Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

เปิดวาร์ป สาวปริศนาข้างกาย ‘เป๊ป กวาร์ดิโอล่า’ ดีกรีไม่ธรรมดา เพิ่งจะเซ็นสัญญา เป็นนางแบบอาชีพกับค่ายดังระดับโลก

โดดเด่นสะดุดตาทีเดียวสำหรับหญิงสาวรายหนึ่งที่ลงไปร่วมฉลองความสำเร็จของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมดังของเกาะอังกฤษ กับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยติดต่อกัน

ซึ่งหลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวในเกมที่ "เรือใบสีฟ้า" เปิดรังเฉือนเอาชนะ เชลซี 1-0 ทางฝ่ายจัดการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก ได้จัดพิธีมอบถ้วยแชมป์ลีกให้กับพวกเขาอย่างยิ่งใหญ่

อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากบรรยากาศเฉลิมฉลอง อีกสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นที่พูดถึงก็คือ สาวน้อยสุดน่ารัก ที่ลงมาร่วมฉลองความสำเร็จในครั้งนี้กับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของทีมนั่นเอง

โดยเธอก็คือ มาเรีย ลูกสาวคนโตของกุนซือชาวสเปนนั่นเอง สำหรับ สาวน้อยวัย 22 ปี เพิ่งจะเซ็นสัญญาเป็นนางแบบอาชีพกับ Premier Model Management นอกจากนี้ยังเป็นทีมงานดูแล The Guardiola Sala Foundation มูลนิธิการกุศลที่จัดขึ้นเพื่อมอบโอกาสให้เด็กกำพร้าและเด็กพิการ เปิดวาร์ป IG : maria.guardiola
 

ว่าที่ ส.ส.อรรถกร ขอบคุณทุกคะแนนเสียง จากประชาชน เร่งลุย ทำงานแก้ปัญหาราคากุ้ง ช่วยเกษตรกรรายย่อย ทันที

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ฉะเชิงเทรา เขต 2 หนึ่งในว่าที่ส.ส.พลังประชารัฐ ที่ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้แทนของชาวฉะเชิงเทรา  และเป็นหนึ่งในผู้สมัครที่สามารถฝ่าการแข่งขันสูงในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า

ตนขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความเชื่อมั่นให้ได้ทำงานต่อเนื่อง ตนพร้อมทำงานทันที เพราะยังมีปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง ซึ่งประสบปัญหาราคากุ้งไม่สอดคล้องกับต้นทุนการเพาะเลี้ยง  

ทั้งค่าอาหารและปูนในการเพาะเลี้ยงปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรประสบปัญหามาอย่างต่อเนื่อง  ล่าสุดได้เข้าร่วมประชุมหารือ กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อวางแนวทางร่วมกัน ในการยกระดับราคากลางให้สูงขึ้น   คุ้มค่ากับการลงทุนในการเพาะเลี้ยง ควบคู่กับการหาช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับเกษตรกรรายย่อยในระยะต่อไป เพื่อให้ได้ราคากุ้งที่เหมาะสมกับต้นทุน

“พื้นที่ฉะเชิงเทรา เป็นแหล่งผลิตกุ้งเลี้ยง อีกแห่งหนึ่ง ถือเป็นเศรษฐกิจพื้นฐานของจังหวัด ต้องได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาระยะยาว ให้เกษตรกรอยู่รอดได้”นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า เราต้องเร่งสานต่อนโยบายการแก้ปัญหาเรื่องน้ำในจังหวัด ทั้งการแก้ไขปัญหาน้ำเค็ม การจัดหาแหล่งน้ำจืด และลดปัญหาน้ำกร่อย พร้อมกับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้น้ำสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เพราะพื้นที่ฉะเชิงเทรา มีความหลากหลายทางอาชีพ นอกจากเกษตรกรรม ยังเป็นแหล่งเพาะพันธ์สัตว์น้ำ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมด้วย ทำให้ความต้องการใช้น้ำมีการปริมาณเติบโตอย่างต่อเนื่อง
 

‘ทรงสมัยซังฮี้’

ร้านสูท ‘ทรงสมัยซังฮี้’ ร้านประจำของ ‘พรรคก้าวไกล’ ที่มีรายได้กว่า 50 ล้านบาท ในปี 2564
 

