Saturday, 6 June 2026
Politics

‘ทักษิณ’ ซัด ‘ฮุนเซน’ คนไร้จริยธรรม แต่เรากลับไปเข้าข้าง พรรคที่เพิ่งหลุดจากรัฐบาลหาว่า ‘อิ๊งค์’ ขายชาติ ถามกลับเป็นคนไทยหรือเขมร

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานเสวนาปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก(Unlocking Thailand’s Future) โดยมีคนการเมือง และภาคธุรกิจแห่ร่วมงานจำนวนมาก

โดยนายทักษิณ ได้ขึ้นเวทีปาฐกถา เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น.โดยกล่าวว่า ตนพูดมาหลายรอบมีเรื่องใหม่บ้าง เก่าบ้าง และเรื่องเคยพูดสมัยเมื่อเป็นนายกฯ 20 ปีที่แล้ว วันนี้มันไม่ค่อยไปไหน หลายเรื่องมีถอยไปด้วยซ้ำ ตนก็งงว่าจากประเทศไปหลายปี กลับมาเจอหลายเรื่องแย่กว่าเดิม แต่ละเรื่องก็ก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับภาคเอกชน หรือส่วนราชการ ที่มีคนเก่ง ๆ ประเทศไทยวันนี้เราต้องการความเชื่อมั่น ในหมู่คนไทยด้วยกัน

วันนี้บางทีคนไทยก็ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง และไม่พยายามที่จะรวมพลังกัน ให้มีความเป็นหนึ่งเพื่อจะแก้ไขปัญหาด้วยกัน

“เรื่องที่เกิดขึ้นกับกัมพูชา ตนก็แปลกใจ ผู้นำเขมร ไอ้มันไร้จริยธรรมจะตาย แต่เรากลับไปเข้าข้างมัน ผมงงว่าทำไมวันนี้คนไทยไม่รักกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิด ไม่มีผู้นำที่ไหนในโลกเขาทำกัน แต่ว่าเรากลับอื้ม.. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคเพิ่งหลุดออกไปจากรัฐบาลนี้ ก็กลับมามองว่าเป็นการขายชาติ เลยไม่รู้ว่าตกลงเค้าเป็นเขมรหรือเป็นไทย ไม่แน่ใจ” นายทักษิณ กล่าว

นายทักษิณกล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่เราสะดุดปัญหาของประเทศ อย่างแรกคือปัญหาการเมือง การเมืองในสมัยรัฐธรรมนูญปี40 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน วันนั้นพรรคไทยรักไทยเข้ามา เลือกตั้งครั้งแรก เป็นครั้งแรกที่ขายนโยบาย แล้วชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ตอนหลังความแข็งแรงของพรรคไทยรักไทย ในช่วงรัฐธรรมนูญปี40 เมื่อมีการปฏิวัติก็เลยถอยกลับ วันนี้การตั้งรัฐบาลผสมและหลายพรรค ก็นึกถึง 51 ปีที่แล้ว ตอนช่วยราชการอยู่กับ นายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย โดยมีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนกันเลยการเมืองไม่มีเสรีภาพ ล้มกันไปล้มกันมา ผลสุดท้ายบ้านเมืองไม่ไปไหน แต่ตนอยากขอร้องทุกคนว่า การเมืองเปลี่ยนเเปลงได้ แต่บ้านเมืองต้องถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือข้าราชการต้องทำงานต่อไป ภาคเอกชนก็ต้องทำงานต่อไป และรัฐบาลก็มีหน้าที่สนับสนุน ให้ภาคเอกชนแข็งแรง

นายทักษิณกล่าวว่า อีกเรื่องที่เราสะดุด คือเรื่องภาษีทรัมป์ ที่เรากำลังเจรจาอยู่ ทีมไทยแลนด์กำลังเจรจาอยู่ โดยได้ยื่นข้อเสนอใหม่ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็นั่งกำกับ ไม่ให้เราเสียเปรียบ ไม่ให้เราถูกเบียดเบียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าเกษตร อย่างที่ตนเคยบอกว่ามี3 ก้อน ก้อนหนึ่งคือเราเอาของเข้ามาจากจีน แล้วประกอบและส่งไป เป็นผลิตในประเทศไทย อีกสองคือส่งไปในอเมริกา โดยเทคโนโลยีและบริษัทอเมริกัน มาตั้งในประเทศไทย สองตัวนี้จะไม่กระทบอะไรกับเรามาก แต่ที่กระทบมากคือตัวที่เกี่ยวข้อง กับสินค้าที่เราส่งไป เช่นสินค้าเกษตร สินค้า SMEs หรือพวกอัญมณี ซึ่งเรากำลังแก้ไข และให้แนวทางกันว่า ถ้าเราจะนำเข้าสินค้าจากอเมริกา แล้วมาแข่งขัน กับสินค้าที่เรานำเข้าจากประเทศอื่น ก็เป็นเรื่องที่ดี เรายอมรับให้เข้ามาแข่งกันเอง เช่นเนื้อ ที่จะมีการแข่งขันกับออสเตรเลีย หรือมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ก็ไม่เป็นอะไร หลายอย่างที่เราเปิดได้เราก็เปิด สิ่งที่เราเปิดวันนี้เราก็คุยกัน น่าจะเป็นข้อเสนอ ที่นำไปสู่การตกลงใจกันได้ แต่ให้จำไว้ว่า คำว่าดีลไม่มีจบ ถ้ายังไม่พอใจก็ดีลกันต่อ นี่เป็นลักษณะการเจรจาธุรกิจ คำว่าประเทศ เขาใช้คำว่า Economic ก็คล้าย ๆ ธุรกิจ ที่ต้องเจรจากันต่อเนื่องตลอดไป เพราะฉะนั้นเราหยุดตรงนี้ไม่ได้

นายทักษิณ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของประเทศเราอีกอัน จากการวิเคราะห์ทั่วโลก GDP ของประเทศไทย โตน้อยเกินศักยภาพ ไประหว่าง 22-75 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เราอยู่อันดับที่ 24 ของโลก GDP ที่โตช้า มาจากหลายสาเหตุ ซึ่งการบริหารจัดการที่ผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่ คือเราบริหารโดยไม่บริหารมานาน ไม่มีกลยุทธ์ ว่าจะแข่งขันกับเขาอย่างไร ทำให้เราช้า อีกเรื่องคือธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามจะรักษาสถานะ ของธนาคารพาณิชย์ เพราะกลัวธนาคารพาณิชย์จะพลาด เหมือนยุคต้มยำกุ้ง ทำให้ดึงฐานเงินออกจากระบบ เป็นจำนวนมาก จนทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงน้อย ธุรกิจก็เหนื่อย ไม่รู้จะไปหาแหล่งทุนที่ไหน ประกอบกับการที่เราไม่ป้องกันตัวเอง พอจีนส่งสินค้าเข้ามา มีคอร์รัปชันตามชายแดน ศุลกากรต่างๆ ก็ทำให้SMEsของเราตาย ซึ่งเราสู้เขาไม่ได้ ในเชิงของ Economies of Scale อยู่แล้ว และเทคโนโลยีเราก็ไม่ค่อยทันสมัย มาเจอสินค้าที่เข้ามาทุ่มตลาด ราคาถูกโดยไม่ผ่าน มอก. และไม่มีอย. พอตนต่อว่าไป เขาบอกว่าอย.ขอยากมาก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องไปแก้กติกาของเรา นี่เป็น3ข้อที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ชะงักเงินในช่วงนี้

