Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

พท.ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยคำวินิจฉัยศาลรธน. ชี้ ตัดสินให้ ‘บิ๊กตู่’ อยู่ต่อ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

พท.ออกแถลงการณ์ลั่นไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยศาล รธน. โวยมีปัญหาความชอบด้วย รธน. ห่วงการตีความที่ไร้หน่วยตรวจสอบได้ ปลุกทุกฝ่ายหาทางออก

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 30 ก.ย. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคพท.อ่านแถลงการณ์พรรค พท.กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลงว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยตามคำร้องที่ประธานสภาฯ ได้ขอให้วินิจฉัยความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ สิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งมาครบ 8 ปีในวันที่ 24 ส.ค. 65 โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ยังไม่สิ้นสุดลง โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลใช้บังคับนั้น จะเห็นได้ว่าภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าว เชื่อได้ว่าจะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่นักวิชาการและประชาชนในวงกว้าง ที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ซึ่งพรรคพท.เคารพในการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและผลผูกพันแห่งคำวินิจฉัย แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญของประเทศไทยเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร การตีความต้องยึดตามบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญประกอบกัน เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ และมาตรา 264 บัญญัติห้ามการดำรงตำแหน่งนายกฯ เกิน 8 ปี และให้ถือว่าคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วย ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์แม้จะดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ แต่เมื่อถือเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วย ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ ลงวันที่ 24 ส.ค. 57 ก็ยังคงมีผลใช้อยู่ต่อเนื่องมาภายหลังวันที่ 6 เม.ย. 60 ซึ่งเป็นวันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ การตัดตอนเอาวันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ เป็นวันเริ่มดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ไม่อาจหาตรรกะใดมาอธิบายได้ อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏชัดในบันทึกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ว่าให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ก่อนวันรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลใช้บังคับรวมด้วย อันถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็รับรู้เป็นการทั่วไปว่า พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งมาแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 57 ซึ่งครบ 8 ปี ในวันที่ 24 ส.ค. 65

ตร. เตือน เกิดอุบัติเหตุ แล้วหลอกเจ้าหน้าที่ เปลี่ยนตัวคนขับ หนีเป่าเมา หรือหวังหลอกประกัน โทษหนักกว่าที่คิด

วันที่ 30 ก.ย.2565 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในห้วงที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า มีหลายกรณี เมื่อมีอุบัติเหตุรถชนเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ก็ตาม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบภายหลังว่าผู้ที่แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนละคนกับผู้ขับขี่ในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบมักจะพบว่าเหตุที่มีการเปลี่ยนตัวคนขับมักจะมีเหตุมาจาก ผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ผู้ขับขี่ขับขี่ขณะเมาสุรา รถคันที่ขับขี่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อคนขับ หรืออาจเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงไม่อยากให้ตนเองตกเป็นผู้ต้องหาจากการทำให้เกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเตือนไปยังพี่น้องประชาชน ที่คิดจะหลอกลวงเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนที่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ อ้างว่าตนเอง หรือบุคคลอื่น เป็นผู้ขับขี่ยานพาหนะในขณะเกิดโดยไม่เป็นความจริง เพราะความผิดของท่านจะไม่ได้เพียงข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตาม ป.อาญา มาตรา 137 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พิธีเชิดชูเกียรติ!! มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการตำรวจเกษียณอายุราชการ ประจำปี 2565 

ที่ห้องราชพฤกษ์ ร้านอาหารครัวบุญเลิศ ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ พล.ต.ต.อุดร ยอมเจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณพร้อมทั้งมอบของที่ระลึกให้แก่ข้าราชการตำรวจ ในสังกัด ภ.จว.สมุทรปราการ ที่เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2565 

พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ ที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 23 (ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565) รวมทั้งสิ้น จำนวน 38 นาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นเกียรติและเป็นการตอบแทนในคุณงาม ความดี ของข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ เสียสละ ทุ่มเท สร้างคุณประโยชน์ให้กับหน่วยงานและประเทศชาติมาจนครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ 

