Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

25 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น ‘วันเด็กหายสากล’ International Missing Children’s Day

รู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยในหนึ่งวัน มีเด็กหายไม่น้อยกว่า 3 คน โดยที่ 2 ใน 3 ของเด็กที่หายไป มีอายุน้อยกว่า 15 ปี ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก และอายุเฉลี่ยของเด็กที่หายไป หรือถูกลักพาตัวออกจากบ้านคือ 4 ขวบ โดยข้อมูลนี้อ้างอิงจาก สถิติศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา 

ทั้งนี้ แน่นอนว่าเด็กหายจากบ้านนั้น จะต้องเจอกับความเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งการคุกคาม หาประโยชน์ทางเพศกับเด็ก ถูกล่อลวง รวมไปถึงกระทำความรุนแรง ซึ่งภัยดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหากับผู้คนทั่วโลก จึงมีการกำหนดให้วันที่ 25 พฤษภาคม ของทุกปีเป็น วันเด็กหายสากล (International Missing Children’s Day) เพื่อหวังให้สังคมตระหนักถึงสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของเด็กทุกคน

ปทุมธานี “24 พ.ค.วันป่าชุมชนแห่งชาติ” กรมป่าไม้ เผยความความสำเร็จ ตั้งป่าชุมชนแล้ว 11,985 แห่ง รวม 6.57 ล้านไร่

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 66  เวลา 10.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีเปิด งาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานเครือข่ายป่าชุมชน 68 จังหวัด เข้าร่วม

โดยมี นายบรรณรักษ์ เสริมทอง รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ณ ห้องไดมอลด์ฮอลล์ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท จังหวัดปทุมธานี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมป่าไม้ ได้กำหนดจัดงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 โดยมีกิจกรรมที่สำคัญประกอบด้วย วันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 13.00 – 17.00 น. เป็นการจัดกิจกรรมการเดินรณรงค์กระตุ้นจิตสำนึก สร้างการรับรู้ “24 พฤษภาคม วันป่าชุมชนแห่งชาติ” บริเวณลานรอบศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี และวันที่ 24 พฤษภาคม เป็นพิธีเปิดงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” ในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ พระราชปณิธาน ด้านการสืบสาน รักษา ต่อยอด, นิทรรศการจากหน่วยงานภาคีสนับสนุนการพัฒนาป่าชุมชน, นิทรรศการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านป่าชุมชน ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562, นิทรรศการผลผลิต ผลิตภัณฑ์จากป่าชุมชน ,คลินิกรับคำปรึกษา แนวทางปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ป่าชุมชน พ.ศ. 2562

พร้อมทั้งมีการมอบโล่สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน, การมอบถ้วยรางวัลเครือข่ายป่าชุมชนต้นแบบ ประจำปี พ.ศ. 2566, การมอบโล่ให้แก่ภาคีเครือข่าย หน่วยงาน องค์กร ที่สนับสนุนการพัฒนาป่าชุมชน ประจำปี พ.ศ. 2566 และการมอบเกียรติบัตรให้กับหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการจัดนิทรรศการเนื่องในงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2566รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบให้วันที่ 24 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันป่าชุมชนแห่งชาติ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้งนี้ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนได้ร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุลและยั่งยืนในรูปแบบของป่าชุมชน

เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการป่าชุมชนและได้ประโยชน์จากป่าชุมชน อันจะส่งผลให้ชุมชนดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืน ซึ่งจากการดำเนินการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมป่าไม้ ได้ดำเนินการบริหารจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วมตามแนวทางป่าชุมชน มาตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน มีป่าชุมชนที่ได้รับการส่งเสริมให้จัดตั้งตามพ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 รวมแล้วเป็นจำนวนถึง 11,985 แห่ง รวมเนื้อที่ประมาณ 6.57 ล้านไร่

ซึ่งเป้าหมายการดำเนินการต่อไปนั้น ภายในปี พ.ศ.2570 จะต้องจัดตั้งป่าชุมชนให้ได้จำนวน 15,000 แห่ง และชุมชนที่มีส่วนร่วม 18,000 หมู่บ้าน รวมเนื้อที่หมด 10 ล้านไร่ การจัดงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ให้กับประชาชนทั่วไป หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้มีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของป่าชุมชนและทรัพยากรป่าไม้ของชาติ

รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการและใช้ประโยชน์ป่าชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมกันนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้สมาชิกเครือข่ายป่าชุมชนและประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาป่าชุมชนเพื่อสร้างรายได้ อันเป็นการสร้างแรงจูงในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการป่าชุมชน ซึ่งสอดคล้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562

ผู้ช่วย ผบ.ตร. ห่วงใยประชาชน ขับเคลื่อนโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” ลดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน มุ่งสร้างตำรวจจราจรมืออาชีพ มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล

วันนี้ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท. ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. (มค) ได้ให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกการจราจร การป้องกันและลดอุบัติเหตุ ตลอดจนลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บบนท้องถนน สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนและสังคม จึงได้จัดทำโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย”

โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผอ.ศจร.ตร.) ประชุมขับเคลื่อน เร่งรัดและติดตามประเมินผลความคืบหน้าโครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย โดยมีผู้แทน บช.น., ภ.1-9 และ บช.ก. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบงานจราจรของ บก.น., ภ.จว., บก.ทล. และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายจราจรทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกลโดยพร้อมเพรียงกัน

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า การดำเนินโครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อลดอัตรา    การเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน นอกจากนี้ยังเป็นการแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ และพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เช่น การทุจริต การข่มขู่ บุคลิกท่าทาง ที่ไม่เหมาะสม มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานให้กับข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่งานจราจร และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนภาคีเครือข่ายและข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและหน่วยงานที่ปฏิบัติ โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการ

สุภาพบุรุษจราจร แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สุภาพบุรุษจราจรประเภทบุคคล โดยจะต้องปฏิบัติตามหลัก 5S คือ  SMlLE ยิ้มแย้มเป็นมิตร SMART บุคลิกภาพดี SALUTE สุภาพให้เกียรติ SERVICE MlND มีจิตอาสาบริการ และ STANDARD มีมาตรฐานสากล โดยจะต้องนำไปสู่จำนวนสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ลดน้อยลง สำหรับสุภาพบุรุษจราจรประเภทหน่วยงาน
จะต้องมีผลการปฏิบัติที่มีจำนวนสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ลดน้อยลง ตามเป้าหมาย คือ ผู้เสียชีวิตลดลงมากกว่า 5 % หรือ

ลดลงมากกว่า 10 คน ขึ้นไป จากค่าสถิติจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเฉลี่ยปี 2560 – 2562 สำหรับ ภ.1-9 และจากค่าสถิติ อบถ. ปี 2564 สำหรับ บช.น. โดยประเภทบุคคลจะมีการคัดเลือกข้าราชการตำรวจที่เหมาะสมได้รับรางวัลจำนวน บก./ภ.จว. ละ 2 นาย (สัญญาบัตร 1 นาย และ ประทวน 1 นาย) รวม 188 นาย

ซึ่งผู้ได้รับรางวัลจะต้องมีบุคลิกลักษณะตามหลัก 5S ผ่านเกณฑ์ทดสอบความรู้ ผ่านผลการประเมินของประชาชนและผู้บังคับบัญชา มีภาพลักษณ์ วิสัยทัศน์และทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนในประเภทหน่วยงาน จะมีรางวัลในระดับ บก. 29 รางวัล ระดับ บช. 3 รางวัล รวมจำนวน 32 รางวัล โดยในห้วง ต.ค.65 - ปัจจุบันหน่วย บช.น., ภ.1 - 9 และ บก.ทล. ได้เร่งรัดดำเนินกิจกรรมโครงการ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามโครงการสุภาพบุรุษจราจรประชาชนสัญจรปลอดภัย ในพื้นที่ของหน่วย โดยเฉลี่ย กว่า 1,500 กิจกรรมโครงการต่อหน่วย ซึ่งได้รับความร่วมมือและการตอบรับ จากประชาชนและสังคมเป็นอย่างดีและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ได้ร่วมประชุม เพื่อเร่งรัดติดตามความคืบหน้าและผลการปฏิบัติตามโครงการ ทั้งนี้ได้กำชับ ให้ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบงานจราจรทุกหน่วย ประชุมชี้แจงสถานีตำรวจในสังกัด ให้ดำเนินการตามโครงการ สร้างความรู้ความเข้าใจ บทบาทของตำรวจตามหลัก 5S และแนวทางการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุในพื้นที่ตามเป้าหมายของโครงการ พร้อมทั้งเร่งรัดดำเนินกิจกรรมตามโครงการให้บรรลุผลสำเร็จ ทั้ง 2 ประเภท หน่วยที่มีผลการดำเนินการน้อยหรือไม่ครบถ้วน ให้เร่งรัดดำเนินการก่อนเวลาสิ้นสุดโครงการ

พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และมุ่งแสวงหาความร่วมมือ จากภาคประชาชนและภาคีเครือข่าย และให้ผู้บังคับบัญชาให้คำแนะนำ กำชับและกำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด  โดยต้องพร้อมรองรับการตรวจจากผู้บังคับบัญชาและการประเมินผล

พล.ต.ท. ประจวบฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความมุ่งหวังว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จ ประชาชนสามารถสัญจรอย่างปลอดภัย ป้องกันและลดอุบัติเหตุ ตลอดจนการเสียชีวิตและบาดเจ็บบนท้องถนน

ทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นมาตรฐานสากล ภายใต้ความร่วมมือของประชาชนและสังคม ดังนั้นสถานีตำรวจและข้าราชการตำรวจทุกนาย จักต้องดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องจริงจังให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนและสังคมได้รับประโยชน์สูงสุด

‘รศ.ดร.เจษฎ์’ จวก!! กระแสกดดัน ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ลั่น!! ต่อให้ได้ถึง 750 เสียง ก็ไม่มีสิทธิ์ทำแผ่นดินลุกเป็นไฟ

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 66 ที่ผ่านมา รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ได้กล่าวในรายการตอบโจทย์ ของสถานีข่าวไทยพีบีเอสกรณีปมกดดัน สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.ให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามเสียงข้ามากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.

