Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

ตำรวจไซเบอร์ รวบขบวนการแอดมินฝ่ายสินเชื่อทิพย์ หลอกโอนเงินกว่า 30 ครั้ง เสียหายกว่าล้านบาท

จากกรณีขบวนการหลอกให้กู้เงินออนไลน์สินเชื่ออนุมัติไว หลอกลวงผู้เสียหายกดลิงก์แอดไลน์ “แอดมิน ฝ่ายสินเชื่อ” ใช้โปรไฟล์ปลอมสร้างความน่าเชื่อถือ หลอกให้โอนเงินออกจากบัญชีธนาคารผู้เสียหายกว่า 30 ครั้ง เชื่อมโยง 9 Case ID มูลค่าความเสียหายกว่า 1,470,000 บาท

ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายได้เห็นโฆษณาเงินกู้พร้อมลิงก์ไลน์ในการติดต่อ จึงกดลิงก์ดังกล่าวและแอดไลน์คนร้าย ชื่อว่า “ฝ่ายสินเชื่อ” จากนั้นจึงได้พูดคุยรายละเอียดในการขอกู้ยืมเงิน ต่อมาคนร้ายซึ่งอ้างเป็นฝ่ายสินเชื่อได้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าบริษัทอนุมัติเงินกู้ตามที่ขอกู้แล้ว ผู้เสียหายจึงกดเข้าลิงก์ปรากฏว่ามียอดเงินอนุมัติให้กู้จริง แต่ให้โอนเงินเพื่อยืนยันสภาพคล่องและสร้างเครดิตผู้กู้รายใหม่ ผู้เสียหายจึงได้โอนเงินให้จำนวนหลายครั้ง

ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สอท.5 บช.สอท. ได้ทำการสืบสวนติดตามขยายผล จนทราบว่า นางสาวสุจิรา  ประทุมสูตร อายุ 18 ปี ได้พักอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดจันทบุรี และจับกุมได้ขณะยืนอยู่หน้าบ้านเช่าไม่มีบ้านเลขที่ หมู่ 5 ตำบลสามพี่น้อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” ตำรวจชุดจับกุม จึงได้แสดงตัว พร้อมแสดงหมายจับให้ นางสาวสุจิรา ฯ ดูและให้อ่านเองจนเป็นที่พอใจ สอบถามนางสาวสุจิรา ฯ  รับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับมาก่อน
เตือนภัย การเงินมีปัญหา ปรึกษาสถาบันการเงิน แหล่งสินเชื่อที่มีตัวตน น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้

ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ,พล.ต.ต.อำนาจ  ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5, พ.ต.อ.เอกวีร์ พงศ์สร้อยเพ็ชร รอง ผบก.สอท.5, พ.ต.อ.บัญชา ศรีสุข รอง ผบก.สอท.5, พ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง รอง ผบก.สอท.5, พ.ต.อ.ศุภกร ธัญญกรรม ผกก.1 บก.สอท.5, ได้สั่งการว่าที่ พ.ต.ต.สุธี บุดดีคำ ปรก.กก.1 บก.สอท.5,
ร.ต.อ.ขวัญชัย ปานคง รอง สว.กก.1 บก.สอท.5 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม
 

‘ปรเมษฐ์’ มองภาพ ‘ชัชชาติ’ และ ‘พิธา’ จากคนไร้ผลงาน สู่ความหวังของหมู่บ้าน ที่ประชาชนต่างพากันเทคะแนนให้ .

(23 พ.ค. 66) นายปรเมษฐ์ ภู่โต ผู้ดำเนินรายการ คุยถึงแก่น สถานีโทรทัศน์ NBT โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิเคราะห์ความแตกต่าง ระหว่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยระบุว่า…

‘ชัชชาติ’ กับ ‘พิธา’ ความเหมือน และ ความต่าง...!!

ทั้งสองคนนี้ล้วนแล้วแต่ผ่านการชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนที่ท่วมท้นทั้งคู่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชัยชนะของทั้งสองคน ล้วนเป็นผลมาจากความสำเร็จ จากการทำการตลาดการเมือง ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่งการเมืองคนอื่นๆ ประสิทธิภาพดังกล่าว สามารถสร้างให้คนที่ ‘ไม่เคยมีผลงานระดับชาติ’ เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน กลายมาเป็นคนที่ป๊อปปูล่า เป็น ‘ความหวังของหมู่บ้าน’ ที่ใครก็ตามที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงต้องเลือก