นายทักษิณ กล่าวว่า ตนพยายามอย่างยิ่ง ที่จะจัดตั้ง AMC ( Asset Management Company) หรือ บริษัทจัดการสินทรัพย์ ของภาคประชาชน เพราะหนี้ครัวเรือนสูงเหลือเกิน แต่คลังยังไม่รับลูกเท่าไหร่ แต่ตนเชื่อว่าเที่ยวนี้มันจำเป็น วันนี้นี่ครัวเรือนสูง อาจจะต่อเนื่องมาตั้งแต่โควิด-19 และคนไทยก็ไปเสียเงิน จากการเล่นหวยเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งวันนี้หนี้สินอยู่ที่ 92% ของGDP วันนี้ถ้าเราซื้อหนี้ภาคประชาชน ออกมาจัดตั้งAMC ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์ กับ AMC ที่มีอยู่ แต่สามารถทำในสาขาแยกออกมาได้ ถ้าใช้พันธุ์เดียวกันจะมีปัญหา ใช้กฎหมายเดียวกันได้ แต่ต้องแยกมนุษย์คนละพันธ์ุมาบริหาร เพราะเป็นลูกค้าคนละกลุ่ม พร้อมย้ำว่า AMC จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องเอาจริงจัง ถ้าไม่ทำคนไทยหายใจไม่ได้ กำลังซื้อจะไม่กลับมา และไม่มีทางที่จะดิ้นรนทำมาหากิน ในเรื่องใหม่ ๆ ได้

นายทักษิณกล่าวอีกว่า การลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ อย่างเรื่องไฟฟ้า วันนี้ตนอยากจะพูดยาวหน่อย วันนี้ถ้าเราใช้รถไฟฟ้า แต่ถ้าเป็นของจีนทั้งหมด เราเจ๊งก่อน แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะสร้างอุตสาหกรรม ที่มีอีโคซิสเต็มส์ (Ecosystem) ของเรา ที่แข็งแรงแล้ว โดยใช้โรงงานผลิตในประเทศไทย ใช้อุตสาหกรรมต่อเนื่องทางรถยนต์ ที่เรามีระบบที่ดีอยู่แล้วให้ได้ แล้วส่งเสริมไฟฟ้าอย่างจริงจัง มันเป็นเรื่องที่ควรต้องทำ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ภาคประชาชน

นายทักษิณ กล่าวว่า สำหรับเรื่อง 20 บาทตลอดสาย สิ่งที่เราคิดวันนี้ต้องลดค่าจราจร ซึ่งตนเป็นคนเสนอสร้างรถไฟฟ้า 10 สาย ซึ่งปรากฏว่าคนยังใช้ไม่มาก เพราะไม่มีฟีดเดอร์ และวันนี้หากลดค่าบริการลงเหลือ 20 บาทตลอดสาย ทำให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้ และนำรถเมล์เปลี่ยนเป็นฟีดเดอร์ เราจึงจะประสบความสำเร็จที่สุด เพื่อให้ประชาชนใช้ระบบสาธารณะ และรถราต่าง ๆ จะลดน้อยลง ขณะเดียวกันถนนใหญ่ ๆ ต้องทำถนนชาร์จไฟแบบไร้สาย ซึ่งต่างประเทศเขาทำกัน เพื่อนำเงินส่วนนี้มาเป็นเงินอุดหนุนให้กับคนทั่วไปที่ใช้รถสาธารณะ ซึ่งจะเร่งให้เสร็จภายใน 2-3 เดือนนี้

นอกจากนี้ประสิทธิภาพของภาครัฐเป็นปัญหามาก เพราะส่วนราชการใหญ่ขึ้นจำนวนข้าราชการมีมากขึ้น และการบริการแย่ลง เมื่อก่อนตอนที่ตนอยู่เราพยายามให้ข้าราชการให้บริการ รวมถึงช่วงวันเสาร์อาทิตย์ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งวันนี้ต้องมาแก้ไขระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และถ้าจะปรับโครงสร้างระบบราชการทุกกระทรวงไม่ว่าจะเป็นองค์กร ระเบียบกฎหมาย และงบประมาณ ซึ่งอาจจะขอให้มหาวิทยาลัยรับไปดูแลในแต่ละกระทรวงเพื่อทำแผน และนำเสนอให้กับรัฐบาลเพื่อเห็นแนวทางในการปรับปรุงการบริหารของระบบราชการ และต้องพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง เพราะวันนี้ค่าใช้จ่ายภาครัฐสูงมาก สูงจนไม่มีเงินจะบริหาร จึงต้องดูว่าจะปรับปรุงข้าราชการอย่างไร

นายทักษิณ กล่าวว่า เช่นที่ดูไบไม่มีภาษี แต่เขามีคำว่า Fee คือการเก็บค่าธรรมเนียมบริการใช้บริการของภาครัฐ และนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นสวัสดิการของข้าราชการ ซึ่งจะทำให้การบริการดีขึ้น และไม่มีใต้โต๊ะ และคำนวณได้ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นเท่าไหร่ ในการเดินงานแต่ละเรื่อง ทั้งอย่างรวดเร็วทันใจ และเป็นระบบดิจิทัลหมด ดังนั้นวันนี้ต้องแก้ไขระบบราชการให้ทันสมัย และประหยัด รวมถึงพยายามเก็บเป็น Fee มากกว่าใต้โต๊ะ เช่น ที่ข้างบ้านเล็กๆ 60 ตารางวา ขอรังวัดที่ดินมีค่าธรรมเนียมถูกต้องตามกฎหมาย และมีค่าวัดขั้นตอนเพื่อให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งแพงกว่าค่าธรรมเนียม เราก็ต้องจ่ายไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้รังวัดสักที นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ดังนั้นสู้เก็บบนโต๊ะ และเก็บมากหน่อยเพื่อนำไปแบ่งกับข้าราชการ เป็นค่า Fee จะดีจะดีกว่าหรือไม่ซึ่งตนมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องรีบ ส่วนงบประมาณของรัฐต้องประหยัด เช่น วันนี้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั่งอยู่สำหรับเรื่อง 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งมีการกลบงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับไม่ได้ไปรีวิวว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนไป การบริการค่าใช้จ่ายผิดไปแล้ว ต้องเริ่มที่การจัดทำงบประมาณโดยความจำเป็น (Zero Based) ได้หรือไม่ ซึ่งต้องคำนวณว่าเป็นเท่าไหร่ต่อหัว อาจจะทำให้เราประหยัดได้มาก ไม่ใช่กลบไปเรื่อย ๆ ไม่เช่นนั้นสวัสดิการบ้านเราจะรับไม่ไหว

นายทักษิณ ยังกล่าวถึงเรื่องงบประมาณทหาร ซึ่งสูงขึ้นมากระหว่างที่ตนไม่อยู่ น่าจะถึงเวลาที่ต้องหาทางลดและปรับ เพราะต่อไปจะเป็นสงครามไซเบอร์ ต้องปรับเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่เช่นนั้นเราจะล้าหลังและล้าสมัย รวมถึงสิ้นเปลือง ซึ่งหลายอย่างเราเก็บซากไว้เพื่อเบิกค่าน้ำมัน เราต้องแก้ไขในจุดนี้ ดังนั้นระบบสวัสดิการของข้าราชการจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าใช้มหาวิทยาลัยเข้าไปดูแต่ละกระทรวงว่าจะปรับอะไรได้บ้าง ดีกว่าเอานักการเมืองเข้าไปดู เขาจะหาว่านักการเมืองไปกลั่นแกล้ง พร้อมย้ำว่า ต้องลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชน และภาครัฐ

