Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิด ‘เขื่อนภูมิพล’ อย่างเป็นทางการ

วันนี้ เมื่อ 59 ปีก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิดเขื่อนภูมิพลอย่างเป็นทางการ

โครงการสร้างเขื่อนภูมิพล เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2496 โดยในระยะแรกนี้ใช้ชื่อว่า "เขื่อนยันฮี" ถือเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งและเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ แห่งแรกของประเทศไทยเลยทีเดียว ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระปรมาภิไธยให้ใช้เป็นชื่อเขื่อนนี้ว่า "เขื่อนภูมิพล"

ลักษณะของเขื่อนเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเอเชียอาคเนย์ และใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกในขณะนั้น สร้างปิดกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีรัศมีความโค้ง 250 เมตร สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตรความกว้างของสันเขื่อน 6 เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด 13,462  ล้านลูกบาศก์เมตร

ในหลวง ร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์การก่อสร้าง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2504 การก่อสร้างในระยะแรกประกอบด้วย งานก่อสร้างตัวเขื่อน ระบบส่งไฟฟ้า และอาคารโรงไฟฟ้า และสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมและ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ตามลำดับ

ในหลวง ร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 จากนั้นมาก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงการผลิตกระแสไฟฟ้าเรื่อยมา ๆ และให้ประโยชน์ในด้านชลประทานแก่พื้นที่ถึง 10 ล้านไร่ ต่อปี 

อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสามารถจุน้ำได้ 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื้อที่ผิวน้ำประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะทาง 207 กิโลเมตร นอกจากประโยชน์ทางด้านพลังงานไฟฟ้าและชลประทานแล้ว เขื่อนภูมิพลยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทยอีกด้วย สิ้นค่าก่อสร้างในขณะนั้น 2,500 ล้านบาท

‘ลีน่าจัง’ แนะ ‘สาวกส้ม’ สงบปากสงบคำ-เลิกแขวะประยุทธ์ ชี้!! 8 ปีที่ผ่านมาผลงาน 'บิ๊กตู่' ชัด ต้องให้ความเป็นธรรม

(16 พ.ค.66) ผู้ใช้ติ๊กต๊อกบัญชี ‘ccc.team’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ‘ลีน่าจัง’ โต้เดือดสาวกพรรคส้มกับผลงาน 8 ปีที่ผ่านของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างอะไรไว้บ้าง โดยระบุว่า…

รู้ไหม 8 ปี ที่ประยุทธ์เป็นรัฐบาล เขาสร้างรถไฟฟ้า สร้างทางยกระดับ สร้างเต็มไปหมด ไปดูซิที่รถติดหรือถนนเกะกะรุงรัง ฝีมือประยุทธ์ทั้งนั้น แล้วก็ที่ซาอุดีอาระเบียมาลงทุนที่ประเทศเรา 6 แสนล้านบาท ก็ฝีมือประยุทธ์ เขาโกรธประเทศไทยเขาไม่ทำมาค้าขึ้นกับไทยเป็นเวลาตั้งเกือบ 20 ปี รู้หรือเปล่า และประยุทธ์เนี่ยแหละไปเจรจาจนเขายอมมาลงทุนตั้ง 6 แสนล้านบาท และในช่วงที่มีโควิด-19 ก็ประยุทธ์ที่จัดการหมด แจกเงินสวัสดิการคนจน 15 ล้านคน ฉันเองยังได้รับแจกเลยเงินคนละครึ่ง เงินคนชรา เขาแจกหมด คือต้องให้ความเป็นธรรมกับประยุทธ์บ้าง ฉันไม่ได้เข้าข้างประยุทธ์นะ 

ก้าวไกลก็ได้แต่พูด ยังไม่เคยทำงานเลย คุณก็เลยยังไม่รู้ไงว่าข้อบกพร่องมันอยู่ไหน ก็ได้แค่พูด ใครๆ ก็พูดได้ แต่เมื่อมาเป็นรัฐบาลจะทำได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง เข้าใจหรือเปล่า ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับประยุทธ์เขา เพราะเมื่อ 8 ปี ประยุทธ์เขาอยู่ เขาก็ทำให้บ้านเมืองสงบ ไม่มีม็อบ ใครมาเป็นม็อบอะไรก็โดนจับเข้าคุก ติดคุกหมด โดนเป็นร้อยคดี บ้านเมืองสะอาดสะอ้าน ไม่สกปรก ไม่มีม็อบ เข้าใจหรือเปล่า?

