Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

เคลียร์ชัด!! 'หนี้สาธารณะ' มุมมองที่หลายคนอาจเขิน หากนำไปแถแบบไม่เข้าใจ

หลายคนอาจจะยังคงสงสัยกับคำว่า ‘หนี้สาธารณะ’ และอาจเคยได้ยินว่า ‘คนไทย’ มีหนี้ต่อหัวสูงมาก แต่เคยรู้หรือไม่ว่า ในความเป็นจริงแล้วการกู้หนี้สาธารณะ นับเป็นการลงทุนในระยะยาวอย่างหนึ่ง ซึ่งได้ผลตอบแทนสูง 

สำหรับเรื่องนี้ นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เคยให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘เศรษฐกิจติดบ้าน’ ทางช่อง Thai PBS เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 ดดยบางช่วงบางตอนได้ระบุว่า…

“หนี้สาธารณะ คือ หนี้ของประเทศจริงๆ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ ตามคำนิยาย พ.ร.บ.หนี้ของไทยค่อนข้างกว้าง รวมตั้งแต่ หนี้ของกระทรวงคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวที่จะกู้เงินให้ประเทศได้ หนี้รัฐบาลกลาง หนี้รัฐวิสาหกิจ ถึงแม้บางแห่งจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่การก่อหนี้ก็จะนับเป็นหนี้สาธารณะด้วยเช่นกัน รวมถึงหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ด้วย” 

“คำนิยามหนี้สาธารณะของไทยกว้างมาก กว้างกว่าประเทศอื่นๆ เยอะ ไม่ใช่ว่าประเทศไม่มีเงินจึงต้องก่อหนี้ แต่เพราะจริงๆ แล้ว การก่อหนี้สาธารณะส่วนใหญ่ คือการก่อหนี้เพื่อการลงทุน และเพื่อโครงการที่เป็นสังคม สาธารณะประโยชน์”

'พปชร.' เด้งรับ นโยบาย 5 ด้านจาก ‘P-Move’ ยัน!! พร้อมสานต่อให้เป็นนโยบายพรรค 

(5 เม.ย.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P- MOVE) เดินทางมายื่นหนังสือเสนอนโยบายต่อพรรคการเมือง 5 ด้าน ได้แก่ 1.ที่ดินและที่อยู่อาศัย 2.เสรีภาพ กระบวนการยุติธรรม 3.สิทธิ สถานะ และชาติพันธุ์ 4.รัฐสวัสดิการ และการกระจายอำนาจ และ 5.โครงการพัฒนาของรัฐ และสาธารณูปโภค เพื่อให้ พปชร. นำไปพิจารณากำหนดเป็นนโยบายพรรค

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนการยื่นหนังสือ บริเวณด้านหน้าพรรค พปชร. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.พหลโยธินมาคอยดูแลความปลอดภัย เนื่องจากจำนวนผู้ยื่นหนังสือมากถึง 50 คน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีความกังวลว่าจะเกิดความชุลมุน ทําให้ต้องมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ขณะที่ประชาชนกลุ่ม P - Move ได้โบกธงสัญลักษณ์ของกลุ่มเครือข่าย พร้อมชูป้ายข้อความ อาทิ ลบล้างและปฏิรูประบบบริหารจัดการนโยบาย กฎหมาย เกี่ยวกับฐานทรัพยากร, คนไทย ไม่ไร้ สิทธิ สถานะ, ที่ดิน เสรีภาพ ประชาธิปไตย ความเป็นธรรม เป็นต้น และยังมีป้ายข้อความที่ระบุข้อเรียกร้อง และนโยบายที่ต้องการเสนอต่อพรรคการเมือง

ต่อมา นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร. ได้เดินทางมารับหนังสือจากกลุ่ม P - MOVE ตามเวลานัดหมาย โดยนายไพบูลย์กล่าวว่า ได้อ่านข้อเสนอนโยบายทั้ง 5 ด้านครบถ้วนแล้ว ทาง พปชร.มีความเห็นสอดคล้องกับข้อเสนอของกลุ่ม P- MOVE และจะนำข้อเสนอนโยบายทั้ง 5 ด้านที่เสนอมา เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของ พปชร.ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่พบขณะนี้ เป็นปัญหาในเรื่องที่ดิน ทำกิน และปัญหาสิทธิ สถานะของชาติพันธุ์

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แถลงปิดคดีลักปืนหลวง สภ.ปากเกร็ด ดำเนินคดีผู้ต้องหา 24 ราย เจ้าหน้าที่รัฐ 8 ราย

