Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ประสานข้อมูลทางการจีนยืนยันเจ้าของบัญชีเกี่ยวพันยาเสพติด หลัง 4 ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีใช้เอกสารปลอมเบิกเงินธนาคารเข้ามอบตัวที่ สน.ทองหล่อ

จากกรณีเมื่อวันที่ 24 มี.ค.66 ที่ผ่านมา สน.ทองหล่อ ได้รับแจ้งกรณีพบกลุ่มบุคคลใช้เอกสารปลอมเข้าติดต่อธนาคาร แอบอ้างเป็นเจ้าของบัญชี พยายามขอทำสมุดบัญชีเล่มใหม่เพื่อถอนเงินยอดกว่า 176 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพบว่ามีการใช้หนังสือเดินทางปลอมและตราประทับตรวจคนเข้าเมืองปลอม ก่อนจับกุมดำเนินคดีชายชาวกัมพูชาที่อ้างตัวเป็นเจ้าของบัญชี ในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต รายละเอียดตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียได้นำเสนอแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย ในความผิดฐาน ร่วมกันพยายามลักทรัพย์ และร่วมกันปลอมและใช้รอยตราอันใช้ในการตรวจลงตราสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ โดย 1 ใน 5 รายนั้นคือ ชายชาวกัมพูชาที่อ้างตัวเป็นเจ้าของบัญชีซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่ห้องกักแล้ว นอกจากนี้ยังมีหม่อมราชวงศ์และบุตรชายอดีตอธิบดีกรมการปกครองรวมอยู่ด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 4 เม.ย.66 เวลา 15.00 น. ผู้ต้องหาตามหมายจับที่เหลืออีกจำนวน 4 ราย พร้อมด้วยทนายความ ได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ โดยยังให้การปฏิเสธและไม่ขอให้การใดๆ ก่อนจะยื่นขอประกันในชั้นสอบสวนตามสิทธิ 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ขออนุมัติหมายค้นต่อศาล เพื่อเข้าค้นสถานที่ 2 จุด ซึ่งเป็นที่พักของบุตรชายอธิบดีกรมการปกครองและ คลินิกย่านพระราม 9 ของหม่อมราชวงศ์ ซึ่งอาจมีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในคดี รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลกรณีการให้คำปรึกษากับลูกค้าซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับอุ้มบุญ อยู่ในระหว่างตรวจสอบขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

‘บิ๊กป้อม’ ควบ 2 ประชุม กำหนดมาตรการอนุรักษ์ช้างป่า พร้อมหนุนอุตฯ สีเขียว ดันเร่งเปลี่ยนรถบัสไฟฟ้าใน กทม.

(5 เม.ย.66) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และจัดการช้าง ครั้งที่ 2/2566 ผ่านระบบ VTC ณ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ โดยมี ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมประชุมขับเคลื่อนการอนุรักษ์และจัดการช้างป่า ทั้งในพื้นที่อนุรักษ์และในพื้นที่ชุมชน เพื่อกำหนดมาตรการและการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า 

โดยที่ประชุมเห็นชอบ กรอบมาตรการแก้ไขปัญหาช้างป่า 6 ด้าน ได้แก่ 
(1) การจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของช้างป่า 
(2) แนวป้องกันช้างป่า 
(3) ชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า และเครือข่ายชุมชน 
(4) การช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า 
(5) การจัดการพื้นที่รองรับช้างป่าอย่างยั่งยืน 
และ (6) การควบคุมประชากรช้างป่า เพื่อเป็นแนวทางการจัดการช้างป่าและการบริหารจัดการพื้นที่ นำไปสู่การอนุรักษ์และการจัดการประชากรช้างป่าให้มีปริมาณที่สมดุล ลดปัญหาระหว่างคนกับช้างป่า ทำให้เกิดการอนุรักษ์และจัดการช้างป่าอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืนต่อไป

หลังจากนั้น พล.อ.ประวิตร ไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/66 โดยมี ปล.ทส.ร่วมประชุม 