นายทักษิณ กล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่ทำให้สะดุดปัญหาของประเทศที่ทำให้ประเทศนั้นชะงักอยู่ อันแรกคือปัญหาการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยเข้ามาจากการเลือกตั้งครั้งแรก โดยเป็นการขายนโยบาย และชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ตอนหลังความเข้มแข็งของพรรคไทยรักไทย หลังมีการปฏิวัติกลับถดถอย วันนี้การตั้งรัฐบาลผสมหลายๆ พรรค ต้องนึกถึงเมื่อ 51 ปีที่แล้วที่ตนไปช่วยราชการนายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เหมือนกันเลยที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพล้มกันไปล้มกันมา ผลสุดท้ายบ้านเมืองไม่ไปไหน ตนก็อยากจะขอร้องทุกคนว่าการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ แต่บ้านเมืองต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป ไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ข้าราชการ นักธุรกิจก็ทำงานต่อไป ใครเป็นรัฐบาลก็มีหน้าที่มาเสริมทำให้ภาคเอกชนแข็งแรง

นายทักษิณ ยังกล่าวถึงปัญหานักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงว่า เกิดจากข่าวดาราจีนที่มาไทยแล้วถูกหลอกไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ทำให้นักท่องเที่ยวกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัย วันก่อนมีคนทิ้งระเบิดควันไปที่ข้างบ้านของเพื่อนบ้านตอนตี 3 ตี 4 ตำรวจก็ตามจนไปเจอจากรูปในเซเว่นฯ แถววงเวียนใหญ่แล้วตามจับได้หมด ดังนั้นหากมีการทำเมืองเป็นสมาร์ทซิตี้ ติดกล้องวงจรปิด จะมีความปลอดภัยสูง สามารถเรียกความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวได้

นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ตนไปประเทศจีนรอบหน้าจะให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์จีนด้วยตัวเอง ใครมาเมืองไทยโดนฆ่าโดนปล้นขอรับผิดชอบเองและตนจะจ่ายเงินให้เอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวจีนมาประเทศไทยให้ได้

นายทักษิณกล่าวอีกว่าตนเองเป็นคนชอบเสี่ยงทั้งชีวิต แต่ไม่การเล่นการพนัน ตอนสมัยที่เป็นนายกฯ ตอนนั้นโรคซาร์สกำลังระบาดคนก็พากันใส่หน้ากากอนามัย แต่โรคชนิดนี้ตนรู้ว่ามันไม่ติดต่อกันทางอากาศ จึงบอกกับรัฐมนตรีพากันไปสนามโดยไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย จนคนเชื่อมั่น หรือตอนไข้หวัดนก ตนเองก็ไปกินไก่โชว์ เพราะรู้ว่าไก่ถ้าทำให้สุกเกิน 80 องศาไม่มีเชื้อโรค ก็ไปทำครัวกลางสนามหลวงและไปโชว์กินไก่แล้วไก่ก็ขายได้ราคาดี ดังนั้นถ้าให้มาเสี่ยงเพื่อบ้านเมืองตนไม่เคยกลัว

ส่วนเรื่องเอนเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ที่มีคนบอกว่าสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีกาสิโน ตนก็อยากถามว่าใครจะมาลงทุน ชิโนไทย(ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของตระกูลชาญวีรกูล) มาลงทุนไหม ซึ่งเอนเตอร์เทนคอมเพล็กซ์มีสิทธิ์ที่จะเป็นศูนย์รวมท่องเที่ยวหลายอย่าง เช่น อาจจะมีที่เล่นสกี ไม่ต้องไปเล่นที่ต่างประเทศ ส่วนกาสิโนไม่ใช่ใครจะเดินเข้าไปได้ง่าย หากใครไม่มีรายได้มากมายก็เข้าไม่ได้ ไม่ใช่จะมาบอกว่าทำแล้วจะมามอมเมา มันยังไม่ได้รู้เรื่องเลย แล้วจะมาบอกว่ามอมเมาได้ยังไง สิ่งเหล่านี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไป

“พวกที่ว่ามอมเมา ยังไม่รู้อะไรเลย พวกที่รู้น้อยพูดมาก น่ารำคาญ” นายทักษิณ กล่าว

ส่วนเรื่องการเปลี่ยนรัฐบาล นายทักษิณกล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายก ไม่มีหรอก เราต้องทำงานต่อเนื่อง น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ ก็แถมตนเข้าไปด้วย

"ผมขอเป็นเสมียนประเทศ รวบรวมทุกอย่างส่งให้นายกฯ ให้รัฐมนตรี ไปดูหน่อยสิ ไปทำต่อทั้งหมดเป็นเรื่องที่ผมอยากเห็น” นายทักษิณกล่าว

เลือกตั้งสงขลาเขต4 ครั้งหน้าเดือดแน่ นายกฯชาย สาดน้ำมันเข้ากองไฟ สส.กฤต แมวนอนหวด ก็พร้อมสู้ตาย!! คาสนามรบ

(19 ก.ค. 68) พลันที่ ‘นายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง’ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปรากฏกายขึ้นที่โรงพัก อ.ระโนด จ.สงขลา พร้อมมวลชนรอตัอนรับ อันเป็นการปรากฏกายในสถานการณ์ร้อนในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา ทำให้การเมืองสนามเลือกตั้งสงขลาร้อนระอุขึ้นมาทีเดียว แต่ก็เป็นสิทธิของนายกฯชาย ที่จะเดินทางไปไหนก็ได้ในประเทศนี้ เพียงแต่นายกฯชายเลือกไปในพื้นที่ระอุ

เขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา อันประกอบด้วยระโนด กระแสสินธ์ุ สะทิงพระ สิงหนคร ที่มี กฤต-ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม เป็น สส.อยู่ และกำลังมีประเด็นหัวคะแนน สส.กฤต หิ้วคนชราจากบ้านระวะ ไปกระทืบ ด้วยความโมโหว่าชายชราคนนั้นชอบปาหลังคาบ้าน และทำมาแล้วหลายครั้ง แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สส.กฤตโดยตรง แต่มีการ กล่าวอ้างว่า เป็นคนของ สส.กฤต

คือถ้านายกฯชายลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้าน ถือเป็นเรื่องปกติ แต่มีการกล่าวให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงคดีเก่าของ สส.กฤต ที่คั่งค้างอยู่ในขบวนพิจารณา โดยระบุว่า มีการวิ่งเต้นกันถึง 100-200 ล้าน อันเป็นการก้าวล่วงขบวนการยุติธรรม

นายกฯชายอาจจะรู้ลึก รู้มากไปจนเข้าข่ายอวดรู้จนลืมไปว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การเข้าไปในพื้นที่แล้วพาดพิงเจ้าของพื้นที่ด้วยแน่นอนว่า เจ้าของพื้นที่ก็น่าจะไม่ค่อยพอใจนัก อันอาจจะทำให้สนามเลือกตั้งสงขลา 9 เขตลุกเป็นไฟขึ้นมาได้

กล่าวภาพรวมของการชิงฐานเสียงในจังหวัดสงขลา โดยมี 3 ขั้วใหญ่ที่น่าสนใจ ณ ปัจจุบัน:

1. พรรคประชาธิปัตย์ (Democrat Party)เป็นขั้วหลักในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลา ได้ สส. เขต 6 ที่นั่ง จาก 9 เขตเลือกตั้ง กำลังเผชิญปัญหาภายในแบ่งเป็น 'New Democrat' และ 'Old Guard' มีนายกฯชายเป็นแม่ทัพใหญ่อยู่

2. พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai Party) มี สส. สงขลา 1 ที่นั่ง และฐานเสียงค่อนข้างแข็งในบางจุดในภูมิภาคใต้   