พิธา โพสต์เคลียร์ เก้าอี้ ประธานสภาฯ ขอให้ทุกพรรค เดินหน้าทำงาน ปรับจูนนโยบายร่วมกัน เพื่อตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ

วันที่ (26 พ.ค. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความ ถึงการแย่งชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้พรรคการเมือง 8 พรรคที่เตรียมจัดตั้งรัฐบาลจับมือกัน และนำประเด็นนี้ไปพูดคุยกันในวงเจรจา

"เรื่อง ประธานสภา ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เป็นเรื่องความเห็นไม่ตรงกันของพรรคร่วมรัฐบาลที่เล็กมากถ้าหากเทียบกับภารกิจที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้พวกเรามา

ดังนั้น พรรคร่วมรัฐบาลต้องจับมือเกี่ยวแขนกันไว้ให้มั่นคง ทำภารกิจยุติสืบทอดอำนาจรัฐประหาร พาประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตยให้สำเร็จจงได้

พวกเราต่างก็รับทราบวิธีคิด หลักการ เหตุผล ของทุกฝ่ายชัดเจนแจ่มแจ้งในประเด็นนี้กันแล้ว ดังนั้น ผมขอให้เรื่องตำแหน่งประธานสภานี้ ให้พรรคร่วมรัฐบาลกลับไปพูดคุยกันผ่านตัวแทนแต่ละพรรคในวงเจรจาจะดีที่สุด

ตอนนี้ ขอให้ทุกพรรคเดินหน้าทำงานปรับจูนนโยบายร่วมกัน ตั้งรัฐบาลให้สำเร็จตามความคาดหวังของประชาชนครับ" นายพิธา โพสต์
 

ทุนยักษ์ใหญ่

รัตนาวะดี (Gulf), เจียรวนนท์ (CP Group), จิราธิวัฒน์ (Central Group) และ สิริวัฒนภักดี (TCC Group) คือกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่กุมสัดส่วนหุ้นไทยรวมกันถึง 20%
 

‘ฟิทช์’ ส่งสัญญาณถึง ‘รบ.ใหม่’ ปมจัดตั้งคลุมเครือ-ล่าช้า ชี้!! อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือในเสถียรภาพของไทย

วันที่ (26 พ.ค.66) รายงานข่าวจาก Fitch Ratings บริษัทจัดอันดับเรตติ้งชั้นนำ ระบุถึงสถานการณ์ประเทศไทยหลังผ่านการเลือกตั้งว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีเวลาถึง 60 วันในการประกาศผลอย่างเป็นทางการหลังการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 66 แต่ตัวเลขเบื้องต้นบ่งชี้ว่า

พรรคก้าวไกลซึ่งได้ที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคเพื่อไทย พรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดก่อนหน้านี้ ตามมาเป็นอันดับที่ 2 ยังมีความคลุมเครือในการจัดตั้งรัฐบาล โดยขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า พรรคก้าวไกลจะได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ ที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งจะส่งผลให้มีการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายในกรอบที่กว้าง ทำให้การกำหนดนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ อาจถูกจำกัดชั่วคราว หากกระบวนการสรรหาพันธมิตรร่วมรัฐบาลยังทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าไปหลายเดือน

สำหรับการจะครองเสียงข้างมากในรัฐสภา และเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้น พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องรวมคะแนนเสียงให้ได้อย่างน้อย 376 เสียง จากที่นั่งรวม 700 ที่นั่งในรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารก่อนการเลือกตั้งปี 2562

ทั้งนี้ การคาดการณ์ในกรณีพื้นฐาน (Base Case) นั้น ผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระยะสั้นจะมีจำกัด โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ฟิทช์ ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

เราได้ระบุไว้กว้างๆ ว่า อาจเกิดรัฐบาลผสม ทำให้การกำหนดนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพนั้นกลายเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ก็ไม่น่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และแม้ว่าแนวโน้มนโยบายการคลังมีความไม่แน่นอน แต่คาดว่ารัฐบาลผสมชุดใหม่ จะยังคงยึดมั่นในนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญบางส่วนของรัฐบาลชุดที่แล้ว