ขณะเดียวกันทั้งสองคน (รวมถึงทีมที่วางกลยุทธเบื้องหลัง) ได้สร้างภาพให้คู่แข่ง กลายเป็น ‘สิ่งเก่า’ ที่ชำรุด ไม่เหมาะที่จะใช้งานอีกต่อไป

สำหรับชัชชาตินั้น แม้จะเคยมีประสบการณ์เมื่อ เป็นรัฐมนตรีคมนาคมในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์  แต่ก็ไม่มีผลงานอะไรที่โดดเด่นชนิดที่หยิบขึ้นมาอวดอ้างได้ มิหนำซ้ำปัญหาบางเรื่อง นอกจากจะอวดไม่ได้แล้ว เขายังต้องออกตัวว่า “ผมไม่เกี่ยว” อย่างเช่น เรื่องที่องค์การบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ติดธงแดงประเทศไทย ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินของประเทศ อย่างมาก และเป็นปัญหาใหญ่ให้ คสช.ต้องเข้ามาสะสาง แต่ด้วยกระบวนการทำการตลาดการเมืองที่เหนือชั้น ทำให้ อดีต รมว.คมนาคม ที่ไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลายมาเป็น ‘บุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แบบถล่มทลาย ได้คะแนนจากคนกรุงเทพฯ ไป 1.3 ล้านคะแนน ผ่านมาเกือบ 1 ปี ในตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม. ผลงานประทับใจแค่ไหน ก็เห็นๆ กันอยู่

ส่วนพิธา ผู้ที่สถาปนาตัวเองตั้งแต่ไก่โห่ว่าเขาคือ ‘ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30’ หากดูโปรไฟล์เขาตามเนื้อผ้า นอกเหนือจากดีกรีนักเรียนนอกจบจากสถาบันมีชื่อเสียง ก็มีประสบการณ์แค่เป็นส.ส.สมัยแรก ที่ถูกพูดถึงเพราะการอภิปรายในสภาที่โดดเด่น และก้าวสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล เพราะพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ และธนาธร หัวหน้าขบวนการตัวจริงถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ส่วนประสบการณ์ในการบริหารองค์กรธุรกิจครอบครัว หรือ การทำงานกับภาคเอกชนอื่นๆ พูดแบบกลางๆ ก็ไม่ถึงขนาดเปรี้ยงปร้าง โดดเด่นอะไร แต่ด้วยกระบวนการที่ทรงพลังของพรรคก้าวไกล บวกและหรือ การประสานพลังกับขบวนการ ที่มุ่งหมายในการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทยแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ที่สามารถยึดครองพื้นที่ในโซเชียลมีเดียได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหนือกว่าพรรคการเมืองคู่แข่งทุกพรรคหลายช่วงตัว (ขบวนการนี้ใหญ่โตกว่าขบวนการสร้างชัชชาติให้ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.มาก) ได้สร้างให้พิธาให้กลายมา ‘ตัวชูโรง’ เป็นฮีโร่ของคนรุ่นใหม่ ตลอดจนผู้ที่หวังเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย บรรดานักอุดมคติ NGO สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ ศิลปิน ฯลฯ

ผู้คนในหลายวงการเหล่านี้ ต่างพร้อมใจกันมองข้าม เรื่องส่วนตัวด้านลบของพิธา ไม่ว่าจะเป็นการพูดกลับไปกลับมาเรื่องงานศพพ่อ เรื่องชีวิตครอบครัวในอดีต ล้วนแต่ไม่มีผลในการสั่นคลอนคะแนนนิยมเขาแม้แต่น้อย และพาพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ชนิดที่คนไปเลือกไม่สนใจด้วยซ้ำว่า ผู้สมัครของพรรคเป็นใคร และผู้คนจำนวนมาก ไชโยโห่ร้องด้วยความยินดีบ้างก็ขึ้นสเตตัสอย่างปิติว่านี่คือ ‘สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทุกๆ การเลือกล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย เพียงแต่จะคุ้มหรือไม่คุ้มเท่านั้น!! ดังเช่นคน กทม. กว่า 1.3 ล้านคน มอบให้กับชัชชาติ และ 1 ปีที่ผ่านมาคือคำตอบ

ส่วนกรณีของพิธานั้น เพิ่งจะเริ่มต้น คงต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ ว่าผลของการเลือกนั้นจะคุ้มกับราคาที่คนไทยต้องจ่ายหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ราคาที่คนไทยต้องจ่ายสำหรับพิธานั้น ‘แพงกว่า’ ราคาที่คน กทม.จ่ายให้ชัชชาติหลายเท่านัก!!

