Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

'กรณ์' หนุน 'ชัชชาติ' ชวนอาสาฯ ร่วมกรอกทรายกันน้ำท่วม ย้ำ!! อย่าไปคิดให้เป็นประเด็นการเมืองว่าผู้ว่าฯ ใครเลือก-ใครไม่เลือก 

นายกรณ์ จาติกวณิช กรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนากล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij' ระบุว่า...

ขนทรายช่วยชาวกรุงเทพฯ ก่อนลงร่วมงาน #เจี๊ยะฉ่ายภูเก็ต 

เมื่อเช้าก่อนขึ้นเครื่อง ผมเห็นผู้ว่า #ชัชชาติ ออกประกาศหาอาสาสมัครไปกรอกทรายทำกระสอบกั้นนํ้าท่วม 2.5 ล้านกระสอบ ผมก็เลยไลน์ชวนเพื่อนที่ #ชาติพัฒนากล้า (ยังเรียกไม่คล่องปากนัก 😅) บอกใครว่างมาช่วยกัน

เราเอาพลั่วติดไม้ติดมือไป แต่จริงๆ กทม. มีเตรียมไว้ให้ ถุงมือเอาไปเอง รองเท้าบูทปกติเอาไว้ยํ่านา #ข้าวอิ่ม ที่สารคาม และคู่เดิมนี้ใส่ตักทรายครั้งล่าสุดก็ช่วงนํ้าท่วมใหญ่ปี ‘54 

เจ้าหน้าที่ฝากบอกว่า ใครว่างมาช่วยด้วยนะครับ กำลังคนเขาไม่พอจริงๆ คนละไม้คนละมือ 

บิ๊กปั๊ด ส่งมอบหน้าที่ ผบ.ตร. มั่นใจบิ๊กเด่น จะเป็นผู้นำสีกากีคนใหม่ที่ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา 

วันนี้ (30 ก.ย.65) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้มีการลงนามรับส่งมอบหน้าที่ โดยมีการมอบธง และตราประจำตำแหน่งให้กับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. คนใหม่ มั่นใจ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ จะนำองค์กรไปในทิศทางที่ดี

เวลา 15.00 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ใหม่ ได้ขึ้นแท่นรับการเคารพ และเดินตรวจแถวกองเกียรติยศ จากนั้นได้วางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4 และพระบรมรูปหล่อ รัชกาลที่ 9 ก่อนเดินเข้าพิธีในห้องศรียานนท์ อาคาร 1 ตร. โดยมีข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบ.ตร. และ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เข้าร่วมในพิธีกันอย่างพร้อมเพียง 

จากนั้นได้มีการทำพิธีลงนามในหนังสือส่งมอบหน้าที่ และมีการมอบธง และตราประจำตำแหน่ง ให้กับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ซึ่งจะเป็น ผบ.ตร. คนที่ 13 พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ฯ ยังได้กล่าวแสดงความยินดีกับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ฯ​ โดยระบุว่า ผมขอแสดงความยินดีด้วยความจริงใจ ซึ่งท่านได้แสดงผลงานเป็นดีเด่นให้ประจักษ์ต่อสายตามาโดยตลอด จึงเชื่อมั่นว่า ผบ.ตร. ท่านใหม่ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ ของ ผบ.ตร. และเป็นผู้นำได้อย่างสมศักดิ์ศรี และสัมฤทธิ์ผล เป็นประโยชน์แก่ทางราชการสืบไป 

ด้าน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ฯ กล่าวว่า นับเป็นเกียรติยศและเป็นสิริมงคลอย่างสูงสุดแก่ชีวิต อย่างหาที่สุดมิได้ และรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นล้นพ้น  ที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ตนดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. และขอเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ทั้งจักปฏิบัติงานสนองพระราชปณิธาน ตามพระปฐมบรมราชโองการ 

และขอขอบคุณ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ฯ​ ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ซึ่งท่านเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ที่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตนขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะทุ่มเทแรงกายแรงใจ ตลอดจนสติปัญญาในการปฎิบัติหน้าที่ อย่างสุดกำลังความสามารถ และจะปฎิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม และคุณธรรม ตามครรลองแห่งกฎหมาย ระเบียบแบบแผน ของทางราชการ ตลอดจนขบนธรรมเนียมที่ดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและสังคมโดยรวม  