ไม่ใช่ว่าประยุทธ์ไม่ทำงาน เขาทำ ทำตั้งเยอะแยะ แต่เขาประชาสัมพันธ์ไม่เป็น โกหกตอแหลไม่เป็น คุยขี้โม้ไม่เป็น เข้าใจหรือเปล่า อย่างเมื่อวานพอพ่ายแพ้ ประยุทธ์ก็ไม่ให้สัมภาษณ์ก็กลับบ้าน ก็ถูกต้องแล้ว นักข่าวก็ไปด่าเขาใหญ่เลย ว่าให้รอตั้ง 4 ชั่วโมงแล้วก็กลับบ้านเลย เอ้า!! ก็เขาพ่ายแพ้ จะให้พูดไรล่ะ เดี๋ยวเขาก็ไปเป็นองคมนตรีแล้ว 

คุณก็คลั่งมากเกินไป คลั่งส้มมากเกินไป จนบอกว่า 8 ปี ไม่ทำอะไร มาดรามาใส่ รู้ไหม 60 วันยังอันตรายอยู่ เคยเห็นพรรคไทยรักษาชาติหรือเปล่า ลูกชายเจ๊ระเบียบรัตน์ ที่ลูกหล่อๆ เป็นหัวหน้าพรรค แป๊บเดียวโดนยุบพรรคเลย แป๊บเดียวลูกชายระเบียบรัตน์โดนเพิกถอนสิทธิ 10 ปี หายเข้าป่าไปแล้ว ไม่ได้ผุดได้เกิดเลย 

‘สาวกส้ม’ ต้องสงบปากสงบคำ พอชนะแล้ว ฝ่ายอำนาจเก่ากุมอำนาจเก่ามันพ่ายแพ้ ก็เฉยๆ สงบปากสงบคำ ไม่ต้องไปด่าเขา แตะไม่ได้เชียวเหรอ เดี๋ยวถ้าเกิดฝั่งนู้นเขาโมโหขึ้นมา เขาไปสั่งศาลเลยบอกตัดสินคดีเร็วๆเลยไอ้พิธาเนี่ย แล้วจะรู้สึก มันชนะไม่เด็ดขาด พิธาออกมาแถลงงี้แต่ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะว่า กกต. ต้องภายใน 60 วัน รับรองอย่างเป็นทางการ 500 คน เสร็จแล้วถึงจะเลือกนายกฯ แล้วเลือกนายกฯ เสร็จถึงจะมีรัฐบาล นายกฯ เป็นคนตั้งรัฐบาล แล้วมี ส.ว.ในการเลือกนายกฯ รู้หรือเปล่า 

ใครพูดอะไรไม่ได้ ใครถามอะไรไม่ได้เลย คนพูดความจริง คนมันเวลาจะพูดอะไรก็พูดได้ ยังไม่ได้ลงมือทำ เข้าใจหรือยัง ฉันไม่ได้เข้าข้างประยุทธ์ แต่พูดถึงประยุทธ์ 8 ปีที่มาอยู่ เขาสร้างอะไรไว้ตั้งเยอะแยะเหมือนกัน

‘ครม.’ ไฟเขียว!! เร่งช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ‘เมียนมา’ หลังได้รับผลกระทบจากพายุ ‘ไซโคลนโมคา’

(16 พ.ค.66) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการให้กระทรวงการต่างประเทศ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมากรณีพายุไซโคลนโมคาอย่างเร่งด่วน

โดยเรื่องนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 66 พายุไซโคลนโมคา (Mocha) ซึ่งก่อตัวขึ้นในอ่าวเบงกอลได้เคลื่อนตัวเข้าพื้นที่ด้านตะวันตกของเมียนมาบริเวณรัฐยะไข่ทำให้เกิดพายุฝนตกหนัก น้ำท่วมเฉียบพลัน ดินโคลนถล่มและกระแสไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของชาวเมียนมาอย่างกว้างขวาง ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนก็ได้ออกแถลงการณ์จะสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมาจากเหตุภัยพิบัติครั้งนี้

