Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

‘พิธา’ ประกาศจับมือพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมจัดตั้งรัฐบาล ยืนยัน!! พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน

(15 พ.ค. 66) พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงข่าวที่พรรคก้าวไกล หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ สรุปว่าพรรคก้าวไกลได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 ว่า เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพี่น้องประชาชนได้แสดงเจตจำนงผ่านคูหาเลือกตั้งให้พรรคก้าวไกลได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง จึงขอประกาศว่าพรรคก้าวไกลพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล น้อมรับฉันทามติของพี่น้องประชาชน พลิกขั้วเปลี่ยนข้างจากฝ่ายค้านเดิมในการจัดตั้งรัฐบาล

พิธากล่าวว่า ตนพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน พร้อมฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เชื่อว่าความคิดเห็นที่แตกต่างจะทำให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีขึ้น พร้อมเคารพ ให้เกียรติ และต่อยอดจากการต่อสู้ของทุกฝ่ายที่ผ่านมาเพื่อประชาธิปไตย และพร้อมคืนศรัทธาให้ระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา คืนความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพให้กับการเมืองไทย และผู้แทนราษฎรทุกคน

หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ได้โทรศัพท์ติดต่อไปหาแกนนำทั้งหมด 5 พรรคการเมือง ทั้งที่เป็นฝ่ายติดต่อไปและแกนนำของพรรคเหล่านั้นได้ติดต่อมาที่พรรคก้าวไกล ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย และพรรคเสรีรวมไทย ที่จะรวมกันเป็น 308 เสียง และกำลังติดต่อไปยังพรรคเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้รวมเป็น 309 เสียง คิดว่าเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ปิดประตูการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทุกฝ่ายต้องน้อมรับฉันทามติจากพี่น้องประชาชน

“ได้โทรศัพท์หาคุณแพทองธาร ชินวัตร แสดงความยินดีกับความมุ่งมั่นตั้งใจในการเดินทางหาเสียง ที่ทำได้อย่างดีเยี่ยมไร้ที่ติ และได้เชิญชวนพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม ในการจัดตั้งรัฐบาลตามที่เคยสัญญากับพี่น้องประชาชน” พิธากล่าว

พิธากล่าวต่อว่า การทำงานต่อจากนี้ มีประมาณ 2-3 ส่วน หนึ่งคือการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกลจะนำโรดแมปที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้ง เพื่อนำไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเก่า เผชิญปัญหาใหม่ และพร้อมพาประเทศไทยไปสู่อนาคต ทำประชามติให้มี สสร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พัฒนาเศรษฐกิจสร้างความเจริญเติบโตและลดความเหลื่อมล้ำไปในคราวเดียวกัน (Inclusive Growth)

สอง ตั้งทีมงานเพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีคณะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจ เปลี่ยนผ่านรัฐบาล อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ

สาม จะมีการเดินสายพบปะประชาชน ภาคประชาสังคม ข้าราชการ และภาคธุรกิจ เพื่อเดินหน้าทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของพรรคก้าวไกล ให้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นฉันทามติที่มาจากพี่น้องประชาชน สามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนได้ เพื่อพาประเทศไทยไปสู่อนาคต ไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพและมีอุดมการณ์ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่พวกเราถวิลหา

พิธากล่าวว่า วันนี้จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคในช่วงบ่าย ก่อนเดินทางไปขอบคุณพี่น้องประชาชนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และหลังจากนั้นจะเดินทางทั่วทุกภูมิภาค เร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้มีสุญญากาศทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้มีความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงใด ๆ ต่อประเทศไทย ขอให้พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน มั่นใจในการทำงานของพรรคก้าวไกล เราจะทำงานอย่างละเอียด รอบคอบ และรวดเร็ว เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

‘อลงกรณ์’ เรียกร้องทุกฝ่ายเคารพเสียงประชาชน หนุน ‘ก้าวไกล’ ตั้งรัฐบาล ดัน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

(15 พ.ค. 66) นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เขียนเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นสนับสนุนพรรคก้าวไกลให้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศหลังทราบผลการเลือกตั้ง โดยเขียนไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

“ควรเคารพเสียงประชาชน
ให้ ‘ก้าวไกล’ ตั้งรัฐบาลปฏิรูปประเทศ”

ประเทศไทยถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อประชาชนกว่า 14 ล้านคนเลือกพรรคก้าวไกลเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทั้ง ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง และส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ด้วยความเชื่อมั่นว่า พรรคก้าวไกลจะสร้างการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศสู่อนาคตที่ดีกว่าปัจจุบัน

ผมเชื่อว่า นักการเมืองทุกคนไม่ว่าสังกัดพรรคใด คงยอมรับว่า พรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งด้วยวิสัยทัศน์ นโยบายและความเป็นผู้นำของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยไม่มีการซื้อเสียง เป็นชัยชนะที่ขาวสะอาด

ผมหวังว่า ทุกพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาจะเคารพเสียงของประชาชน และเปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกลสามารถจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศและคุณพิธาได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 นำประเทศก้าวข้ามความล้าหลังความยากจนและความแตกแยกขัดแย้ง เดินหน้าปฏิรูปประเทศสร้างศักยภาพใหม่ประเทศไทยให้สำเร็จ และสร้างประชาธิปไตยโดยประชาชนของประชาชนเพื่อประชาชนในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อลงกรณ์ พลบุตร
15 พ.ค. 2566

ศลต.ตร.อัปเดตทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง 42 ราย เฝ้าระวังพื้นที่รุนแรง แข่งขันสูงต่อเนื่อง เปิดภาพตำรวจขนส่งบัตรเลือกตั้งจากจุดห่างไกล จ.ยะลา ขึ้น ฮ.ท่ามกลางความมืด

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2566) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษก ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) เปิดเผยว่า วันนี้ ศลต.ตร.ได้ประชุมสรุปภารกิจการรักษาความปลอดภัย การดูแลความสงบเรียบร้อย และอำนวยการจราจรในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และติดตามสถานการณ์ในพื้นที่เฝ้าระวัง เช่น พื้นที่ที่เคยพบการใช้ความรุนแรง หรือพื้นที่แข่งขันสูงอย่างต่อเนื่อง

“การปฏิบัติของ ศลต.ตร.ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาภาพรวมทั่วประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังปิดหีบแล้วเข้าสู่การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ตำรวจดูแลความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อย ป้องกันการกระทบกระทั่ง โดยไม่มีรายงานเหตุวุ่นวายแต่อย่างใด หลังจากนั้น ในช่วงค่ำตำรวจได้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยการขนส่งหีบบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนแล้วไปยังศูนย์เลือกตั้งจังหวัด โดยมี 8 หน่วยเลือกตั้ง ในพื้นที่ อ.ยะหา บันนังสตา และธารโต จว.ยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสูง อยู่ห่างไกล ต้องใช้ระยะเวลาการเดินทางขนส่งโดยรถยนต์เป็นระยะเวลานาน และเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยฯ จึงใช้วิธีการลำเลียงบัตรเลือกตั้ง โดยเฮลิคอปเตอร์ของกองบินตำรวจ โดยมีตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ตำรวจพลร่ม  และตำรวจ สภ.บันนังสตา สภ.แม่หวาด สภ.ปะแต จว.ยะลา ทำหน้าที่ขนส่ง และอารักขา เจ้าหน้าที่ กกต.และกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง นำบัตรเลือกตั้งส่งถึงศูนย์ฯ อย่างปลอดภัย” พล.ต.ท.นิธิธร ฯ กล่าว

14 พ.ค.66 วันสิ้นยุคสองนคราประชาธิปไตย เปิด 4 สูตรตั้งรัฐบาล ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ ใครกินแห้ว?

แรกสุด ‘เล็ก เลียบด่วน’ ต้องขอแสดงความเสียใจและยินดีกับผู้แพ้พ่ายและผู้ชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา พิเศษหน่อยก็ขอแสดงความยินดีกับพรรคก้าวไกลที่ผงาดขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 1 แทนพรรคเพื่อไทย ส่วนจะเป็น ‘สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง’ หรือ ‘พายุแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ก็ดูกันต่อไป

‘เล็ก เลียบด่วน’ ยังไม่ขอส่องผลการเลือกตั้งในวันนี้ แต่จะขอหมายเหตุการณ์เลือกตั้งครั้งที่ 27 ครั้งนี้เอาไว้สัก 3 ประการ

ประการแรก - กระแสความต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและหลายสิ่งหลายอย่างมีพลานุภาพ เหนือกระสุนในหลายพื้นที่ พลังของคน 3 Gen คือ Gen-Z, Gen-Y รวมถึง Gen-X รวมแล้วเกือบ 40 ล้านมีบทบาทกำหนดทิศทางการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมีนัยสำคัญ

ประการที่สอง - ระบบบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์แบบเดิม ๆ ไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืนอีกต่อไป การสื่อสารสมัยใหม่  ความคิดใหม่ ๆ ข้อเสนอใหม่ ๆ นโยบายใหม่ ๆ ที่สอดคล้องยุคสมัยโดนใจประชาชนจะเข้ามาแทนที่

ประการที่สาม คำว่า ‘สองนคราประชาธิปไตย’ ที่หมายถึงคนชนบทต่างจังหวัดเป็นคนเลือกตั้ง แต่คนเมืองโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เป็นคนล้มรัฐบาลนั้นจะไม่มีอีกแล้ว เพราะปัจจุบันกล่าวได้ว่าเมืองกับชนบทเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ทั้งทางกายภาพและความคิดอ่าน

ปรากฏการณ์ ‘ก้าวไกลค่อนแผ่นดิน’ อยู่ใน 3 บริบทดังกล่าวมา...บริบทของความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่พลิกโฉมหน้าการเมืองไทย…

หันมากล่าวถึงการจัดสูตรรัฐบาล ซึ่งนาทีนี้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลประกาศเดินหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ ‘เล็ก เลียบด่วน’ ขอสรุปความเป็นไปได้ของสูตรที่สำคัญ ๆ ดังนี้

สูตรที่หนึ่ง - สูตร 309 เสียง โดยมีพรรคก้าวไกล 151 เสียงกับพรรคเพื่อไทย 141 เป็นแกนนำ ซึ่งนายพิธาได้ประสานงานไปแล้ว และเบื้องต้นพรรคเพื่อไทยก็รักษามารยาทเปิดประตูรับพิจารณา แต่ที่สุดแล้วจะไปต่อหรือไม่ก็ยังไม่แน่…

สูตรที่สอง - พรรคเพื่อไทย พลิกข้างเจรจาจับมือกับพรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐ และพรรคเล็ก จัดตั้งรัฐบาล โดยอาจเอาพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมด้วย ให้พรรคก้าวไกลและพรรคลุงตู่เป็นฝ่ายค้าน…

สูตรที่สาม -  พรรคร่วมรัฐบาลเดิมเดินหน้าโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไปตายเอาดาบหน้า ใช้พลังดูดหรือกลเกมต่าง ๆ ให้ฝ่ายตรงกันข้ามวงแตกพรรคแตก แล้วดึงร่วมรัฐบาล...หากดึงไม่ได้ก็ลากไปเรื่อย ๆ จนถูกคว่ำหรือชิงยุบสภา สูตรนี้เกิดขึ้นได้ยากมากเพราะเสียงของขั้วรัฐบาลเดิมแพ้ขาด ประการสำคัญอาจเป็นชนวนจลาจลนอกสภา…

สูตรที่สี่ - สูตรนายกฯ คนกลางตามมาตรา 272 วรรคสอง กล่าวคือไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯ ตามบัญชีได้ ต้องใช้บริการคนกลางหรือคนนอก สูตรนี้พยายามใช้ตอนล้มบิ๊กตู่เมื่อปลายปี 2564 มาแล้ว กะว่าคว่ำบิ๊กตู่แล้วให้บิ๊กป้อมขึ้นนายกฯ ในฐานะนายกฯ คนนอก..คือนอกบัญชี ซึ่งทำไม่สำเร็จ แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว บิ๊กป้อมเป็นแคนดิเดตตามบัญชีแล้ว ถ้าพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทยหนุนก็เดินหน้าได้ อาจจะดึงพรรครวมไทยสร้างชาติ และประชาธิปัตย์มาร่วมด้วย สูตรนี้พรรคเพื่อไทยคงคิดหนัก

ทั้งสี่สูตร ความเป็นไปได้น่าจะอยู่ที่สูตรที่หนึ่งหรือสูตรที่สอง ต้องวัดใจทั้งสองพรรคแกนนำ ถ้าหวยพลิกมาสูตรที่สองเป็นสูตรข้ามขั้วก็แปลว่าพรรคก้าวไกลต้องกินแห้ว