โดยมี พล.ต.ต.ชุมพล พุ่มพวง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ซี่งในปีนี้ได้เกษียณอายุราชการเช่นเดียวกัน พร้อมได้ขึ้นกล่าวแสดงความยินดี แก่ข้าราชการตำรวจผู้เกษียณอายุราชการ ซึ่งในพิธีครั้งนี้มีผู้บังคับบัญชาระดับรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้กำกับการ ทั้ง 15 สถานีร่วมในพิธี ตลอดจนได้รับเกียรติจากนาย สุดใจ จิรยาภากร ประธานที่ปรึกษา กต.ตร จังหวัดสมุทรปราการ คณะกรรมการ ที่ปรึกษา กต.ตร.จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยครอบครัวข้าราชการตำรวจผู้เกษียณอายุราชการ และข้าราชการตำรวจ ในสังกัด ภ.จว.สมุทรปราการ เข้าร่วมในพิธี

เชิญชวนพสกนิกรชาวไทย บริจาคโลหิต น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราชตลอดเดือนตุลาคม 2565

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนพสกนิกรชาวไทย “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช” บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดเดือนตุลาคม 2565

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ในเดือนตุลาคมของทุกปี มีวันสำคัญที่ปวงชนชาวไทยระลึกถึงทุกปี คือ วันที่ 23 ตุลาคม หรือวันปิยมหาราช ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงวางรากฐานด้านการศึกษา โปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นเป็นแห่งแรก พระราชกรณียกิจด้านการพยาบาลและสาธารณสุข โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงพยาบาลวังหลัง รวมถึงการปกป้องประเทศจากการสงครามและเสียดินแดน และนำความเจริญสู่สยามประเทศ นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง “สภาอุณาโลมแดง” ขึ้นและทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2436 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “สภากาชาดไทย” จวบจนปัจจุบันนี้ 

อีกวันที่พสกนิกรชาวไทยระลึกถึง คือวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รัก เทิดทูน และเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อวงการแพทย์ ทรงสนับสนุนส่งเสริมงานด้านบริการโลหิต มาอย่างต่อเนื่อง ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคาร “รังสิตานุสรณ์” เพื่อเป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิต และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2512 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “อาคารศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ” เพื่อใช้เป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิตหลังใหม่ 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อสายธารศรัทธา ลงพื้นที่มอบโลงศพบริจาคแก่วัดที่ขาดแคลนภาคอีสาน และภาคใต้ รวม 5 จังหวัด

ระหว่างวันที่ 24 - 29 กันยายน 2565 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ จัดทีมเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ นำโดย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่มอบโลงศพที่ได้รับจากการทำบุญบริจาค มอบให้กับวัดที่ขาดแคลน รวม 9 แห่ง 5 จังหวัด  ประกอบด้วย 

วัดบ้านพระ วัดหนองตะลุมปุ๊ก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา  
วัดหนองตาแก้ว อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา  
วัดหัวทำนบ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา  
วัดหนองแวงศรัทธาธรรม อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ 
วัดใหม่สำราญรมย์ อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี 
วัดป่าพรหมนิมิต อำเภอวังหิน วัดบ้านคอกเลข อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ 
และวัดปากน้ำชุมพร อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร 

รวมจำนวนโลงศพทั้งสิ้น 920 ใบ โดยวัดปากน้ำชุมพร มูลนิธิฯ ได้มอบผ้าดิบ จำนวน 500 ผืน หมวกกุยเล้ย จำนวน 100 ใบ และหมวกสามสี จำนวน 100 ใบ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 755,000 บาท (เจ็ดแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตที่ยากไร้ และผู้เสียชีวิตที่ไร้ญาติ

สำหรับวัด สำนักสงฆ์ และหน่วยงานสาธารณกุศลที่ขาดแคลนโลงศพเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โทร 0-2225-0020 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ในวัน - เวลาราชการ

บิ๊กต่อ ส่งตำรวจทางหลวง จิตอาสา ช่วยเหลือชาวบ้านเดือดร้อนน้ำท่วมจาก พายุโนรู พัดถล่มในพื้นที่ภาคอีสาน

วันที่ 30 กันยายน 2565 เวลา 08.00 น. พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งการให้ พ.ต.ท.จิระพันธ์ มณีรัตน์ สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวงนครราชสีมา พร้อมด้วย จิตอาสาตำรวจทางหลวงนครราชสีมา จิตอาสาชมรมฮักเขาใหญ่ ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่หมู่ 7 บ้านกุดโง้ง ต.วังไทร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ภายหลังเกิดพายุโนรู พัดถล่มในพื้นที่ภาคอีสาน เมื่อวานที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร จำนวนกว่า 20 ครัวเรือน ได้รับความเสียหาย ทั้งหมดจึงรีบนำถุงยังชีพ จำนวน 50 ถุง ไปเยี่ยวยาช่วยเหลือชาวบ้านเดือดร้อนน้ำท่วมในเบื้องต้น 