ที่ประชุมเห็นชอบ การเข้าร่วมดำเนินงานและขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มดำเนินงานด้านกรดไนตริกเพื่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่มีค่าศักยภาพในการทำให้โลกร้อนสูงถึง 265 เท่าของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คาดว่าการดำเนินงานดังกล่าว จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ ประมาณ 130,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนและอุตสาหกรรมไทย เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

‘นฤมล’ ชี้ พปชร. ปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับเลข 37 ชู นโยบาย 3700 เบี้ยสูงอายุ 3,000 สวัสดิการ 700

(5 เม.ย.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค พปชร. กล่าวถึงการปรับนโยบายหรือกลยุทธ์ให้เข้ากับหมายเลข 37 ว่าผู้สมัคร ส.ส.บอกจดจำง่าย เลือกพรรค พปชร.ได้อย่างน้อย 3,700 โดยมาจากนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท และนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท จำง่ายๆ เลือกลุงป้อม 3700 แต่จะใช้เป็นแคมเปญใหม่หรือไม่ ตอนนี้กำลังหารือกับผู้สมัคร เพื่อบอกกับประชาชนให้จดจำได้ เข้าใจง่าย พลังประชารัฐ 3700 ตอนนี้ทุกอย่างจะผูกให้เป็นหมายเลข 37 คือ 3 นโยบายเร่งด่วน 7 นโยบายเร่งรัด 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวเลข 37 จะเป็นปัญหาในการหาเสียงหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. พอใจกับเลข 37 หลายคนบอกเป็นเลขมงคล 3 บวก 7 เป็น 10 เป็นเลขที่ถูกโฉลกกับพรรคและหัวหน้าพรรค ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นเลขที่ดี และจะเป็นการสร้างการรับรู้ว่าพรรคพลังประชารัฐ 3,700  อีกทั้งหมอดูต่างๆ ยังกล่าวว่า เลข 37 เป็นเลขมงคลที่ถูกโฉลก จะทำให้ได้รับชัยชนะ

“ต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ หลังจากเห็นเลข 37 ว่าจะต้องเลือกพรรคพปชร.พลังประชารัฐ นอกจากต้องช่วยกันจำ เวลาไปคูหากาบัตรเลือกตั้ง ต้องมองหาโลโก้และชื่อพรรค เป็นการจดจำง่ายขึ้น” นางนฤมล กล่าว

เมื่อถามว่า ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต เมื่อเห็นว่าเลขพรรคมีจำนวนเยอะ และตัวผู้สมัครมีหมายเลขของตัวเอง จะมีการนัดแนะอย่างไร นางนฤมล กล่าวว่า ตอนนี้ผู้สมัครได้ขึ้นป้าย ทำคลิป ส่งมาให้ดู เป็นภาพของหัวหน้าพรรค และเลข 37 ส่วนผู้สมัครก็จะขึ้นตัวเลขของเขา เป็นการประชาสัมพันธ์คู่กัน ส่วนตัวเชื่อว่าไม่สร้างความสับสน ประชาชนก็ได้รับการชี้แจงแล้วว่าจะต้องเลือกตั้งบัตรสองใบ คนละเบอร์

ผู้สื่อข่าวถามว่า การปราศรัยในพื้นที่กรุงเทพฯ วันที่ 7 เม.ย.นี้ จะจัดขึ้นที่ไหน นางนฤมล กล่าวว่า อาจจะเป็นที่สวนเบญจสิริ จากนั้นวัน 8 เม.ย.จะเป็นเวทีใหญ่ จ.สมุทรสาคร พรรคพปชร.ได้เบอร์ 1 ทั้งสามเขต สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ตนจะลงไปช่วยในพื้นที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ไปพูดเรื่องนโยบายให้ชาวภาคใต้ได้รับรู้กับนโยบาย 3,700 