โดยประเด็นนี้ นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ และประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย กล่าวในหัวข้อ จับกระแส ‘กดดัน ส.ว.’ โหวตเลือกนายกฯ ของทางรายการข่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญเขียนเรื่อง ส.ว.ไป และข้อต่อ ส.ว. มาทำอะไรตรงนี้ ทำไม ส.ว.ต้องมาลงมติเพื่อได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมุมดังกล่าวนักวิชาการในร่างแขกรับเชิญ ระบุต่อมา ตรงนี้อาจจะถือเป็นก้าวที่ คสช. ก้าวผิดไป

“ถ้าวันนี้ คสช.ไม่เอา ส.ว. มาร่วมด้วยเนี่ยนะ เมื่อวันปี 62 ท่านก็ได้เสียงข้างมากไปละ รัฐบาลที่จัดตั้งด้วยเสียงข้างมากทหาร วันนี้ถ้าหากเป็นระบบรัฐสภาจริง ๆ จะไม่เกิดเหตุหรือเกิดน้อยมากที่พรรรคที่ได้คะแนนเสียงลำดับ 1 กับลำดับ 2 จับ” กล่าวจบ รองศาสตราจารย์ยังยกตัวอย่างเพื่อย้ำข้อเท็จจริง โดยระบุให้ไปดูตัวอย่างของประเทศระบบรัฐสภาส่วนใหญ่ ไม่ใช่แต่เพียงพรรคจะไม่จับกัน แต่ประชาชนก็ไม่อยากให้จับมือร่วมรัฐบาลกันแบบนี้ด้วย เพราะจะใหญ่เกิน”

“ข้อ 2 ในระบบรัฐสภา สิทธิจัดตั้งก่อน ไม่ใช่ได้สิทธิเป็น ตอนนี้ต้องเข้าใจให้ดีว่า ได้สิทธิในการจัดตั้งนะ ถ้าจัดตั้งไม่ได้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของสิทธิลำดับพรรคที่ได้คะแนนเสียงลดหลั่นกันไป”

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวต่อถึงประเด็นกลไก ตอนปี 60 มีประชามติการให้ความเห็นชอบคำถามพ่วง ว่าจะให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ ปรากฏว่า ผู้มาใช้สิทธิส่วนใหญ่ 15,132,050 คน (58.07%) เห็นด้วยกับการให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี

จุดนี้เองทำให้นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ฯ แสดงมุมมองตัวเองเสริมไปว่า ครั้งนั้นเมื่อไม่มีการผลักดัน ตีฆ้องร้องป่าว เท่ากับเป็นคะแนนบริสุทธิ์ ประชาชนก็มาออกเสียง ในกลไก คือ เอา ส.ว. มาเพราะปฏิรูปประเทศ

เมื่อถูกถามว่าอิสระจริงรึเปล่า? ถอดจากคำให้สัมภาษณ์ในรายการโดยละเอียดของ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก สามารถระบุได้ดังนี้

“ผมถึงได้พูดว่าการที่ไม่สามารถที่จะแสดงทรรศนะ ว่าเห็นด้วยหรือเห็นต่างเป็นสาธารณะ หรือมาบอกว่า เธอเห็นด้วยสิ เธอเห็นต่างสิ เธออย่าไปเอาร่างรัฐธรรมนูญ อย่าไปเอาคำถามเพิ่มเติมนะ เธอเอาสิ ไม่มีเลย แสงดว่ามันเป็นคะแนนบริสุทธิ จะด้วยภาวะการณ์ เขาลงคะแนนบริสุทธิ์ ถูกไหมครับ เขาลงคะแนนมาแล้วให้ ส.ว.มาเลือกนายกฯ อันนี้คือประชามติ

“ประชามติ คือ ประชาธิปไตยทางตรงนะ ตรงยิ่งกว่าการเลือกตั้งอีกนะ การเลือกตั้งมันเป็นประชาธิปไตยทางอ้อมนะ คุณเลือก ส.ส. และ ส.ส.ไปเลือกนายกให้นะ แต่นี่ประชาธิปไตยมันตรงนะ คุณจะเอาไม่เอา เขาเอามาแล้ว มันกลายเป็นหน้าที่แล้ว กลายเป็นลักษณะพิเศษของบ้านนี้เมืองนี้ ส.ว.เขาเลยต้องมาลงมติ ที่ถามไว้แบบนี้จะเป็นรอื่นเป็นแบบไหนได้อีกไหม คุณมี 160 ไปขอเพื่อน 150 เลขกลม เพื่อนอีกจำนวนรวมได้ 313 พอรวมได้ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญต้อง 376 ขึ้นไป”

“ความอยากได้ตรงนี้เองทำให้เกิด ‘ความบิดเบี้ยว’ ของกลไกรัฐสภา ส.ว. และ ส.ส. ต้องไม่เป็นพวกเดียวกัน ต้องไม่ใช่คนที่จะมาพูดคุยอะไรกัน ต้องตรวจสอบถ่วงดุลค้านอำนาจกันเสียด้วย”