3. พรรคกล้าธรรม (Kla Tham Party) พรรคใหม่แต่เติบโตเร็วในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลาและนครศรีธรรมราช ชนะเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 8 นครศรีธรรมราช โดยมี 'บิ๊กโอ' ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ชนะการเลือกตั้งและทำคะแนนกระฉูด ~38,000 โหวต   

ซึ่งจริง ๆ แล้วสงขลาก็ยังมี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติอีก 1 คนด้วย

แน่นอนว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการฟาดฟันกันหนักในสามพรรคนี้ เดิมพรรคกล้าธรรม คิดว่าจะเลือกส่งแค่บางเขตในสงขลาที่คิดว่าพอสู้ได้ เช่น เขต 4 เขต 6 เป็นต้น 

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน โดนเหยียบย่ำ แมวนอนหวด พรรคกล้าธรรมจึงน่าจะส่งเกือบทุกเขตของสงขลา เว้นเขต 7 (ณัฐฏชนน ศรีก่อเกื้อ จากพรรคภูมิใจไทย)

“เราจะส่งเกือบทุกเขตของสงขลา ไม่เว้นแม้เขต 5 เขต 9 ซึ่งเป็นถิ่นของนายกฯชาย ส่วนเขต 6 เรามีตัวชัดเจนที่จะสู้กับ สส.เก่า ภรรยานายกฯชายอยู่แล้ว” แหล่งข่าวจากพรรคกล้าธรรม กล่าว

ส่วนพรรคภูมิใจไทย ที่มี สส.อยู่ 1 คน ก็ยังอยู่ระหว่างการตั้งลำ ดูเหมือนอนาคตอาจจะเป็นเรือขาดหางเสือ ขาดคนคัดท้าย อาจจะต้องหานายหัวใหม่ หลังนายหัวเก่าทุนใหญ่เริ่มอ่อนล้า

เช่นเดียวกับประชาธิปัตย์ยังลูกผีลูกคน ยังมองไม่ออกว่า นายกฯชายยังจะอยู่ขับเคลื่อนประชาธิปัตย์ให้พ้นจากการเกยตื้นต่อไปหรือไม่ รวมถึง 'นิพนธ์ บุญญามณี' อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังละล้าละลังว่าจะเอาอย่างไรดี

มองจากคนนอกคิดว่า นิพนธ์คงอยู่ประชาธิปัตย์ยากแล้วกับความไม่ลงรอยกับกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน ความจริงอย่างหนึ่งที่ปรากฏดูเหมือนว่า ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ สส.สงขลา ลูกชายของนิพนธ์ จะถูกลดบทบาทอย่างผิดฟอร์ม

“เขาห้ามไม่ให้ใช้โควต้าพรรคในการหารือ ตั้งกระทู้ เสนอญัตติ หรือแม้กระทั่งอภิปราย ในกรรมาธิการใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้เป็น” คนใกล้ชิดสรรเพชญ กล่าว

แต่สำหรับนิพนธ์ และสรรเพชญไม่น่าจะยากในการหาพรรคใหม่สังกัด เข้าใจว่าเวลานี้คงมีหลายพรรคจีบอยู่ เตรียมยกขันหมากไปสู่ขอ รอฝ่ายเจ้าสาวตกลงปลงใจเท่านั้นเอง

กล่าวสำหรับ สส.กฤต เมื่อเทียบกับนายกฯชายในภาวะการนำ สส.กฤตไม่มีอะไรไปเทียบกับนายกฯชายได้เลย นายกฯชายโตมาจากการเมืองท้องถิ่นสงขลายาวนาน ใช้เวลาก้าวเดินจนเป็นนายกฯอบจ.สงขลา และเป็น สส.สงขลา ส่วน สส.กฤต ก็ยังเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน เพียงแค่ทะเยอทะยานทางการเมือง มีความกล้า มีทุนรอนเพียงพอ

“เมื่อหมาบ้ามันลุกขึ้นมาสู้ นายกฯชายก็ประมาทไม่ได้นะ ตาใสเหมือนกัน ถ้าเป็นทหารก็พร้อมรบ แม้จะตายคาสนามรบก็ตาม มีความบ้าบิ่นอยู่ไม่น้อย” คนใกล้ชิด สส.กฤต กล่าว

จากภาพที่ฉายให้เห็นเชื่อว่า เลือกตั้งครั้งหน้า สนามเลือกตั้งสงขลาดุเดือดแน่นอน

‘ธนาธร’ ลั่น!! กลางเวทีเนชั่น ไร้ดีลลับ ‘แดง – น้ำเงิน’ เชื่อ ‘พรรคประชาชน’ ไม่ดีล เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) ‘เครือเนชั่น’ จัดกิจกรรมครบรอบ 55 ปี NATION ผ่าทางตันประเทศไทย Exclusive Talk กับ 3 ผู้นำทางความคิด Chapter 2 | 3 บรรณาธิการ ถาม ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ตอบ โดยมีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นแขกรับเชิญคนแรก ดำเนินรายการโดย 3 บรรณาธิการ เครือเนชั่น ได้แก่ นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร นายบากบั่น บุญเลิศ และนายสมชาย มีเสน

นายธนาธร กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวพรรคประชาชน จับมือกับพรรคเพื่อไทยในบางครั้ง และอาจจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ว่า ตนคิดว่าข้อสันนิษฐานว่าเราเกรงใจฝั่งไหน มันไม่เป็นความจริง ผมยืนยันไม่มีดีลแดง ไม่มีดีลน้ำเงิน อย่างน้อยที่สุดในความรับรู้ของผม ไม่มีดีลอะไรระหว่างพรรคประชาชน ที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนไปแลกกับผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่มี และไม่มียั้งหมัด อย่างกรณีตั๋วพีเอ็นของน.ส.แพทองธาร เนื่องจากทางนิตินัยมันกำกวมว่าถูกหรือผิดกฎหมาย เราก็ยื่นกรมสรรพากร เพื่อสอบถาม เราไม่ใช่เรื่องจริยธรรม เพราะการตีความจริยธรรมมันกว้างมาก

เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่เห็นด้วยกับการให้อำนาจองค์กรอิสระตีความจริยธรรม นายธนาธร กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วย เพราะมันกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง จริยธรรมมาตรฐานของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ไม่มีตัวบ่งชี้ที่วัดได้ หลายกรณีมันไม่ได้สัดส่วนต่อฐานความผิด เราไม่ควรให้อำนาจเรื่องจริยธรรมกับองค์กรอิสระในการตัดสินพรรคการเมือง ถ้าผิดกฎหมาย ถูกผิดเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินผ่านบัตรเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญควรมีหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ต้องให้อำนาจแคบที่สุด ไม่มีอำนาจลงโทษ หรืออาจจะตั้งตุลาการเป็นกรณีไป ไม่ว่าอย่างไร ต้องแคบมาก การตีความทางกฎหมายต้องแคบมาก

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนมีโอกาสที่จะลดเพดานด้านนโยบายเกี่ยวกับสถาบัน เพื่อที่จะร่วมทำงานกับผู้มีอำนาจหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ถ้าเราตัดอคติ และสิ่งที่ไม่เป็นจริงออก วันที่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ เราไม่มีนโยบายแก้ ม.112 วันนั้นเราไม่ได้พูดเรื่องสถาบัน แต่ทุกฝ่ายโจมตีเราจนสังคมเชื่อไปอย่างนั้น ตนถามว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อสถาบันในการยุบพรรคอนาคตใหม่ เพราะการเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน เกิดขึ้นหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่