เมื่อถามว่า พรรคพปชร.จะมีคิวเวทีปราศรัยอย่างเต็มรูปแบบหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า จะมีการปราศรัยเวทีสุดท้ายที่กรุงเทพฯ หลังจากที่ประชุมวางไว้ เป็นวันที่ 12 พ.ค.อาจจะเป็นที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง อีกทั้ง 30 กว่าวันที่เหลือ จะมี 10 เวทีใหญ่ตามจังหวัดต่างๆ

‘สมศักดิ์’ เตรียมหารือ ผู้สมัคร ส.ส. แดนใต้ ‘ปลดล็อกกระท่อม-กีฬาชนวัว’ กระตุ้น ศก. ภาคใต้

(5 เม.ย.66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน ส.ส.พรรค และรองผอ.ศูนย์ปฎิบัติการเลือกตั้ง ได้เชิญผู้สมัคร ส.ส.พรรคในจังหวัดภาคใต้ อาทิ น.ส.บุญฑริกา ยอดสุรางค์ ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 1 เบอร์ 2, นายถาวรรัตน์ คงแก้ว ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 6 เบอร์ 1, พล.ต.ต.เชาวศิลป์ บุญประดิษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 8 เบอร์ 8, น.ส.ปรมาภรณ์ บริบูรณ์ ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 10 เบอร์ 10, นายฮานาฟี หมีนเส็น ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 8 เบอร์ 8, น.ส.ชานิสรา ภูวิจิตร ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 9 เบอร์ 10 และ นายกฤษ ศรีฟ้า ผู้สมัคร ส.ส.พังงา เขต 2 เบอร์ 4 เพื่อมาหารือถึงแนวทางการนำเสนอนโยบายของพรรค ที่จะใช้สื่อสารกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะแนวนโยบายของตนที่ได้พัฒนาส่งเสริมพื้นที่ภาคใต้มาโดยตลอด ทั้งการปลดล็อกพืชกระท่อมและกีฬาชนวัว 

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า พื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ใหม่ที่พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถปักธงได้ ตนจึงเข้ามาช่วยผู้สมัคร ส.ส. เพราะตลอดการเป็น รมว.ยุติธรรม ตนได้ลงพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่องจนรับทราบปัญหาและแนวทางการพัฒนา รวมถึงมีหลายนโยบายที่ได้ขับเคลื่อนจนสำเร็จไปแล้ว เช่น การปลดล็อกพืชกระท่อม ที่ทำให้ใบไม้กลายเป็นเงินสด เกิดการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมาก รวมถึงการผลักดันส่งเสริมกีฬาชนวัว ด้วยการร่างกฎหมายส่งเสริมปศุสัตว์ เพื่อยกระดับให้มีมาตรฐาน เพิ่มมูลค่าให้กับสัตว์ ช่วยเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาชมกีฬาชนวัวได้ง่ายขึ้น เป็นอีกซอฟท์พาวเวอร์ช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้กับประเทศ 

ทั้งนี้ จากการหารือกับผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี หลายคนทราบถึงปัญหาและแนวทางถึงแก่น รวมถึงเข้าใจแนวทางการพูดคุยกับพี่น้องประชาชน ถ้าเราสามารถนำเสนอนโยบายให้ประชาชนเข้าใจได้ ก็จะมีโอกาสที่จะได้รับความไว้วางใจ ซึ่งในพื้นที่ภาคใต้มั่นใจว่าครั้งนี้จะสามารถปักธงได้อย่างแน่นอน เพราะโพลต่างๆ พรรคเพื่อไทยมาแรงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าพี่น้องชาวภาคใต้ยอมรับนโยบาย และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย

'ไพบูลย์-พปชร.' ชวน 'ตะวัน-แบม' ร่วมพูดคุย หาแนวทางแก้ปัญหาตามครรลองประชาธิปไตย

(5 เม.ย.66) นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แถลงภายหลังรับมอบหนังสือจากขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P- MOVE ว่ากลุ่ม P - MOVE ได้มายื่นหนังสือพร้อมนำเสนอหลักการแก้ไขการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม ตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร.ทุกเรื่องคือปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริงที่ต้องเร่งแก้ไข โดยจะนำไปพิจารณาอย่างเร่งรัด ส่วนกลุ่มทำทางที่มายื่นข้อเสนอให้ออกนโยบายการทำแท้งที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นประเด็นของสังคมที่ต้องได้รับการดูแลและให้ความสนใจอย่างครอบคลุม ก็จะไปร่วมประชุมกับกลุ่มทำทาง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างร่วมกัน