มาถึงเรื่อง ปิยบุตร แสงกนกกุล ออกมาเคลื่อนไหวจะส่งผลอะไรต่อพิธาในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลล่าสุดนี้บ้าง เจษฎ์ตอบข้อสงสัยนี้โดยเริ่มจากยกตัวอย่างกรณีที่หากต่อให้ การออกมาเคลื่อนไหวของนายปิยบุตรล่าสุดไม่มีผลใด ๆ กับฝ่ายที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลต่อคนอื่น ๆ

รศ.ดร.เจษฎ์ ย้ำว่าอย่าลืมว่า ตอนนี้มีคนเลือกคุณ 14 ล้าน ไม่เลือก 27 ล้าน แล้วคนที่ไม่ได้มาเลือกด้วย อีกเท่าไร นับรวมให้ครบคนไทยทั้งประเทศ มีเสียง 160 หย่อน ๆ 300 กว่าคือไม่มี ก่อนจะสรุปด้วยวาจาแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิมว่า...

“ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ต่อให้คุณมีเสียง ส.ส. 500 มีเสียง ส.ว.อีก 250 มีคนไทยทั้งประเทศ คุณก็ไม่มีสิทธิทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษคนไทยสร้างไว้ให้ แล้วบรรพบุรุษที่พูดถึงไม่ใช่แค่บรรพบุรุษเจ้าเท่านั้นด้วย เป็นบรรพบุรุษทั้งเจ้าทั้งคนไม่ใช่เจ้าทั้งหมด บรรพบุรุษไทยที่สร้างแผ่นดินนี้มา เขาคือเจ้าของแผ่นดินนี้ที่แท้จริง คุณเป็นผู้สืบทอดเขามา ต่อให้คุณได้ 500 เสียง ส.ส. 250 เสียง ส.ว. คุณก็ไม่มีสิทธิที่จะทำให้แผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟ คุณไม่มีสิทธิที่จะทำลายแผ่นดินนี้

หลัง เจษฎ์ โทณะวณิก กล่าวจบ แพทย์หญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ก็กล่าวเสริมทันทีว่า เธอเองเห็นด้วย

“อันนั้นล่ะคะ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาไม่เข้าใจ เขาหาว่าเราบ้า อะไรประมาณนี้ เขามีเสียงข้างมาก สิ่งนี้เขาจะไม่ฟังเลย” คำกล่าวเสริมถึงกรณีกดดัน ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ จากปากของแพทย์หญิงพรทิพย์ที่หลังจากแสดงมุมมองของตัวเธอจบ รศ.ดร.เจษฎ์ แขกรับเชิญนักวิชาการไทยก็ สรุปถึงสิ่งที่สังคมจะต้องทำและทุก ๆ ประเทศต้องทำ คือ ช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองนั้นให้พัฒนาและดีขึ้นเรื่อย ๆ ดีกว่าที่บรรพบุรุษทำไว้ เพื่อเราจะได้มีแผ่นดินที่ดี ดีขึ้นเรื่อย ๆ และเพื่อลูกหลานเราจะได้มีแผ่นดินที่ดีและดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่พากันทำลาย

‘เสี่ยเฮ้ง’ โพสต์ซึ้ง หวนคิดถึงมิตรภาพในวันวาน พร้อมรำลึกบุญคุณผู้ให้ความสนับสนุนสมัยเป็นนักกีฬา

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 66 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้โพสต์รูปภาพพร้อมแคปชันสุดซึ้น ชวนให้คิดถึงวันวานในอดีต สมัยที่ตนยังเป็นนักกีฬาฟุตบอลตัวแทน จังหวัดชลบุรี และระลึกถึงผู้มีพระคุณที่เคยให้การสนับสนุนทีมฟุตบอลของตน โดยระบุว่า…

‘คิดถึงเพื่อน’ และ ‘2 ผู้มีพระคุณ’

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งภาพที่เล่าเรื่องราววันวาน เปิดภาพขึ้นมาดูทีไรก็ชวนให้คิดถึงเพื่อนๆ ปนเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มระหว่างทบทวนความทรงจำ

ผมให้ชื่อภาพนี้ว่า ‘มิตรภาพ - มิตรไมตรี’ กับบรรยากาศเมื่อ 30 ปีก่อน ระหว่างเก็บตัวนักกีฬาฟุตบอล เยาวชน แห่งชาติ  ในครั้งนั้นฝีเท้าผมก็โดดเด่นไม่เบา ถึงขั้นได้เป็นตัวแทนจังหวัดชลบุรี พร้อมกับเพื่อนๆ อีกจำนวนหนึ่ง ไปแข่งคัดเลือกที่จังหวัดจันทบุรี 

ตอนนั้นผมได้เดินทางไปเก็บตัวกันที่เขื่อนเขาแหลม กาญจนบุรี อากาศดีมากๆ ทำให้หวนคิดถึงผู้มีพระคุณ คือ ‘เฮียกิม’ กับ ‘ซ้อ’ เจ้าของ ‘ร้านวิรัช เบนไทร์’ ที่เป็นสปอนเซอร์ออกค่าใช้จ่าย ให้ผมและเพื่อนๆ ในทีมฟุตบอล 