บก.สส.สตม. รวบ 3 ผู้ต้องหาแดนมังกรหนีหมายจับ กบดานไทย

 ตามที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พิจารณาดำเนินการกรณี    สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย มีหนังสือมายังกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งข้อมูลผู้ต้องหาสัญชาติจีนที่มีหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ดังนี้

1. นางสาวเยี่ยนฟาง (นามสมมติ) อายุ 35 ปี เป็นผู้ต้องหาในการหลบเลี่ยงภาษี 25 ล้านหยวน (ประมาณ 125 ล้านบาท)

2. นายชิงอี (นามสมมติ) อายุ 44 ปี เป็นผู้ต้องหาในการลักลอบนำเข้าขยะ 15 ตัน

3. นายหยวน (นามสมมติ) อายุ 45 ปี เป็นผู้ต้องหาในการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติก 474 ตัน

จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย และการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม. จึงได้อนุมัติให้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ มีพฤติการณ์ที่สมควรเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย เพื่อนำตัวมาดำเนินกระบวนการในการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ระดมกำลังในการสืบสวนติดตามผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนกระทั่งต่อมาได้พบ นางสาวเยี่ยนฟาง ที่คอนโดย่านพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ, พบนายชิงอี ในบริษัทแห่งหนึ่งใน ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี   จ.สมุทรปราการ และพบนายหยวน ที่ ต.หนองข้างคอก อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี จึงได้แจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ให้ได้รับทราบ และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อรอการส่งกลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป

เพชรบูรณ์ รองเสนาธิการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ตรวจผลการปฏิบัติงานของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16

พลตรี ณัญฐวุฒิ  นิลนนท์ รองเสนาธิการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย หัวหน้าชุดตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนงาน โครงการ ประจำปี พ.ศ.2566 และคณะ ได้เดินทางมาตรวจผลการปฏิบัติงานของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16   สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา โดยมี นาวาอากาศเอก ยุทธศาสตร์ ธรรมเดชศักดิ์ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16   สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา นำกำลังพลให้การต้อนรับ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16  ในการพัฒนาและช่วยเหลือประชาชน

หลังจากนั้นได้เดินทางไปตรวจติดตามแผนงานโครงการ งานอาคารบริการน้ำดื่ม ระบบ RO ที่โรงเรียนบ้านดงน้ำเดื่อ ตำบลช้างตะลูด อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งได้เปิดการเรียนการสอนในระดับอนุบาล ถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนและคณะครู รวม 582 คน ซึ่งทำให้ครู นักเรียนและผู้ปกครอง  ได้มีน้ำสะอาดไว้ดื่มกิน อีกทั้ง ยังช่วยลดค่าใช้จ่าย ในการซื้อน้ำดื่มช่วงเปิดภาคเรียนของผู้ปกครอง  เพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐบาล เป็นการเตรียม คน ชุมชน พื้นที่ ให้เกื้อกูลกับการผนึกกำลังป้องกันประเทศ

อีกทั้ง ได้เดินทางไปตรวจติดตามโครงการปรับปรุง ถนนลูกรัง เป็น ค.ส.ล. ที่บ้านหนองดินดำ และได้เดินทางไปตรวจติดตามกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงจิ้งหรีด และพบปะเกษตรกรต้นแบบในโครงการเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชทานเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้การดำเนินโครงการต่างๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนากำหนดไว้ ณ ตำบลบ้านกลาง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16   สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา       พร้อมดำเนินโครงการ 8 แผนงานหลัก ในการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนชาวจังหวัดเพชรบูรณ์และพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยเหนือ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดี และพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้กับประชาชนต่อไป

ราเมธ  บงแก้ว/มนสิชา  คล้ายแก้ว

‘ธนกร’ ให้กำลังใจ ‘รบ.ก้าวไกล’ ชี้ หลายนโยบายน่าห่วง แนะ ต้องปรับบ้าง หวั่น ม็อบกดดัน ส.ว. สร้างความขัดแย้ง

วันที่ (24 พ.ค. 66) ที่จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท ทำทันทีเมื่อเป็นรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ที่ประกาศไว้ ว่า