ต่อมาในวันที่ 12 พ.ค. 66 สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทยได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทย แจ้งว่าทางการเมียนมาได้เตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุไซโคลนดังกล่าว และขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในการสนับสนุนที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาแล้วว่าพายุไซโคลนที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงใกล้เคียงกับระดับซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่รุนแรงมากกว่าพายุไซโคลนนาร์กีสที่เคยเกิดขึ้นกับเมียนมาในปี 2551 และมีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินชาวเมียนมาอย่างกว้างขวางและเฉียบพลัน ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างทันท่วงทีจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนอย่างยิ่ง

ในส่วนของงบประมาณที่จะใช้สำหรับให้การช่วยเหลือนั้น ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะเป็นการใช้จ่ายจากงบประมาณของส่วนราชการซึ่งได้รับการจัดสรรไว้อยู่แล้ว จึงไม่ถือเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อ ครม. ชุดต่อไปตามมาตร 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 

การบินไทยฟื้นตัว คงสถานะสายการบินแห่งชาติ คาด!! พร้อมกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาส 4 ปี 67

(16 พ.ค. 66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยนายกรัฐมนตรีชื่นชมที่ รัฐบาลสามารถแก้ปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้อย่างคืบหน้าในระดับหนึ่ง ซึ่งขอให้เร่งรัดแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น เพื่อให้ได้กลับคืนสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งฝากดูแลเจ้าหน้าที่พนักงานของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ ไทยสมายล์แอร์เวย์ฯ ให้ได้รับความเป็นธรรมและสามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมั่นใจ

สำหรับมติที่สำคัญในเรื่องนี้ โดยเฉพาะการดำเนินการปรับโครงสร้างทุน การแปลงหนี้เป็นทุนและการจัดสรรเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิม ไม่จัดสรรและเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นที่จะทำให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดย การบินไทย จะดำเนินการแปลงหนี้เป็นทุนและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน PPO ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2567 ซึ่งจะทำให้มีส่วนของผู้ถือหุ้น จำนวน 28,685 ล้านบาท เพื่อให้สามารถกลับไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ภายในไตรมาส 4 ปี 2567

ส่วนการปรับปรุงประสิทธิภาพฝูงบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ ไทยสมายล์แอร์เวย์ฯ มีอากาศยานที่ใช้ทำการบินรวม 64 ลำ ซึ่งบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการขออนุญาตจัดหาอากาศยานเพิ่มเติมโดยเช่าดำเนินงาน 13 ลำ และมีอากาศยานที่อยู่ระหว่างจัดหาตามแผนการจัดหาอากาศยานปี 2567-2568 อีกจำนวน 9 ลำ 

ทั้งนี้ยังคงสถานะสายการบินแห่งชาติ เนื่องจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย 83.93% ถือเป็นสัดส่วนการถือหุ้นที่มีความเหมาะสมสำหรับการกำหนดให้เป็นสายการบินแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจสำคัญต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ รวมถึงให้สามารถกลับเข้าร่วมในคณะกรรมการต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการการจัดสรรเวลาเข้า-ออก ของเที่ยวบิน คณะกรรมการของผู้แทนของรัฐบาลเพื่อพิจารณาจัดทำความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศกับรัฐบาลต่างประเทศเป็นประจำ

นอกจากนี้ในการติดตามหนี้สินที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีสิทธิเรียกร้องและทุนทรัพย์สูง โดยธนาคารเจ้าหนี้ ได้แก่ ธนาคารออมสิน และ ธนาคารกรุงไทย โดยได้นำเงินฝากในบัญชีกองทุนบำเหน็จพนักงานการบินไทยหักกลบหนี้ตามมูลหนี้ ที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีต่อธนาคารต่อไป

‘ชาล็อต ออสติน’ ขอโทษ ‘ทักษิณ’ ทันที หลังโดนขุดคอมเมนต์ในอดีตเมื่อ 9 ปีก่อน

16 พ.ค.66) งานงอกจังๆ สำหรับนางงามลูกรัก ‘ณวัฒน์ อิสรไกรศีล’ อย่าง ‘ชาล็อต ออสติน’ รองอันดับ 5 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ปี 2022 และมิสแกรนด์ชุมพร ปี 2022 หลังจากที่โดนมือดีขุดโพสต์เก่าเมื่อ 9 ปีก่อนมาแชร์จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่น เป็นข้อความที่เจ้าตัวเคยคอมเมนต์ถึง ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ทำนองว่า “คนอย่างทักษิณแค่หัวหลุดยังน้อยไป”