ป.ล.- เล็ก เลียบด่วน ขอแสดงความชื่นชมบิ๊กตู่ที่ได้แสดงความเป็นสุภาพบุรุษประชาธิปไตย ลงคลุกฝุ่นสนามเลือกตั้ง และยอมรับในผลการเลือกตั้งโดยไม่มีข้อแม้

เรื่อง: เล็กเลียบด่วน

สูตรจัดตั้งรัฐบาล 5 พรรค ‘309 เสียง’ คงไม่พอ อาจต้องบากหน้าง้อ ‘ภูมิใจไทย’ รวมให้เกิน 376 เสียง

เมื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งได้เสียงมากสุด 152 เสียง ประกาศชัดว่าจะจับมือกับฝ่ายค้านเดิมจัดตั้งรัฐบาล 309 เสียง ได้แก่ ก้าวไกล 152 เสียง เพื่อไทย 141 เสียง ประชาชาติ 9 เสียง ไทยสร้างไทย 6 เสียง เสรีรวมไทย 1 เสียง 

โดย 5 พรรคการเมืองเมื่อรวมเสียงกันแล้วได้แค่ 309 เสียง ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา 750 เสียง คือ 376 เสียง พรรคก้าวไกลยังจะต้องหาเสียงสนับสนุนอีก 67 เสียง ตรงนี้คือประเด็นว่าพรรคก้าวไกลจะเดินเกมอย่างไร ซึ่งก็มีทางเลือกอยู่

-เจรจากับพรรคภูมิใจไทย 70 เสียง ถ้าพรรคภูมิใจไทยตกลงเข้าร่วม ก็จะทำให้เป็นรัฐบาล 6 พรรค 379 เสียง ถ้าเอาแค่นี้ถือว่าเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เพราะเกินกึ่งไปแค่ 3 เสียง จะให้ใครเจ็บใครป่วย ใครเป็นไข้ไม่ได้เลย

-ที่พิธาประกาศว่าปิดทางรัฐบาลเสียงข้างน้อยนั้น ไม่น่าจะจริง เพราะพรรคก้าวไกลเองก็ยังก้าวไม่ผ่าน 376 เสียง เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว. มีอยู่แค่ 309 เสียงเอง เพื่อให้รัฐบาลเดินไปได้ พรรคก้าวไกลอาจจะต้องบากหน้าไปคุยกับ ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง หรือรวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง แต่อาจจะยากเพราะทั้งก้าวไกล และเพื่อไทยต่างประกาศไปแล้วว่า “มีเราไม่มีลุง” แต่มีความเป็นไปได้กับการเจรจากับพรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง

ถ้าชาติไทยพัฒนาเข้าร่วม อย่างนั้นก็ต้องเอาพรรคภูมิใจไทยมาด้วยอยู่ดี ประเด็นว่า พรรคภูมิใจไทย จะร่วมกับก้าวไกล และเพื่อไทยได้หรือไม่ ซึ่งก็ไม่ง่ายเพราะมีอะไรหลายอย่างที่เคมีไม่ตรงกัน แต่การเมืองก็คือการเมือง เมื่อผลประโยชน์ลงตัวก็สามารถร่วมกันได้หมด

แต่กล่าวสำหรับประชาธิปัตย์ ไม่น่าจะร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยได้ เพราะมีอะไรมากมายที่เห็นไม่ตรงกัน จะเจรจาร่วมกัน เพื่อลงนามในเอ็มโอยู ก็น่าจะยังยาก พรรคประชาธิปัตย์ จึงควรจะครองตนเป็นฝ่ายค้าน

ยิ่งประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านยิ่งจะเป็นผลดี ผลดีทั้งต่อชาติบ้านเมือง และต่อพรรคเอง ต่อชาติบ้านเมืองเพราะประชาธิปัตย์เคยทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ดีเยี่ยมมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ตรวจสอบรัฐบาล อภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ทำได้ดี เป็นผลดีต่อพรรค เพราะถ้าเป็นฝ่ายค้านแล้วทำหน้าที่ได้ดี ประชาชนก็จะเห็นผลงานเห็นฝีมือ อาจจะเป็นช่องทางให้ฟื้นฟูพรรคกลับคืนมาได้ ดีกว่าร่วมหัวจมท้ายกับพรรคที่มีเจตนารมณ์-อุดมการณ์ที่แตกต่างกัน ยิ่งจะนำมาซึ่งความเสื่อม

ประชาธิปัตย์ควรจะนำบทเรียนของการเข้าร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นข้อสรุปว่า เป็นต้นเหตุให้พรรคได้แค่ 25 เสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่