จากที่ฟังความเห็นของผู้ประกอบการ เช่น รองประธานสภาหอการค้าไทย และ สภาอุตสาหกรรม ก็ออกมาให้ความเห็นไปแล้วว่า อาจจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ บริษัทต้องปิดตัวลงจำนวนมากอย่างแน่นอน เข้าใจว่า ว่าที่นายกรัฐมนตรีคงต้องปรับตัว ไม่ว่านโยบายที่จะทำทันที ทำ 100 วัน

เมื่อเป็นรัฐบาลพรรคร่วม หรือกำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคก้าวไกลก็จะต้องยึดหยุ่น ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะไม่ใช่แค่นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น หากไม่ปรับจะทำไม่ได้ แต่ถ้ามีการปรับเปลี่ยนไป อาจจะไม่ถูกใจกองเชียร์ เราต้องไม่ลืมว่าประชาชนเลือกมาเพราะนโยบาย

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายนโยบายที่น่าเป็นห่วง เพราะว่าทำได้ยาก บางอย่างเป็นนโยบายที่ใช้หาเสียงแต่ปฏิบัติจริงได้ยาก แต่ทั้งหมดก็ต้องให้โอกาสพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ยังมีอีกหลายขั้นตอน

“เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย คือ การเคลื่อนไหวกดดันสมาชิกวุฒิสภา ให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาความขัดแย้งแบบเดิม สิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำมาตลอด 7-8 ปี จะกลับไปเป็นแบบเดิม ซึ่งประเด็นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความเป็นห่วงเรื่องนี้มาก ไม่อยากให้เกิดการชุมนุมหรือเดินลงถนนกันอีก ความรุนแรงไม่ควรเกิดขึ้นแล้ว และควรเลิกได้แล้ว จึงหวังว่าวิธีการพูดคุยและเจรจา จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด” นานธนกร กล่าว

“ป่อเต็กตึ๊ง เสริมสุขภาพ สร้างพลังใจ” นำหน่วยแพทย์อาสาฯ ลงพื้นที่ตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ฯลฯ พร้อมเลี้ยงอาหาร และมอบสิ่งของเครื่องใช้แก่กลุ่มเปราะบางในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชาย และสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายหญิงธัญบุรี จ.ปทุมธานี

เมื่อวันที่ 19 และ 23 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นางสาวศิริพร เอกบุตร หัวหน้าแผนกบริการและศาสนพิธี และนายชาญณรงค์ เสาวภา ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกบริการและศาสนพิธี  นำทีมแพทย์อาสา เจ้าหน้าที่แผนกหน่วยแพทย์ฯ แผนกบริการ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ  ลงพื้นที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี และสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี จ.ปทุมธานี ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา คัดกรองเบาหวาน ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น แจกไม้เท้า บริการตัดผม จัดเลี้ยงอาหาร และนำสิ่งของเครื่องใช้ ประกอบด้วย ชุดตรวจโควิด 19 (ATK) เครื่องนุ่งห่ม รองเท้าฟองน้ำ และเครื่องดื่มโกโก้สำเร็จรูป (แบบชง) มอบให้กับกลุ่มเปราะบาง เพื่อมุ่งหวังให้มีความสุขทั้งกายและจิตใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข รวมงบประมาณการจัดเลี้ยงอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ต่อไป

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย มอบเงินช่วยเหลือเด็กผู้ป่วยโรคมะเร็ง รพ.จุฬาฯ

วันที่ 23 พฤษภาคม 2566 นายสันติ ซอโสตถิกุล นายกสมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ บริจาคเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) สมทบทุนหน่วยโลหิตวิทยาและมะเร็งเด็ก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเด็กผู้ป่วยโรคมะเร็ง สำหรับค่ายาและค่ารักษาบางประเภทที่ไม่สามารถเบิกได้จากสิทธิประกันสุขภาพพื้นฐาน เช่น ยาพุ่งเป้า หรือ การปลูกถ่ายไขกระดูก รวมถึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายในระหว่างรับการรักษาและช่วยเหลือครอบครัวที่มีความขัดสน โดยมี  รศ.พญ.ดารินทร์ ซอโสตถิกุล หัวหน้าสาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งเด็ก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุม VIP ตึก สก. ชั้น รพ.จุฬาฯ

‘BCPG’ บริษัทย่อยเครือบางจาก ทุ่มเงิน 8.9 พันล้าน ร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 2 แห่ง

วันที่ (24 พ.ค. 66) บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ ‘BCPG’ เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 2 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนไม่เกิน 260 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเทียบเท่า 8,919.30 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนดังกล่าว ทำให้บริษัทได้มาซึ่งกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 426 เมกะวัตต์

โดยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2566 คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2566 BCPG USA Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น (Purchase and Sale Agreement) กับ Frankin Power Holdings LLC (ผู้ขาย)

เพื่อทำรายการซื้อหุ้นในสัดส่วน 25.00% ของหุ้นทั้งหมดใน Hamilton Holdings I LLC (บริษัทเป้าหมาย) ในจำนวนเงินไม่เกิน 260,000,000 เหรียญสหรัฐฯ (หรือเทียบเท่า 8,919,300,000 บาท) ซึ่งบริษัทเป้าหมายถือหุ้น 100% 

มีโครงการดังต่อไปนี้

1.) โครงการโรงไฟฟ้าก๊ซธรรมชาติ Hamilton Liberty LLC (Liberty) มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 848 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ในเขตอไซลัม (Asylum) รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 25% คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนเทียบเท่ากับ 212 เมกะวัตต์

2.) โครงการโรงไฟฟ้าก๊ซธรรมชาติ Hamiton Patriot LLC (Patriot) มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 857 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเขตคลินตัน (Cinton) รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 25% คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนเทียบเท่ากับ 214 เมกะวัตต์

ตำรวจไซเบอร์ แนะนำประชาชนสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนที่สถาบันการเงิน ตัดวงจรภัยออนไลน์

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. ขอประชาสัมพันธ์แนะนำประชาชนให้ดำเนินการสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนกับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อตัดวงจรการกระทำผิดของมิจฉาชีพ ป้องกันภัยทางการเงินออนไลน์ ดังนี้

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้มีการประกาศเผยแพร่ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ซึ่งกำหนดให้มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.66 ที่ผ่านมาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน คุ้มครองประชาชนซึ่งถูกหลอกลวงจนสูญเสียทรัพย์สิน ผ่านทางโทรศัพท์ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์จากมิจฉาชีพ โดย พ.ร.ก. ดังกล่าวมีสาระสำคัญ เช่น สถาบันการเงินมีอำนาจและหน้าที่ยับยั้งธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด  ผู้เสียหายสามารถแจ้งธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีด้วยความรวดเร็ว  ผู้เสียหายสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ทั่วราชอาณาจักร และมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก รวมไปถึงการซื้อขายเลขหมายโทรศัพท์ ซึ่งลงทะเบียนแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมามีการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีปฏิบัติที่สำคัญเข้าทำการตรวจค้นทั่วประเทศกว่า 40 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้หลายราย ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ของกลางได้รวมกว่า 110,000 ซิม เพื่อตัดวงจรการครอบครองซิมโทรศัพท์มือถือของมิจฉาชีพนำไปใช้หลอกลวงประชาชน

ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กำหนดแนวปฏิบัติขั้นต่ำให้ทำสถาบันการเงินปฏิบัติตามเป็นมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้มาตรการการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน ลดช่องทางของมิจฉาชีพที่ใช้ในการเข้าถึงประชาชน ซึ่งมีมาตรการที่สำคัญ คือ 1.มาตรการป้องกัน 2.มาตรการตรวจจับและติดตามบัญชี หรือธุรกรรมที่ต้องสงสัย 3.มาตรการตอบสนองและรับมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านมาตรการป้องกัน เช่น การยกเลิกการแนบ link ทางข้อความสั้น (SMS) และอีเมล  การปรับปรุงระบบการรักษาความปลอดภัยบน Mobile Banking ให้เป็นปัจจุบัน และการให้ประชน หรือลูกค้าทำการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินผ่าน Mobile Banking ในกรณีการเปิดบัญชีแบบไม่เห็นใบหน้า (non-face-to-face)  กรณีการโอนเงินตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง กรณียอดรวมของการโอนเงินทุก 200,000 บาทต่อวัน และกรณีการเปลี่ยนวงเงินในการทำธุรกรรม ซึ่งกำหนดให้แล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.66 นั้น  

กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ในการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร และซื้อขายหมายเลขโทรศัพท์โดยผิดกฎหมาย ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมประเภทดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถยับยั้งความเสียหายได้ทันท่วงที รวมถึงสร้างการรับรู้ให้กับภาคประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา บช.สอท. ยังคงมุ่งหน้าปราบปรามจับกุมอาชญากรไซเบอร์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งนี้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ถือเป็นกฎหมายที่สำคัญ ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดัน และวางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของการหลอกลวงออนไลน์ ทำให้ภัยจากอาชญากรรมออนไลน์ลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามฝากประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนเตรียมความพร้อมและเร่งดำเนินการเข้าไปยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าที่สถาบันการเงิน หรือธนาคารสาขาต่างๆ หรือตามช่องทางที่ธนาคารนั้นได้กำหนดเอาไว้ เพื่อให้การทำธุรกรรมการเงินไม่ติดขัด เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเพื่อเป็นการตัดวงจรการกระทำผิดของมิจฉาชีพก่อนจะนำเอาทรัพย์สินของประชาชนหลบหนีไป