ล่าสุด สาวชาล็อต ก็ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ พร้อมขอโทษกับความผิดในอดีตที่เคยทำพลาดจากความไม่ยั้งคิดของเด็กอายุ 14 ปีในตอนนั้น รวมทั้งได้ขอโทษทักษิณ ชินวัตร ครอบครัว และ นปช. อีกด้วย

“เรื่องที่จะชี้แจงต่อจากนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนสำหรับโพสต์ 9 ปีที่แล้ว : ก่อนอื่นหนูขอโทษที่โพสต์ดังกล่าวที่กำลังเป็นประเด็นให้เกิดความไม่สบายใจอยู่ในตอนนี้ หนูไม่มีคำใดที่จะยกขึ้นมากล่าวและแก้ตัวเพื่อให้พ้นจากความผิดในอดีตของหนูได้เลย กับสิ่งที่เคยทำผิดพลาดซึ่งเป็นความไม่รู้จักยั้งคิดของเด็กอายุ 14 ปี ณ ขณะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหนูน้อมรับผิดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

แต่ ณ วันนี้หนูโตขึ้นแล้ว หนูคิดว่าตัวเองมีความเข้าใจมากขึ้น มองเห็นและตีความเหตุการณ์ได้อย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น คำพูดหรือการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความขัดเคืองต่อความรู้สึกของผู้ที่สนับสนุนบุคคลในโพสต์หรือคนอื่นๆ หรือเหตุการณ์ทางการเมืองใดๆ ก็ตาม หนูในวันนี้ซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำอีก และขอยืนยันค่ะว่าจะอยู่เคียงข้างความถูกต้อง ความยุติธรรม และประชาชน ขอโทษอีกครั้งสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอโทษจริงๆ ค่ะ

ชาล็อตจะเก็บไว้เป็นบทเรียนค่ะว่าควรตระหนักคิดเยอะๆ ก่อนจะพูด หรือ กระทำการใดใด เพราะอาจส่งผลต่อเราในอนาคตได้ จะระมัดระวังและรอบคอบให้มากขึ้นค่ะ ขอโทษอีกครั้งค่ะ

ทั้งนี้ ชาล็อตต้องขอโทษคุณทักษิณ ชิณวัตร ครอบครัว และนปช. ทุกท่านที่ได้โพสต์ข้อความในเชิงข่มขู่คุกคามในตอนนั้นค่ะ”

บลูเทค ซิตี้ เป็นผู้นำการอนุรักษ์สมุนไพรป่าชายเลน แบบครบวงจร เพื่อต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy)

วันที่ 16 พฤษภาคม 2566 นิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทราบลูเทค ซิตี้ เป็นผู้นำสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และชุมชนท้องถิ่น โดยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ พื้นที่ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน บลูเทค ซิตี้  ให้กับมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี โดยมี คณะอาจารย์และกลุ่มนักศึกษารุ่นใหม่ ภายใต้โครงการ Eco Fashion ธุรกิจแฟชั่นเชิงนิเวศ ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ อันจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) 

ผ่านกิจกรรม Eco Print การทำเสื้อพิมพ์ลายสีธรรมชาติจากใบไม้ โดยร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านต้นกรอก และเรียนรู้คุณประโยชน์ พร้อมการอนุรักษ์พืชสมุนไพรป่าชายเลน จากปราชญ์ชุมชนในพื้นที่ ณ ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน บลูเทค ซิตี้ ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อสร้างคุณค่าทรัพยากรท้องถิ่น ต่อยอดการเพิ่มมูลค่าสู่เศรษฐกิจชีวภาพจากฐานรากที่ยั่งยืน

ภัยของความหวาน และเคล็ดลับป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 2023

Sweet Sin! หวานแล้วผิดตรงไหน อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นความบาปขนาดนั้นเลยเหรอ

ความเจ็บป่วยยุคใหม่ที่ทุกคนต้องจับตา และระแวดระวัง ไม่ใช่เพียงโรคที่เกิดจากไวรัส แบคทีเรียหรือเชื้อโรคอื่นๆ เท่านั้น แต่ของที่รับประทานเข้าไปทุกๆ วัน นั่นแหละตัวดี

โรค NCDs หรือ non-communicable diseases เป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ แต่เป็นโรคที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด หลอดเลือดในสมอง อ่อนเพลียเรื้อรัง โรคอ้วนลงพุง ตับ ไต ฯลฯ

การกินซ้ำๆ และกินของไม่มีประโยชน์ กินแต่อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงคือ ตัวการใหญ่ ที่ส่งผลทำให้หลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอักเสบ ก่อนนำไปสู่โรคต่างๆ ที่กล่าวมา โดยลำดับ

>> 6 สิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับคุณเมื่อบริโภคน้ำตาลสูงเป็นประจำ...