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตร พร้อมแนะนำกิจกรรมใหม่ในปี 2566 

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 สำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตร เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรและสื่อมวลชน ที่สนับสนุนและเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการเผยแพร่ข่าวสารขององค์กรให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ตลอดจนกล่าวถึงผลงานต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา และแผนงานที่จะทำในปีต่อไป โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวฐิติรัตน์ ต๊ะวันวงค์ ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร เป็นประธาน และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมด้วย ณ อาคารวารีกุญชร เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 

นางสาวฐิติรัตน์ ต๊ะวันวงค์ ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร กล่าวถึงผลงานในปีที่ผ่านมาว่า นอกจากเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ที่เป็น Nature Theme Park ที่มีสัตว์ป่าหายากหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงบางสายพันธุ์ก็มีที่นี่แห่งเดียวเท่านั้นแล้ว ในปี 2565 นี้ เรามีการเตรียมพัฒนาแผนการท่องเที่ยวให้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ เป็นการเตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเพิ่มกิจกรรมให้เป็นแลนมาร์คใหม่ และที่นำร่องอยู่ในตอนนี้จะเป็นโครงการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ภายใต้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในกิจกรรม “การปั่นจักรยานชมวิว เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี” เป็นกิจกรรมปั่นจักรยานในเส้นทางโซนส่วนแสดงสัตว์ savanna safari ตื่นตาตื่นใจชมทิวทัศน์ธรรมชาติ พบกับสัตว์ในทุ่งหญ้า Savanna Safari อาทิ แรด กวาง ม้าลาย ยีราฟ จิงโจ้แดง และฮิปโปโปเตมัส ระยะทางประมาณ 2.4 กิโลเมตร และกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ก็คือ น้ำพุดนตรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และสูงที่สุดในเอเชีย โดยมีความสูงถึง 30 เมตร มีการแสดง แสง สี เสียง ที่น่าตื่นตาตื่นใจ รวมทั้งจัดทำระบบให้มีความทันสมัยกับเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น

และกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น ในปี 2566 คือ โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโลกเสมือนจริง หรือ VR เป็นการรวมกันของโลกแห่งความจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและการแสดงภาพใหม่ โดยที่วัตถุทางกายภาพและดิจิทัลอยู่ร่วมกัน และโต้ตอบกันแบบ Real Time เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมใหม่, กิจกรรม Cowboy Show เป็นการแสดงเชิงให้ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคาวบอย เช่น ศิลปะการบังกับม้า และการใช้แส้, กิจกรรม Rapter Flying แหล่งเรียนรู้ศึกษาและการแสดงของนกนักล่าสายพันธุ์ต่างๆ โดยเน้นพฤติกรรมตามธรรมชาติ และความสามารถที่โดดเด่นของแต่ละสายพันธุ์ เป็นการแสดงสดที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมได้อย่างใกล้ชิด

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าในปีที่ผ่านมาเราได้รับผลกระทบเนื่องมาจากแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 และการปิดประเทศอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่หายไป เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเราก็ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยเน้นย้ำมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - 19 อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันประเทศได้เปิดแล้ว เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีมีเป้าหมายในการพัฒนาการให้บริการให้เป็นไปด้วยความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวอย่างสูงสุด 

โดยมีมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาเยี่ยมชมเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ตามมาตรฐานของ SHA Plus ที่ได้รับการรับรองจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และได้รับการรับรองมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการระดับดีเยี่ยม ประจำปี 2564 จากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาท่องเที่ยวในพื้นที่ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีอีกด้วย
วิภาดา /เชียงใหม่

พิธีสวนสนามเนื่องในโอกาสรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ และการมอบการบังคับบัญชา

ตามที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ ให้ พลอากาศเอก อลงกรณ์  วัณณรถ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็น ผู้บัญชาการทหารอากาศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 นั้น 