จากกรณีเมื่อวันที่ 20 ต.ค.65 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจับกุมดำเนินคดีกับ ด.ต.เชาวลิต พุ่มขจร ผบ.หมู่ (ป) สภ.ปากเกร็ด ซึ่งทำหน้าที่ตรวจเก็บและดูแลรักษาอาวุธปืนหลวงในคลังของ สภ.ปากเกร็ด ภ.จว.นนทบุรี โดยดำเนินคดีในกรณีที่ตรวจพบว่า ด.ต.เชาวลิต ได้มีการลักเอาอาวุธปืนในคลังดังกล่าวจำนวนมากถึง 160 กระบอก นำไปจำหน่ายให้กับบุคคลอื่น โดยดำเนินคดีฐาน ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ, เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตฯ ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียได้นำเสนอแล้วนั้น

คดีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. สืบสวนขยายผลจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้ออาวุธปืนหลวงดังกล่าวนำมาดำเนินคดีทั้งหมด รวมทั้งติดตามนำอาวุธปืนกลับคืนมาให้ได้ และได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง ตร.ที่ 505 และ 567/2565 โดยมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแลการสืบสวนสอบสวน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ท.จิรภัทร ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 และพล.ต.ท.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบช.ภ.1 ดำเนินการขยายผลติดตามอาวุธปืนที่ถูกลักไปกลับคืนมาโดยเร็ว 
 จากการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ สามารถรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์ในการรับจำนำจาก ด.ต.เชาวลิต ได้จำนวนทั้งสิ้น 23 ราย โดยแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว 1 ราย ออกหมายจับแล้ว 22 ราย จับกุมได้ 18 ราย อายัดตัว 4 ราย โดยทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีในข้อหา รับของโจร ประกอบด้วย

1. นายสมชาย บัวกลิ้ง   (จับกุมตามหมาย)
2. นายสมเจต แก้วดวง (จับกุมตามหมาย)
3. นายสุรัช   พุกหนู (จับกุมตามหมาย)
4. นายประเสริฐ พวงศิลป์ (จับกุมตามหมาย)
5. นายกิตกร  ศรีคำภา  (จับกุมตามหมาย)
6. นายธีระวัฒน์ ชูเชิด  (จับกุมตามหมาย)
7. นายชายแดน ธัญญรักษ์  (จับกุมตามหมาย)
8. นายปรีดา  จันทร์แก้ว  (จับกุมตามหมาย)
9. นายมนตรี   น้อยคำมี    (จับกุมตามหมาย)
10. น.ส.วรารัตน์ รัตนวรรณ์    (จับกุมตามหมาย)
11. นายอโนทัย ฝอยทอง  (จับกุมตามหมาย)
12. น.ส.รุ่งรัตน์  ชิณศรีวงษ์ (จับกุมตามหมาย)
13. น.ส.วรรณพร จันทสีร์ (จับกุมตามหมาย)
14. นายธันวา แท่งทองไทย   (จับกุมตามหมาย)
15. นายเศษฐพงค์ ก้อนทอง   (จับกุมตามหมาย)
16. นายชัยคุปต์ แย้มดี   (จับกุมตามหมาย)
17. นายบริสุทธิ์  ทองปรีชา    (จับกุมตามหมาย)
18. นายธวัชชัย เป๋ากระโทก   (จับกุมตามหมาย)
19. นายทศพล  พรมสอน    (อายัดตัว)
20. นายนเรนทร์ สมพงษ์    (อายัดตัว) 
21. นายสำเริง  สอนกลาง   (อายัดตัว) 
22. นายบุรินทร์ วันแอเลาะ   (อายัดตัว)
23. นางจินดา พุกกิริยา   (แจ้งข้อกล่าวหา)

มองกระแส ‘ราคาทองคำ’ ทะยานเฉียด 2,050 $/Oz  หรือสงครามการเงินโลกจะอยู่ใต้กำมือคอมมิวนิสต์

(5 เม.ย.66) World Maker เผยว่า ยังไงต่อดีสำหรับตลาดทองคำโลก !!! หรือว่าระบบการเงินกำลังจะกลับไปสู่มาตรฐานทองคำตามความต้องการของฝ่ายคอมมิวนิสต์กันแน่ ?? หลังจากล่าสุด Gold Futures พุ่งทะยานเฉียด 2,050 $/Oz เข้าไปแล้ว ! หรือพูดง่าย ๆ ว่าใกล้ระดับ All Time High เข้าไปทุกที !

ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลาง “สงครามการเงินโลก” ที่กำลังเดือดขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีจีน-รัสเซียเป็นแกนนำหลักในการถล่มค่าเงินดอลลาร์ ทั้งในทางตลาดเงินและปฏิบัติการทางข่าวสาร ! โดยเราคงได้เห็นข่าวมากมายแล้วว่าตอนนี้จีน-รัสเซียกำลังดันหยวนขึ้นเป็นสกุลเงินสำรองใหม่ของโลก เพื่อทุบอำนาจของเงินดอลลาร์และมีแนวโน้มที่จะใช้ทองคำเป็น 1 ในสินทรัพย์สำคัญที่จะมาหนุนค่าเงินของประเทศต่าง ๆ

แม้แต่ทางด้าน Citigroup เองออกมากล่าวว่าราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นสูงถึง 2,300 $/Oz ในระยะสั้น ! โดยมีปัจจัยหนุนหลายอย่างตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น รวมถึงคาดการณ์ของตลาดที่ว่า FED จะลดดอกเบี้ยหรือใกล้ถึงจุด Peak ของการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว

โดยในกรณีที่ FED หยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ย จะสามารถอธิบายตามหลักเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นเหตุผลที่มาหนุนทองคำได้ ! เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้จ่ายปันผลหรือดอกเบี้ย ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นจึงทำให้ทองคำมีความน่าดึงดูดใจน้อยลง แต่เมื่อดอกเบี้ยเริ่มถึงจุด Peak หรือกำลังจะลดลง ทองคำจึงมีความน่าสนใจมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่อง Recession และความเสี่ยงเชิงระบบต่าง ๆ ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วทำให้นักลงทุนแห่เข้าหาทองคำที่ถูกมองเป็น 1 ใน Safe Haven ของโลกมากขึ้น

📌 ทั้งหมดนี้ทำให้หลายคนกำลังมองว่าราคาทองคำจะพุ่งทะยานขึ้นอีก โดย Saxo Bank เป็น 1 ในสถาบันการเงินที่ออกมาทำนายว่าราคาทองคำจะพุ่งทะยานไปได้ถึง 3,000 $/Oz ภายในปี 2023 นี้ !!! หรือพูดง่าย ๆ ว่าพุ่งขึ้นอีกประมาณ 1,000 $/Oz จากระดับปัจจุบันเลยทีเดียว โดยเฉพาะในกรณีที่ระบบการเงินของสหรัฐฯ พังลงจากการทุบทำลายของจีน-รัสเซีย

นอกจากนี้ Saxo Bank ยังทำลายอีกว่าเงินเยนจะไปถึง 200 ต่อ 1 ดอลลาร์เนื่องจากระบบการเงินของญี่ปุ่นจะมีปัญหา รวมถึงการเกิดวิกฤตทางการเมืองในยุโรป และเมื่อระบบการเงินของประเทศใหญ่ ๆ เผชิญวิกฤต ราคาทองคำก็มักจะพุ่งทะยานเสมอ

และท่ามกลางความพยายามที่จะทุบค่าเงินดอลลาร์นี้ Saxo Bank กล่าวอีกว่า OPEC+, จีน และอินเดีย มีแนวโน้มจะถอนตัวออกจาก IMF และร่วมมือกันสร้างกองทุนใหม่ที่จะไม่ใช้สกุลเงินดอลลาร์เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน การเริ่มกลับมาเปิดประเทศใหม่ของจีนจะดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกให้สูงขึ้นเนื่องจาก Demand เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะเมื่อ FED ไปถึงจุด Peak ของการขึ้นดอกเบี้ยและการทำ QT จะยิ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นตลาดดีขึ้นและ Demand ทางเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้น ซึ่งถูกมองเป็นปัจจัยที่หนุนราคาทองคำ

⚠️ นั่นทำให้ Saxo Bank มองว่าราคาทองคำมีลุ้นจะไปที่ 3,000 $/Oz ซึ่งหากจะสรุปเป็นข้อ ๆ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ จะได้ปัจจัยที่หนุนทองคำดังนี้

1. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความต้องการทุบค่าเงินดอลลาร์ของจีน-รัสเซีย

2. การพิมพ์เงินของธนาคารกลางจำนวนมากในก่อนหน้านี้ รวมถึงสงครามการดันเงินเฟ้อให้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศตะวันตก ซึ่งนำโดยรัสเซีย จีน และกลุ่ม OPEC+ ที่ล่าสุดออกมาลดการผลิตน้ำมันเพื่อดันราคาขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ถูกมองว่าใกล้ถึงจุด Peak