1 ทำให้ระบบความสมดุลของแร่ธาตุในร่างกายเสียไป 

2 ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

3 มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น 

4 การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อย ๆ ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ 

5 เมื่อบริโภคเป็นเวลานานจะก่อให้เกิดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง 

6 การรับประทานน้ำตาลซูโครสในปริมาณมาก ทำให้กรดอะมิโนที่มีชื่อว่า ทริปโตฟาน ถูกเร่งเข้าสู่สมองมากเกินไป ทำให้เสียสมดุลของฮอร์โมนในสมอง ซึ่งทำให้เกิดอาการเซื่องซึม เหนื่อย ไม่กระฉับกระเฉง

ลองพิจารณาภาพเปรียบเทียบปริมาณที่ได้รับ ของน้ำตาลในผลไม้ และเครื่องดื่ม ที่เราอาจดื่มกินเป็นประจำ และลอง ชั่ง ตวง วัด

ปัจจุบัน หนึ่งในวิธีตรวจเช็คความเสี่ยงของการอักเสบในร่างกาย คือการเจาะเลือดปลายนิ้วตรวจใช้เวลาเพียง 90 วินาที โดยแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อค้นหาความเสี่ยงโรคหลัก NCDs ก่อนวิเคราะห์ผลจากค่าตัวเลข และรับคำแนะนำนำสู่การปรับพฤติกรรมการกิน และเสริมวิตามินให้ร่างกายเพื่อบำบัด รักษา เยียวยาต่อไป

>> ขั้นตอนการตรวจ hs-CRP ง่าย ไม่ยุ่งยาก...

1. เจาะเลือดที่ปลายนิ้วโดยผู้เชี่ยวชาญ

2. นำแถบตรวจสู่เครื่องมือวัดผล (เครื่องภูมิคุ้มกันวิทยา เชิงปริมาณ) 

3. ในเวลา 90 วินาที ทราบผลวิเคราะห์ และอ่านค่าเพื่อประเมิน

ปัจจุบันผู้ที่ต้องการเช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคไม่ติดต่อแบบง่าย ๆ ด้วยการค้นหาการอักเสบของร่างกาย ตรวจความเสี่ยงโรคด้วยเลือดหยดเดียว ได้ที่ กลุ่มคลินิกที่มีเทคโนโลยีการตรวจ hs-CRP อ่านค่าความเสี่ยงจากโรค ด้วยเลือดหยดเพียงหยดเดียว ในกทม. (ตรวจสอบเพิ่มเติมได้ ที่ Facebook: PNA Wellness Innovation)

>> ทำอย่างไร ให้ห่างไกล NCDs

- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ 

- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด อาหารมัน รวมถึงอาหารปิ้งย่าง

- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง

- งดหรือลดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

- พักผ่อนให้เพียงพอ และผ่อนคลายความเครียดที่มีทุกวัน

ตรวจสุขภาพประจำปี และ ตรวจค่าการอักเสบของร่างกายด้วย hs-CRP เป็นประจำ

รับประทานยาตามแพทย์สั่ง ไม่ซื้อยารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ป้องกันก่อนไปนอนป่วย เพราะชีวิตต้องมีพรุ่งนี้ที่ดีเสมอ ฉะนั้นแสดงความห่วงใยอย่างเป็นรูปธรรมกับคนที่เรารัก ด้วยการบอกข้อเท็จจริงเหล่านี้ ใครอยากอยู่ยืนยาว ต้องทำเอง เพราะทำเอง…ได้เอง

#โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง #ภัยเงียบ #ของหวาน

“อลงกรณ์”ประกาศจุดยืนเคารพเสียงประชาชนเตรียมเสนอพรรคประชาธิปัตย์โหวต”พิธา”เป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีเงื่อนไขร่วมรัฐบาล หวังการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นไปโดยราบรื่นและรวดเร็ว

นายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความเห็นเกี่ยวกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้(16 พ.ค.)ว่า 
พรรคประชาธิปัตย์ประกาศชัดเจนในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะฟังเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งเพื่อกำหนดจุดยืนของพรรคหลังทราบผลการเลือกตั้ง

ดังนั้น เมื่อประชาชนกว่า14ล้านคนเลือกพรรคก้าวไกลเป็นอันดับ1ของประเทศทั้งส.ส.แบบเขตเลือกตั้งและส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้นพรรคปชป.จะเคารพเสียงของประชาชนด้วยการลงมติสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีเงื่อนไขร่วมรัฐบาล​ หากพรรคก้าวไกลสามารถรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ

โดยตนจะเสนอแนวทางนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการซึ่งจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้ารวมทั้งแกนนำและสมาชิกพรรคทั่วทั้งประเทศ

นายอลงกรณ์ยังกล่าวต่อไปว่า ถึงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องช่วยผ่าทางตันที่อาจเกิดขึ้นในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาอย่างน้อย 376เสียง  เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของประชาชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

“แม้พรรคประชาธิปัตย์จะโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล แต่พรรคปชป.ก็พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาลพรรคก้าวไกลโดยยึดหลักการ 3 ข้อเป็นแนวทางการทำงานของพรรคได้แก่
1.พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 
2.ประชาธิปไตยสุจริต
3.ประชาธิปไตยอิ่มท้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน”นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

แม่ทัพภาคที่ 4 กำชับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นหูเป็นตา แนะนำ ชี้แนะ ส่งเสริม สนับสนุนสิ่งที่ถูกต้อง ให้แก่เด็กเยาวชน ตลอดจนชุมชน เพื่อต่อยอดความคิดและพัฒนาคุณภาพชีวิต  พร้อมแจงคืบหน้าพูดคุยสันติสุข จชต.

ที่หอประชุมวิทยาลัยชุมชนจังหวัดนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานมอบนโยบายแนวทางการปฏิบัติงานการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบของจังหวัดนราธิวาส รวมถึงหารือแนวทางการทำงานร่วมกันของหน่วยกำลังในพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี พลโท อุทิศ อนันตนานนท์ แม่ทัพน้อยที่ 4, พลตรี ปราโมทย์  พรหมอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 4/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมด้วย นายสนั่น  พงศ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และหัวหน้าส่วนราชการ, นายอำเภอ, ปลัดอำเภอ, กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ร่วมรับมอบนโยบายฯ

โดย พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ย้ำว่าผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นกำลังสำคัญและเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันดูแลปกป้องประชาชน ให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้นโยบายสำคัญเร่งด่วน คือการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พยายามที่จะมีการพบปะกับผู้นำทุกจังหวัดเพื่อมาพูดคุยหารือกัน จะเห็นได้ว่าภายหลังจากรับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 มีการแถลงแผนเสริมสร้างสันติสุข เพื่อสร้างความสันติสุขคืนสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

สิ่งหนึ่งที่ทางกองในการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า อยากเรียนให้รับทราบ คือ ความคืบหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พลตรี ปราโมทย์  พรหมอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 4/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเป็นหนึ่งในคณะทำงาน ได้มาสื่อสารให้กับพี่น้องกำนันผู้ใหญ่บ้านให้รับทราบถึงความคืบหน้าในการพูดคุยและได้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐในการพูดคุยสันติสุขเพื่อให้จังหวัดจะเดินภาคใต้เกิดสันติสุข กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคสี่ส่วนหน้าได้มีการบูรณาการร่วมกันกับทุกภาคส่วนใน การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินหน้าขับเคลื่อนกับทุกภาคส่วน ช่วยเหลือกัน หาทางออกร่วมกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความสงบสุขเรา สิ่งสำคัญที่สุดที่มีความตั้งใจ คือ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ตัดวงจรผู้เสพ ผู้ค้ายาเสพติดทุกพื้นที่ภาคใต้ด้วยการบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่และทุกภาคส่วน ทั้งการจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายและการบำบัดฟื้นฟูรักษา