“ผมคิดว่ามันไม่มีใครหรอกที่คิดจะล้มสถาบัน พวกเราทุกคนล้วนปรารถนาดีต่อประเทศ และเราพูดเสมอ วิธีการที่จะธำรงสถาบัน ให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไปคือ การค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสถาบันให้อยู่กับยุคสมัย ย้ำกันอีกครั้งว่าพวกเราตั้งพรรคการเมือง ทำงานการเมืองในสภา ผมพูดหลายครั้งปืนสักกระบอกยังไม่มีเลย”

เมื่อถามว่า มีโอกาสลดโทษเรื่องสถาบันหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ถ้าคุณมองจากความจริง เอ็มโอยูของพรรคก้าวไกลทำกับพรรคเพื่อไทย ไม่มี ม.112 ที่เอา ม.112 ไปเป็นประเด็น เพราะเขาต้องหาเหตุไม่จับมือกัน เอากันให้ชัดว่าถ้าตัดอคติออก ไม่มีที่บอกว่ามาร่วมรัฐบาลกัน มาแก้ ม.112 กัน ไม่เคยบอกว่าถ้ามาร่วมรัฐบาลแล้วมาแก้ ม.112 กัน ไม่มีครับ 

นายธนาธร ทิ้งท้ายว่า ตนไม่สามารถเดินทางการเมืองมาไกลขนาดนี้ได้เลย ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากผู้คน ในการเดินทางของตนมีคนให้ดอกไม้ ให้กำลังใจ ตนได้รับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทุกวัน ไม่มีกำลังใจ ไม่มีแรงผลักดันของทุกคน ตนคงไม่สามารถยืนหยัดบนถนนการเมืองมา 7 ปีกว่า เราจะทำเต็มที่ตามศักยภาพของเรา ผลักดันประเทศไทยตามที่สัญญาเอาไว้ เพื่อให้ลูกหลานของเราเติบโตตามประชาธิปไตย ให้สังคมไทยมีความเสมอภาคทางกฎหมาย ให้เศรษฐกิจเราสู้กับสังคมโลกได้ นั่นคือ สังคมที่เราจะสร้าง

สื่อเขมร วิเคราะห์ ‘ทักษิณ’ จบเห่แน่!! หาก ‘ฮุนเซน’ เปิดหลักฐาน ชี้!! สังคมไทย รับไม่ได้!! กับการดูหมิ่น สถาบันเบื้องสูง ที่เคารพรัก

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) ภายหลังจากที่นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เคยกล่าวว่า เขามีหลักฐานที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทยพูดจาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยทั้งรัชกาลก่อนและรัชกาลปัจจุบัน และอาจจะใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงในการพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมานายทักษิณ ได้กล่าวในงาน 'ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย' ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่านายฮุนเซนเป็นคนไม่มีจริยธรรม ขอให้คนไทยอย่าเชื่อไปคำพูดนั้น ล่าสุด วันนี้(18 ก.ค.) สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา นำเสนอรายงานพิเศษในหัวข้อ ชะตากรรม ‘ทักษิณ’ ในเงื้อมมือ ‘ฮุนเซน’ มีเนื้อหาสรุปได้ว่า ในระบบการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น การสูญเสียอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดเพียงเรื่องเดียวแต่จะต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีก อย่างไรก็ตามสำหรับในประเทศแล้ว หากดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว ก็สามารถสูญเสียอำนาจได้ทันที

ดังนั้น เมื่อนายฮุน เซน กล่าวว่าจะสละเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อเปิดโปงการกระทำของทักษิณผู้ซึ่งดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย ชีวิตทางการเมืองของตระกูลทักษิณก็เผชิญกับความไม่แน่นอนทันที

ผลสำรวจล่าสุดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ในประเทศไทย หลังวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อตระกูลชินวัตรกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ประชาชนในกรุงเทพฯ และชนชั้นกลาง ที่กำลังมองหาโอกาสในการขจัดตระกูลชินวัตรออกจากการเมืองไทย และเปิดประตูสำหรับกลุ่มอำนาจใหม่

คำแถลงของนายฮุนเซนที่ว่าพร้อมที่จะเปิดโปงการกระทำของทักษิณต่อพระมหากษัตริย์ไทยนั้นไม่ใช่เรื่องตลกหรือสร้างการแสดงทางการเมือง อันที่จริง คำแถลงเพียงคำเดียวนี้เองที่ทำให้คนไทยบางส่วนเชื่อว่าชีวิตทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตรอาจกำลังจะถึงจุดจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่อำนาจอธิปไตยของกัมพูชากำลังถูกไทยรุกล้ำ

รายงานพิเศษ Fresh News ระบุอีกว่า สำหรับกัมพูชา ถ้อยคำอันทรงคุณค่าของสมเด็จเดโชไม่เพียงช่วยปกป้องประเทศจากแผนการร้ายของศัตรูเท่านั้น แต่ยังปลุกปั่นสถานการณ์ทางการเมืองของศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษิณ ซึ่งจากรายงานของประเทศไทยระบุว่า เขากำลังเผชิญกับความวุ่นวายทางอารมณ์อย่างรุนแรง

Fresh News อ้างอิงรายงานของ Thai PBS World เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ทักษิณได้วิงวอนประชาชนชาวไทยว่า “อย่าเชื่อคำพูดของสมเด็จเดโชฮุนเซน” โดยระบุว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นการดูถูกความรู้สึกของคนไทยที่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว และไม่จำเป็นต้องให้ทักษิณสั่งน้ำมูกใส่อีกต่อไป และเป็นการดูถูกว่าคนไทยขาดสำนึกของตัวเอง คำพูดของทักษิณยังถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงและความสามารถทางการเมืองของเขา

นอกจากนี้ ทักษิณได้ประกาศไม่ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ถอนตัวออกจากรัฐบาลหลังจากมีการรั่วไหลของบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายฮุนเซนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน

ในการกล่าวปาฐกถาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ทักษิณได้ถามอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นชาวเขมรหรือคนไทย” ซึ่งเป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจของเขาต่อหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางหลักฐานที่ชัดเจนว่าครอบครัวทักษิณอยู่เบื้องหลังและถูกเปิดโปงโดยกัมพูชา

คำแถลงของนายฮุนเซน ที่ระบุว่าตนพร้อมที่จะใช้เวลาสามชั่วโมงในการเปิดโปงการกระทำของทักษิณที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยนั้น ไม่ถือเป็นเรื่องตลกหรือเป็นเพียงคำแถลงทางการเมืองเพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทักษิณได้กระทำการทรยศหักหลังและอยู่เบื้องหลังการเมืองไทยที่ละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา

*หากพบหลักฐานการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย จะมีการดำเนินคดีกับทักษิณหรือไม่??

Fresh News ระบุว่า นี่เป็นคำถามที่ประชาชนไทยบางส่วนตั้งคำถาม แต่ประเทศไทยไม่ควรลำเอียงในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะถือเป็นคุณค่าของชาติ คำถามที่ถูกถามในประเทศไทยคือ หากนายฮุนเซนแสดงหลักฐานชัดเจนว่าทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยจริง ๆ จะมีการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่??

