวัน

สมัครวันนี้ได้ที่: https://forms.gle/CGjmaTcZG1uu871a6
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม
Facebook : Eat-Play-Root Journey
Instagram : @eatplayroot.journey

จากสงครามเย็นถึงสงครามชิป!! ไทยกลางเกมมหาอำนาจ สหรัฐฯ–จีน ในฐานะมิตรประเทศ กับโจทย์การทูตสมดุลยุคใหม่ สหรัฐฯ คือพันธมิตรมั่นคง จีนคือคู่ค้าใหญ่ ไทยต้องเดินเกมไผ่ลู่ลมในโลกสองขั้ว

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.1)

ปัจจุบันทุกวันนี้ แม้ว่า สงครามเย็น (Cold War) ได้สิ้นสุด หยุดลงลงอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 1991 พร้อมกับการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต แต่โลกยังคงถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจหลัก คือ สหรัฐอเมริกา และ จีน

ขั้วที่ 1: สหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนของฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย ระบบทุนนิยม และพันธมิตรตะวันตก (เช่น นาโต และชาติพันธมิตรในเอเชีย) เน้นการรักษาอิทธิพลทางทหาร กฎระเบียบโลกดั้งเดิม และพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

ขั้วที่ 2: จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ ที่ก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ อย่างเต็มตัวมีการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น BRICS หรือความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระดับโลก

ความแตกต่างจากยุคสงครามเย็นในอดีต คือ การเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา (ค่ายเสรีนิยม) กับ สหภาพโซเวียต (ค่ายคอมมิวนิสต์) ซึ่งตัดขาดจากกันทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่ยุคปัจจุบัน กลับเป็นการแข่งขันกันระหว่าง สหรัฐฯ และจีน บนพื้นฐานที่ระบบเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานของโลกยังคงเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยกันอยู่ แต่มีความขัดแย้งเข้มข้นในด้านเทคโนโลยี, สงครามชิป, ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ไทยเป็นมิตรประเทศที่ดีกับทั้งสหรัฐและจีน เราดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบสมดุล และเป็นมิตรกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาพันธมิตรที่ยาวนาน: ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการทูตยาวนานกว่า 190 ปี โดยไทยเป็นมิตรประเทศชาติแรกๆ ของสหรัฐฯ ในเอเชีย และสหรัฐฯ มองไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นพันธมิตรสนธิสัญญาด้านความมั่นคงที่สำคัญและยาวนานของไทย โดยมีการรักษาสายสัมพันธ์ผ่านการฝึกทางทหารร่วมกันเป็นประจำ เช่น การฝึกคอบราโกลด์ (Cobra Gold)

ความสัมพันธ์กับจีนความผูกพันทางประวัติศาสตร์: ไทยและจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนานกว่า 700 ปี มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติและวัฒนธรรมที่กลมกลืน ด้านเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งและเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของไทย รวมถึงมีความร่วมมือด้านโครงสร้างและการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์

ไทยพยายามรักษาสมดุล ด้วยวิธีการทางการทูตแบบไผ่ลู่ลม (Bamboo Diplomacy) โดยใช้กลยุทธ์นโยบายต่างประเทศของไทยที่เน้นความยืดหยุ่น การปรับตัวตามสถานการณ์ และการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาเอกราช ผลประโยชน์แห่งชาติ และความมั่นคงของประเทศ โดยไม่ยอมให้ตนเองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ

ลักษณะเด่นของการทูตแบบไผ่ลู่ลมเน้นความยืดหยุ่นสูง พร้อมปรับเปลี่ยนท่าทีและทิศทางตามกระแสการเมืองโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เปรียบเสมือนต้นไผ่ที่เอนเอียงตามแรงลมเพื่อไม่ให้หักโค่นหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง: รักษาความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจทุกฝ่ายพร้อมกัน เช่น ในปัจจุบัน คือ การรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์แห่งชาติ:

ยึดความอยู่รอด ปากท้องของประชาชน และเสถียรภาพภายในประเทศเป็นตัวตั้ง มากกว่าการยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างตายตัว ตัวอย่างความสำเร็จในประวัติศาสตร์ ยุคล่าอาณานิคม (ศตวรรษที่ 19) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงใช้การทูตถ่วงดุลอำนาจระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส รวมถึงการผูกมิตรกับรัสเซีย ทำให้ไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก

สงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยยอมลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นภายใต้ภาวะจำยอม แต่ในขณะเดียวกันก็มีขบวนการเสรีไทยร่วมมือลับๆ กับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ไทยไม่ตกเป็นผู้แพ้สงคราม หลังจากญี่ปุ่นยอมจำนน

ยุคสงครามเย็น ไทยเริ่มจากการพึ่งพาสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปในทศวรรษ 1970 ไทยก็รีบปรับตัวโดยการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เพื่อคานอำนาจและสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

