Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

‘เมตา’ ยื่นอุทธรณ์ หลังถูก EU ปรับ 1,200 ล้านยูโร ฐานกระทำผิด ละเมิดกฎปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 66 สำนักข่าวอินโฟเควสท์ รายงานว่า บริษัท เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางบริษัทจะยื่นอุทธรณ์ หลังสหภาพยุโรป (EU) ประกาศปรับบริษัทเป็นจำนวนเงิน 1.2 พันล้านยูโร (1.3 พันล้านดอลลาร์) หรือราว 45,000 ล้านบาท เนื่องจากละเมิดกฎระเบียบเกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลของลูกค้าใน EU

“เราจะอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว และจะขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดจากคำสั่งดังกล่าว ซึ่งรวมถึงผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนหลายล้านคนในแต่ละวัน” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการปกป้องข้อมูลของไอร์แลนด์ ซึ่งควบคุมดูแลการดำเนินงานของเมตาใน EU ได้กล่าวหาว่าทางบริษัทได้ละเมิดกฎระเบียบการปกป้องข้อมูลทั่วไป (GDPR) ด้วยการส่งข้อมูลส่วนตัวของพลเมืองในยุโรปไปยังสหรัฐ แม้มีคำตัดสินจากศาลยุโรปในปี 2563

คำสั่งปรับดังกล่าวถือว่ามีวงเงินสูงสุดนับตั้งแต่ที่ EU มีคำสั่งลงโทษบริษัทที่ละเมิดกฎระเบียบ GDPR โดยบริษัทที่ถูกปรับสูงสุดก่อนหน้านี้คือบริษัทแอมะซอน ซึ่งถูกปรับเป็นเงิน 746 ล้านยูโรในปี 2564

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังมีคำสั่งให้เมตาระงับการโอนข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าใน EU ไปยังสหรัฐภายในเวลา 5 เดือนนับตั้งแต่มีคำตัดสินดังกล่าว

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ยืนยันสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ย้ำจุดยืนในประเด็นการแก้ไข-ยกเลิก มาตรา 112

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้กล่าวยืนยันสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี และย้ำจุดยืนในประเด็นการแก้ไข-ยกเลิก มาตรา 112 ในงานแถลงข่าว การลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) จัดตั้งรัฐบาล ที่ห้องบอลรูม โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 66 ว่า…

“การสนับสนุนพรรคที่ได้อันดับ 1 เป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาล และสนับสนุนคุณพิธาเป็นนายกฯ เป็นหลักการที่เรายืนยัน และในส่วนของมาตรา 112 เราได้พูดหลายครั้งแล้ว ว่าเราไม่แก้ เราไม่ยกเลิก”

นักวาดการ์ตูนไทย จับมือกับมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) และสสส.ประชุมให้ข้อมูลที่ถูกต้องเรื่องอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า

รศ.พญ.เริงฤดีชี้ สังคมยังเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนและช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ ด้านเลขาธิการสถาบันยุวทัศน์ฯแฉ ผู้ปกครองตามไม่ทันเด็ก ป.5 –ป.6 สูบบุหรี่บุหรี่ไฟฟ้ากันแล้ว ส่วนนักวาดการ์ตูนยินดีเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆให้สังคมรับรู้

มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับ สมาคมการ์ตูนไทย เครือข่ายการ์ตูนไทยสร้างสรรค์สังคม โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัสกรุ๊ปเรื่อง  "นักวาดการ์ตูนไทย ใส่ใจพิษภัยบุหรี่"  

เมื่อวันอังคารที่ 23 พฤษภาคม  2566  ณ โรงแรมเดอะรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพ มีนักวาดการ์ตูนจากหนังสือพิมพ์และสื่อสำนักต่างๆเข้าร่วม โดยมี นายพิธพงษ์  จตุรพิธพร    ผู้ประกาศ ข่าวเด็ด 7 สี   สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD เป็นผู้ดำเนินรายการ

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ผู้ที่ศึกษาเรื่องพิษภัยของบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าจาก ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่ามี 3 ความเข้าใจผิดและ 8 ข้อเท็จจริงเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่คนไทยควรรู้ 3 ความเข้าใจผิดคือ 1. บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา 2. บุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ และ 3. บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้พุ่งเป้าที่เด็กและเยาวชน สิ่งที่ถูกต้องคือบุหรี่ไฟฟ้า มีอันตรายไม่น้อยกว่าบุหรี่มวน ไม่ได้ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่มิหนำซ้ำยังมีโอกาสกลับไปสูบบุหรี่แบบมวนด้วย และสุดท้ายกลุ่มเป้าหมายของบุหรี่ไฟฟ้าคือเด็ก เยาวชนและคนหนุ่มสาววันทำงาน ทั้ง 3 ประเด็นความเข้าใจผิดเป็นข้อมูลที่ออกมาจากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อทำการตลาดและและสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับผลิตภัณฑ์

ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้เคยถูกใช้มาก่อนกับการโฆษณาบุหรี่ในอดีต รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวต่อว่าข้อเท็จจริง 8 ข้อที่ทุกคนควรรับรู้คือ

1. บุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดเช่นเดียวกับในบุหรี่ธรรมดา และยังพบว่าบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ มีปริมาณสารนิโคตินสูงกว่าบุหรี่ ธรรมดาหลายเท่า โดยบางยี่ห้อ บุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่งมีปริมาณสารนิโคตินสูงเทียบเท่าบุหรี่ธรรมดา 50 มวน นิโคตินเป็นสารเสพติดที่อันตรายส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนโดยสารนิโคตินจะไปทำลายกระบวนการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการทางสมองของเด็กและวัยรุ่นส่งผลกระทบในระยะยาว

2. บุหรี่ไฟฟ้ามีสารเสพติดอื่น ๆ ที่เป็นพิษอีกมหาศาล ซึ่งมีสารพิษจำนวนมากที่ยังไม่รู้จัก ที่สำคัญพบว่าในบุหรี่ไฟฟ้าประกอบด้วยสารก่อมะเร็งหลายตัว รวมทั้งโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว นิกเกิ้ล และสารที่มีอนุภาคขนาดเล็กหรือฝุ่นจิ๋วที่เข้าสู่ปอดได้ง่ายทำอันตรายต่อสุขภาพ

3. พบปัญหาโรคปอดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในระยะเฉียบพลันและระยะสั้นซึ่งรุนแรงกว่าผลจากการสูบบุหรี่ธรรมดา เช่น โรคปอดอักเสบเฉียบพลันที่ระบาดในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2562-2563 ทำให้คนป่วยรุนแรงถึงเกือบ 3,000 คนและมีคนเสียชีวิตรวม 68 คน ซึ่งในประเทศไทยเริ่มพบคนสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอาการปอดอักเสบเฉียบพลันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

4. ผลกระทบระยะยาวจากบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่ทราบ แต่หากผลกระทบระยะเฉียบพลันและระยะสั้นของการสูบบุหรี่ไฟฟ้านั้นเลวร้ายยิ่งกว่าการสูบบุหรี่ธรรมดา ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากพบอันตรายต่อสุขภาพที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะ โรคหัวใจวายเฉียบพลัน โรคปอดอักเสบ และพบว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดมะเร็งปอดในหนูทดลอง แต่ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้ามักจะสร้างข้อมูลบิดเบือนอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า จากงานวิจัยพบว่า งานวิจัยที่สนับสนุนโดยธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ (93%) มักจะสรุปว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย

ซึ่งต่างโดยสิ้นเชิงกับงานวิจัยที่เป็นกลางที่ส่วนใหญ่ (95%) ที่สรุปว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อสุขภาพ

5. อันตรายจาก การสูบบุหรี่ไฟฟ้าบางอย่างทับซ้อนกับการสูบบุหรี่ธรรมดา แต่บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษบางอย่างที่ไม่พบในบุหรี่ธรรมดา ดังนั้น บุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่ใช่บุหรี่ธรรมดาที่มีความเจือจางลง  

6. บุหรี่ไฟฟ้ากำลังทำการตลาดพุ่งเป้า ไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งนำไปสู่รุ่นของผู้เสพติดนิโคตินอันเป็นภัยพิบัติ และจากงานวิจัยพบว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประตูสู่การสูบบุหรี่ธรรมดา ซ้ำยังทำให้คนที่เลิกสูบบุหรี่ธรรมดาไปแล้วกลับมาสูบบุหรี่ธรรมดา เพิ่มขึ้น  

7. องค์การอนามัยโลกยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ ซ้ำพบว่าคนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกสูบบุหรี่ส่วนมากจะสูบบุหรี่ทั้งสองอย่างซึ่งมีอันตรายมากกว่าสูบอย่างเดียว    

8. บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในประเทศไทย ทั้งกรณีจำหน่าย ให้บริการ นำเข้า ครอบครองและสูบในที่สาธารณะที่ห้ามสูบ “ที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าในไทยที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติพยายามจะผลักดันให้ฝ่ายการเมืองของไทยยกเลิกกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย มีการตั้งมูลนิธิเพื่อโลกปลอดควันบุหรี่ (Foundation for a Smoke Free World) เป็นองค์กรบังหน้าเพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์บุหรี่และกลุ่มสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยก็ทำงานให้กับองค์กรที่รับเงินจากมูลนิธินี้เช่นกัน จึงขอฝากไปยังรัฐบาลใหม่ให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเด็กและเยาวชนด้วย” คุณหมอเริงฤดีกล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่คนทำงานด้านเด็กและเยาวชนนายพชรพรรษ์  ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) กล่าวว่า

สถานการณ์แพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น หากย้อนภาพในอดีตเพื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่มวนจะพบว่ากลุ่มที่สูบบุหรี่เป็น กลุ่มวัยรุ่นระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายอายุ 13-18 ปี  แต่ขณะนี้บุหรี่ไฟฟ้าระบาดไปยังกลุ่มเด็กระดับประถมศึกษาอา ยุ 10-12 ปี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และปัญหาที่สำคัญคือครูและผู้ปกครองยังขาดความเข้าใจและยังไม่รู้จักอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบต่าง ๆ ส่งผลทำให้การคัดกรองของใช้ในกลุ่มเด็กถูกละเลยไปทำให้การพกพาหรือการสั่งซื้อสินค้าในกลุ่มบุหรี่ไฟฟ้าทำได้ง่ายมากขึ้น