โดยใช้สภาประชาธิปไตยตำบลเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดควบคู่แนวทางการบำบัด Camp 35 ที่เชื่อมโยงกับกระบวนการชุมชนบำบัดยาเสพติด (CBTx) พร้อมย้ำว่าให้ชุมชนมีการเสริมสร้างการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพและต้านยาเสพติดในกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ได้สร้างความสามัคคี รักการเล่นกีฬา ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และส่งเสริมบทบาทกลุ่มสตรีที่มีความสามารถให้ผู้นำชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการแต่งกายตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำ กำนันผู้ใหญ่บ้านดูแลพื้นที่ให้มีการดูแลพื้นที่ความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งดูแลเส้นทาง ร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ได้เน้นย้ำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องรู้จักพื้นที่ รู้ว่ามีใครเข้าออกเคลื่อนไหวในพื้นที่รับผิดชอบ และต้องไม่เข้าข้างฝ่ายตรงข้าม หากตรวจพบว่าให้การสนับสนุนที่พักอาศัยแก่กลุ่มผู้ก่อเหตุในทุกกรณีถือว่ามีความผิดเทียบเท่า ผู้ก่อเหตุทุกประการ จะต้องถูกดำเนินการทางคดีอย่างเข้มงวด หากมีปัญหาต้องช่วยกันแจ้งเบาะแสไม่ต้องกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัยในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 ขอรับรองสามารถโทรมาแจ้งเบาะแสได้ที่เบอร์ 061-1732999 ซึ่งเป็นเบอร์ของแม่ทัพภาคที่ 4 โดยตรง ขอให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่ให้สงบสุข ด้วยการแจ้งเบาะแสข่าวสารแก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาต่างๆในพื้นที่ให้เกิดความสงบสุขเร็วยิ่งขึ้น


ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ผบ.ตร. มอบรางวัลแก่ตำรวจสายตรวจสน.เทียนทะเล

ผบ.ตร. มอบรางวัลแก่ตำรวจสายตรวจสน.เทียนทะเล เข้าระงับเหตุตามหลักยุทธวิธีตำรวจ
วันนี้ (16 พ.ค.66) เวลา 12.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบเกียรติบัตรโครงการ “ทำดี มีรางวัล” ตำรวจสายตรวจ สน.เทียนทะเล เข้าระงับเหตุตามหลักยุทธวิธีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวว่า สำหรับโครงการ “ทำดี มีรางวัล” 
นั้นเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและประชาชนที่ประกอบคุณงามความดีมีจิตสาธารณะ จนเป็นที่ยอมรับของสังคม ตลอดจนข้าราชการตำรวจที่มุ่งมั่นทุ่มเททำงานจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างชื่อเสียงให้แก่หน่วยงาน และกรณีนี้จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2566 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลเทียนทะเล ได้รับแจ้งเหตุ ว่ามีชายทะเลาะกับภรรยา และมีพฤติกรรมคล้ายจะทำร้ายร่างกาย ในพื้นที่ติดต่อใกล้เคียง จึงได้รุดนำกำลังเข้าตรวจสอบ

เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นหมู่บ้านจัดสรร บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ พบลูกสาวของผู้ก่อเหตุ และเจ้าหน้าที่สายตรวจของสถานีตำรวจภูธรโคกขาม จำนวน 2 นาย กำลังประเมินสถานการณ์ โดยลูกสาวของผู้ก่อเหตุได้ให้ข้อมูลว่า พ่อของตนเกิดอาการคุ้มคลั่งทะเลาะกับแม่ และมีอาวุธปืนติดตัว ในขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามข้อมูลจากผู้แจ้ง ได้มีเสียงเอะอะโวยวายเกิดขึ้นในบ้าน เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์ดูแล้ว มีความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่ปลอดภัย จึงได้ตัดสินใจเข้าระงับเหตุตามหลักยุทธวิธีและใช้จิตวิทยาโน้มน้าวผู้ก่อเหตุ จนสามารถคลี่คลายสถานการณ์ ระงับเหตุได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้วเห็นว่า ตำรวจทั้ง 3 นายเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง ปฏิบัติงานตามหลักยุทธวิธีตำรวจสมควรแก่การยกย่องสรรเสริญ ตามโครงการ “ทำดีมีรางวัล” เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการตำรวจและสังคมสืบไป 

ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า “ตนขอชื่นชมในความกล้าหาญ ที่ให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีตนจึงได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและรางวัลตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” และเงินรางวัล 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่จะมอบรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจหรือประชาชนที่ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน ประกอบคุณงามความดี ช่วยเหลือประชาชน หรือทางราชการ ประพฤติตนดี คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและช่วยเหลือประชาชนจนเป็นที่ยอมรับต่อสังคม”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top