นายไพบูลย์ กล่าวว่า หากประชาชนมีข้อเสนอ ปัญหา และนโยบายต่างๆ สามารถมาส่งเรื่องที่พรรค พปชร. เพื่อพบกับตนได้ และอยากให้มีเวลาร่วมกันในการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ตามกระบวนการอย่างเป็นระบบ นี่คือกลไกการทำงานภาคประชาชน

นายไพบูลย์ ยังกล่าวถึงกรณี น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ แบม ว่า หากมีความทุกข์ร้อนที่เห็นปัญหาของสังคม ขอให้นัดตนเองเพื่อที่จะมาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามแนวทางประชาธิปไตยอย่างถูกที่ถูกทาง เพราะในฐานะรองหัวหน้าพรรค พปชร. จะได้ประโยชน์และมีแนวทางทางออกที่จะสามารถแก้ไข อะไรที่ทำได้ก็จะพูด ไม่มีการปิดบังกัน


ที่มา: https://www.thaipost.net/x-cite-news/354991/ 

เปิดวิธีคิด 'Yitzhak Rabin' อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งอิสราเอล ผู้ยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูที่รายล้อมรอบได้อย่างทะนง

ขณะที่ ปี่ กลอง ในการเลือกตั้งของบ้านเรากำลังโหมประโคมอย่างเมามัน ลองมาดูวิธีคิดของนักการเมืองในประเทศเล็ก ๆ แต่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูที่มีอยู่โดยรอบได้อย่างทะนงองอาจ ใช่แล้ว นั่นคือ อิสราเอล
.

ขณะที่ Yitzhak Rabin กำลังปราศรัยกับผู้สนับสนุนในเมืองไฮฟาในช่วงปี 1970 และผู้หญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นแล้วพูดว่า “คุณ Yitzhak ดิฉันเป็นครู และดิฉันเชื่อว่า อนาคตของทั้งประเทศขึ้นอยู่กับการศึกษา ดิฉันอยากรู้ว่า คุณจะจัดการระบบการศึกษาอย่างไร?”

คำถามแบบนี้ แทบจะเป็นอาหารจานโปรดของนักการเมืองเลย นักการเมืองคนใดก็ตามสามารถตอบปัญหาเรื่องนี้ได้ โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีโดยการพูดถึงงบประมาณที่มากขึ้น ชั้นเรียนที่เล็กลง โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ฯลฯ แต่ Rabin ไม่ได้ตอบแบบนั้น เขาตอบว่า “คุณพูดถูกที่อนาคตของทั้งประเทศขึ้นอยู่กับการศึกษา น่าเสียดายที่อนาคตทั้งหมดของประเทศขึ้นอยู่กับรายการที่ยาวเหยียด และเราไม่สามารถพยายามจัดการทั้งหมดได้ในคราวเดียว มิฉะนั้นแล้วเราจะไม่ทำอะไรเลย เราได้ตัดสินใจว่า ลำดับความสำคัญสูงสุดสองประการของเราคือการป้องกันประเทศและเศรษฐกิจ เราอาจจะคิดผิด แต่การศึกษาคงต้องรอไปก่อน”