ในสังคมไทย หากมีเอกสารราชการหรือหลักฐานชัดเจนว่าทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยจริง ๆ แล้วหากปราศจากการบังคับใช้กฎหมาย สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ประชาชนไทยที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสังคมอนุรักษ์นิยมจะรู้สึกว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม และสถาบันต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงโดยอำนาจทางการเมือง สังคมไทยที่เคยลงโทษผู้ประท้วงหรือนักศึกษาในข้อหาตามมาตรา 112 มาก่อน อาจเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลหรือศาลไม่ดำเนินการกับผู้ที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ครอบครัวของทักษิณ ชินวัตร จะถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจทางการเมืองบิดเบือนกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออนาคตทางการเมืองของตระกูลทักษิณโดยรวมและพรรคเพื่อไทย และหากมีหลักฐานที่พิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ของไทย แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังตกอยู่ในเกมแห่งความไม่สมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและค่านิยมของชาติ

ทักษิณผ่านเรื่องราวทางการเมืองมามากมายในชีวิต และอิทธิพลสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตและการเมืองในอดีตของเขาคืออิทธิพลของสมเด็จเดโชฮุนเซน ความไม่ซื่อสัตย์และการขาดความเคารพในความจงรักภักดีของทักษิณจะไม่สามารถกลบหรือลบล้างคุณงามความดีอันล้ำค่าที่สมเด็จเดโชฮุนเซนเคยทำเพื่อเขาในอดีตได้

ขณะนี้ สำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของไทย กำลังสอบสวนคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของทักษิณ ขณะที่ตัวเขาเองก็กำลังถูกพิจารณาคดีในคดีหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี 2558 เช่นกัน ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี กองทัพและกลุ่มนักการเมืองฝ่ายขวาระดับสูงในประเทศไทยก็กำลังเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับทักษิณและบุตรสาวต่อไป

หากนายฮุนเซนเปิดเผยหลักฐานการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ของทักษิณต่อสาธารณะ ไม่เพียงแต่จะเป็นพัฒนาการใหม่ที่ร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการครั้งใหม่ต่อทักษิณอีกด้วย ดังนั้น แม้ว่าคดีเก่าจะยังไม่จบ แต่เอกสารในมือของนายฮุนเซนอาจเป็นกระสุนนัดสุดท้ายที่จะทำให้ทักษิณต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่แน่นอน

หากหลักฐานได้รับการพิสูจน์ นายทักษิณจะเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองในพรรครัฐบาลที่กระทำการล้ำ “เส้นแดง” ในสังคมไทย สังคมที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าทักษิณจะสามารถเรียกร้องให้ประชาชนไทยไม่ไว้วางใจสมเด็จเดโชฮุนเซนได้ แต่หลังจากการเปิดเผยนี้ เขาก็จะไม่มีที่ว่างให้เขาเรียกร้อง หรือเขียนเรื่องราวทางการเมืองของเขาอีกต่อไป แต่ทักษิณจะสามารถเขียนคำว่า “จุดจบของจักรวรรดิ” ด้วยมือของเขาเองได้

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า รายงานพิเศษของ Fresh News ชิ้นนี้ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่านายฮุนเซนจะเปิดเผยหลักฐานการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยของนายทักษิณเมื่อใด และอย่างไร เป็นเหมือนบทความตอบโต้คำพูดของนายทักษิณที่พูดถึงนายฮุนเซนในงาน “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย” เมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมาเสียมากกว่า

นอกจากนี้ยังพบว่า นายฮุนเซนได้เริ่มพูดถึงการที่นายทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.68 ระหว่างปราศรัยกับประชาชนที่จังหวัดพระวิหาร แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด และต่อมาวันที่ 28 มิ.ย.ก็บอกว่าถ้าหากทางการไทยอยากได้ข้อมูลก็ให้ส่งทูตพิเศษไปขอ เขาพร้อมที่จะให้ทั้งหมด หลังจากนั้นก็ขู่ว่าจะใช้เวลาสัก 3 ชั่วโมงพูดถึงพฤติกรรมการหมิ่นเบื้องสูงของทักษิณ แต่ก็ยังไม่มีการเปิดเผยเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

อดีตผู้พิพากษา เผย!! ‘ทักษิณ’ เล่นใหญ่ แสดงบทบาท เหนือรัฐบาล ชี้!! ครอบงำพรรคการเมือง ผิดกฎหมาย อาจถึงขั้นยุบ ‘เพื่อไทย’

(19 ก.ค. 68) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “การครอบงำและชี้นำพรรคการเมืองซึ่งจะมีความผิดอาญาและเป็นเหตุให้ยุบพรรคได้” มีเนื้อหาระบุว่า …

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในเวที ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย ...สู้วิกฤติโลก (Unlocking Thailand’s Future) จัดโดย สำนักข่าวไทย อสมท. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย สู้วิกฤติโลก พลิกเกมเศรษฐกิจไทย...สู่อนาคต” และให้สัมภาษณ์แก่พิธีกรในรายการ “ฟังหูไว้หู” ตอนหนึ่งว่า

“วันนี้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการออกกฎหมายและแก้ปัญหาสำคัญของประเทศอย่างรวดเร็วทันใจ ไม่เช่นนั้นมันไม่ไปไหน คิดว่าวันนี้ไม่มีใครที่จะไปคิดว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี เพราะเราต้องทำงานต่อเนื่อง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็แถมตนที่เป็นเสมียนของประเทศ (national clerk) ขอรวบรวมทุกอย่างส่งให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีไปดู ตนเองเป็นคนชอบรวบรวมปัญหาและแนวทาง เป็นเรื่องที่อยากเห็นในบ้านเรา”

ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้

1)เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทักษิณได้แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทย ทั้ง ๆ ไม่มีสิทธิจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดๆ ก็ตาม เพราะเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในข้อหาทุจริตหรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ต้องห้ามที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตามกฎหมายพรรคการเมือง (มาตรา 24 (2)) แต่ทักษิณก็กระทำการทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผยอย่างน้อย 5 ครั้ง ที่สุ่มเสี่ยงต่อการฟังว่าเป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคเพื่อไทย ได้แก่

(ก)การเชิญแกนนำหลักจากพรรคร่วมรัฐบาลเข้าหารือด่วน เพื่อพิจารณาและเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนเศรษฐา ทวีสิน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

(ข) การให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. กรุงเทพฯ

(ค) การให้สัมภาษณ์ในรายการของ Nation TV ชื่อว่า “3 Editors” เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568

(ง) การเข้าร่วมงาน “55 Years Nation Exclusive Talk: Breaking Through Thailand’s Crisis – Chapter 1” ณ Nation TV สตูดิโอ ช่อง 22 และตอบคำถามของพิธีกร เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ณ Nation TV สตูดิโอ ช่อง 22

(จ) การร่วมถกแผนรับมือกำแพงภาษี 'ทรัมป์' กับแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ที่บ้านพิษณุโลก

2) การกระทำทั้งหมดส่อแสดงให้เห็นว่า เป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคการเมืองที่ตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ซึ่งกฎหมายพรรคการเมือง “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” (มาตรา 29)

ผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุก ตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลต้องสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 108 ประกอบมาตรา 29)

3) กฎหมายพรรคการเมือง “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” (มาตรา 28)

พรรคเพื่อไทยจึงอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้เมื่อ กกต. ร้องขอ (กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 (3) ประกอบมาตรา 28)

4) การกระทำทั้งหมดของทักษิณจึงน่าจะเป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีความผิดอาญาและเป็นเหตุให้ยุบพรรคเพื่อไทยได้

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ เตือน!! นักการเมือง เลิกอ้างฟ้า สร้างภาพหวังคะแนน ชี้!! คนที่จงรักภักดีจริง จะไม่อ้างฟ้าพร่ำเพรื่อ ให้สะเทือนใจประชาชน