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2565) กองทัพอากาศ ได้จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ ระหว่าง พลอากาศเอก นภาเดช  ธูปะเตมีย์ ซึ่งเกษียณอายุราชการ กับ พลอากาศเอก อลงกรณ์  วัณณรถ ผู้เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ (ท่านใหม่) ณ ลานอเนกประสงค์ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช ถนนพหลโยธิน เขตสายไหม กรุงเทพ ฯ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพอากาศ ข้าราชการทหารอากาศ ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ สมาคมแม่บ้านทหารอากาศ และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี 

โดยพลอากาศเอก นภาเดช  ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ส่งธงประจำตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ และแฟ้มเอกสารรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้แก่ พลอากาศเอก อลงกรณ์  วัณณรถ ผู้เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ (ท่านใหม่) เพื่อแสดงถึงการส่งมอบหน้าที่และการบังคับบัญชาอย่างเป็นทางการ ในโอกาสนี้ กองทัพอากาศได้จัดกำลังพลสวนสนามเพื่อเป็นเกียรติ จำนวน 4 กองพัน ประกอบด้วย 

- กองพันที่ 1 จัดกำลังพลจาก กรมนักเรียนนายเรืออากาศ รักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช

- กองพันที่ 2 จัดกำลังพลจาก กองนักเรียน โรงเรียนจ่าอากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ

- กองพันที่ 3 จัดกำลังพลจาก กรมทหารอากาศโยธิน รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน

- กองพันที่ 4 จัดกำลังพลจาก กรมทหารต่อสู้อากาศยาน รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน

นอกจากนี้ยังจัดให้มีการสวนสนามทางอากาศ โดยจัดอากาศยานของกองทัพอากาศ ทำการบินผ่านพิธี ดังนี้

ห้วงเวลาที่ 1 ประกอบด้วย หมู่บิน FINALE FLYING ซึ่งเป็นการประกอบกำลังของอากาศยานจำนวน 10 เครื่อง 
- เครื่องบินฝึกแบบที่ 2 (T-50) จำนวน 3 เครื่อง จากฝูงบิน 401 กองบิน 4 
- เครื่องบินขับไล่แบบที่ 19 ก (F-16) จำนวน 3 เครื่อง จากฝูงบิน 403 กองบิน 4 
- เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20 ก (GRIPEN) จำนวน 4 เครื่อง จากฝูงบิน 701 กองบิน 7

ห้วงเวลาที่ 2 ประกอบด้วย อากาศยานบินผ่านพิธีสวนสนาม 
- หมู่บินที่ 1 เครื่องบินฝึกแบบที่ 2 (T-50) จำนวน 4 เครื่อง จากฝูงบิน 401 กองบิน 4 
- หมู่บินที่ 2 เครื่องบินขับไล่แบบที่ 19 ก (F-16) จำนวน 4 เครื่อง จากฝูงบิน 403 กองบิน 4 
- หมู่บินที่ 3 เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20 ก (GRIPEN) จำนวน 4 เครื่อง จากฝูงบิน 701 กองบิน 7
- หมู่บินที่ 4 เครื่องบินโจมตีธุรการ แบบที่ 2 (AU-23 Peacemaker) จำนวน 3 เครื่อง บินปล่อยควันสีธงชาติ 

ห้วงเวลาที่ 3 ประกอบด้วย เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20 ก (GRIPEN) จำนวน 1 เครื่อง จากฝูงบิน 701 กองบิน 7

รัฐมนตรีเกษตรไทย-ซาอุดีอาระเบีย เห็นพ้องพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเกษตร เสริมความมั่นคงทางอาหาร และสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ (30 ก.ย) ภายหลังการหารือกับนายอับดุลเราะห์มาน บิน อับดุลมุห์สิน อัลฟัฎลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม น้ำ และการเกษตร แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายหลังการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันให้กลับเป็นปกติโดยสมบูรณ์ เมื่อเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งสองฝ่าย กระทรวงการต่างประเทศของไทย และสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทย ณ ห้องรับรองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า นโยบาย Saudi Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย มีความสอดคล้องกับโมเดล BCG ที่เน้นการเสริมสร้างเศรษฐกิจที่มีความสมดุล รักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเน้นการบูรณาการทรัพยากรธรรมชาติทั้ง 5 อย่าง ได้แก่ ระบบนิเวศ ดิน ป่าไม้ ที่ดิน และน้ำ ยึดหลักเกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ และวนเกษตร โดยฝ่ายไทยพร้อมร่วมมือเพื่อให้บรรลุนโยบาย Saudi Vision 2030