ความท้าทายในโลกยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 นโยบายนี้กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญจาก สงครามเย็นครั้งใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายต่างกดดันให้ไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง ทำให้ "การลู่ตามลม" ทำได้ยากขึ้นและจำเป็นต้องใช้ศิลปะทางการทูตที่ระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดความระแวงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้ว่า ไทยจะหลีกเลี่ยงการเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาโดยตลอด เพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยมุ่งเน้นการร่วมมือกับทั้งสองมหาอำนาจในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ไทยได้ใช้นโยบายการรักษาสมดุลและการบริหารความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ (Strategic Hedging) โดยไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นอิสระทางนโยบายต่างประเทศและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยมีการพัฒนาในภูมิภาคด้วยการทูตแบบยืดหยุ่นรอบด้าน (Multi-vector Diplomacy) ไทยพยายามร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงมหาอำนาจกลางอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นและอินเดีย เพื่อถ่วงดุลอำนาจและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ

ความท้าทายในมิติใหม่ ไทยต้องรับมือกับแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ ตลอดจนการบริหารจัดการความท้าทายระดับภูมิภาค เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเศรษฐกิจในยุคแบ่งขั้ว อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับบริบททั้งที่เป็นอยู่ และอนาคตที่จะเป็นไปให้ได้

1 สิงหาคม 2367 ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี หมุดหมายสำคัญแห่งบรรพราชประเพณีไทย

‘พระราชพิธีบรมราชาภิเษก’ เป็นพระราชพิธีราชาภิเษกที่พระมหากษัตริย์ไทยได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการด้วยการถวายน้ำอภิเษก โดยแบ่งออกเป็น 2 พระราชพิธีสำคัญคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นการผสมผสานกันระหว่างธรรมเนียมของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ ซึ่งต้องย้อนกลับไปหลายศตวรรษ โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประกอบไปด้วย พระราชพิธีสรงพระมูรธาภิเษก พระราชพิธีถวายน้ำอภิเษก พระราชพิธีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และการสถาปนาพระราชินี และพระราชวงศ์ ส่วนพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นโดยเหล่าสมาชิกของราชวงศ์ในพระบรมมหาราชวัง

ภายหลังจากประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นแล้ว พระมหากษัตริย์จะประทับพระที่นั่งราชยานพุดตานทองไปประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะและเสด็จไปสักการะพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชบูรพการี

อย่างไรก็ตาม สำหรับวันที่ 1 ของเดือนสิงหาคมปี 2567 นี้ หากย้อนกลับเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ รัชกาลที่ 3 ทรงประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรีอย่างเต็มกระบวนการเยี่ยงอย่างบรรพราชประเพณีสืบ ๆ มา หลังจากที่เสด็จเสวยราชสมบัติต่อจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367

ทั้งนี้ พระองค์ทรงเป็นราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กับ เจ้าจอมมารดาเรียม เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ได้ทรงรับราชการหลายตำแหน่ง อาทิ กำกับราชการกรมท่าและกรมตำรวจ ทรงว่าราชการกรมพระคลังมหาสมบัติ เป็นแม่กองกำกับลูกขุน ณ ศาลหลวงและตุลาการทุกศาล ทรงค้าขายทางสำเภาจีน นำเงินรายได้เข้าท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังได้ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา รวบรวมสรรพตำราวิทยาการต่าง ๆ พัฒนาการเศรษฐกิจไทยหลาย ๆ ด้าน โดยการเจริญสัญญาทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ ทำให้รัฐมั่งคั่งเป็นอันมาก

ที่มา : Wikipedia / ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองทัพภาคที่ 1

2 สิงหาคม 2464 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 สิ้นพระชนม์ ผู้เป็นแบบอย่างแห่งสันติและศรัทธา บุคคลสำคัญของโลกด้านสันติภาพ

วันนี้เมื่ออดีต เป็นวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิริรวมอายุได้ 61 ปี
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระนามเดิม พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ เป็นพระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแพ พระสนมเอก เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2403 ทรงศึกษาเบื้องต้นในสำนักเจ้านายฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาบาลีและอักษรขอมกับพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ วิชาการสมัยใหม่ตามพระราชดำริในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุ 14 ปี จนพระชนมายุได้ 18 ปี จึงทรงลาผนวช แล้วเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานสารบบฎีกา กรมราชเลขานุการ เมื่อมีพระชนมายุ 20 ปี ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงอยู่ในสมณเพศตลอดพระชนม์ชีพ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส มีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองเมื่อพ.ศ.2424
ต่อมา พ.ศ. 2449 เป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส ทรงสมณศักดิ์เสมอสมเด็จพระราชาคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

ครั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อพ.ศ. 2453 ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และพ.ศ. 2464 ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ดำรงตำแหน่งสกลสังฆปริณายก นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี

สมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2464 พระชนมายุได้ 62 ปี
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ 40 มีมติรับรองการร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบบุคคลสำคัญและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในวาระปี 2563-2564 ได้ยกย่อง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ในโอกาสครบ 101 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ (2 สิงหาคม 2464) ในการนี้ พุทธศาสนิกชนชาวไทย ควรร่วมจิตน้อมใจจัดกิจกรรม เพื่อเชิดชูพระเกียรติคุณ และเผยแพร่ คุณงามความดีและจริยวัตรอันงดงามให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนคนรุ่นหลังซึ่งจะส่งผลให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ สืบไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top