พรรคประชาธิปัตย์ควรจะมานั่งคิดหาเวลาฟื้นฟูพรรค ดีกว่ามานั่งคิดจะเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อนำนโยบายที่เป่าประกาศไว้ไปสู่การปฏิบัติ เหมือนคราวที่แล้ว สุดท้ายล้มไม่เป็นท่า วันนี้ประชาชนได้ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องเปลี่ยน ด้วยการเลือกก้าวไกล เพื่อไทยมาจำนวนมาก จึงควรให้เจตนารมณ์ของประชาชนเป็นจริง

สมาชิกวุฒิสภา 250 เสียงก็ควรตอบรับให้ความร่วมมือกับเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างไม่มีอิดออด เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยาก และล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะยิ่งล่าช้าก็จะยิ่งมีผลกระทบ กระทบทั้งการค้า การลงทุน และความเชื่อมั่น รวมถึงการต่างประเทศ

แม้สมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการแต่งตั้งของอดีตหัวหน้า คสช. ก็ตาม แต่ควรใช้ดุลยพินิจพิจารณาเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ที่มา: นายหัวไทร

คุณธรรม 3 ประการ จากมารดาที่ชื่อ ‘ฉี ซิน’ เบื้องหลัง ‘สี จิ้นผิง’ สู่ผู้นำจีนที่ทั่วโลกรู้จัก

ครอบครัว เป็นพื้นฐานของเด็ก โดยมี พ่อ-แม่ เป็นครูคนแรกของลูก หากผู้ปกครองให้ความสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมที่ดีให้กับลูกของตน เด็กๆ ก็จะเติบโตขึ้นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจสมบูรณ์ และยังสามารถดูแลผู้คนในสังคม หรือแม้แต่แบกรับความรับผิดชอบต่อประเทศชาติได้

นั่นคือความคิดของนางฉี ซิน คุณแม่ชาวจีนท่านหนึ่ง ที่พยายามสอนให้ลูก ๆ 4 คนของเธอเป็นผู้รู้ รักคุณธรรมตั้งแต่เล็ก และต่อมาลูกชายคนโตของเธอก็เติบใหญ่ กลายเป็นผู้นำจีนที่โลกรู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง นามว่า ‘สี จิ้นผิง’ 

สี จิ้นผิง เคยเล่าว่า เมื่อสมัยที่เขายังเป็นเด็กเล็ก ๆ นางฉี ซิน แม่ของเขาชอบพาเขาขี่หลังพาไปเที่ยวที่ร้านหนังสือ และเคยซื้อหนังสืออัตชีวประวัติของ งักฮุย แม่ทัพผู้เกรียงไกรในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ มาอ่านให้เขาฟัง เขาจำได้ว่า แม่เน้นย้ำตัวอักษร 4 ตัวที่มารดาของแม่ทัพงักฮุยสักไว้บนแผ่นหลังให้งักฮุยตั้งแต่เด็กด้วยคำว่า จินจงเป้ากั๋ว (尽忠报国) ซึ่งแปลว่า “ขอรับใช้ชาติด้วยความจงรักภักดี”

เขาเคยถามแม่ว่า การสักตัวอักษรบนแผ่นหลังจะต้องเจ็บปวดมากแน่ ๆ แต่ทำไมแม่ของงักฮุยจึงทำเช่นนั้น นางฉี ซิน ได้ตอบลูกชายว่า แม้จะเจ็บ แต่ต้องการให้คุณธรรม 4 คำนี้จำฝังอยู่ในใจตลอดไป ซึ่ง สี จิ้นผิง ก็ได้จำคุณธรรม 4 ตัวอักษรนี้ เป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตนับแต่นั้น

แต่นอกเหนือจากคุณธรรม 4 อักษร ของแม่ทัพงักฮุยแล้ว นางฉี ซิน ยังสอนให้ สี จิ้นผิง รู้จักคุณธรรมเพื่อชีวิตอีก 3 ประการ ไว้ว่า...