ครอบครัว ‘เฮียกิม’ กับ ‘ซ้อ’ ชอบฟุตบอล เป็นชีวิตจิตใจ ท่านมีเมตตากับพวกเราทุกคน ท่านเสียสละ ทรัพย์สินเงินทองในเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด ท่านคือผู้เสียสละ ให้วงการกีฬาฟุตบอล ชลบุรีมากที่สุด ผมยังระลึกบุญคุณท่านไม่ลืมเลือน

ใครได้อ่านข้อความนี้ ฝากไปถึง ‘เฮีย’ กับ ‘ซ้อ’ เจ้าของร้าน ‘วิรัช เบนไทร์’ ว่าจากวันนั้นจนวันนี้ผมไม่เคยลืมบุญคุณท่านเลย…

หลายคนบอกว่า ชอบอ่านเรื่องเล่าที่ผมเขียนหน้าเพจ ผมขอเท้าความย้อนไปก่อนว่า ผมเป็นคนชอบ ‘อ่านหนังสือ’ ศึกษาความรู้รอบด้านมาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น ทักษะการเขียนหนังสือของผมจึงเป็นผลพลอยได้มาจากการ ‘อ่านอย่างสม่ำเสมอ’ และผมก็ชอบมากที่จะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ผมคิดว่าสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านได้ การเล่าเรื่องลง Facebook จึงเป็นอีก 1 งานอดิเรกที่ผมตั้งใจเขียนมาก

นราธิวาส-ผบ.ฉก.นราธิวาส ส่งมอบบ้านตามโครงการ 'หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ซ่อมสร้าง ปันสุข' เพื่อพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างขวัญ และกำลังใจ เพิ่มพูนความสุขให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ บ้านเลขที่ 56 หมู่ 7 ตำบลบาโงสะโต อำเภอระเเงะ จังหวัดนราธิวาส พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ส่งมอบบ้าน ตามโครงการ 'หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ซ่อมสร้าง ปันสุข' ให้กับ

นางสาวรอฮานี อูมา ซึ่งเป็นประชาชนที่มีฐานะยากจนให้ความร่วมมือกับส่วนราชการ และหน่วยเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เพื่อการพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างขวัญ และกำลังใจ เพิ่มพูนความสุขให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยมี พันเอก ทวีรัตน์ เบญจาทิกุล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 45 นายอำเภอระแงะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบาโงสะโต กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อิหม่ามประจำตำบล หัวหน้าส่วนราชการ และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมในพิธี

ทั้งนี้ พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว กล่าวว่า สำหรับ โครงการ 'หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสซ่อมสร้าง ปันสุข' เกิดขึ้นโดยสืบเนื่อง จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ส่งผลกระทบในด้านความปลอดภัย และจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ในการประกอบอาชีพ ทำให้ขาดแคลนรายได้ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส จึงกำหนดครอบครัวเป้าหมายที่มีความยากจน หรือเป็นพี่น้องประชาชนครอบครัว ไทยพุทธ และไทยมุสลิมในพื้นที่

ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่ มีฐานะยากจนและมีจิตสาธารณะ ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 10 อำเภอ ของจังหวัดนราธิวาส โดยได้ดำเนินโครงการการซ่อมสร้างบ้าน ประจำปีงบประมาณ 2566 จำนวน 12 หลัง

โดยจะดำเนินการซ่อม หรือสร้างบ้าน ให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และสร้างทัศนะคติที่ดี ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ส่งผลกระทบในด้านความปลอดภัย และจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 นั้น ได้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนทั้งในการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตประจำวัน

ซึ่งพี่น้องประชาชนที่มีฐานะยากจนยิ่งลำบากมากขึ้น หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเข้าไปให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จึงได้จัด โครงการ 'หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสซ่อมสร้าง ปันสุข' เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีฐานะยากจนและเป็นบุคคลที่มีจิตสาธารณะ เพื่อให้มีกำลังใจในการทำความดีต่อไป

“อลงกรณ์” ผนึกความร่วมมือไทย-จีนส่งเสริมการค้าการลงทุนอุตสาหกรรมอาหาร

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กล่าวเปิดงาน
การประชุมส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารจัดโดย คณะกรรมการเทศบาลเมืองแต้จิ๋วแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน รัฐบาลเทศบาลเมืองแต้จิ๋ว และสมาคมการค้าแลกเปลี่ยนเศรึไทย-เอเซีย
วันนี้ ที่รร.อนันตารา กรุงเทพฯ.มีผู้ร่วมงานประกอบด้วยนายหวัง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานทูตจีนประจำประเทศไทยเหอ เสี่ยวจวิน เลขาธิการคณะกรรมการพรรคเทศบาลประจำแต้จิ๋ว เฉิน เสี่ยวตัน ผู้อำนวยการสำนักการค้าเทศบาลประจำแต้จิ๋ว

นายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ.
ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ  คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์
นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทยจีน 
นายวิชัย มณีกิติกุล รักษาการแทนนายกสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และตัวแทนภาคเอกชนไทยและจีน

โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจึงเป็นโอกาสของประเทศไทยและจีนในการขยายความร่วมมือเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารไทยและอาหารจีนซึ่งเป็นอาหารที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติภายใต้แนวทางอาหารไทย อาหารจีน อาหารโลกโดยเฉพาะเมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้งเป็น 1 ใน 6 เมืองแห่งอาหารของจีนเมื่อผสมผสานศักยภาพของไทยในฐานะครัวไทยครัวโลกจะเพิ่มโอกาสของทั้ง 2 ฝ่าย

“จีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยเช่นเดียวกับด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเสมือนกากี่นั๊ง ความร่วมมือระหว่างไทยกับเมืองแต้จิ๋วในครั้งนี้จะเป็นอีกเสาหลักของการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกันโดยกระทรวงเกษตรฯ. กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนยินดีสนับสนุนส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาหารไทย-จีนแต้จิ๋วอย่างเต็มที่”.

แอร์สาวสายการบินดังของฮ่องกง ดูถูกผู้โดยสารจีน บอกจะไม่ให้ผ้าห่ม หากผู้โดยสารพูดภาษาอังกฤษไม่ได้‼

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 66 โลกโซเชียลได้แชร์เรื่องราวสุดดรามา ที่กำลังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียลจีนอยู่ในขณะนี้ ถึงเรื่องของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน ‘คาเธ่ย์ แปซิฟิค แอร์ไลน์’ (Cathay Pacific Airlines) หรือภาษาจีน คือ ‘国泰航空’ เป็นสายการบินของฮ่องกง ได้ใช้ถ้อยคำดูถูกผู้โดยสารจีนที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ โดยระบุว่า…

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2023 บนเที่ยวบิน CX987 จาก เฉิงตู เดินทางไปยังฮ่องกง ได้มีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 3 คน ที่ได้แสดงพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ และเหยียดผู้โดยสารชาวจีน ที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้

เนื่องจากผู้โดยสารชาวจีน ต้องการผ้าห่ม จึงขอกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แต่กลับโดนพนักงานตอบกลับมาว่า “Can You Speak English?” “If you cannot say blanket in English , you cannot have it”

แปลเป็นไทยคือ “คุณพูดอังกฤษได้มั้ย ถ้าพูดไม่ได้ คุณก็จะไม่ได้ผ้าห่มไปหรอก”

ซึ่งทางผู้โดยสารจีนรายนี้ก็พยายามนึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และพูดขึ้นมาว่า ‘Carpet’ ซึ่งแปลว่า ‘พรม’

ปรากฏว่ากลับโดนแอร์สาวบนเครื่อง หัวเราะขบขันด้วยความตลก แล้วแอร์สาวก็พูดภาษาอังกฤษตอบไปว่า “Carpet is on the floor” (พรมก็อยู่ที่พื้นไง)

ปรากฏว่ามีผู้โดยสารท่านอื่นที่เห็นเหตุการณ์ ก็ได้อัดคลิปเสียงสนทนานั้นเอาไว้ แล้วก็โพสต์ลงโซเชียลจีน ว่าตนรู้สึกแย่มากๆ ทำไมแอร์โฮสเตส ต้องปฏิบัติแย่ๆ กับคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้แบบนี้ด้วย

ล่าสุดกลายเป็นประเด็นร้อน มีชาวจีนจำนวนมากต่างออกมาประนามสายการบินคาเธ่ แปซิฟิก และจะร่วมกันแบนสายการบินนี้ไม่ขอใช้บริการอีก

ร้อนถึงทางสายการบินต้องรีบออกมาประกาศชี้แจงและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และประกาศปลดพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทั้ง 3 คน ให้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานแล้ว

ในส่วนความคิดเห็นชาวจีน มีหลายความเห็นออกมาแชร์ประสบการณ์ว่า ตนก็เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ เมื่อบินกับสายการบินนี้มาแล้ว ส่วนตัวคิดว่าแย่มากๆ ที่พนักงานมีทัศนคติแย่ๆ แบบนี้ และสายการบินทำถูกแล้ว ที่รีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม

‘Thai Startup’ ผนึกกำลัง 200 องค์กร หนุนสตาร์ทอัพไทย ปรับโครงสร้างตลาด ดันไทยสู่ประเทศผู้นำนวัตกรรม-เทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 66 ในวาระครบรอบ 9 ปี สมาคม Thai Startup ประกาศผลงานความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบนิเวศน์สตาร์ทอัพ พร้อมจับมือพันธมิตรกว่า 200 องค์กรขับเคลื่อน เศรษฐกิจนักสร้าง (Makers Economy) นวัตกรรมไทย (Thai Innovation) และ การทำ Digital Transformation อย่างต่อเนื่อง

โดยในงานมีสตาร์ทอัพไทย ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ มากกว่า 500 ราย และหุ้นส่วนพันธมิตรที่เกี่ยวข้องจากทางภาครัฐและเอกชนกว่า 200 รายที่มีส่วนในการขับเคลื่อนระบบนิเวศน์เข้าร่วม