(19 ก.ค. 68) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กว่า …

อย่าดึงฟ้าต่ำ

ทนฟังกันมานานมากพอหรือยัง

ฟังกันอยู่ได้นักการเมืองปากเหม็น

เคยเป็นถึง ‘อดีตนายกฯ’ ต้องรู้ว่า

อันใดควรอันใดไม่ควร

คำก็อ้างฟ้า สองคำก็อ้างฟ้า

คนที่มีความจงรักภักดีจริง

จะไม่อ้างฟ้าพร่ำเพรื่อ

หากไม่คิดสร้างจินตนาการไม่ขายฝัน

ไม่หาเสียง ไม่หวังสร้างคะแนนนิยม

ไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง

ต้องไม่อิงแอบฟ้าเพื่อผลทางการเมือง

ถวายงานไปโดยไม่ต้องอ้าง

อ้างทุกวันทุกครั้งที่มีไมค์

แฝงเจตนาอะไร

‘นิพนธ์ - สรรเพชญ’ ยึดมั่นในอุดมการณ์ ไปแพ็คคู่ จะเลือกเข้าพรรคไหน เมื่อบ้านเก่าไม่ยินดี

(20 ก.ค. 68) “สรรเพชญ” ยังจะได้ลงสมัคร สส.ในนามประชาธิปัตย์หรือไม่

เป็นคำถามที่ประเดประดังเข้ามามากในช่วงนี้ อันน่าจะเกิดจากการเมืองเขม็งเกรียวเข้ามามากแล้ว อาจจะมีการเลือกตั้งในไม่นานนี้ก็เป็นได้

เหตุที่มีคำถามนี้มาก เพราะเป็นที่รับรู้กันเป็นการทั่วไปว่า สรรเพชญ เป็น 1 ใน 4 ของ สส.ประชาธิปัตย์ จาก 25 คน ที่เห็นต่างกับกรรมการบริหารพรรคมาโดยตลอด และยืนหยัดอยู่กับผู้อาวุโส “ชวน หลีกภัย -บัญญัติ บรรทัดฐาน-จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์” ยึดแนวอุดมการณ์เดิมของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่เห็นด้วยกับมติเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่มีแพรทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรี

มีข้อเท็จจริงประการหนึ่ง คือ ไม่ค่อยปรากฎข่าวสรรเพชญ หารือประธาน ตั้งกระทู้ถาม เสนอญัตติ หรือการอภิปรายในสภา ซึ่งผิดฟอร์มจากชายชื่อ “เพชร”ที่สร้างผลงานโดกเด่นคู่ขนานมากับ “ร่มธรรม ขำนุรักษ์” สส.เขต 3 พัทลุง มาโดยตลอด จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า “ถูกจำกัดบทบาท” หรือง่ายๆคือลดบทบาทลง เข้าสุภาษิตที่ว่า “อย่าทำตัวให้เด่นจะเป็นภัย” วันนี้กับบทบาทที่โดดเด่นของสรรเพชญ แต่แนวคิดตั้งข้ามกับฝ่ายบริหาร จึงเป็นภัยต่อสรรเพชญแล้ว

มีรายงานชัดเจนครับว่า สรรเพชญ บุญญามณี ซึ่งเป็น สส.สงขลา “ยังคงยืนยันจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติของพรรคประชาธิปัตย์ในการร่วมรัฐบาลต่อกับพรรคเพื่อไทย” โดยเฉพาะกรณี “คัดค้านการเป็น 1 ใน 25 เสียง เพื่อรักษาอำนาจของนายกฯ แพทองธาร”

สิ่งที่ชี้ว่าความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอยู่จริง สรรเพชญได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 19–20 มิ.ย. 2568 ว่าเขา “ไม่ขอเป็นหนึ่งใน 25 เสียง” ซึ่งสะท้อนการคัดค้านอย่างเปิดเผยต่อแนวทางของพรรค ไทยรัฐออนไลน์ และโพสต์ทูเดย์รายงานข้อความจากสรรเพชญโดยตรง เช่น“ผมยังยืนยันในจุดยืนและอุดมการณ์เดิม…ไม่ขอเป็นหนึ่งในนั้น”   

คำถามสำคัญ… แล้วสรรเพชญจะได้ลงชื่อในนามพรรคอีกหรือไม่?

1. ทางพรรคยังไม่ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ เท่ากับยังไม่ยืนยันว่าเขาจะถูกส่งลงสมัครหรือไม่

2. แต่จากท่าทีล่าสุด สรรเพชญเองก็ยังยึดจุดยืน “อุดมการณ์หลักของพรรค” แม้จะไม่เห็นด้วยกับมติภาพรวม ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ และการตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรคว่าจะส่งลงหรือไม่

สรุปภาพรวม สรรเพชญมีความขัดแย้งกับมติพรรคอย่างชัดเจน และยืนยันว่าต้องการยืนหยัดในอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์

นี่ยังไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ได้รับการรับรองให้ลงสมัคร แต่แนวโน้มคือเขาอาจถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากกรรมการบริหาร

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของพรรค “สำหรับผมคงอยู่ยากแล้วในพรรคประชาธิปัตย์” นิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.หลายสมัยของสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุป แต่นิพนธ์ คงหาพรรคใหม่สังกัดไม่ยาก บันไดบ้านคงไม่แห้งอยู่แล้ว เพียงแต่จะเลือกพรรคไหนที่มีเจตนารมณ์ อุดมการณ์ที่ไปกันได้ ในพื้นที่ประชาชนให้การยอมรับ

ประเด็นคือ นิพนธ์ไปไหน สรรเพชญจะไปนั้นหรือเปล่า แต่เข้าใจว่า นิพนธ์จะต้องจัดที่ทางให้สรรเพชญให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร

ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ตอบโต้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

(20 ก.ค. 68) จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนี้จะไม่เจรจากัมพูชาโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวอีกแล้ว เพราะกลัวโดนอัดเทป ล่าสุดวันที่ 20 ก.ค. 68 สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความตอบโต้แล้ว โดยระบุว่า ...

ผมขอย้ำเตือนทักษิณอีกครั้งว่าผมเองต่างหากที่ไม่อยากคุยกับเขา นับตั้งแต่ลูกสาวของเขาดูถูกเหยียดหยามผม ยิ่งไปกว่านั้น ผมเองก็ไม่มีเจตนาจะคุยกับคนที่มีประวัติอาชญากรรมและกำลังเตรียมถูกดำเนินคดีเพิ่ม ดังนั้นอย่าคิดมาก เพราะการคุยกับคุณไม่มีประโยชน์อะไรกับผมเลย!!

สำหรับข้อสังเกตของผม นับตั้งแต่ทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ประเทศไทยก็ตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ผมไม่อยากพูดถึงคำพูดดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยอย่างรุนแรงของคุณ เพราะมันเป็นการพูดที่น่ารังเกียจและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ผมต้องพูดถึง เพราะมันทำลายศักดิ์ศรีของสถาบันกษัตริย์ไทย แต่คุณกลับยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณบอกว่าผู้นำกัมพูชาขาดศีลธรรม นี่เป็นการดูหมิ่นอย่างรุนแรง เหมือนกับที่ลูกสาวของคุณดูหมิ่นผู้นำกัมพูชา โดยกล่าวหาว่าเขา (ฮุน มาเนต) ไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งก่อให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ชาวกัมพูชา

ผมอยากถามคุณว่า ถ้าผมขาดคุณธรรม ทำไมคุณถึงพึ่งพาผมมาตลอด 19 ปี (2549-2568) โดยทำตามคำแนะนำของผม และยังเรียกผมว่า “ผู้นำหมายเลข 1” อีกด้วย

คุณยังจำการจัดตั้งพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งปี 2554 ได้ไหม นอกจากแนวคิดบางอย่างแล้ว ยังมีทฤษฎีหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นทฤษฎีของฮุนเซน ซึ่งผมควรเตือนคุณด้วย