คำตอบที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเช่นนี้เป็นเพราะอิสราเอลเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ต้องยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูที่มีอยู่โดยรอบนับตั้งแต่การก่อร่างสร้างประเทศ อิสราเอลยังไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้ในคราวเดียว มีหลายอย่างที่รัฐบาลอิสราเอลยังไม่ได้จัดการ แต่ความสำคัญที่สุดคือการป้องกันประเทศและเศรษฐกิจ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย จะมีใครบ้างที่สามารถแก้ไขพัฒนาระบบการศึกษา ปรับปรุงตลาดแรงงาน เพิ่มสวัสดิการ และจัดหาที่อยู่อาศัยที่ดีและราคาไม่แพง ในขณะที่ยังมีสิ่งที่สำคัญที่สุดสองเรื่อง ซึ่งหมายถึงความอยู่รอดของประเทศชาติที่ยังคงต้องรีบจัดการ หวังที่จะเห็นผู้นำทางการเมืองไทยมีวิธีคิดเช่นนี้ “เรื่องสำคัญที่จำเป็นของประเทศชาติต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด...เสมอและตลอดไป”

‘อย.’ เตือน!! ผู้บริโภคอย่าซื้อ ‘เลอรส’ ก๋วยเตี๋ยวสำเร็จรูป หลังพบจุลินทรีย์ก่อโรค ‘Bacillus cereus’ เกินมาตรฐาน

อย.เตือนอย่าซื้อเส้นเล็กสำเร็จรูป "เลอรส" ตรวจพบจุลินทรีย์แบคทีเรีย Bacillus cereus ในผงปรุงรส เกินมาตรฐาน 6 เท่า ก่อโรคอาหารเป็นพิษ

(5 เม.ย.66) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ออกประกาศผลการตรวจพิสูจน์อาหาร โดยระบุว่า จากการร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นนทบุรี เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารบรรจุถุงพลาสติกสีแดงฉลากระบุ “เลอรส เครื่องหมายการค้าจดทะเบียน ก๋วยเตี๋ยวเรือกึ่งสำเร็จรูปเส้นเล็ก เลขสารบบอาหาร 12-2-01765-6-0002 MFD.01.02.23 EXP.01.05.23 ผลิตโดย : ก๋วยเตี๋ยวเลอรส เลขที่ 9/10 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี จัดจำหน่ายโดย : บริษัท เลอรส อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด เลขที่ 408/6 หมู่ 7 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ” จากสถานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย ชื่อ ก๋วยเตี๋ยวเลอรส เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2566 ส่งตรวจวิเคราะห์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า

เครื่องปรุงที่บรรจุในซองก๋วยเตี๋ยว มีการตรวจพบจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค Bacillus cereus เท่ากับ 6,600 CFU/กรัม ไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 416) พ.ศ. 2563 แห่ง พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ที่กำหนดให้ตรวจพบ Bacillus cereus ในเครื่องปรุงที่บรรจุอยู่ในภาชนะบรรจุ ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ บะหมี่ เส้นหมี่ และวุ้นเส้น ได้ไม่เกิน 1,000 CFU/กรัม จึงจัดเป็นอาหารผิดมาตรฐาน ขอเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังอย่าซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เชื้อ Bacillus cereus เป็นเชื้อแบคทีเรีย ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษได้ มี 2 ลักษณะอาการคือ ทำให้อาเจียนและท้องเสีย อาการอาเจียนมักเกิดจากการได้รับสารพิษที่แบคทีเรียสร้างขึ้นชนิดที่มีความคงทนเป็นกรด-ด่างสูง มักปรากฏอาการภายหลังจากบริโภคอาหารที่มีสารพิษเข้าไป 30 นาทีถึง 6 ชั่วโมง ต่อมาจะถ่ายอุจจาระเหลว


ที่มา : https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_3912568

'จัสติน ซุน' ศิษย์ 'แจ็ก หม่า' ผู้มั่นใจในอนาคตเงินคริปโต ถูก ก.ล.ต สหรัฐฯ แจ้งจับคดีฉ้อโกงปั่นเหรียญ Tron