ผศ.ดร. ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ นายกสมาคม Thai Startup เปิดเผยข้อมูลว่าปัจจุบันสมาชิกกว่า 200 รายของสมาคมมีผลประกอบการรายได้รวมกันมากกว่า 1 พันล้านบาท เติบโตโดยเฉลี่ย 2.5 เท่าต่อปี และมีผู้ใช้รวมกันมากกว่า 35 ล้านคน มียูนิคอร์น (มูลค่าบริษัทมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท) 3 คือ Flash Express Bitkub และ LINE MAN Wongnai และมีบริษัทที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนอีก 11 บริษัท

ในส่วนของผลงานที่ผ่านในระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมาของคณะกรรมการวาระ 2022-2023 สมาคมฯ ได้จัดกิจกรรมเพื่อสมาชิก และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยร่วมกับ 200 องค์กรไปแล้วกว่า 50 งาน

ด้านคุณแคสเปอร์-ธนกฤษณ์​ เสริมสุขสัน อุปนายกและประธานฝ่ายกลยุทธ์ ประกาศกลุยทธ์ 5 หา (HAHA) ในการช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศน์นวัตกรรมไทยร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร เพื่อช่วยบริษัทสตาร์ทอัพไทย และบุคคลที่สนใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้ผลิตนวัตกรรม ได้แก่

หาตลาด : จัดทำเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงตลาดในทุกภูมิภาคในประเทศไทย ต่อยอดเครือข่ายใน ASEAN และตลาด Emerging Market รวมถึงตลาดภาครัฐ (B2G)

หาทุน : ต่อยอด Grant Day สร้างศูนย์ข้อมูลทุนภาครัฐในการเริ่มต้นและสร้างธุรกิจ รวมถึงจัดทำเครือข่ายและฐานข้อมูลของนักลงทุน Angel และ VC

หาคน : จัดทำ Startup Talent Pool และพัฒนาบุคคลากรและผู้ประกอบการจากทั้งในและต่างประเทศ

หาเพื่อน : ขยาย community จัดทำ Thai Startup Regional Hub และ สภาสตาร์ทอัพ ASEAN & Emering Markets รวมถึงจัดกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายผู้ผลิตนวัตกรรมจากเอกชนและภาครัฐอื่น

หาทางออก : ขับเคลื่อนแก้กฏหมาย และนโยบายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และจัดกิจกรรมเพื่อสังคมโดยใช้นวัตกรรมและกระบวณการทำ startup ต่อไป

หนึ่งในข้อเสนอที่สมาคมจัดทำและนำเสนอในงาน คือ Concept Paper ซึ่งรวบรวมข้อเรียกร้องที่ในนามสมาชิก นำเสนอไปยังภาครัฐเพื่อให้เป็นผู้สนับสนุน (Enabler) ในวงการสตาร์ทอัพ โดยคุณรับขวัญ ชลดำรงค์กุล อุปนายกและประธานฝ่ายกฎหมาย นำเสนอผลการศึกษาว่า ในปัจจุบันมีหน่วยงานกว่า 35 หน่วยงานที่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีเครื่องมือพร้อมสนับสนุน Startup ทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐาน ตลาดภายใน-ต่างประเทศ การสร้างกำลังคน การสนับสนุนเงินให้เปล่า เงินลงทุน และสุดท้ายในแง่การกำจัดอุปสรรคด้านกฎหมาย พร้อมข้อเสนอ quick-wins ที่ทางสมาคมอยากนำเสนอ เช่น Open Data, 1 หน่วยงาน 1 Startup และ Guillotine กฎหมาย โดยสมาคมพร้อมสนับสนุนทุกโครงการที่ภาครัฐฯ จะทำและขับเคลื่อน

โดยในงาน Makers United 2023 ได้มีกิจกรรมอื่นๆ ดังนี้

- เปิดเวทีให้ความรู้โดยเหล่าผู้คร่ำหวอดวงการใน startup แนะนำเทคนิคและเบื้องลึกวงการสตาร์ทอัพตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจนถึงประสบความสำเร็จ (Idea to Exit)
- เปิดตัวหนังสือ The Startup Mindset  29 แนวคิด จาก Startup Founder โดยคุณแคสเปอร์ คนไทยคนแรกที่ได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับ Warren Buffett
- เปิดตัวโครงการ Scaleup 99 ในโอกาสครบรอบ 90 ปีหอการค้าไทย Thai Chamber และ 9 ปีสมาคม Thai Startup
- มอบรางวัล 1 Million Club ให้กับสมาชิกสตาร์ทอัพที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคน
- มอบรางวัล Friends of Makers Awards 10 สาขาให้กับพันธมิตรและบุคคลที่ทำงานร่วมกับสมาคมในการขับเคลื่อนระบบนิเวศน์ผู้ผลิตนวัตกรรมของไทย

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของ สมาคม Thai Startup ในการเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศผู้บริโภคนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Nation of Users) ให้เป็นประเทศผู้ผลิตนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Nation of Makers) โดยได้รับการสนับสนุนจาก Globish โกลบิช ภาษาอังกฤษสำหรับวัยทำงาน, AIS The Startup, Accrevo, QGEN, DBC, A2D Ventures, really Corp. (The Startup Mindset Book), LawxTech, iNT Mahidol, iTAX, Beacon Venture Capital, สมาคม Thai Venture Capital Association - TVCA, QueQ, LINE Thailand - Official, Witsawa, Zipevent, Kudun and Partners, Datawow และ Zeek Nurse