ทั้งนี้ อาจมีการหยุดชะงักในการใช้จ่าย ภายใต้งบประมาณสำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนกันยายน 2567 หากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จะเป็นผลลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่เรายังคงคาดว่า การเติบโตจะเร่งตัวขึ้นในปี 2566 และยังคงแข็งแกร่งในปี 2567 โดยมีการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ตัวชี้วัดภาคการคลังสาธารณะของไทย ที่มีความเสื่อมถอยลงอย่างมากในช่วงการระบาดของโควิด 19 ซึ่งมีผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับปัจจุบัน แต่ฟิทช์คาดการณ์ว่า หนี้ภาครัฐทั่วไป/จีดีพี และดอกเบี้ย/รายได้ ในปี 2566-2567 จะยังคงอยู่ในระนาบตามค่ามัธยฐาน (Median) ของกลุ่มประเทศที่มีความน่าเชื่อถือในระดับ BBB

ทั้งนี้ ระบุว่า หากรัฐบาลชุดต่อไปไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของสัดส่วนหนี้ภาครัฐได้ ตัวอย่างเช่น มีแรงกดดันด้านการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง หรือมีผลกระทบจากภายนอก ซึ่งอยู่นอกเหนือสมมติฐานพื้นฐานของเรา นั่นอาจส่งผลให้อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลดลง

CEO ISC ส่งเสริมอากาศไร้ไวรัส ป้องกันโควิดฯ แม้ยามปลอดภัย

เมื่อต้นเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก ประกาศสิ้นสุดภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ กรณีโรคโควิด 19 แต่ยังเตือนให้ทุกประเทศยังคงต้องเฝ้าระวัง และป้องกันควบคุมการระบาดอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเร่งรัดการฉีดวัคซีนเพื่อให้มีระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิด 19 เพียงพอในระดับบุคคล และประชากรเพื่อลดโอกาสป่วยหนัก และเสียชีวิตจากโควิด 19 โดยสามารถใช้วัคซีนชนิดใดหรือรุ่นใดก็ได้ ฉีดปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ ให้เว้นระยะห่างจากเข็มสุดท้ายหรือประวัติการติดเชื้ออย่างน้อย 3 เดือน

แม้ว่าโคโรนาไวรัสจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น และรับมือกันได้ด้วยวัคซีน และลดพฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อ
เรายังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันตามสภาพกิจกรรมประจำวัน และสถานที่อยู่อาศัยและการทำงานด้วย

สำหรับ การดูแลสุขภาพกายส่วนบุคคล ยังจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปพบปะผู้คนหรืออยู่ในที่ชุมนุมชนรวมถึงล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสจุดต่างๆ ที่อาจเป็นที่สะสมของเชื้อโรค รวมทั้งก่อน และหลังรับประทานอาหาร

สำหรับ สถานประกอบการ หรือสถานที่ที่มีผู้คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน อาจมีการส่งเสริมประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงเป็นวาระประจำ ด้วยการเพิ่มความปลอดภัย และสบายใจของบุคลากร หรือลูกค้าในสถานที่นั้นๆ ด้วยเครื่องพ่นฆ่าเชื้อรา ไวรัส และแบคทีเรีย ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรเลือกผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายที่มีมาตรฐาน และความน่าเชื่อถือ

คุณ ศลีนา ศักดิ์เสรี ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อินติเกรต ซิสเต้ม (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ ISC ผู้นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์นวัตกรรมเทคโนโลยีอเนกประสงค์ กล่าวว่า "สามสี่ปีก่อน ช่วงโควิด 19 ระบาดใหม่ ผู้คนตื่นตัว ระแวดระวัง ป้องกัน และลดความเสี่ยง โดยรักษาระยะห่างอย่างเข้มข้น ส่วนในปัจจุบัน ผู้คนมีความคุ้นชิน และอยู่ร่วมกับโรคอุบัติใหม่ที่กลายเป็นโรคประจำถิ่นนี้อย่างหมดความกังวล ทว่า ไวรัสยังคงพัฒนา กลายพันธุ์ไปตามธรรมชาติ มีความหนักเบาด้านความรุนแรงไปตามภูมิภาค และสุขภาพของผู้รับเชื้อ ฉะนั้นเราไม่ควรประมาทกับสิ่งนี้ ยังคงต้องคำนึงถึงการป้องกัน และความปลอดภัย ทั้งชีวิตส่วนตัว ครอบครัว พนักงาน และลูกค้าในสถานประกอบการ ตามมาตรฐานที่ควรปฏิบัติ เพื่อสุขภาวะที่ดีของบุคคล และกิจการค่ะ"