'จัสติน ซุน' หรือ 'ซุน หยู่เฉิน' เป็นหนึ่งในนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ศรัทธาในมูลค่าของทรัพย์สินดิจิทัล และสามารถบริหารแพลตฟอร์มซื้อขายเงินคริปโตของตัวเองที่ชื่อ Bittorent Inc. ได้ในวัยยังไม่ถึง 30 ปี และยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเงินคริปโตที่ชื่อว่า Tron (TRX) ในปี 2018 ทำให้เขายืนอยู่ในจุดที่นักธุรกิจ รุ่นใหม่อยากจะไปให้ถึง

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ จัสติน ซุน ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติว่า เขามี แจ็ก หม่า เป็นไอดอล และพี่เลี้ยงในการสร้างธุรกิจจากศูนย์สู่หมื่นล้าน โดยแต่แรกเริ่ม จัสติน ซุน เองไม่ได้มีพื้นฐานในด้านธุรกิจ หรือ เทคโนโลยีใด ๆ มาก่อน เขาจบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในสาขาประวัติศาสตร์ และ ไปต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ในด้านเอเชียศึกษา ซึ่งเขาเริ่มรู้จัก และสนใจในการทำธุรกิจคริปโตระหว่างที่ศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกานี่เอง

พอจบกลับมา เขาตัดสินใจไปเข้าคอร์สด้านการทำธุรกิจที่สถาบันศึกษาศาสตร์แห่งการเป็นผู้ประกอบการ ของแจ็คหม่า ที่มณฑลเจ้อเจียง และเรียนรู้ที่จะลงทุนในธุรกิจเงินดิจิทัลที่นั่น

แม้ จัสติน ซุน จะชื่นชมในตัวแจ็ก หม่า อย่างมากและเขาเรียนรู้วิธีสร้างอาณาจักรธุรกิจจากสถาบันอบรมของแจ็ก หม่า หลายอย่าง ทั้งการสร้างมูลค่าให้กับองค์กร ที่ส่งผลให้หุ้นมีราคาจนสามารถขยายบริษัทจากหนึ่ง เป็นเครือข่ายที่มีพนักงานหลายพันได้ในเวลาไม่นาน อาทิ โมเดลการสร้าง Alibaba ของเขา แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่เขา และ แจ็ก หม่า มีมุมมองต่างกัน 

โดยคนรุ่น แจ็ก หม่า เคยเชื่อว่าธุรกิจที่มีโอกาสทำเงินได้มหาศาลคือ กลุ่ม E-Commerce, ด้านการเงิน และ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นมุมมองของนักธุรกิจรุ่นเก่า ที่ตอนนี้มันอิ่มตัวไปแล้ว 

ส่วนในความคิดของจัสติน ซุน เขาเชื่อว่าเงินสกุลคริปโต และ เทคโนโลยี AI จะขับเคลื่อนโลกทั้งใบ และโอกาสในการสร้างธุรกิจของคนรุ่นใหม่ๆ อย่างพวกเขาจะอยู่ที่นั่น ยิ่งเมื่อได้เห็นนโยบายของรัฐบาลจีนที่เข้ามาควบคุมบริษัท Fin Tech เพราะหวั่นเกรงที่จะสูญเสียอำนาจในการควบคุมระบบการเงินของภาครัฐ อีกทั้ง บริษัท Ant Group ของ แจ็ก หม่า ถูกระงับการเข้าตลาดหลักทรัพย์จีนด้วยแล้ว จัสติน ซุน จึงตัดสินใจย้ายประเทศ ทิ้งสัญชาติจีนไปถือพาสปอร์ตเกรนาดา แล้วไปตั้งบริษัทพัฒนาเหรียญคริปโตของตัวเองในสิงคโปร์ ด้วยความเชื่อมั่นในการเติบโตของกระแสเงินคริปโต และการถือพาสปอร์ตต่างชาติช่วยเรื่องการเดินทางที่คล่องตัวกว่าในฐานะพลเมืองโลก 