นอกจากนั้นในน้ำยาบุหรี่ ไฟฟ้าพบสารเคมีหลายชนิด เช่น โพรไพลีนไกลคอล  เป็นส่วนประกอบทำให้เกิดไอระเหยและกลีเซอรีน เป็นสารเพิ่มความชื้นที่จะผสมกับสารโพรไพลีนไกลคอล แม้องค์การอาหารและยา (FDA) สหรัฐอเมริกา จะยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหารและยา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันถึงความปลอดภัยกรณี กลายสภาพเป็นไอที่สูบหรือสูดในบุหรี่ไฟฟ้า ขณะเดียวกันในบุหรี่ไฟฟ้ายังมีสารเสพติดอย่างนิโคตินเช่นเดียวกับบุหรี่มวน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสมอง ระบบอวัยวะสืบพันธุ์และการเจริญเติบโตของร่างกายในเด็กและเยาวชนด้วย

ด้านนักวาดการ์ตูน ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า การประชุมครั้งนี้มีประโยชน์มากเพราะข้อมูลหลายอย่างที่ได้รับฟังไม่เคยรู้มาก่อนและหลายอย่างก็เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะสิ่งที่สังคมรับรู้คือบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนซึ่งไม่เป็นความจริงและการสื่อสารจากผู้สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าที่บอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกบุหรี่มวนได้ก็กลายเป็นว่าต้องมาสูบทั้ง 2 อย่างยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากขึ้น ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าจะต้องช่วยกันสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องผ่านสื่อการ์ตูนในช่องทางต่างๆที่น่าจะเข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนได้ และสุดท้าย นายอภิวัชร์  เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ ได้กล่าวปิดการประชุมว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการดำเนินงานตามโครงการ เสริมพลังสื่อมวลชนไทย สร้างเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อน สังคมสุขภาวะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นักวาดการ์ตูนเป็นสื่อมวลชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการทำงานของมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะและ สสส. ข้อมูลที่ได้รับรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันนี้ จะนำไปสู่การสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆให้ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชนได้เห็นพิษภัยของบุหรี่ฟ้าเพื่อปกป้องสังคมจากพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้าได้

ตำรวจไซเบอร์ล่อซื้อพ่อค้าซิมม้า ขายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก ลูกค้าเพียบ

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้ทำการสืบสวนผู้กระทำความผิดซึ่งเกิดขึ้นในช่องทางสื่อออนไลน์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับ (ไม่ประสงค์ออกนาม) ว่ามีผู้จำหน่ายซิมการ์ดหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ เครือข่าย TRUEMOVE โดยมีการโฆษณาว่าลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วผ่านแอพพิเคชั่นเฟสบุ๊ค ชื่อ SimTrue Noact และสายลับได้ติดต่อสั่งซื้อ ซิมการ์ดโทรศัพท์ดังกล่าวจำนวน 100 ซิมการ์ด ในราคา 3,500-3,700 บาท

โดยตกลงนัดส่งซิมการ์ดดังกล่าวในวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 เวลาประมาณ 13.30 บาท ที่ร้านกาแฟสตาร์บัค สาขาห้างแพลตฟอร์ม วงเวียนใหญ่ ถ.ลาดหญ้า แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

​ต่อมา วันที่ 22 พ.ค.66 เวลาประมาณ 12.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยสายลับได้เดินทางมาที่ห้างแพลตฟอร์ม วงเวียนใหญ่ ถ.ลาดหญ้า แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร พบนายวุฒิวิทย์ วิริยะก่อกิจกุล เดินมานั่งบริเวณใกล้กับสายลับและแสดงตัวเป็นผู้ใช้แอพพิเคชั่นเฟสบุ๊ค ชื่อ SimTrue Noact นำซิมการ์ดโทรศัพท์จำนวน 100 ซิมการ์ดส่งมอบให้กับสายลับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวขอตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือไอโฟน 8 พลัส ซึ่งใช้ในการขายซิมการ์ดโทรศัพท์จำนวน 100 ซิมการ์ด ให้กับสายลับไป โดยติดต่อซื้อขายผ่านแอพพิเคชั่นเฟสบุ๊ค ชื่อ SimTrue Noact

เบื้องต้นนายวุฒิวิทย์ฯ ยังให้การอีกว่าตนได้จำหน่ายซิมการ์ดโทรศัพท์ (ลงทะเบียนแล้ว) มาแล้วประมาณ 2 เดือน โดยซื้อซิมการ์ดมาจากผู้แทนจำหน่ายซิมการ์ดราคาซิมการ์ดละประมาณ 25 บาท แล้วนำมาลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น True Chanel Care ด้วยข้อมูลของบุคคลต่างด้าว จากนั้นนำมาจำหน่ายในราคาซิมการ์ดละ 35 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งจับกุมตัว นายวุฒิวิทย์ วิริยะก่อกิจกุล อายุ 27 ปี  

โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นธุระจัดหา  โฆษณา  หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ  เพื่อให้มีการซื้อ หรือขายเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนาม ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว  แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้” พร้อมของกลางซิมการ์ด และโทรศัพท์เคลื่อที่ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

​ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ณัฐกรณ์ ประภายนต์ ผบก.สอท. 2 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม

‘วันชัย’ เชื่อ ส.ว.มีวุฒิภาวะ พร้อมรับฟังเหตุผล ไม่กังวลม็อบกดดัน เผย ส.ว.แบ่ง 3 กลุ่ม หนุน ‘พิธา’ - ยังไม่ตัดสินใจ - กำลังพิจารณา

‘วันชัย’ เผย ส.ว.แบ่ง 3 กลุ่ม โหวต ‘พิธา’ แต่กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ-อยู่ระหว่างการพิจารณา มีจำนวนมาก ส่วนเอ็มโอยูรู้สึกเฉยๆ ชี้ ม.112 ยังอีกไกล ส่วนม็อบกดดันไม่กังวล แต่จะรับฟังด้วยเหตุผล เชื่อ ส.ว. 250 คนมีวุฒิภาวะไม่มีใครสั่งได้

(23 พ.ค. 66) ที่รัฐสภา นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มของ ส.ว.ในการโหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี หลังทำเอ็มโอยูกับ 8 พรรคร่วมรัฐบาลแล้วว่า ต้องยอมรับว่ายังมีเวลาเกือบอีก 2 เดือน ดังนั้น การหารือกับ ส.ว.อย่างเป็นทางการยังไม่มี แต่มีการแลกพูดคุย และปรึกษาหารือกัน และยังไม่ถึงขนาดตัดสินใจไปในแนวทางใดชัดเจน

ดังนั้น ขอเรียนว่าจากการที่ตนติดตามและปรึกษาหารือในหลายกลุ่มนั้น สรุปแนวทางได้ 3 แนวทาง คือ

กลุ่มที่ 1 เป็น ส.ว.ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกหรือไม่เลือกตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว ซึ่งมีจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มากนัก

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ โดยบอกว่าขอรอเวลาก่อน

และกลุ่มที่ 3 อยู่ในระหว่างการพิจารณา และจะไปตัดสินใจในวันโหวต

ซึ่งกลุ่มที่ 2 และ 3 ถือว่ามีจำนวนมาก เขาคงดูสถานการณ์ ดูเหตุการณ์ แล้วค่อยตัดสินใจเพราะหากตัดสินใจในวันนี้ ไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ เขาจึงสงวนท่าที แล้วพิจารณาสถานการณ์ไปเรื่อยๆ แล้วไปตัดสินใจในวันโหวตเลย

นายวันชัย กล่าวว่า ฉะนั้นแนวทางเท่าที่ดูมา คือ มีการโหวตว่าจะเลือกหรือไม่เลือก กับอีกแนวทางหนึ่งคือการงดออกเสียง ก็อาจจะเป็นไปได้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าแนวทางในการโหวตเลือกนายกฯจะมี 3 แนวทางดังกล่าว ส่วนแนวทางไหนจะมากหรือน้อยกว่ากัน ยังไม่สามารถบอกได้ แต่เชื่อเหลือเกินว่า ส.ว.มีการปรึกษาหารือกันตลอด และบอกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ มีแนวทางวิธีการที่จะโหวต เพื่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ และยืนยันว่าจะไม่ทำให้พี่น้องประชาชนผิดหวังแน่นอน

เมื่อถามว่าใน 3 กลุ่มดังกล่าว นายวันชัย อยู่กลุ่มไหน นายวันชัย กล่าวว่า ตนตัดสินใจว่าตั้งแต่ต้นก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งวันนี้ว่าโหวตให้คนรวมเสียงข้างมาก แล้วเขาเสนอใครเป็นนายกฯ และตนก็โหวตให้กับคนนั้น ซึ่งเป็นจุดยืนของตนมาตั้งแต่ต้นและไม่เปลี่ยนแปลง

ต่อข้อถามว่าทางพรรคก้าวไกล ได้มาทำความเข้าใจกับทาง ส.ว.แล้วหรือไม่ นายวันชัย กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่เขาจะหาวิธีการ เพราะแต่ละพรรคการเมืองต่างๆ ที่เขาจะตกลงกันเชื่อว่ามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนจนกระทั่งตกลงกันได้ และในทำนองเดียวกันอะไรที่เห็นว่า ส.ว.ยังไม่เข้าใจ เห็นไม่ตรงกัน การที่จะมาพบ ส.ว.ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะสื่อสารและทำความเข้าใจกัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตนไม่ได้รับการประสานใดๆ แต่เขาอาจจะติดต่อกับคนบางกลุ่ม บางพวกที่มี ซึ่งเท่าที่ตนทราบก็มี แต่ยังไม่ได้เป็นทางการ ซึ่งทราบจากเพื่อน ส.ว.คนไหนที่มีกลุ่ม และรู้จักแต่ละคนก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน

เมื่อถามถึงตำแหน่งประธานสภาฯ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญเหมือนกัน เพราะจะต้องเป็นประธานรัฐสภาด้วย ทาง ส.ว.มีการพูดคุยกันเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกนายกฯหรือไม่ว่าควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อที่จะทำงานร่วมกันได้ นายวันชัย กล่าวว่า ส.ว.ไม่มีหน้าที่เลือกประธานสภาฯ เพราะเป็นเรื่องของสภาฯ ทาง ส.ว.จึงไม่ได้นำเรื่องนี้มาพิจารณา ประกอบการตัดสินใจ เพราะถือว่าเป็นเรื่องของแต่ละสภาที่จะตัดสินใจเอง แม้ในอนาคตจะต้องทำงานร่วมกันในฐานะประธานรัฐสภา แต่ก็ไม่ได้เกี่ยว และไม่ใช่หน้าที่ของเรา