ยังมีอีกหลายสิ่งที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการ

ข้อกล่าวหาที่ว่าท่านเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นเรื่องจริง รวมทั้งกรณีที่ท่านทรยศต่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นความคิดของท่านเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ของอุ๊งอิ๊ง 

‘อรรถกร’ เดินหน้า!! โครงการสวนยางอารยเกษตร ส่งเสริมใช้ แก๊สเอทธิลีน ตั้งเป้าหมาย!! ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้ชาวสวน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

(20 ก.ค. 68) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน้าใหม่ เดินทางไปพัทลุงเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการใช้แก๊สเอทธิลีนร่วมกับการติดตั้งระบบน้ำในสวนยางพารา ตามโครงการ ‘สวนยางอารยเกษตร’ ภายใต้แผนงาน ‘พัทลุงโมเดล’ 

โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กรมชลประทาน

อรรถกร กล่าวว่าแนวทางการทำสวนยางแบบ “อารยเกษตร” นั้นเป็นรูปแบบการจัดการสวนยางแนวใหม่ ที่ผสานองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยีสมัยใหม่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สวนยางอย่างยั่งยืน โครงการฯ นี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการระหว่าง กยท. และกรมชลประทาน สะท้อนถึงเป้าหมายในการมุ่งมั่นยกระดับการทำเกษตรกรรมโดยปรับใช้แนวคิดการจัดการสวนยางที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรชาวสวนยางใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความมั่นคงในครัวเรือน โดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อให้สวนยางกลายเป็นแหล่งผลิตที่ให้ทั้งรายได้ อาหาร และความยั่งยืนในระยะยาว

“เป้าหมายหลักของโครงการฯ คือต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และให้ชาวสวนยางมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ “สวนยางอารยเกษตร” จึงไม่ใช่แค่แนวทางในการผลิตยาง แต่คือแนวคิดเชิงระบบที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทําสวนยางในประเทศไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นรากฐานที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต” รมว.อรรถกร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ โครงการนี้จะมีการส่งเสริมการใช้แก๊สเอทิลีนร่วมกับการติดตั้งระบบน้ำในสวนยางพารา “สวนยางอารยเกษตร” พัทลุงโมเดล กยท. ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมชลประทาน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังบน ในการวางระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยใส เข้าสู่พื้นที่สวนยางอารยเกษตรของเกษตรกร (ในระยะแรก) จำนวน 13 ราย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 80.80 ไร่ โดยระบบน้ำดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในหลากหลายกิจกรรม ทั้งการให้น้ำแก่ต้นยางโดยตรง การให้น้ำแก่พืชแซมยาง และการทำประมงในสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ กยท. ยังสนับสนุนการนำนวัตกรรมแก๊สเอทิลีน มาใช้ในการเพิ่มผลผลิตยางพารา ซึ่งช่วยกระตุ้นให้น้ำยางไหลได้นานขึ้น และส่งผลให้ปริมาณน้ำยางที่กรีดได้เพิ่มขึ้นด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการพัฒนาอาชีพสวนยางอย่าง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มาเลเซียใช้มาระยะหนึ่งแล้ว

กล่าวสำหรับ ‘พัทลุงโมเดล’ เป็นแนวคิดหรือโครงการต้นแบบในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราโดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยเน้นการยกระดับเกษตรกรชาวสวนยางแบบครบวงจรจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มใช้ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการปลูกยางในภาคใต้

แนวคิดหลักของ ‘พัทลุงโมเดล’ โดย กยท.

1. รวมกลุ่มเกษตรกร
ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางรวมกลุ่มกันเป็น สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ชาวสวนยาง เพื่อให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น และเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและการสนับสนุนจากรัฐได้ง่ายขึ้น

2. แปรรูปยางในพื้นที่
สนับสนุนให้มี โรงงานแปรรูปยางระดับชุมชน หรือ โรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน/ยางแท่ง เพื่อไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง โดย กยท.ช่วยเรื่องเทคโนโลยีและการจัดการ

3. สร้างมูลค่าเพิ่ม
ส่งเสริมการ นำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี มาต่อยอดผลิตภัณฑ์ยาง เช่น การผลิตหมอนยาง, ที่นอนยางพารา, ยางกันกระแทก ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มีมูลค่าสูง

4. ตลาดนำการผลิต
ใช้แนวทาง ‘ตลาดนำการผลิต’ โดยหาความต้องการของตลาดก่อน แล้วส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาล้นตลาด

5. เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรผสมผสาน
แทรกแนวคิดเกษตรยั่งยืน เช่น ปลูกพืชแซมในสวนยาง หรือทำปศุสัตว์ร่วมกับสวนยาง เพื่อเพิ่มรายได้หลายทาง

ผลที่คาดหวังจากพัทลุงโมเดล
 •เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงจากการทำสวนยาง
 •ลดการพึ่งพาตลาดยางดิบเพียงอย่างเดียว
 •สร้างงานในท้องถิ่นจากกิจการแปรรูปยาง
 •เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

ความสำคัญ

‘พัทลุงโมเดล’ ถือเป็นต้นแบบที่ กยท. ตั้งใจจะ ขยายผลไปยังจังหวัดอื่น โดยเฉพาะในภาคใต้ ที่มีพื้นที่ปลูกยางจำนวนมาก เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง และสุราษฎร์ธานี

‘เดชอิศม์’ ท้า ‘ส.ส.สงขลา’ ฟ้อง ไม่หวั่นหลุดตำแหน่ง พร้อมเร่งหน่วยงานเกี่ยวข้องคลี่คลายเรื่องที่สังคมคาใจ

จากกรณีที่ นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว ส.ส.พรรคกล้าธรรม จะฟ้องหมิ่นประมาท นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากที่มีกล่าวให้สัมภาษณ์พาดพิง ให้หลุดจากตำแหน่ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ (21 ก.ค. 68) นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานการกุศลที่มัสยิดนูรูลอามีน (บ้านปริกตก) ทต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา โดยนายเดชอิศม์ ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายชนนพัฒน์  ให้สัมภาษณ์สื่อเตรียมตั้งทนายฟ้องหมิ่นประมาทตนเองว่า ได้รับเกียรติ หากถูกฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งตนจะทำหนังสือถึง ปปง. อัยการสูงสุด และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่เกิดขึ้น จากผู้มีอำนาจรังแกประชาชน ขอให้กรณีนี้เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนี้เดินหน้าเต็มที่และจะไปจบที่ศาลอย่างแน่นอน

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ส่วนข้อขัดแย้งเรื่องการเมือง ระหว่างตน กับ ส.ส.เขต 4 สงขลา นั้นตัดออกไปได้เลย เพราะจนถึงวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีตัวผู้สมัครเขต 4 เลย เรื่องนี้เป็นเรื่องของความทุกข์ประชาชนเท่านั้น ขอให้เชื่อมั่นว่ามีตนอยู่ พี่น้องประชาชนจะไม่โดนรังแกแน่นอน

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ได้กำชับตำรวจและผู้ว่าราชการ จ.สงขลาแล้ว ว่าให้จับผู้กระทำความผิดให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะสาวถึงใครก็จะไม่ละเว้น เพราะผู้เสียหายย้ำชัดว่าผู้กระทำความผิดมีทั้งหมด 5 คน หลังจากนั้นต้องดูว่ามีคนสั่งการหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องจับให้หมด

“ส่วนเรื่องของการที่จะฟ้องร้องผมให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯนั้น ผมไม่กลัวหรอกเพราะผมมีหน้าที่มาดูแลประชาชน ถ้าผมกลัว พี่น้องประชาชนจะอยู่อย่างไร” นายเดชอิศม์กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top