‘สุทิน’ กางแผนแก้ปัญหาภาคอีสานทุกมิติ พร้อมยก ‘ปัญหาน้ำ-ที่ดิน’ เป็นวาระแห่งชาติ

(5 เม.ย.66) สุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวในรายการพิเศษ เลือกตั้ง 66 เปลี่ยนใหม่หรือไปต่อ ตอนแม่ทัพอีสาน ร่วมดีเบตกับพรรคการเมืองอื่นอีกรวม 6 พรรค ดำเนินรายการโดย กิตติ สิงหาปัต เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 วันที่ 4 เมษายน 2566 ถึงปัญหาของชาวอีสานว่าวันนี้ปัญหาของชาวอีสานสลับซับซ้อนมากขึ้น มีทั้งปัญหาเฉพาะหน้าต้องแก้ไข ปัญหาเก่าที่ค้างคาไม่เสร็จและปัญหาใหม่จากปัจจัยนอกประเทศที่มากระทบ ดังนั้น การแก้ปัญหาอีสานจะมาคิดแยกส่วนไม่ได้แต่ต้องมองทั้งระบบ คิดและขับเคลื่อนไปอย่างมียุทธศาสตร์พร้อมกัน

สุทิน คลังแสง กล่าวว่าจากคำถามของพี่น้องประชาชนที่สะท้อนมา อยู่ในนโยบายของพรรคเพื่อไทย  โดยปัญหาของภาคอีสานต้องตั้งหลักคิดดีๆ ไม่ใช่จะแก้เรื่องใดเรื่องหนึ่งยกกันขึ้นมาแล้วก็จบ อีสานมีทั้งปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาเก่าดั้งเดิมที่แก้ไม่เสร็จ และปัญหาใหม่ที่เราเผชิญกับโลกที่ต้องสู้ให้ได้ 

ปัญหาเฉพาะหน้าคือ วันนี้คนอีสานมีอาชีพ 2 อาชีพมากสุดคือเกษตรกรและขายแรงงาน ต้องยอมรับกัน เพราะฉะนั้น ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้คือดันราคาสินค้าเกษตรขึ้นให้มีราคาสูงทุกตัว และค่าแรงขั้นต่ำต้อง 600 บาทเป็นพื้นฐานไล่เรียงกันไป บางจังหวัดอาจสูงมากไปถึง 1 พันบาทขึ้นอยู่กับว่าเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง ดังนั้นนี่คือปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเอาให้คนอีสานรอดตายก่อน คือดันสินค้าราคาเกษตรขึ้น ลดราคาปัจจัยการผลิต ลดราคาปุ๋ยให้ลง และผู้ใช้แรงงานได้ค่าแรง 600 บาท

ปัญหาดั้งเดิม คือ น้ำและดิน อีสานมีทั้งปัญหาแล้งจัดและท่วมจัด รวมถึงที่ดิน เพราะคนอีสานยากจน ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือบางครั้งมีเอกสารสิทธิแต่ก็เป็นดินไม่มีคุณภาพ ฉะนั้นเราต้องแก้ปัญหาน้ำและดินเชิงรุก เพื่อนำไปสู่ขั้นถัดไปคือ การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ เพื่อให้พี่น้องอีสาน ได้ทำงานอยู่ในบ้านเกิด ทำงานอยู่ในอีสาน ไม่ต้องอพยพไปทำงานกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียง ถ้าที่กรุงเทพมีนวนคร อีสานทำไมจะมีไม่ได้ และจังหวัดที่มีสาธารณูปโภคพื้นฐานพร้อมคือขอนแก่น เป็นจังหวัดแรก จากนั้นก็มีที่อุบลราชธานี อุดรธานีในกลุ่มอีสานเหนือกลางและใต้ ทำเขตเศรษฐกิจใหม่ ดังนั้นต่อไปก็ไม่ต้องไปขายแรงงานลงไปถึงกรุงเทพ แต่สามารถทำงานในอีสานได้