เมื่อถามว่า ในเอ็มโอยู การร่วมรัฐบาลไม่มีเรื่องของมาตรา 112 จะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ ส.ว.เลือกนายพิธา หรือไม่ นายวันชัย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ส.ว.แต่ละคน ตนเองพยายามที่จะแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วยความระมัดระวัง เพราะ ส.ว.แต่ละคน ท่านบอกว่าเป็นสิทธิของตัวท่าน เพราะฉะนั้น ใครจะพูดหรือแสดงความคิดเห็นก็เป็นสิทธิแต่ละคน และยังเป็นเห็นเขานำเรื่องนี้มาพูดคุยกัน แต่ในส่วนตัวตนเห็นเอ็มโอยูแล้ว รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ติดใจอะไร และคิดว่าประเด็นเหล่านี้ยังอีกยาวไกล ที่จะนำมาพิจารณาและมีระยะเวลาในการพิจารณาอีกมาก ส่วน ส.ว.ท่านใดจะตัดสินใจอย่างไร จะให้ความเห็นต่อประเด็นนี้อย่างไรตนคิดว่าเป็นสิทธิของแต่ละคน

ต่อข้อถามถึง การถือครองหุ้นสื่อของนายพิธา จะเป็นปัจจัยในการตัดสินใจของส.ว.หรือไม่ นายวันชัย กล่าวว่า ตนคิดว่าประเด็นนี้เท่าที่พูดคุยกัน ส.ว.หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องขององค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะวินิจฉัย ฉะนั้น ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องขององค์กรที่เกี่ยวข้องที่ตัดสิน และ ส.ว.ทั้ง 250 คน แต่ละคนก็อาจจะมีประเด็นแต่ละประเด็นไม่เหมือนกัน บางคนเขาไม่ได้ติดใจอะไรเลย บางคนก็บอกชัดเจนว่าคำนึงถึงเสียงข้างมากเป็นสำคัญ แต่บางคนในการตัดสินใจก็เป็นเหตุผลของเขา ตนขอไม่ก้าวล่วง

เมื่อถามถึงการชุมนุมในเย็นวันนี้ (23 พ.ค.) ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จะมีผลต่อการตัดสินใจของส.ว.หรือไม่ นายวันชัย กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการเคลื่อนไหวการชุมนุมใดๆ ส.ว.รับฟังอยู่แล้ว คงไม่มีใครที่จะปฏิเสธเสียงของพี่น้องประชาชน ดังนั้น จึงเชื่อว่าทุกเรื่อง ทุกประเด็นต่างๆ นำมาประกอบการตัดสินใจได้ทั้งสิ้น ไม่ได้มองเป็นศัตรูคู่อาฆาต หรือไม่ได้มองกันถึงขนาดว่าจะเป็นเหตุของการที่จะโหวตให้หรือไม่โหวตให้ แต่เรามองด้วยเหตุด้วยผล เพราะถือว่าการชุมนุมเป็นการแสดงออกในระบอบ แต่ในสถานการณ์และภาวะอย่างนี้ การเจรจาและการพูดคุยกัน หารือกันด้วยไมตรีที่ดีจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน

“ผมเชื่อว่า ส.ว. แต่ละคนมีวุฒิภาวะ ท่านไม่ได้ดื้อรั้นอะไร แต่ความคิดเห็นก็เป็นสิทธิของแต่ละคน และ ส.ว.มีตั้ง 250 คน จะให้ไปในแนวทางเดียวกันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ที่บอกว่า มีกลุ่มนั้นมาสั่งกลุ่มนี้ กลุ่มนี้มาส่งกลุ่มนั้น หรืออยู่ในอาณัติของคนนั้นคนนี้ ผมอยากจะบอกให้พี่น้องประชาชน คลายกังวลต่อประเด็นนี้ได้เลย ไม่มีใครมาสั่งใครในสถานการณ์อย่างนี้ และไม่มีใครมาบอกว่า อย่างนั้นเอาไม่เอา ยิ่งในสถานการณ์อย่างนี้ ความเป็นอิสระในการตัดสินใจของแต่ละคน ผมถือว่าเป็นเรื่องที่สวยงามและเหมาะสมกับสถานการณ์ของบ้านเมืองในขณะนี้” นายวันชัย กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ในวันนี้ (23 พ.ค.) ส.ว. จะมีการหารือนอกรอบเพื่อพิจารณาเรื่องการโหวตนายกฯ หรือไม่ นายวันชัย กล่าวว่า ไม่ได้มีการประชุมกันแบบนอกรอบ หรือนัดกันเป็นกลุ่มใหญ่แต่อย่างใด แต่กลุ่มย่อยเล็กๆ 10-20 คน ก็จะคุยกัน ซึ่งตั้งแต่เช้ามาก็มีการพูดคุยกันตามลำดับ แม้จะปิดสมัยประชุม แต่การประชุมกรรมาธิการแต่ละคณะ การทำภารกิจร่วมกันก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา จึงเชื่อว่าทุกครั้งที่มีการพูดคุยกัน มีการนำเรื่องทางการเมืองมาหารือกันอยู่แล้ว ที่สำคัญที่สุดอยากจะบอกว่า ยังมีเวลาอีกเกือบ 2 เดือนในการตัดสินใจ ดังนั้น ส.ว.หลายคนสงวานท่าทีที่จะตอบ ส่วน ส.ว.คนใดประกาศตัวว่าเลือกหรือไม่เลือก ก็ถือว่าเป็นอิสระของท่าน แต่ส่วนใหญ่บอกว่ายังมีเวลาในการตัดสินใจ

