Saturday, 6 June 2026
Politics

ภูมิใจไทยจี้รัฐแจงงบ 1.65 พันล้าน!! จัดงาน EDM ควรใช้งบกระทรวงท่องเที่ยวฯ ไม่ใช่ซอฟต์พาวเวอร์ไทย

(6 ส.ค. 68) พรรคภูมิใจไทย ตั้งคำถามรัฐบาลกรณีอนุมัติงบประมาณ 1,650 ล้านบาท จัดเทศกาลดนตรี EDM ภายใต้โครงการซอฟต์พาวเวอร์ โดย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ระบุว่า กลุ่มศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นหลายกลุ่ม เช่น ลิเก หมอลำ โนราห์ กลับไม่ได้รับการสนับสนุน ทั้งที่ใช้งบไม่ถึงพันล้านก็เพียงพอ และมีเอกลักษณ์ชัดเจนว่าเป็นของไทยแท้

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังตั้งข้อสังเกตว่า ศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติในโลกออนไลน์ แต่กลับถูกมองข้าม ขณะที่งบมหาศาลกลับทุ่มให้กิจกรรมที่ไม่ชัดเจนว่าจะสร้างประโยชน์ให้ประชาชนกี่เปอร์เซ็นต์ สะท้อนความน้อยใจของผู้สร้างงานวัฒนธรรมท้องถิ่น

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชี้ว่า รัฐใช้งบผิดประเภท เพราะหากหวังสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ควรใช้เงินจากกระทรวงท่องเที่ยว ไม่ใช่จากงบซอฟต์พาวเวอร์ที่ควรเน้นส่งเสริมวัฒนธรรมไทย พร้อมทิ้งคำถามถึงรัฐบาลว่า “วันนี้เราขายวัฒนธรรม หรือซื้อวัฒนธรรมอื่นมากลืนของตัวเอง?”

‘ดร.สุวินัย’ ให้นิยาม ‘ลุงตู่’ คือผู้ตรึงประเทศกลางความปั่นป่วน แม้ไม่เด่นทุกเรื่อง แต่ช่วยไม่ให้แตกแยก–ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างมหาอำนาจ

(8 ส.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงการทำงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ความจริงหนึ่งเดียวของ ลุงตู่

ในโลกแห่งการเมือง… “ความจริง” มักถูกห่อหุ้มด้วยโฆษณาชวนเชื่อของทุกฝ่าย
แต่ความจริงแท้มีเพียงหนึ่งเดียว ...มันไม่ขึ้นกับว่าผู้คนรักหรือชังใคร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ “ลุงตู่” ในสายตาประชาชน คือบุคคลที่ถูกตีความอย่างสุดขั้วทั้งสองด้าน
เขาเป็นทั้ง “ผู้รักษาเสถียรภาพ” และ “จำเลยทางการเมือง” ในเวลาเดียวกัน
บทความนี้มิได้เขียนเพื่อยกย่อง หรือเพื่อประณาม หากแต่เพื่อมองให้ทะลุเปลือกแห่งภาพลักษณ์ และเข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เพราะในห้วงเวลาที่ประเทศเดินอยู่บนเส้นเชือกบางเฉียบระหว่าง ความมั่นคงกับการเปลี่ยนแปลง ...ความจริงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นเข็มทิศให้เรามองย้อนอย่างเที่ยงตรง

บทความนี้เราจะจำแนกเป็นสองส่วน 
คือ (1) รีวิวผลงานเชิงข้อเท็จจริง และ (2) วิเคราะห์คุณูปการเชิงประวัติศาสตร์–ยุทธศาสตร์ เพื่อให้ครบทั้งภาพบันทึกเหตุการณ์และภาพตีความเชิงลึก
1. รีวิวผลงานเชิงข้อเท็จจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี
(ดำรงตำแหน่ง 2557–2566 รวม 9 ปี)

1.1 ด้านความมั่นคง
- ยุติความรุนแรงทางการเมืองชั่วคราว หลังรัฐประหาร 2557 ทำให้สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดการเผชิญหน้าใหญ่ในกรุงเทพฯ ถูก “หยุดเกม” ได้ในระยะสั้น
- รักษาความสงบในช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้ถูกวิจารณ์ว่าจำกัดเสรีภาพและใช้กฎหมายพิเศษบ่อย แต่ก็ทำให้ไทยไม่แตกเป็นสองรัฐหรือเข้าสู่สภาพสงครามเมือง (civil conflict)
- การจัดการชายแดน มีช่วงที่สร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านเพื่อคุมปัญหาค้ามนุษย์และยาเสพติดได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในพม่าและลาว