ตำรวจไซเบอร์ภูเก็ต รวบ! ผู้ขายซิมม้าออนไลน์กว่า 500 ซิมต่อวัน

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 พ.ค.66 เจ้าพนักงานตำรวจ กก.1 บก.สอท.5 ได้รับแจ้งว่ามีบุคคลลักลอบประกาศ และโฆษณาขาย ซิมโทรศัพท์มือถือผ่านเฟสบุ๊ค ชื่อว่า“นาย'ย เอ็ม'ม” เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้ตรวจสอบพบว่าเฟสบุ๊คดังกล่าว ชื่อบัญชี “นาย'ย เอ็ม'ม” เลขไอดี “100071837096787”
https://www.facebook.com/profile.php?id=100071837096787 ได้โพสต์ประกาศในเพจเฟสบุ๊ค ชื่อว่า “ซื้อขายซิม ไม่ลงทะเบียน และ ลงทะเบียน AIS DTAC TRUE”  ด้วยข้อความว่า “ Ais TheOneSIM 39.- 100เบอร์, “Dtac 20ซิม 35.- ลงทะเบียน&ไมลงทะเบียน ”, Dtac 39.- มีเงินในซิม  เป็นการขายซิมในราคาต่างๆ ทั้ง 3 เครือข่ายจริง

ต่อมาวันที่ 23 พ.ค.66 เจ้าพนักงานตำรวจ กก.1 บก.สอท.5 ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดระนองเพื่อเข้าค้น บ้านเลขที่ 176/9 ถ.ท่าเมือง ซ.2 ต.เขานิเวศน์ อ.เมือง จว.ระนอง พบนายนรทัต สีนามบุรี 
อายุ 17 ปี ยืนอยู่หน้าบ้าน โดยนายนรทัตฯ ได้นำตรวจค้นภายในบ้าน ผลการตรวจค้นพบซิมโทรศัพท์ซึ่งถูกลงทะเบียนแล้วจำนวนมาก 

เบื้องต้น โดยก่อนจะถูกจับกุมตนประกอบอาชีพขายของออนไลน์ และตนได้สั่งซื้อซิมโทรศัพท์มือถือที่ยังไม่ลงทะเบียนมาจากร้านเทเลวิช สาขาระนอง จากนั้นตนก็นำมาโพสต์ขายผ่านเฟสบุ๊คของตนเองชื่อบัญชี “นาย'ย เอ็ม'ม” เลขไอดี “100071837096787” https://www.facebook.com/profile.php?id= 100071837096787 ลงในกลุ่มเฟสบุ๊คซื้อขายซิม เมื่อมีลูกค้าสนใจสั่งซื้อซิมโทรศัพท์มือถือจากตน ตนก็จะลงทะเบียนใช้งานให้ โดยใช้ข้อมูลจากลูกค้าที่เคยซื้อขายซิมโทรศัพท์มือถือจากตน เมื่อลงทะเบียนเสร็จก็จะส่งให้ลูกค้าตามที่สั่ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งให้ ทราบว่าเป็นการกระทำความผิดฐาน “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อ หรือขายเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียน ผู้ใช้ บริการในนาม ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้” จากนั้นจึงนำส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ,พล.ต.ต.อำนาจ  ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท. ,พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5 ,พ.ต.อ.เอกวีร์ พงศ์สร้อยเพ็ชร รอง ผบก.สอท.5 ,พ.ต.อ.บัญชา ศรีสุข รอง ผบก.สอท.5,พ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง รอง ผบก.สอท.5, พ.ต.อ.ศุภกร ธัญญกรรม ผกก.1 บก.สอท.5 ได้สั่งการว่าที่ พ.ต.ต.สุธี บุดดีคำ ปรก.กก.1 บก.สอท.5, ร.ต.อ.ขวัญชัย ปานคง รอง สว.กก.1 บก.สอท.5, ด.ต.พลชัย  พรหมทองรักษ์  ผบ.หมู่ กก.1 บก.สอท.5 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top