ติดตามข้อมูลสาระสำคัญต่างๆ ได้ทาง
Website : www.thaistartup.org
Facebook : https://www.facebook.com/thaistartupofficial

ปลัด แรงงาน แถลงจัด Job Expo Thailand 2023 ภายใต้งาน “คนไทยมีงานทำ คนหางาน งานหาคน”

วันที่ 25 พฤษภาคม 2566 นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน Job Expo Thailand 2023 ท่ามกลางสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน โดยมีนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสันติ นันตสุวรรณ นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากภาคบริษัทภาคเอกชน ร่วมงาน 

นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน จัดงาน Job Expo Thailand 2023 มหกรรมการจัดหางานครั้งยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ภายใต้งาน “คนไทยมีงานทำ คนหางาน งานหาคน”

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้สมัครงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาใหม่ ผู้ว่างงาน คนพิการ ผู้สูงอายุ หรือทุกคนที่ต้องการมีงานทำ กับนายจ้าง สถานประกอบการ ได้พบและพิจารณาคัดเลือกกันโดยตรง เพื่อประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่ายของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งส่งเสริมให้คนไทยทราบความต้องการของตลาดแรงงาน ได้รับบริการแนะแนวอาชีพ คำปรึกษาด้านอาชีพที่ถูกต้อง ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาความรู้ทักษะฝีมือแรงงานให้มีศักยภาพสูงขึ้น เพื่อจะได้เตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน ลดปัญหาการว่างงานและขาดแคลนแรงงาน โดยไฮไลท์สำคัญของงานอยู่ที่ตำแหน่งงานหลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศที่กรมการจัดหางงานรวบรวมไว้มากกว่า 500,000 อัตรา เพื่อรองรับคนหางานทุกช่วงวัย ทุกระดับวุฒิการศึกษา และการเชิญชวนนายจ้าง สถานประกอบการชั้นนำ ร่วม 400 แห่งมารับสมัครและสัมภาษณ์ผู้สมัครงานภายในงาน ควบคู่กับการสัมภาษณ์งานออนไลน์ผ่านระบบ Zoom เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนหางานจากทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าว่าจะมีผู้ร่วมงานตลอด 3 วันมากกว่า 5 หมื่นคน 

“การจัดงาน Job Expo Thailand 2023 ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสถานประกอบการภาคเอกชน จำนวน 395 บริษัท ที่พร้อมใจนำตำแหน่งงานมาให้ผู้สมัครเลือกช็อปภายในงาน อาทิ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ชิสเทม จำกัด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทย สมายส์ บัส จำกัด บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด บริษัท ฟอร์ท เวนติ้ง จำกัด บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) บริษัท โพสเซฟี่ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประชาชนทุกคนที่มาร่วมงาน มีโอกาสที่จะได้งานกลับไป และเห็นภาพทิศทางตลาดแรงงานชัดขึ้น สามารถเตรียมพร้อมและพัฒนาทักษะตนเอง ให้เป็นแรงงานที่มีศักยภาพสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและขยับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน” ปลัด.แรงงาน กล่าว 
ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า JOB EXPO THAILAND 2023 มีกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 8 – 10  มิถุนายน 2566 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา Hall EH 100 – 102 กรุงเทพมหานคร ภายในงานมี 7 โซนหลัก

ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติศาสตร์แห่งพระราชา ศาสตร์แห่งความพอเพียง และโครงการจิตอาสา 904 โคก หนอง นา โมเดล กิจกรรมคนไทยไม่ทิ้งกัน คนหางาน งานหาคน Job Matching กิจกรรม Platform “ไทยมีงานทำ” กิจกรรมรวมใจสร้างงาน สร้างอาชีพ กิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการมีงานทำ และกิจกรรมส่งเสริม พัฒนา คุณภาพแรงงาน และกลุ่มเปราะบาง ไทยไม่ทิ้งกัน ล้านงานเพื่อล้านคน และบริการดีๆจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้แก่ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้แก่ผู้ประกันตนจากโรงพยาบาล การให้ความรู้ เกี่ยวกับสิทธิผู้ประกันตนทุกมาตรา การตรวจสอบสิทธิผู้ประกันตน และเปิดรับสมัครผู้ประกันตนตามมาตรา 40 โดยสำนักงานประกันสังคมและหน่วยพยาบาล นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน คลินิกแรงงาน และนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายพื้นฐานสำหรับแรงงานที่ควรทราบ โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบนเวที อย่างการเสวนาในหัวข้อต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เช่นหัวข้อ “คนยุคใหม่วางแผนทางการเงินอย่างไร” “การสร้างตัวตนสู่การสร้างรายได้บน TIKTOK แพลตฟอร์มยอดนิยมในปัจจุบัน” และ“การเกษตรเพื่อความยั่งยืน” มินิคอนเสิร์ต จากศิลปินชื่อดัง อาทิ YourMood , มีนตรา อินทิรา และปราง ปรางทิพย์ และกิจกรรมเชิญชวนผู้ร่วมงาน ร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top