นราธิวาส-มทภ.4 เดินหน้า “ศานติ สานต่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสานศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นเสน่ห์ชายแดนใต้ คนร่วมงานเต็มเพียบ

วันที่ 23 พฤษภาคม 2566 ที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา (สวน ร.5) อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานเปิดโครงการ “ศานติ สานต่อ ชายแดนใต้เพื่อความสันติสุข “

เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนชาวไทยพุทธ ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวมุสลิม เข้าใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่นซึ่งกันและกัน ก่อเกิดเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส, รองผู้บังคับการตำรวจภูธรนราธิวาส, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ผู้นำศาสนา, ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ทั้ง 13 อำเภอของจังหวัดนราธิวาส ร่วมกันแต่งกายชุดท้องถิ่นสีสันสวยงามมาร่วมกิจกรรมกันเป็นจำนวนมาก

ด้วยความตั้งใจที่อยากจะอนุรักษ์ สืบสานวัฒนธรรม และสื่อความเป็นอัตลักษณ์ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ให้คนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ได้รับรู้ผ่านสื่อมวลชนและพลังของคนในพื้นที่

ภายในงานมีกิจกรรมการแสดงดิเกฮูลู (มลายู) การแสดงรำโนราห์ รำพัดจีน ประเพณีคนไทยเชื้อสายจีน การแสดงกลองยาวที่สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายพหุวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการมอบรางวัลให้กับเยาวชนที่เข้าร่วมการประกวดขับร้องเพลงอานาซีด และประกวดการแต่งกายชุดมลายูประจำถิ่น รางวัลชนะเลิศได้แก่ อำเภอจะแนะ, อำเภอเจาะไอร้อง และอำเภอสุไหงปาดีตามลำดับ นอกจากนี้การแสดงดนตรีจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ซุ้มอาหารที่หลากหลายได้รับความสนใจจากประชาชน และสื่อมวลชน ร่วมกันแต่งกายด้วยชุดมลายูท้องถิ่นสร้างสีสันให้งานในครั้งนี้ 

พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กล่าวขอบคุณ คณะจัดงานจังหวัดนราธิวาสที่ให้ความสำคัญ ในการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรม เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนเยาวชนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนาได้มีความเข้าใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่นซึ่งกันและกัน เกิดความรักความสามัคคี

ลดความขัดแย้งและเคารพความเห็นต่าง อีกทั้งเป็นการเผยแพร่ให้สังคมภายนอกได้รับเห็นความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข วันนี้ผมดีใจที่พี่น้องประชาชนรวมไปถึงสื่อมวลชนทุกแขนงให้ความสนใจกิจกรรมนี้ และได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยินดีที่จะให้การสนับสนุนและร่วมกันสืบสานประเพณีเหล่านี้ให้คงอยู่ในพื้นที่ตราบนานเท่านาน

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมบันทึกเทป ถวายพระพร 3 มิถุนายน 2566

เมื่อวันอังคารที่ 23 พฤษภาคม 2566 ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาในทัพเรือภาคที่ 1 และภริยา เดินทางไปร่วมบันทึกเทปถวายพระพร 3 มิถุนายน 2566

ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ และแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จังหวัดจันทบุรี

ชื่นชม ทต.เขตอุดมศักดิ์ รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่นด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประจำปี 2566 ระดับประเทศ"

วันที่ 23 พฤษภาคม 2566 นายไพโรจน์ มาลากุล ณ อยุธยา นายกเทศมนตรีตำบลเขตรอุดมศักดิ์ นำทีมเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลเขตรอุดมศักดิ์ รับรางวัลชนะเลิศ การประกวดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่น ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประจำปี 2566 ระดับประเทศ ประเภท เทศบาลตำบล ณ บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี๋ แอนส์ เอ็นไวรอลเมนทอล เซอร์วิส จำกัด ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ยังความชื่นชมยินดีต่อ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอสัตหีบ และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง 
นิราช/นันทพล

ทิพย์ศรี รายงาน 090-953-5645
 

‘พระอาจารย์ต้น’ ให้แง่คิด คติสอนใจ เมื่อสังคมยุคใหม่เปลี่ยนผัน แนะ พ่อแม่รับมืออย่างไร เมื่อลูกไม่เห็นความสำคัญของการกตัญญู

ท่านพระอาจารย์ จารุวณฺโณ ภิกฺขุ หรือ ‘พระอาจารย์ต้น’ ได้โพสต์คลิปผ่านติ๊กต็อก ชื่อ ‘ajahnton’ ตอบคำถาม ถึงเรื่อง มุมมองของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ที่มองว่าความกตัญญู ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก ไม่จำเป็นที่จะต้องตอบแทนพระคุณพ่อแม่ เพราะพ่อแม่มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดู แนวคิดแบบนี้จะทำให้ลูก มีวิบากหรือไม่? โดยพระอาจารย์ต้นได้ให้แง่คิดไว้ว่า…