3. Demand ทางเศรษฐกิจและความต้องการทองคำจริงในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความเสี่ยง

4. ความเชื่อมั่นดั้งเดิมในทองคำ ซึ่งตลอด 5,000 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ตัวเองว่ารักษามูลค่าเทียบกับทุกสกุลเงินบนโลกได้ดี

📌 นอกจากนี้ ล่าสุดทาง Jamie Dimon ซึ่งเป็น CEO ของ JPMorgan ยังออกมากล่าวอีกว่า “วิกฤตธนาคารยังไม่จบ” แม้ว่าจะไม่เหมือนกับในปี 2008 แต่ก็มีแนวโน้มที่จะมีการระเบิดเป็นโดมิโน่ในบางส่วนของเศรษฐกิจ ซึ่งผลกระทบอาจคงอยู่ต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า

เขาแนะว่าในอนาคตธนาคารต่าง ๆ ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเช่นเดียวกับ Big Bank ซึ่งจำเป็นต้องยกเลิกกฏระเบียบที่ผ่อนคลายลงในยุคของทรัมป์ ซึ่งเป็น 1 ในต้นเหตุให้ธนาคารต่าง ๆ ใช้เงินอย่างประมาทและเกิด Bank Run ขึ้น

แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ติว่ากฏระเบียบของสหรัฐฯ ทำให้ธนาคารต่าง ๆ นิยมสะสมพันธบัตรในช่วงดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดการขาดทุนค้างพอร์ตจำนวนมากถึง -21.5 ล้านล้านบาทหรือ -6.2 แสนล้านดอลลาร์

‘วิรัช’ เชื่อ!! เลขพรรคเบอร์ 37 คนจำได้ เตรียมเดินสายหาเสียงทุกภาค ขอคะแนนเสียงจาก ปชช.

(5 เม.ย.66) นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจกรรมและปราศรัยหาเสียงพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า หลังจากพรรคได้หมายเลขพรรค 37 สำหรับหาเสียงของส.ส.บัญชีรายชื่อ แม้จะเลขสองหลักแต่เชื่อว่าประชาชนจะจำได้ จากนี้จะเริ่มเดินสายหาเสียงในแต่ละภาค โดยจะมีทั้งหัวหน้าพรรค และหัวหน้าภาค ที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ ลงไปช่วยกันเดินสายปราศรัยหาเสียงเพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชน

คนไทยไม่ทิ้งกัน

รอง ผบ.ตร.ส่งตำรวจทางหลวง-จิตอาสา เร่งช่วยเหลือชาวบ้านปากช่อง บ้านถูกเพลิงไหม้ 4 หลังคาเรือน พร้อมเยี่ยวยาซับน้ำตา

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 เวลา 16.00 น.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่ 7 บ้านลำทองหลาง ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.จิระพันธ์ มณีรัตน์ สารวัตรตำรวจทางหลวงนครราชสีมา จิตอาสา 904 ตำรวจทางหลวงนครราชสีมา ชมรมฮักเขาใหญ่ ร่วมกับ เรืออากาศเอก พนม เต็งกิ่ง กองบิน 1 ทหารอากาศกองบิน 1 อบต.ปากช่อง ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันรื้อถอนบ้านถูกเพลิงไหม้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 ของนายแม้น ภู่นอก ซึ่งเป็นบ้านต้นเพลิง ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลัง นำเอาเศษอิฐ เศษปูน และสิ่งของถูกไฟไหม้ออกทั้งหมด เพื่อเตรียมสร้างบ้านหลังใหม่ทันที

ผู้ช่วย ผบ.ตร. ขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง กำชับหน่วยปฏิบัติทั่วประเทศแก้ไขปัญหาเด็กแว้น วางมาตรการเข้มช่วงเทศกาลสงกรานต์ 