‘เฟรนช์ บูลด็อก’ ฟรีเวอร์!! จากเรื่องราวดรามาสู่ความน่ารัก ปรากฏการณ์ดังข้ามคืน หลังไปออกรายการโหนกระแส

(27 พ.ค. 66) จากกระแสดรามากลายเป็นความน่ารัก กรณีที่รายการโหนกระแส ได้นำน้องสุนัขสายพันธุ์ ‘เฟรนช์ บูลด็อก’ ไปออกรายการทำให้ในโลกโซเชียลตอนนี้ต่างฮือฮา พากันตกหลุมรักถึงความน่ารักของน้องสุนัขเฟรนช์ บูลด็อกกันเป็นจำนวนมากจนถึงขั้น คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 และ คุณหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ผู้ดำเนินรายการโหนกระแส ถึงกับเอ่ยปากขอซื้อกลับไปเลี้ยงที่บ้านคนล่ะ 1 ตัว และ คุณ หนุ่ม กรรชัย ยังได้ตั้งชื่อลูกสุนัขตัวสีดำของตนกลางรายการอีกว่าให้ชื่อ ‘อีเจี๊ยบ’ จนกลายเป็นกระแสเรียกเสียงหัวเราะในโลกออนไลน์

วันนี้ทาง THE STATES TIMES ของเราจะพาไปส่องความน่ารัก และ ต้นกำเนิดของน้องสุนัขเฟรนช์ บูลด็อก ว่ามีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศอะไร ทำไมถึงมีราคาแพงกว่าสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ

โดย ต้นกำเนิดของน้องสุนัขเฟรนช์บูลด็อกมาจาก ประเทศฝรั่งเศส เป็นสุนัขสายพันธุ์เล็ก ได้ปรากฏขึ้นในปารีสในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า ซึ่งเป็นผลมาจากการผสมข้ามพันธุ์ของบูลด็อกพันธุ์เล็กที่นำเข้าจากประเทศอังกฤษ กับสุนัขที่ชอบจับหนูปารีสในท้องถิ่น ทั่วไปจะเก็บไว้เป็นสัตว์เลี้ยง และเป็นหนึ่งในสุนัขที่ขึ้นทะเบียนบ่อยที่สุดในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย 

ซึ่งขนาดลำตัวที่โตสุดของสุนัขสายพันธุ์นี้ อยู่ที่ 11-12 นิ้ว และ มีน้ำหนัก 7-12 กิโลกรัม โดยมีอายุขัยทั่วไปอยู่ระหว่าง 10-12 ปี ขึ้นอยู่ที่การเลี้ยงดู และ สุขภาพของน้อง บางตัวอาจมีอายุได้ถึง 13-18 ปี 

นิสัยของน้องสุนัขสายพันธุ์นี้ เป็นสุนัขที่มีความอ่อนโยน ไม่ก้าวร้าว มีความเรียบร้อย และมีความเชื่อว่า เมื่อเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ จะนำแต่ความโชคดีมาให้กับผู้เลี้ยงตลอดไป ซึ่งลักษณะนิสัยเหมือนกับสุนัขพันธุ์อื่นทั่วไป คือต้องการความดูแลเอาใจใส่ ใกล้ชิดกับเจ้าของ

สาเหตุที่ทำให้สุนัขสายพันธุ์นี้มีราคาแพง เนื่องจากเฟรนช์ บลูด็อก ไม่สามารถผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติได้ จึงมีขั้นตอนในการเพาะพันธุ์ที่ค่อนข้างยาก มีการตรวจสุขภาพและการฉีดวัคซีนที่มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงค่าอาหาร ค่ารักษา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทาง THE STATES TIMES จึงขอแนะนำให้กับผู้ที่สนใจ ต้องการน้องสุนัขสายพันธุ์นี้ไปเลี้ยง ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ ว่ามีความพร้อมและเวลาแค่ไหนในการเลี้ยงดู เพราะสุนัขทุกสายพันธุ์ต้องการ ๆ เลี้ยงดูที่แตกต่างกัน และต้องการความเอาใจใส่จากผู้เลี้ยง 