“การที่พ่อแม่ถามแบบนี้ คือการถามเพื่อทวงบุญคุณ หรือเพื่ออะไร? เพราะหากยึดตามหลักการทางพุทธศาสนา การที่คิดว่า มารดาบิดาไม่มีคุณสำหรับลูกนั้น จัดอยู่ใน ‘มิจฉาทิฐิ’ หมายถึง ‘ความเห็นผิดจากความเป็นจริง หรือผิดจากทำนองคลองธรรม’ ซึ่งจริงๆ แล้ว หลักคำสอนนี้ไม่ใช่หลักคำสอนเพื่อที่จะสอนให้บังคับลูกตอบแทนบุญคุณมารดาบิดา แต่หลักคำสอนนี้ เป็นการสอนเพื่อให้ได้รู้ว่า จิตสำนึกของคนคนหนึ่งที่ควรจะมีต่อมารดาบิดา ที่จะต้องแสดงออกในเรื่องของความกตัญญู เป็นการพูดถึงจิตใต้สำนึกที่เขาควรจะมี ไม่ใช่เรื่องของการบังคับ หรือไม่บังคับ เพราะแม้จะบอกว่า บุตรควรพึงตอบแทนบุญคุณมารดาบิดา ถึงจะพูดไปเท่าไร หากคนคนนั้น ไม่มีความคิดที่จะตอบแทน ไม่มีจิตสำนึกภายในจิตใจ เขาก็ไม่ตอบแทนอยู่ดี เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่จิตใต้สำนึกจากภายใน”

เพราะฉะนั้น หลักคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดถึง คือ การสะท้อนถึงมุมมองเกี่ยวกับจิตสำนึกของคน ที่ควรจะมีความกตัญญูอยู่แล้วภายในตัวของมนุษย์ เพราะหากมนุษย์ไม่ได้แสดงออกถึงความกตัญญู มนุษย์จะแสดงออกถึงความแตกต่างของตนเองออกมา ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งที่แตกต่างจากสัตว์อย่างไร? เพราะสัตว์ก็ไม่มีจิตสำนึกของความกตัญญูเช่นกัน แต่ก็ยังมีสัตว์บางชนิดที่มีความกตัญญูต่อตัวผู้เลี้ยงอยู่ เช่น สุนัข นั่นหมายความว่า สุนัขดีกว่ามนุษย์ในเรื่องของความกตัญญูใช่หรือไม่

ดังนั้น จึงไม่เกี่ยวกับว่าเขาจะตอบแทน หรือไม่ตอบแทนอะไรทั้งสิ้น มันเกี่ยวกับจิตสำนึก แต่การที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ว่า คนที่มีความกตัญญู ตั้งอยู่ในฐานะแห่งความเจริญได้ เพราะมูลเหตุปัจจัยของความกตัญญูจะทำให้คนคนนั้นเข้าถึงความเจริญ ฉะนั้น การกตัญญู จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์พึงกระทำ ซึ่งคำว่า ‘พึงกระทำ’ นั้น ไม่ใช่ ‘ข้อบังคับ’ เพราะคำว่า ‘พึง’ นั้นหมายถึง ‘สิ่งที่เหมาะสม’ หรือเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ

แต่หากจะมองว่า ไม่จำเป็นต้องตอบแทนบุญคุณก็ได้ และไม่จำเป็นต้องกตัญญูก็ได้ พ่อแม่ไม่ได้มีบุญคุณกับเรา มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พ่อแม่ต้องเลี้ยงดู ก็ย่อมมองได้ แต่สิ่งนั้นจะทำให้คนคนนั้นไม่ได้สร้างเหตุแห่งความเจริญแก่ตัวเขาเอง

สิ่งนี้ไม่ได้พูดเพื่อจะด้อยค่าให้คนคนนั้นตกต่ำ แต่พูดเพื่อชี้ตามเหตุปัจจัย และเหตุผลที่เขาจะได้รู้จักว่า ทิศทางของชีวิต ไม่ใช่การอยากจะได้ อยากจะทำสิ่งใดก็ทำไปเลย ตามอำเภอใจของตัวเอง แล้วจะได้สิ่งนั้นจริงๆ แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยแห่งการกระทำที่เขาได้กระทำลงไป กล่าวคือ หากคนคนนั้นทำในเหตุที่นำมาซึ่งความเจริญ ผู้นั้นก็จะได้ความเจริญ ความกตัญญู คือส่วนหนึ่งของเหตุแห่งความเจริญ หากผู้นั้นไม่ได้ทำเหตุแห่งความเจริญ แม้ว่าจะปรารถนาความเจริญ ผู้นั้นก็ไม่ได้เข้าถึงความเจริญ เพราะถ้าผู้นั้นไม่ไดสร้างความกตัญญู ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่จะนำเขาไปสู่ความเจริญ ผู้นั้นก็จะเจริญไม่ได้ แม้จะอยากให้ชีวิตเจริญแค่ไหนก็ตาม ผู้นั้นย่อมถึงความตกต่ำ และเมื่อถึงความตกต่ำแล้ว ท้ายที่สุดแล้วก็จะเกิดการแสดงออกถึงภาวะความเดือดร้อน และเรียกร้องให้ผู้อื่นมาช่วยเหลือตนเอง