สำหรับประเด็นการหารือในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีกลไกความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยฝ่ายซาอุฯ เสนอให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) และมอบหมายให้สำนักการเกษตรต่างประเทศเป็นผู้ประสานงานหลักของไทย ส่วนความร่วมมือด้านการประมงนั้น ซาอุฯ มีความยินดีที่จะร่วมมือกับไทย ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกฎระเบียบการลงทุนด้านกิจการประมงในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งภาคเอกชนของไทยได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

“ด้านการค้าสินค้าเกษตร ฝ่ายไทยได้ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารปรุงสุกที่มีคุณภาพไปยังซาอุฯ ส่วนฝ่ายซาอุฯ ได้กล่าวถึงตลาดซาอุฯ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีขนาดใหญ่ ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและความปลอดภัย มีกำลังซื้อสูง และซาอุฯ ยังสามารถเป็นประตูไปสู่ประเทศแถบตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้มีการขยายความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนในลักษณะ Business to Business (B2B) และการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเพิ่มโอกาสการค้าและการลงทุนด้านเกษตรและอาหาร” รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าว

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีเกษตรฯ ซาอุฯ ขอเชิญรัฐมนตรีเกษตรฯ ของไทยเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือและขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน พร้อมทั้งเชิญชวนภาครัฐและภาคเอกชนของไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าด้านการเกษตร ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ ที่ซาอุฯ ด้วย

สยายปีกในต่างแดน!! ‘มาเลเซีย’ ยก EA พันธมิตรใหญ่ ช่วยพัฒนาระบบขนส่งมวลชนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

ไม่นานมานี้ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA (Energy Absolute) ได้ส่ง EA Mobility Holding จับมือพันธมิตร Computer Forms (Malaysia) Berhad (CFM) ลงนาม HOA (Head of Agreement) ลุยพัฒนามาเลเซียสู่การเป็นสังคมไร้คาร์บอน ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองในมาเลเซีย ปูทางสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในตัวเมืองลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะร่วมลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า และระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในประเทศมาเลเซีย ซึ่งมี Mr.Datuk Wira Justin Lim Hwa Tat กรรมการบริหาร, Computer Forms (Malaysia) Berhad (CFM) และนายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธีลงนาม

เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งในประเทศมาเลเซีย ภายหลังที่เริ่มให้ความสำคัญกับนโยบายด้านพลังงานสะอาดอย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล มุ่งเน้นให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นถึง 37% ตามแผนนโยบายในปี 2022-2040 อีกทั้งการเข้าร่วม COP26 ของทางรัฐบาล เพื่อตอบสนองต่อนโยบายแห่งชาติในเวทีโลก เข้าสู่สังคมไร้มลพิษ 

ดังนั้นภารกิจร่วมมือเพื่อลงทุนพัฒนาระบบการคมนาคมไฟฟ้าแบบครบวงจรจึงถือกำเนิด ภายใต้บริษัท CFM ของมาเลเซีย ที่ได้เล็งเห็นถึงความสามารถและความเชี่ยวชาญของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในประเทศไทย ผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมเกี่ยวกับการคมนาคมแบบไร้มลพิษ ตั้งแต่การพัฒนาและผลิตแบตเตอรี่ การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า เช่น รถโดยสารไฟฟ้า และเรือโดยสารไฟฟ้า และการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งมีเทคโนโลยีระบบ Ultra Fast Charge Technology สามารถอัดประจุไฟฟ้าสู่ยานยนต์ทุกชนิด 80% ในระยะเวลาเพียง 15-20 นาที

ด้านนายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมมือกับ CFM เพื่อร่วมลงทุนในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนไร้มลพิษ นับเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของ EA ที่ได้รับการยอมรับในการนำนวัตกรรม Ultra Fast Charge Technology ของบริษัทฯ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่พัฒนา และผลิตในประเทศไทย เข้าสู่ตลาดขนส่งมวลชนของประเทศมาเลเซีย ก่อให้เกิดการร่วมลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ร่วมกันในอนาคต สามารถผลักดันในบริษัทขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก และตลาดโลกต่อไปในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top