ตร.ไซเบอร์ทลายแหล่งขายซิมผีกลางเมืองหนองคายพบจำหน่ายออนไลน์ ลูกค้ารีวิวเพียบ

ตามนโยบายของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 ได้สั่งการให้ทำการระดมจับกุมผู้กระทำผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 โดยเน้นการจับกุมผู้ที่กระทำผิดเกี่ยวกับ ซิมม้า และบัญชีม้า เพื่อปิดกั้นช่องทางการกระทำผิดของคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นั้น

พ.ต.อ.นิคม ชัยเจริญ ผกก.3 บก.สอท.3 ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สอท.3 บก.สอท.3 ทำการสืบสวนหาข่าวผู้ที่กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวทั้งช่องทางเปิดร้านในแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ พบว่ามีการโพสต์ขายซิมโทรศัพท์ ผ่านแอพพลิเคชั่น Shopee โดยมีชื่อร้าน “7phone” จากการตรวจสอบแสดงความคิดเห็นหลังการซื้อขายของลูกค้า จากร้าน “7phone” ทราบว่าร้านค้าดังกล่าว ได้มีการขายและส่ง ซิมโทรศัพท์มือถือที่ลงทะเบียนเปิดใช้งานพร้อมใช้ มาเป็นจำนวนหลายครั้งแล้วจริง และได้มีลูกค้ามาแสดงความคิดเห็นหลังการรับสินค้าว่าได้รับสินค้าจริง และใช้งานได้จริงตามรายการ “ซิม True พร้อมใช้งาน (ชุด 5เบอร์ ,10เบอร์)  ไม่ผ่านแอพใดๆทั้งสิ้น” และมีหน้าร้านชื่อ ศูนย์บริการทรูเอเจนท์พลัส โดย กิติพัฒน์ เทเลคอม โดยได้ลงรายละเอียดที่อยู่หน้าร้านอยู่ที่ 767/1 ม.11 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย 43000 จึงได้ดำเนินการล่อซื้อซิมโทรศัพท์มาตรวจสอบพบว่าเป็นซิมที่ลงทะเบียนพร้อมใช้จริง จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และขออนุมัติศาลจังหวัดหนองคายออกหมายค้น จนนำมาสู่ “ปฏิบัติการบุกค้นทลายแหล่งขายส่งซิมผี “7phone” กลางเมืองหนองคาย”

ต่อมาวันที่ 25 พ.ค.66 พ.ต.อ.นิคม ชัยเจริญ ผกก.3 บก.สอท.3 จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 นำโดย พ.ต.ต.ศิรสิทธิ์ ทันศรี สว.กก.3 บก.สอท.3 นำกำลังเข้าตรวจค้น ศูนย์บริการทรูเอเจนท์พลัส เลขที่ 767/1 ม.11 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย 43000  พบนายกิติพัฒน์ จิรสิทธิ์การุญ อายุ 56 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของร้าน จากการสอบถาม นายกิติพัฒน์ฯ ให้การรับว่าซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ตรวจพบในกล่องพัสดุเป็นซิมการ์ดที่ลงทะเบียนในนามของบุคคลอื่นและตนเองมีหน้าที่แพ็คซิมการ์ดใส่กล่องเพื่อส่งให้กับผู้ที่สั่งซื้อจริง จึงได้จับกุม นายกิติพัฒน์ จิรสิทธิ์การุญ อายุ 56 ปี เจ้าของร้านฯ ในความผิดฐาน “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อหรือขายเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวใช้บริการได้”และตรวจยึดซิมโทรศัพท์เครือข่ายทรูและดีแทคที่ลงเบียนแล้ว จำนวน 180 ซิม ที่บรรจุจ่าหน้าซองเตรียมส่งให้ลูกค้า และซิมโทรศัพท์ เครือข่ายทรู อีกจำนวน 496 ซิม นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พม. จับมือเพจ Because We Care ผนึกกำลังสถานศึกษา หนุน “รัก…ในวัยเรียน” รณรงค์ยุติความรุนแรงทุกมิติ ไม่บูลลี่ (Bully)