เมื่อถามว่า หากมองว่า การมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ นับว่าเป็นการทำความดีขั้นต้นที่ควรจะต้องทำเลยใช่หรือไม่ พระอาจารย์ต้นตอบว่า “ก็ขึ้นอยู่กับคนที่เขาจะคิดได้ ต้องดูว่า เด็กบางคนก็ไม่ได้เติบโตมาจากครอบครัวที่ทำให้เขาได้รู้สึกถึงความสัมพันธ์ที่ดี ที่ทำให้เขาจะต้องไปดึงเอาสำนึกที่ดีมาแสดงออกถึงความกตัญญู แต่หากบอกว่า มารดาบิดาให้การเลี้ยงดูมาอย่างดีแล้ว แต่ความสำนึกนั้นยังไม่ดี ก็ไม่เป็นอะไร ขอพ่อแม่ อย่าไปทวงบุญคุณจากลูก แต่อยากให้พ่อแม่กลับมาเรียนรู้กับตัวเองให้ดีว่า เมื่อเราไม่สามารถที่จะพึ่งพาลูกได้แล้ว เราจะต้องพึ่งพาตัวเอง”

พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ระดมกวาดล้างอาญกรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้ทำการสืบสวนผู้กระทำความผิดซึ่งเกิดขึ้นในช่องทางสื่อออนไลน์ ต่อมาชุดสืบสวนได้ตรวจพบว่าทวิตเตอร์ชื่อ “น้าจอนปืนเถื่อน” มีพฤติการณ์โพสต์ขายอาวุธปืนไม่มีทะเบียนทางออนไลน์

จึงได้ให้สายลับทำการติดต่อขอซื้อปืน ในราคา ๔,๗๐๐ บาท ต่อมาทางกลุ่มคนร้ายแจ้งว่าได้ทำการส่งอาวุธปืนมาให้ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว และต่อมาได้มีโทรศัพท์ติดต่อกลับมาหาผู้ที่สั่งอาวุธปืนว่าเป็นการติดต่อมาจากบริษัทขนส่งเคอรี่ ตรวจพบพัสดุที่ผู้สั่งได้สั่งเป็นพัสดุผิดกฎหมาย แต่ทางเจ้าหน้าที่จะช่วยเหลือ ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ให้ทางผู้สั่งซื้อโอนเงินไปให้ทางพนักงานจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดี ซึ่งเป็นการข่มขู่หลอกลวงให้เหยื่อโอนเงินอีกรอบหนึ่งในลักษณะแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์

ต่อมาในวันนี้ (๒๓ พ.ค.๖๖) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.๒ ได้รวบรวมหลักฐานและนำหมายค้นของศาลจังหวัดมีนบุรี เข้าทำการตรวจค้นสถานที่จำนวน ๔ จุด ได้พบกลุ่มคนร้ายจำนวน ๕ คน

ซึ่งกลุ่มคนร้ายส่วนใหญ่เป็นเยาวชน อายุไม่ถึง ๑๘ ปี ซึ่งมีเพียงนายบุญมี คงคา อายุ ๒๔ ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ จ ๒๙๕/๒๕๖๖ เพียงคนเดียวที่ไม่ใช่เยาวชน 
จากคำให้การทราบว่า เป็นการกระทำร่วมกันเป็นขบวนการซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจะมีคนจัดหาบัญชีม้า คนทำหน้าที่แอดมินเพจที่ใช้หลอกลูกค้าและตอบข้อความลูกค้า คนทำหน้าที่โทรกลับไปข่มขู่เหยื่อและหลอกว่าเป็นบริษัทขนส่งอ้างมีของผิดกฎหมาย และผู้ที่ทำการกดเงินที่ได้จากการกระทำความผิดจากบัญชีม้า และ จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การว่า ได้เรียนรู้มาจากกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เคยกระทำความผิดลักษณะนี้

แต่อาจจะมีรูปแบบต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายสินค้าทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย และหลอกให้ทำงาน เป็นต้น ได้ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายที่ผู้เสียหายไม่กล้ามาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเกรงกลัวว่าตนเองจะต้องได้รับโทษ เพราะเกิดจากการสั่งสินค้าที่ผิดกฎหมาย กลุ่มคนร้ายจึงย่ามใจกระทำผิดเรื่อยมา

เนื่องจากได้เงินดีและไม่มีเหยื่อกล้าที่จะแจ้งความ จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ร่วมกันทำมาเป็นเวลากว่า ๑ ปี เงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า ๒ ล้านบาท เงินที่ได้นำมาใช้จ่ายและเที่ยวเตร่ จึงได้นำผู้ต้องหาและพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เตือนภัย ไม่ควรซื้ออาวุธปืนผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะช่องทางใดก็ตาม และไม่หลงเชื่อกลโกงแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ที่โทรข่มขู่ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”

ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ณัฐกรณ์ ประภายนต์ ผบก.สอท.๒, พ.ต.อ.ไพโรจน์ หมื่นกล้าหาญ รอง ผบก.สอท.๒ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สุวัฒชัย ศรีทองสุข ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.๒ พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top