1. จงอุทิศตนเพื่อประเทศชาติด้วยความบริสุทธิ์ใจ
2. จงมีความซื่อสัตย์ และหัดเป็นคนมีวินัยในตนเอง 
3. จงมีความมุ่งมั่นที่จะยอมเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อส่วนรวม 

แม่ของเขาย้ำด้วยว่า “เมื่อใดก็ตามที่คนเราขาดความซื่อตรง และ วินัยในตนเอง ก็จะกลายเป็นคนไร้ซึ่งความกล้าหาญ จงระลึกเสมอว่า ความซื่อสัตย์คือพรอันประเสริฐ แต่ความละโมบ ไม่ต่างจากคำสาป เมื่อคนเราได้พบเจอกับอำนาจ ลาภยศ และ ผลประโยชน์”

นางฉี ซิน มารดาของ สี จิ้นผิง เป็นบุตรสาวจากครอบครัวนักกฎหมายในคณะรัฐบาลพรรคชาตินิยมจีนมาก่อน ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีแต่วัยเยาว์ เคยเข้าร่วมกองกำลังเยาวชนต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น ในสมัยสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่  2 ก่อนที่จะมาพบรักและแต่งงานกับ สี จ้งซุน หนึ่งในผู้นำนักปฏิวัติจีนรุ่น 1 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเวลาต่อมา 

แม้จะเกิดในครอบครัวชั้นปกครอง แต่ก็เคยพบเจอกับความยากลำบาก ต้องใช้แรงงานในชนบท และการต่อสู้เพื่อประเทศชาติ และอุดมการณ์มาก่อน แม้ว่าลูกชายคนโต สี จิ้นผิง จะมีตำแหน่งก้าวหน้าในรัฐบาลจีน แต่นางฉี ซิน ชอบที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำงานเขียนหนังสือ และเดินทางเยี่ยมเยียน สถานที่ที่เคยเป็นฐานของคณะปฏิวัติเก่าๆ ในเมือง ซานซี หนิงเซีย กานซู และอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 40 ปี และมักบริจาคเงินส่วนตัวเพื่อใช้พัฒนาโรงเรียนยากไร้ในชนบท

นางฉี ซิน มักบอกกับลูกชายเสมอ เมื่อเขาไม่สามารถกลับมาเยี่ยมได้แม้ในวันหยุดยาวช่วงเทศกาลตรุษจีนว่า ขอให้อุทิศตนทำงานอย่างเต็มที่ ก็คือว่าได้แสดงความกตัญญูตอบแทนพ่อแม่เพียงพอแล้ว 

คำสอนของนางฉี ซิน ผู้เป็นมารดา เป็นส่วนหนึ่งในแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสังคมของสี จิ้นผิง ด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนจีน 

เห็นได้ว่า จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ในการสร้างคุณธรรม และ ความคิดที่ดีให้ลูก ๆ ตั้งแต่ยังเล็ก สามารถทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นเพื่อทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่รู้จบ 

เรื่อง: ยีนส์ อรุณรัตน์

อ้างอิง : China Daily / Chinese Thought  / Wikipedia

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 ตรวจเยี่ยมการ รับ-ส่งทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2566 ผลัดที่ 1

วันที่ 15 พฤษภาคม 2566 เวลา 10:30 น. พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ การรับ-ส่งทหารกองเกินเข้ากองประจำการ ประจำปี 2566 ผลัดที่ 1 ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยมี พันเอกสุดใจ  แพงพรมมา สัสดีจังหวัดสุรินทร์ รักษาการ หัวหน้าฝ่าย สรรพกำลังมณฑลทหารบกที่ 25 พันเอก จิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ เสนาธิการกองกำลังสุรนารี พันเอกสุรังค์  วิทยาวงศรุจิ  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน  และ คณะนายทหารให้การต้อนรับ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 มณฑลทหารบกที่ 25 ได้ดำเนินการ รับ-ส่ง ทหารเข้ากองประจำการ ผลัดที่ 1/2566 จำนวน 390 นาย แยกเป็น แผนก กองทัพบก จำนวน 209 นาย แผนก กองทัพอากาศ จำนวน 108 นาย แผนก กองทัพเรือ จำนวน 73 นาย  พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้เน้นย้ำให้ปฏิบัติในทุกขั้นตอน อย่างเคร่งครัด และได้พบปะพูดคุย กับผู้ปกครองและญาติของทหารใหม่ที่มาส่ง ให้คลายความกังวล และขอให้เชื่อมั่นในกระบวนการของกองทัพ ที่จะดูแลทหารใหม่หรือน้องคนเล็ก เสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ในการรับ-ส่งทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2566 ผลัดที่ 1ในครั้งนี้ มณฑลทหารบกที่ 25 ได้จัด วงดนตรี จากหมวดดุริยางค์ทหารบก มณฑลทหารบกที่ 25 และการแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทย มาให้ ผู้ปกครองและญาติทหารใหม่ได้ชมอีกด้วย