เมื่อเราสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้เขาได้แล้ว สิ่งเหล่านี้จะอยู่โดดเดี่ยวลำพังไม่ได้ เพราะต้องมีการขนส่งคมนาคม ทั้งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า เราจะทำรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยได้ทำไว้แต่ตอนนี้คาอยู่ที่ 3 กิโลเมตรยังสร้างไม่เสร็จ ทำต่อเชื่อมรถไฟฟ้าเชื่อมกับลาว จีน เวียดนาม อีกสายจะลงใต้เชื่อมไปสิงคโปร์ อีกทั้งยังจะมีรถไฟอีกเส้นที่เคยศึกษาไว้ที่โคราช นครพนม ที่เคยศึกษาไว้ ก็จะนำมาทำทั้งหมด จากนี้ก็จะเชื่อมทุกเส้นทางเข้าด้วยกัน 

กลับมาที่เรื่อง ดินและน้ำ ในภาคอีสาน ซึ่งจะคิดแยกส่วนไม่ได้ ต้องทำเป็นยุทธศาสตร์ ใช่ เราเคยมีการศึกษาโครงการโขงชีมูล เพราะตอนนั้นน้ำเต็มแม่น้ำโขง เรานำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่เพราะจีนยังไม่ได้สร้างเขื่อนตอนบนแม่น้ำโขงกักน้ำ แต่ตอนนี้ จีนสร้างเขื่อนกักไว้ถ้าไปสร้างก็กลายเป็นสูบได้แต่ลม ดังนั้น เราเคยคุยตั้งแต่สมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแล้วว่า รอน้ำจากโขงไม่ได้ ดังนั้นเราจะเอาโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบกลับมา เพื่อจัดการน้ำได้ทั้งหน้าฝนหน้าแล้ง

‘สันติ’ โว!! เบอร์ 37 เลขมงคล จําง่าย ติดหู ชี้!! ตอน กกต.ให้จับลำดับคิวขึ้น ก็ได้คิวที่ 37

(5 เม.ย.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพปชร.ให้สัมภาษณ์ถึงหมายเลข 37 ของพรรคพปชร.ว่า เลข 37 ใครๆ ก็จําได้ หลานชายที่บ้านยังจําได้เลย ติดหู ติดสมองแน่นอน เพราะจำง่าย ตัวเลขน้อยอยู่ข้างหน้า ตัวเลขมากอยู่ข้างหลัง 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีซินแสบางคนทักว่าตัวเลขดังกล่าวไม่เป็นมงคล นายสันติ กล่าวว่า ไม่มงคลตรงไหน 37 เป็นเลขมงคลอยู่แล้ว ถ้าเป็นเลข 6 หรือเลข 4 ก็อีกเรื่อง เมื่อถามยํ้าว่าไม่สนใจเรื่องดวง หรือเลขมงคล ใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า เลข 3 กับ 7 ไม่ดีตรงไหน ตนว่าดีมากแล้ว และเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้สมัคร ส.ส.เขต ส่วนใหญ่ ได้เลขหลักเดียว จะได้ไม่ซ้ำกัน 

เมื่อถามว่า เลขดังกล่าวสมพงษ์กับพรรคใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ใช่ เลขนี้เป็นเลขฟ้าสั่ง ตอนที่ประธาน กกต.ให้จับสลากลำดับคิวขึ้นจับเบอร์ ก็ได้คิวที่ 37 และเมื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพปชร. ขึ้นไปจับลำดับเบอร์ที่จะจับเลือกเลขก็ได้เลข 37 เป็นเลขมงคลอยู่แล้ว มีพรรคไหนบ้างได้เลขเดียวกัน 2 ครั้ง 

เมื่อถามว่า จะต้องปรับกลยุทธ์อย่างไร ให้ประชาชนจำง่ายขึ้น นายสันติ กล่าวว่า ไม่ต้อง เลขนี้จำง่ายอยู่แล้ว เมื่อถามว่จะมีการปรับนโยบายพรรค 3700 เพื่อให้เชื่อมโยงเบอร์ 37 ใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า พรรคมี 3 นโยบายหลัก และกระจายออกมาเป็น 7 นโยบายย่อย และมีนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท นโยบายต่างๆ เอื้อให้เข้ากับเลข 37 อยู่แล้ว 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top