วันนี้ (26 พ.ค. 66) เวลา 13.00 น. นายธนสุนทร  สว่างสาลี รองปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รองปลัด พม.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมโครงการ “รัก...ในวัยเรียน” จัดโดย เพจ Because We Care ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง พม. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างความตระหนักถึงการยุติการกระทำความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมถึงการบูลลี่ (Bully) ให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชน อันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นสร้างการมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบต่อการสร้างสรรค์สังคมน่าอยู่และมีความสุขสำหรับทุกคน โดยมี พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล ศรีสง่า พยาบาล (สบ 5) โรงพยาบาลตำรวจ ในฐานะที่ปรึกษาปลัด พม. กล่าวแนะนำกิจกรรมโครงการ “รัก...ในวัยเรียน” โดยมี นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ว่าที่ร้อยตรี สุริยัน จันทรา ผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ  คุณชลทิชา สัตยมานะ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และศูนย์เยี่ยมบ้านโรงพยาบาลตำรวจ เข้าร่วม ทั้งนี้ มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ได้แก่ กิจกรรม “เสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมาย (Cyber Bullying)” กิจกรรม “เพศกับวัยรุ่น” กิจกรรมร้องเพลง “อยากจะฟัง” และกิจกรรมสันทนาการสานสัมพันธ์ อีกทั้งการจัดนิทรรศการโครงการ “รัก...ในวัยเรียน” การเฝ้าระวังปัญหาสังคม และการแจ้งเหตุให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมทุกรูปแบบ โดยศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวง พม. ณ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ

นายธนสุนทร กล่าวว่า สืบเนื่องจากกระแสสังคมไทยในปัจจุบัน มีการเกิดเหตุการกระทำความรุนแรง ซึ่งเป็นการทำร้ายทั้งทางร่างกายและทางจิตใจต่อผู้อื่น โดยผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน อันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ รวมถึงกลุ่มสตรีและผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งการกระทำความรุนแรงต่อผู้อื่นทั้งที่เป็นการจงใจใช้กำลังหรืออำนาจทางกาย ข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายผู้อื่น ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตเท่านั้น ในขณะที่การใช้คำพูดที่เป็นการล้อเลียน ดูหมิ่น และเหยียดหยามผู้อื่น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการกระทำที่ทำร้ายสภาพจิตใจของผู้อื่น หรือที่เรียกว่า "การบูลลี่ (Bully)" ทั้งนี้ เพจ Because We Care ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งมีความมุ่งมั่นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยุติและรณรงค์ในการลดปัญหาความรุนแรงในทุกรูปแบบต่อเด็กและเยาวชน รวมถึงกลุ่มสตรีและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม 

นายธนสุนทร กล่าวเพิ่มเติมว่า เราในฐานะอนาคตของชาติ ต้องรวมพลังกันยุติการกระทำความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งการบูลลี่(Bully) โดยลำดับแรก เราควรต้องเริ่มต้นจากตัวเราก่อน ต้องรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่นและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น เพราะทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเข้มแข็งหรืออ่อนแอกว่าใคร และความรักไม่จำเป็นต้องทำร้ายผู้อื่น เมื่อพบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรง เด็กและเยาวชนอยู่ในสภาวะความเสี่ยงที่จะถูกกระทำความรุนแรง เราไม่ควรเพิกเฉย หรือมองว่าเป็นเรื่องของคนอื่น  ควรเข้าไปช่วยเหลือหรือแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที โดยเฉพาะ 1) ศูนย์ช่วยเหลือสังคม โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ 2) สายด่วน พม. โทร. 1300 บริการฟรี 24 ชั่วโมง  และ 3) ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินทางสังคม "ESS Help Me" ปักหมุด หยุดเหตุ ใน LINE OA บนมือถือ

พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า เพจ Because We Care ได้ตระหนักถึงปัญหาการกระทำความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมถึงการบูลลี่ (Bully) ที่ส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน จากการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ  โดยกลุ่มเด็กและเยาวชน นับเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม รวมทั้งประชาชน ทั้งนี้ จึงมีการประสานความร่วมมือเป็น "พลังทางสังคม" ด้วยการดำเนินโครงการ "รัก...ในวัยเรียน" เพื่อปลูกจิตสำนึกและลดการกระทำความรุนแรงทุกมิติในวัยเรียน และเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและการรับรู้ในการป้องกันและยุติการกระทำความรุนแรงอย่างเข้มแข็งต่อกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งวันนี้ นับเป็นการจัดกิจกรรมโครงการ "รัก...ในวัยเรียน" ครั้งที่ 2 และครั้งต่อไป จะมีการจัดกิจกรรมฯ ในวันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม 2566 ณ โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระราชูปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ


#ช่วย24ชั่วโมง #พม24ชม #ข่าวพม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top