ต่อจากนั้น พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้เดินทาง ไปตรวจเยี่ยม การรับทหารใหม่ ณ หน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 25 ซึ่ง มีทหารใหม่เข้ากองประจำการ จำนวน 87 นาย

 ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

ฉะเชิงเทรา-สโมสรโรตารีธนบุรีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์รักษาผู้ป่วยโรคตาให้กับโรงพยาบาล พนมสารคาม และจัดสร้างโรงอาหาร ปรับปรุงห้องสมุดใหม่

พร้อมมอบอุปกรณ์การเรียนให้กับโรงเรียนบ้านหนองสองห้อง ในวาระครบรอบ 65 ปี การก่อตั้งสโมสรในประเทศไทย

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 พ.ค. 2566  เวลา 11.00 น. ณ โรงพยาบาลพนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ได้มีพิธีส่งและรับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคตา โดยมี นายไพบูลย์  โกสุมขจรเกียรติ์  นายกสโมสรโรตารีธนบุรี เป็นตัวแทนสโมสรในนามองค์กรโรตารีสากล เป็นผู้ส่งมอบในฐานะผู้ดำเนินการ และได้รับเกียรติจาก นายขจรเกียรติ  รักพาณิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานรับมอบ

การมอบเครื่องมือแพทย์ในครั้งนี้ เป็นการฉลองที่สโมสรครบรอบ 65 ปีในประเทศไทย โดยเมื่อต้นปี 2565 เริ่มมีการสำรวจเบื้องต้น พบว่าในเขตพื้นที่อำเภอพนมสารคาม มีผู้ป่วยโรคตาจำนวนมาก และต้องเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลฉะเชิงเทรา เนื่องจากโรงพยาบาลพนมสารคาม มีอุปกรณ์เครื่องมือที่จะใช้ในการรักษา ไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง และครอบคลุมกับอาการเจ็บป่วยของคนไข้ในภาวะปัจจุบัน โดยเฉพาะทางโรงพยาบาลมีอุปกรณ์เป็นเครื่องรุ่นเก่า สโมสรโรตารีธนบุรี จึงจัดทำโครงการที่เรียกว่า Global Grant หมายเลข 2340638 ซึ่งเป็นโครงการที่ทำร่วมกับสโมสรคู่มิตรต่างประเทศในการจัดหาทุน เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางแพทย์รักษาโรคตา เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลพนมสารคาม เป็นของขวัญมอบให้กับประชาชนจังหวัดฉะเชิงเทรา

โครงการส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลพนมสารคาม สำหรับการรักษาคนไข้โรคตาครี้งนี้ เป็นชุดอุปกรณ์รวม 2 ชุดในมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2,483,700 บาท โดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ เริ่มสำรวจจนถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปีเต็ม 

เมื่อปี 2565 ได้จัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ชุดที่ แรกได้แก่เครื่องตรวจตาวัดเลนส์แก้วตาเทียม และเครื่องฉายจอภาพ มูลค่าโครงการ US$ 38,900 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,283,700 บาท 

และต่อมาในปี 2566 เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยโรคตาได้ครอบคลุมทั่วถึง มีประสิทธิภาพมากขึ้น คณะกรรมการบริหารสโมสรโรตารีธนบุรี  จึงได้มีมติเห็นชอบอนุมัติการจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ ชุดที่ 2  ได้แก่ เครื่องถ่ายภาพจอแบบพกพา ปัญญาประดิษฐ์ โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากสโมสรคู่มิตรต่างประเทศ มูลค่าโครงการ US$ 34,286 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,200,000 บาท 

ในการนี้ ไม่ใช่เฉพาะคนไข้ในเขตพื้นที่อำเภอพนมสารคามเท่านั้นที่จะได้รับบริการ ยังหมายรวมถึงประชาชนชาวบ้านที่อยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทราทั้งหมด จะมีโอกาสมารับการรักษาโรคที่เกี่ยวกับดวงตา ได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย 


และในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ สโมสรโรตารีธนบุรี เดินทางไป ณ โรงเรียนบ้านหนองสองห้อง หมู่ที่ 13 ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา นายไพบูลย์  โกสุมขจรเกียรติ์  นายกสโมสรโรตารีธนบุรี เป็นตัวแทนสโมสรในนามองค์กรโรตารีสากล ส่งมอบโรงอาหาร และปรับปรุงห้องสมุดใหม่ พร้อมมอบอุปกรณ์การเรียนให้กับโรงเรียนบ้านหนองสองห้อง มูลค่ารวม 350,000 บาท

โดยกิจกรรมนี้เป็นโครงการสืบเนื่องจากที่สโมสรได้มามอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลพนมสารคาม  โดยต้องการสนับสนุนเยาวชนในพื้นที่ ดูแล ด้านการศึกษา ซึ่งโรงเรียนบ้านหนองสองห้องอยู่ในเขตอำเภอพนมสารคาม  ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มี นักเรียน 75 คน ระดับการศึกษาตั้งแต่อนุบาล 2 – ประถมศึกษาปีที่ 6  เปิดทำการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี  2520 รวมอายุ 45 ปี ปัจจุบันมีครูและเจ้าหน้าที่ 7 คน ที่คอยดูแลให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ได้รับการศึกษา  แต่เนื่องจากสภาพอาคารเรียนเริ่มผุพัง ประกอบกับความไม่สะดวกของการจัดกิจกรรมในร่ม  ทางสโมสรโรตารีธนบุรี จึงได้พิจารณาอนุมติงบประมาณเพื่อสร้างโรงอาหารขนาด  8 x 12 เมตร พร้อมใส่มุ้งลวด และหลังคากันฝนให้สามารถงานได้อเนกประสงค์   

นอกจากนี้ ทางสโมสรฯ ยังได้ทำการปรับปรุงห้องสมุดเดิม ให้สวยงาม พร้อมจัดหาหนังสืออ่านนอกเวลา เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้  รวมทั้งจัดซื้อชุดคอมพิวเตอร์มอบให้อีก 1 ชุด ด้วย 

'นายกฯ' ปลื้ม!! มาตรฐาน 'ฮาลาลไทย' นานาชาติไว้ใจ พร้อมหนุน บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

(16 พ.ค.66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาล และเป็นผู้ผลิตอาหารฮาลาลรายใหญ่ของโลก อุตสาหกรรมฮาลาลไทยเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ 

โดยอาหารฮาลาลคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของการส่งออกอาหารทั้งหมดของประเทศไทย และร้อยละ 60 ของการส่งออกอาหารฮาลาลไปยังประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และบรูไน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2564/2565 ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าขึ้นร้อยละ 3 ภายในปี 2566 โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เชื่อมั่นในศักยภาพ การผลิต และส่งออกสินค้าฮาลาลมาโดยตลอด พร้อมสนับสนุน และยกระดับธุรกิจฮาลาลของไทยให้เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เข้าถึงตลาดประชากรมุสลิมจำนวนหลายพันล้านคน 

นายอนุชา กล่าวว่า อุตสาหกรรมฮาลาลของไทยยังครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆที่หลากหลาย เช่น เครื่องสำอาง แฟชั่น เวชภัณฑ์ และการท่องเที่ยว ซึ่งกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวฮาลาล (Halal tourism) ถือเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันกระแสความต้องการท่องเที่ยวทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคชาวมุสลิม และประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมใน Global Muslim Travel Index ปี 2565 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมงาน Arabian Travel Market (ATM) 2023 งานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นำเอกลักษณ์และความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และ Soft Power ของไทย โดยเฉพาะอาหารฮาลาล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่สุดตลาดหนี่งของประเทศไทย ทั้งทางรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งในปี 2565 มีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมาไทยกว่า 3 แสนคน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 220 ดอลลาร์สหรัฐ และมีวันพักค้างเฉลี่ย 11.14 วันในปี 2562

“นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นในศักยภาพ ชื่อเสียงของไทย และการทำงานสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจฮาลาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการค้าและการลงทุน ผลิตภัณฑ์และอาหารฮาลาล รวมถึงการท่องเที่ยว ซึ่งมั่นใจว่าด้วยระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่ง และชื่อเสียง คุณภาพที่เป็นที่ยอมรับมายาวนานของผลิตภัณฑ์ไทยที่ผ่านการรับรองฮาลาล ส่งผลให้อุตสาหกรรมฮาลาลของไทยมีความพร้อม และมีศักยภาพที่จะเติบโตในระดับสากลได้อีกมาก” นายอนุชากล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top