'โฆษก ตร.' พบสื่อประจำ ตร. กล่าวอำลา บรรยากาศชื่นมื่น "ขอบคุณที่ทำงานร่วมกันมาด้วยดี ตลอดเวลา 2 ปี "

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 ที่ห้องสื่อมวลชน ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตำรวจตรี ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าพบกับผู้สื่อข่าว จากสำนักต่างๆ ที่ประจำอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อกล่าวอำลาพร้อมขอบคุณสื่อ ที่ได้ร่วมทำงานร่วมกันตลอด 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งโฆษก ตร.ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

โดยโฆษก ตร. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่กระบอกเสียงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แน่นอนว่าความผิดพลาด ความไม่สมบูรณ์แบบการกระทบกระทั่ง สร้างความไม่สบายใจให้กับพี่น้องสื่อ พี่น้องเพื่อนร่วมงานต้องมีอยู่บ้าง ซึ่งคงต้องใช้โอกาสนี้ กราบขอโทษ อย่างจริงใจ...

อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นไปเพื่อผลสำเร็จของงานผมต้องขอบคุณพี่น้องสื่อ พี่น้องเพื่อนร่วมงานที่เมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้งานสำคัญนี้ลุล่วง

บิ๊กเด่น มอบนโยบายตำรวจทั่วประเทศ ชูปกป้องเทิดทูนสถาบัน เป็นตำรวจมืออาชีพ ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน 

วันนี้ (1 ต.ค.65) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เข้ารับตำแหน่งวันแรก พร้อมเชิญข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่ รอง ผบ.ตร.- ผบก. จำนวน 250 นาย เข้ารับฟังนโยบายการบริหารราชการ ตร. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ย้ำปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ชูวิสัยทัศน์ ความเป็นมืออาชีพในหน้าที่ ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน พร้อมแบ่งมอบงานให้ รอง ผบ.ตร.รับผิดชอบ

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่จะทำเพื่อประชาชนเป็นลำดับแรกมี 3 เรื่อง คือ การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และ การยกระดับการให้บริการประชาชนของสถานีตำรวจ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยรวม 

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่จะทำให้ข้าราชการตำรวจ มี 2 เรื่อง คือ การสร้างความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ สร้างมาตรฐานการปฏิบัติงาน หรือ SOP รวมถึงการจัดหาสิ่งอุปกรณ์ที่ป้องกันอันตรายให้เพียงพอ อีกเรื่องคือการดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจกำลังพล เช่น หากตำรวจบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ต้องได้รับการเยียวยาทันที อาคารที่ทำการ ที่พักอาศัย ต้องมีอย่างเพียงพอ โครงการทำดีมีรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจ เป็นต้น 

ส่วนนโยบายหลักที่จะใช้ในการบริหารราชการหลัก ของ ตร. มี 10 เรื่อง คือ 
1. พิทักษ์ เทิดทูน และเทิดพระเกียรติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
2. เสริมสร้างภาพลักษณ์ด้วยการยกระดับการบริการประชาชนของสถานีตํารวจ
3. การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนและขับเคลื่อนนโยบายสําคัญของรัฐบาล
4. แก้ไขปัญหายาเสพติดทุกมิติอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการกับทุกภาคส่วน
5. เพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างตํารวจกับประชาชนโดยเปิดช่องทางรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชน
6. พัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างขวัญกําลังใจให้แก่ข้าราชการตํารวจ
7. พัฒนาองค์ความรู้ข้าราชการตํารวจทุกสายงานโดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมทบทวนยุทธวิธีอย่างต่อเนื่อง
8. พัฒนาระบบฐานข้อมูลและนําเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้ 
9. ปรับปรุงระเบียบกฎหมายให้สอดคล้องกับการทํางานของตํารวจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
10. เสริมสร้างระเบียบวินัยควบคุมดูแลความประพฤติและป้องกันมิให้ข้าราชการตํารวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต

จับตา 'บิ๊กแป๊ะ' ป.ที่ 4 เคลื่อนตัวสู่การเมืองระดับชาติ อาจถึงขั้นแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ

'บิ๊กแป๊ะ' คัมแบ็ค จากนายตำรวจขาลุย ได้เวลาการเมืองสนามใหญ่ เตรียมจับสัญญาณหลัง 30 กันยา ลือหนัก ว่าที่แคนดิเดตนายกฯจากพรรคพลังประชารัฐ!? หลังแอบซุ่มทำงานเบื้องหลัง กว่า 2 ปี

ถึงแม้จะห่างหายจากทางการเมืองไปนาน เนื่องจากกฎหมายที่ต้องให้ ส.ว. เว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี จนหลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า นอกเหนือจาก 3 ป. แล้ว ยังมีอีกหนึ่ง ป. นั่นคือ บิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ที่จะสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีกครั้ง ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ครบรอบ 2 ปี หลังเกษียณอายุราชการ ซึ่งลือกันอย่างหนาหูว่า บิ๊กแป๊ะ จะหวนคืนสู่สนามการเมืองอีกครั้ง หลังจากศึกการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ที่ยอมถอยให้ พี่วิน พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งในต้นปีที่ผ่านมา

ไม่นานมานี้ เฟซบุ๊กเพจ 'การเมือง Kanmuang' ได้เปิดเผยถึง ประวัติของบิ๊กแป๊ะที่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา ไว้ว่า...

บิ๊กแป๊ะ เป็นลูกชายของ นายประณีต ชัยจินดา นักธุรกิจค้าอาหารทะเล และนายหน้าค้าที่ดินแห่งเมืองอ่างศิลา กับนางสมศรี ชัยจินดา ทางด้านชีวิตรักสมรสกับ ดร.บุษบา ชัยจินดา ทายาทเจ้าของมหาวิทยาลัยศรีปทุม มีลูกด้วยกัน 2 คน คือ พ.ต.ต ชานันท์ ชัยจินดา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผบ.ร้อย กองกำกับการที่ 3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และ ชัยธัช ชัยจินดา นักเรียนดรีกรีนอก สาขาโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา

>> นายตำรวจดาวรุ่งพุงแรงอนาคตไกล 'เกือบ' ไม่ได้เป็น 'ผบ.ตร.' เพราะพิษการเมือง
ชีวิตการทำงานของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เรียกได้ว่าเป็นดาวเด่นตั้งแต่เด็ก ภายหลังจากจบการศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จากนั้นเข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 36 เริ่มต้นรับราชการจากตำแหน่ง นายเวรผู้บังคับการประจำกรมตำรวจ สำนักงานกำลังพล ด้วยนิสัยที่สุขุมรุ่มลึก พูดน้อย อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย และเป็นขาลุยพร้อมที่จะลงพื้นที่กับลูกน้องเสมอๆ จึงเป็นที่ถูกใจของทั้งพี่ๆ และน้องๆ ทั้งในฝั่งทหารและตำรวจ โดยเฉพาะ 'บิ๊กป้อม' พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ จนสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วในหน้าที่การงาน และได้รับตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รอที่จะเป็น ผบ.ตร ในขณะที่ยังเป็นเพียงแค่ พล.ต.ท. และเหลืออายุราชการอีกมากกว่า 10 ปี

"ไม่เคยวางแผน ไม่เคยคาดหวัง จะต้องเป็น ผบ.ตร. และเชื่อว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) ทุกคนที่เพิ่งจบมาใหม่ๆ ไม่มีใครคิดถึงยศและตำแหน่งหรอก มีนายตำรวจสัญญาบัตร 7-8 หมื่นคน เชื่อว่ายากที่ใครจะวางแผน เป็นผบ.ตร.ไว้ล่วงหน้า" บิ๊กแป๊ะ กล่าวและว่า "ชีวิตราชการช่วงแรก ร.ต.ต. ถึง พ.ต.ท. ทุกคนขอแค่อยู่โรงพักดีๆ ที่มีชื่อเสียงก็พอแล้ว"

ชีวิตการทำงานของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผ่านมรสุมหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการถูกโยกย้ายให้เป็นผู้กำกับกองวิชาการ ผู้กำกับกองงบประมาณ เป็นจเรตำรวจ ซึ่งไม่ใช่อยู่ในสายงานด้านปราบปรามที่ตนเองถนัด ก่อนที่จะได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แต่ครั้งที่ร้ายแรงที่สุด คือ ในสมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ถูกบีบและถูกโยกย้ายไปเป็น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภาค 9) หลุดจากโผ ผบ.ตร. โดยให้ พล.ต.อ. วินัย ทองสอง หลายเขยของ พล.ต.อ.ทักษิณฯ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลแทน

>> สถิติ 5 ปี เจ้าสำนักปทุมวัน
เมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยนมือ บิ๊กๆ ทั้งหลายในวงการเครื่องแบบ ก็ยังไม่เคยลืมน้องคนนี้ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ได้ถูกเรียกกลับมาในเส้นทาง ผบ.ตร อีกครั้ง โดยให้เป็นรักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกระทั่งในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558 คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ซึ่งมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก พล.ตร.อ. จักรทิพย์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนที่ 11 สืบต่อจากพลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง มีผลในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ครองสถิติเจ้าสำนักปทุมวันที่ยาวที่สุดถึง 5 ปี ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2563

ส่องแฟชั่นสนามบิน ‘ณิชา-ณัฏฐณิชา’ ก่อนบินลัดฟ้าชมแฟชั่นโชว์ ณ กรุงปารีส

ต้องเรียกว่า 'สวยสะกด' 'สวยไม่แบ่งใคร' 'สวยแบบตะโกน' กันเลยทีเดียว เมื่อได้เห็นแฟชั่นสนามบินของ นักแสดงสาว ‘ณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์’ ที่กำลังเตรียมตัวบินลัดฟ้าไปชมแฟชั่นโชว์แบรนด์หรูอย่าง Valentino ที่กรุงปารีส

โดยสาวณิชามาในชุดเสื้อเบลเซอร์สีชมพูจากคอลเล็กชั่นล่าสุด Pink PP แมตช์กับกระเป๋า One Stud ที่มาในเฉดสีเดียวกัน
พร้อมสนีกเกอร์หนังสีชมพูที่มาเพิ่มความโดดเด่นสะดุดตาให้กับลุคนี้ที่สุด เรียกได้ว่าชมพู๊ชมพูไปทั้งตัว ไม่เกรงใจสาวปารีเซียงกันเลยเดียว

'ทิพานัน' ชี้!! คำวินิจฉัยศาลรธน. ถือเป็นเด็ดขาด ซัด!! ฝ่ายค้านรู้กฏหมายดี แต่ยื่นตีความสร้างกระแส

'ทิพานัน' ชี้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาด ผูกพันทุกองค์กร ขอทุกฝ่ายพิทักษ์กระบวนการยุติธรรม ย้อนฝ่ายค้านเหมือนรู้ข้อกฎหมาย แต่ยื่นตีความเพื่อโหนกระแสสร้างเงื่อนไขทางการเมือง วอนสังคมรู้เท่าทัน

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามคำร้องของฝ่ายค้านที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญว่า “ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 2 ประกอบมาตรา 158 วรรค 4 หรือไม่” จึงนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยในวันนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) วินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามความในมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นับแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ถึงวันที่ 24 ส.ค. 2565 ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ครบกำหนดเวลาตามมาตรา 158 วรรค 4 ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรค 2 ประกอบมาตรา 158 วรรค 4”

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ซึ่งการวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว เป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยมีคำวินิจฉัยว่า ความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญปี 2560 บทเฉพาะกาล มาตรา 264 เป็นไปตามหลักทั่วไปใช้บังคับกฎหมาย กฎหมายย่อมมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศใช้ เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อ 6 เม.ย. 2560 ย่อมมีความหมายว่า ทุกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป กรณีตามมาตรา 158 วรรค 4 เรื่องระยะเวลา 8 ปี จึงต้องเริ่มนับทันที นับแต่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ

'ชลน่าน' เชื่อ เพื่อไทยแลนด์สไลด์แน่ หลังศาลวินิจฉัยให้ 'ประยุทธ์' อยู่ต่อ

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญปี 2560 จะเป็นผลดีกับการรณรงค์หาเสียงของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ว่า ดีมาก เป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทยมากๆ เพราะสิ่งที่เราได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเรื่องการแลนด์สไลด์ที่เพิ่มขึ้นตลอด ผลหลักเรื่องหนึ่งคือวิกฤตที่พล.อ.ประยุทธ์สร้างขึ้น เป็นผลจากการบริหารราชการแผ่นดินของพล.อ.ประยุทธ์ และองคาพยพของพล.อ.ประยุทธ์ที่ทำให้ประชาชนเจอวิกฤตในหลายด้าน ฉะนั้นการอยู่ต่อของพล.อ.ประยุทธ์ทำให้เงื่อนไขนี้ดำรงคงอยู่ ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับพรรคเพื่อไทยในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

'แรมโบ้' อัด 'พิธา-ธนาธร' เป็นถึงหน.พรรค แต่ไม่ฟังคำศาลฯ อย่าอ้างประชาชนสิ้นหวังคับแค้น ทั้งที่เป็นเพียงส่วนน้อย

'แรมโบ้' อัด 'พิธา-ธนาธร' เป็นถึงหัวหน้าพรรคการเมืองแต่ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และอย่ามาอ้างประชาชนสิ้นหวังคับแค้นใจ เพราะเป็นเพียงแค่คนส่วนน้อยเท่านั้น เหน็บเหมาะเป็นหัวหน้ากองโจรมากกว่าหัวหน้าพรรค

(1 ต.ค. 65) นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ออกมาวิจารณ์และออกแถลงการณ์ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณี 8 ปี ว่าเป็นอีกครั้งที่ทำให้ประชาชนไทยรู้สึกสิ้นหวัง สร้างความคับแค้นใจให้กับประชาชน และมีราคาอันแสนแพงที่สังคมไทยต้องจ่ายจากการที่พลเอกประยุทธ์ได้ไปต่อ

โดยนายเสกสกล กล่าวว่าการออกแถลงการณ์เช่นนี้เท่ากับว่านายพิธากับพรรคก้าวไกลและนายธนาธร ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นพรรคที่ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านยื่นให้ประธานสภาฯ เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องนี้เอง ทั้งนี้หากไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยก็ไม่ควรไปร่วมเพื่อให้มีการวินิจฉัยตั้งแต่แรก

'อนุสรณ์' ชี้ ปชช.วินิจฉัย 'ประยุทธ์' ไม่ควรได้กลับมา เชื่อ!! วันนี้ศาลให้รอด แต่จะจอดในคูหาเลือกตั้งปี 66 

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 1 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อ ความเป็นนายกฯ ไม่สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า การวินิจฉัยที่เกิดขึ้นเป็นการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน 6 คนบอกว่าได้ไปต่อ 3 คนบอกว่าต้องพอแค่นี้ แต่การทำหน้าที่ของประชาชนไทย 66 ล้านคนยังไม่จบ ความจริงประชาชนได้วินิจฉัยมาตั้งแต่ต้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรได้กลับมา แต่เมื่อได้กลับมาก็กังขาสงสัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาทำไม หรือพล.อ.ประยุทธ์ อยู่มา 8 ปียังเสียหายไม่พอ บอกว่าจะคืนความสุข แต่ประชาชนได้รับแต่ความทุกข์เพิ่มหรือไม่ ทำประเทศหนี้ล้น ประชาชนหนี้ท่วม อะไรที่สัญญากับประชาชนไว้ไม่สามารถทำได้ 

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า 8 ปีใช้งบประมาณแผ่นดินไป 28.5 ล้านล้านบาท ทำหนี้สาธารณะทะลุ 10 ล้านล้านบาท ทำหนี้ครัวเรือนพุ่ง 14.6 ล้านล้านบาท ทำคนจนจาก 6 ล้านคนเป็น 18 ล้านคน ทำเงินบาทอ่อนค่าที่สุดในรอบ 16 ปี ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส พาเหรดกันขึ้นราคา 8 ปีฝีมือได้แค่นี้ยากที่จะมีปาฏิหาริย์ชั่วข้ามคืน หากตั้งใจจะมาจัดการประชุมเอเปก จะเป็นการประชุมที่ล้มเหลวที่สุดครั้งหนึ่งเพราะตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top