วันนี้ (5 เม.ย.66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตระหนักและให้ความสำคัญในปัญหาการแข่งรถในทางของเด็กและเยาวชน (เด็กแว้น) อันเป็นปัญหาที่สร้างอุบัติเหตุบนท้องถนน เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ประชาชนในชุมชนและสังคม จึงมุ่งหวังให้ ตร. แก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ โดยจัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปข.ตร.) โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศปข.ตร. และมี พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็น รอง ผอ.ศปข.ตร. เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง โดยใช้นโยบายบังคับใช้กฎหมาย ใน 4 มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการก่อนเกิดเหตุ มาตรการขณะเกิดเหตุ มาตรการสอบสวนขยายผล และมาตรการเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า วันนี้ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อน ศปข.ตร.             และกำหนดแนวทางมาตรการการปฏิบัติในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2566 โดยมีหน่วย บช.น., ภ.1 - 9 และ บก.ทล. พร้อมด้วยหัวหน้าสถานีตำรวจ 1,484 สถานีทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล     รับฟังรายงานการบันทึกข้อมูลในระบบ CRIME และสถิติการดำเนินการ สถิติการร้องเรียนผ่านทางสายด่วน 191 และ 1599 พร้อมวิเคราะห์จัดกลุ่มความเสี่ยงของพื้นที่ สน./สภ. และสรุปผลการป้องกันปราบปราม ติดตามความคืบหน้าตลอดจนผลการวิจัยและผลประเมินโครงการวิจัยศึกษาและพัฒนาระบบการจัดการแก้ไขปัญหาการแข่งรถในทางอย่างยั่งยืน และความคืบหน้าการจ่ายเงินรางวัลเบาะแส เป็นต้น

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวต่อว่า ได้กำหนดมาตรการการปฏิบัติและกำชับให้หน่วย บช.น., ภ.1 - 9 และ บก.ทล. นำไปขับเคลื่อนเพื่อป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยกำชับให้เพิ่มความเข้มในการปฏิบัติ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2566 ดังนี้

1.ให้ทุกหน่วยระดมกวาดล้างจับกุมและเพิ่มความเข้มในมาตรการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น การรวมกลุ่มหรือมั่วสุมในลักษณะหรือโดยพฤติการณ์ที่น่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถในทาง ทั้งในช่วงก่อนควบคุมเข้มข้น (4–10 เม.ย.66) ช่วง 7 วัน ควบคุมเข้มข้น (11–17 เม.ย.66) และช่วงหลังควบคุมเข้มข้น (18–24 เม.ย.66) ตามแนวทางมาตรการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดอย่างเคร่งครัด

2.เร่งรัดกวดขันตรวจสอบการกระทำความผิดทุกช่องทาง และเพิ่มความเข้มในการระดมกวาดล้างจับกุม ทั้ง ONLINE เช่น คลิปการแข่งรถ, การขับรถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย, ร้านค้าออนไลน์ ฯลฯ และ ON GROUND เพิ่มความเข้มออกกวดขันตรวจตราแหล่งมั่วสุม จุดนัดหมาย สถานศึกษา ร้านจำหน่ายอะไหล่ ร้านซ่อมรถ ร้านดัดแปลงสภาพรถ ร้านแต่งซิ่ง โรงงานและร้านขายท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐาน ตลอดจนเส้นทาง ถนนที่มีความเสี่ยงในพื้นที่ ฯลฯ ดำเนินการตามกฎหมายกับตัวการ และสอบสวนขยายผลไปยังผู้สนับสนุน เช่น ผู้ผลิต ครอบครอง จำหน่าย ประกอบ ดัดแปลง ยุยงส่งเสริม สนับสนุนการแข่งรถในทาง Admin page และกองเชียร์ กรณีสืบทราบหรือพบเห็นการรวมกลุ่มเพื่อแข่งรถในทาง ให้ สน./สภ. บูรณาการกำลังทุกฝ่ายให้ยุติกิจกรรมพร้อมติดตามจับกุมให้ได้โดยเร็ว

3.กรณีมีการชักชวนรวมกลุ่มมั่วสุมแข่งรถในทาง หรือออกทริปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์        ให้ดำเนินการตามมาตรการที่ ตร. กำหนด ตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง พื้นที่กลางทาง จนถึงพื้นที่ปลายทาง ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อกวดขันวินัยจราจร ตรวจสอบและป้องปรามให้ครอบคลุม และให้หน่วยพื้นที่ต้นทางประชาสัมพันธ์กับ Admin Page  ให้ระงับการดำเนินการดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนที่พักอยู่ริมทาง และลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ หากมีการรวมกลุ่มออกทริปท่องเที่ยวเกิดขึ้นแล้ว ให้ สน./สภ. ยุติกิจกรรมหรือติดตามจับกุมให้ได้โดยเร็ว หากเกี่ยวข้องในหลายพื้นที่ ให้บูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติระหว่างพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 

ทำสัญญาอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิต  นวัตกรรมใหม่ตลาดทุนไทย ตอบโจทย์องค์กรปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

เมื่อวานนี้ (4 เม.ย.66) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทย) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และ บริษัท PTT International Trading Pte Ltd ประเทศสิงคโปร์ (PTTT ถือหุ้น 100% โดย ปตท.) ในการเข้าทำสัญญาอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิต หรือ Carbon Credit Linked Derivatives ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมใหม่ของตลาดทุนไทย ที่ธนาคารได้ออกแบบและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการบริหารความเสี่ยงทางการเงินของ ปตท. รวมถึงเป็นการส่งเสริมเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งสองบริษัท 

นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างองค์กรในประเทศ โดย PTTT ประเทศสิงคโปร์ จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาคาร์บอนเครดิตที่มีมาตรฐานให้เพื่อใช้สำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมต่างๆ ในอนาคต นอกจากนี้ ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงการบรรลุเป้าหมายด้าน ESG ของ ปตท. 

นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทย ในฐานะธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มในทุกมิติ โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของ United Nations Development Programme (UNDP) โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นทิศทางที่ผู้บริโภค และธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยล่าสุดธนาคารลงนามบันทึกข้อตกลงกับ ปตท. และ บริษัท PTTT ประเทศสิงคโปร์ ในการเข้าทำสัญญาอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน (Derivatives) ที่เชื่อมโยงกับคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Linked Derivatives) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย นอกจากนี้ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงการบรรลุเป้าหมายด้าน ESG ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นพัฒนาและการเป็นผู้นำตลาด ESG Financial Solution ของธนาคาร ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ในด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

เทศบาลตำบลคลองท่อมใต้ ร่วม ภาคเอกชน และประชาชน จัดโครงการ "เทศบาลห่วงใยขับขี่ปลอดภัย" มีผู้เข้าร่วมกว่า 130 คน รณรงค์ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกนิรภัย 100% 

วันที่ 5 เมษายน 2566 สำนักงานเทศบาลตำบลคลองท่อมใต้จัดพิธีเปิดโครงการ "เทศบาลห่วงใยขับขี่ปลอดภัย" อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่  นายไพศาล ศรีเทพ นายอำเภอคลองท่อม เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ และมีนายพิริยะ ศรีสุขสมวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลคลองท่อมใต้  คณะผู้บริหารเจ้าหน้าที่ และผู้สนับสนุนโครงการ "เทศบาลห่วงใยขับขี่ปลอดภัย" และร่วมมอบหมวกกันน็อคให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ 130 ใบ โดยเทศบาลจัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อ ความห่วงใย ขับขี่ปลอดภัย เพื่อประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้พื้นที่ ขับขี่รถปลอดภัยสวมหมวกนิรภัยในช่องเทศกาลสงกรานต์  เพื่อสร้างความตระหนักให้ประชาชนในพื้นที่ ลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และมีการมอบหมวกนิรภัยให้แก่ประชาชน ที่ใช้มอเตอร์ไซค์ในการสัญจรเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่  ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในครั้งนี้จำนวน 130 คน 

‘ซีอาร์อาร์ซีฯ’ มุ่งพัฒนา ‘รถไฟแมกเลฟ’ ที่มีความเร็ว 600 กม./ชม.  ล่าสุดมีการ ‘ทดสอบระบบลอยตัวฯ’ เป็นครั้งแรกแล้ว

(5 เม.ย.66) เมื่อวันที่ 4 เม.ย.66 สำนักงานข่าวซินหัวรายงานว่า บริษัท ซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ เวฮิเคิล จำกัด ในมณฑลจี๋หลินทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน รายงานการทดสอบระบบลอยตัวด้วยพลังงานไฟฟ้าสภาพนำยวดยิ่งอุณหภูมิสูงครั้งแรกของรถไฟแมกเลฟที่จีนพัฒนาเอง ซึ่งสามารถทำความเร็วสูงถึง 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ระบบข้างต้นประกอบด้วยระบบย่อยของรถไฟ ราง แหล่งจ่ายไฟฟ้าขับเคลื่อน และการสื่อสารปฏิบัติการ สามารถประยุกต์ใช้กับท่อสุญญากาศระดับต่ำ ความเร็วสูง และความเร็วสูงพิเศษ โดยระบบนี้อาจเป็นตัวเลือกสำคัญของการขนส่งอันรวดเร็วระหว่างเมืองใหญ่และเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top