1.2 ด้านการทูต
- วางตัว “บาลานซ์เกม” ระหว่างมหาอำนาจ — รักษาความสัมพันธ์กับจีน (Belt and Road, รถไฟความเร็วสูง) และสหรัฐ (Cobra Gold, ความร่วมมือทางทหาร) พร้อมกัน
- ไทยไม่ตกเป็นฐานทัพถาวรของฝ่ายใด แม้ถูกกดดันจากทั้งสองขั้ว
- มีบทบาทเป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียนและเวทีระดับโลก (APEC 2022) แม้บทบาทเชิงนโยบายอาเซียนจะไม่เด่นเหมือนยุคชาติชายหรืออานันท์

1.3 ด้านเศรษฐกิจ
- ดัน EEC (Eastern Economic Corridor) เป็นเมกะโปรเจ็กต์หลัก เพื่อดึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ, ถนน, สนามบิน, ท่าเรือ) ต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโลกผันผวน
- รับมือโควิด-19 ได้ในระยะแรกดีมาก (ไทยเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกที่ควบคุมได้ในปี 2020) แต่การฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิดกลับช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค

1.4 ด้านการบริหารวิกฤติ
- โควิด-19: สร้างระบบสาธารณสุขเฉพาะกิจที่ยืดหยุ่น เช่น Hospitel, ระบบกระจายวัคซีน แต่ถูกวิจารณ์เรื่องความล่าช้าและการจัดหาวัคซีนช่วงแรก
- ภัยพิบัติ: ใช้กองทัพเข้าช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม–ภัยแล้งได้รวดเร็วในหลายครั้ง แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การจัดการน้ำ ยังคงมีข้อจำกัด

2. วิเคราะห์คุณูปการเชิงประวัติศาสตร์–ยุทธศาสตร์
2.1 รักษาเสถียรภาพทางการเมืองในช่วงรอยแยก
จุดแข็งที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ การคุมเสถียรภาพในช่วงที่ระบบการเมืองปกติ “ล้มเหลวในการควบคุมตัวเอง”
ในปี 2557 ประเทศเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ รัฐล้มเหลวเชิงการเมือง (Political Collapse) — การเข้ามาของเขาทำให้เกิด “รัฐบาลรวมศูนย์” ที่ปิดเกมความรุนแรงระยะสั้นได้
แม้จะเป็นการใช้วิธี “แช่แข็งการเมือง” แต่ก็ทำให้ไทยมีเวลาฟื้นตัวจากการปะทะกันบนท้องถนน

2.2 ป้องกันไทยไม่ตกเป็น “เบี้ยล่างมหาอำนาจ” แบบชัดเจน
ในยุคที่จีนขยายอิทธิพลในภูมิภาค และสหรัฐพยายามดึงพันธมิตรกลับเข้าสายตะวันตก ประยุทธ์เลือกเดินสายกลาง ไม่ผูกขาดกับฝ่ายใด
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ไทยไม่ถูกดึงเข้าเป็นสนามรบของมหาอำนาจในช่วง 2014–2022 แม้แรงกดดันจะมีตลอด
การรักษาสมดุลนี้ทำให้ไทยยังมี “พื้นที่ต่อรอง” (Bargaining Space) ในเวทีโลก

2.3 วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน–ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
EEC อาจเป็นโครงการที่ถูกวิจารณ์ว่าล่าช้า แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ไทยกำหนด “เขตยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพิเศษ” พร้อมกฎหมายสนับสนุนระยะยาว
การต่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน (รถไฟฟ้า, ท่าเรือ, ถนน, ดิจิทัล) ทำให้ไทยมีศักยภาพรองรับการลงทุนต่อเนื่องในทศวรรษหน้า
อย่างไรก็ดี การกระจายผลประโยชน์สู่ต่างจังหวัดยังทำได้ไม่เต็มที่

2.4 สร้างบทเรียนทางการเมืองให้สังคม
9 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้สังคมไทยเห็นทั้ง ข้อดีของความมั่นคงทางการเมือง และ ข้อจำกัดของการขาดระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ
เขาเป็น “ตัวอย่างจริง” ของข้อถกเถียงว่า "เสถียรภาพโดยไร้พลวัตเชิงโครงสร้าง" อาจไม่พอให้ประเทศแข่งขันในระยะยาว
นี่คือมรดกทางการเมืองที่สังคมไทยต้องนำไปคิดต่อว่าจะผสม “เสถียรภาพ” กับ 'พลวัต' ให้ลงตัวอย่างไร

3. สรุปคุณูปการแบบกระชับ
ข้อดี: คุมเสถียรภาพการเมือง, รักษาสมดุลมหาอำนาจ, วางโครงสร้างพื้นฐาน–EEC, บริหารวิกฤติใหญ่ได้ระดับหนึ่ง

ข้อจำกัด: เศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่อง, การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่คืบ, ขาดนวัตกรรมทางนโยบาย, ระบบตรวจสอบอ่อนแอ
คุณูปการเชิงยุทธศาสตร์: เขาคือ “นายกฯ ในยุคกันชน” ...กันประเทศไม่ให้แตกภายใน และกันไม่ให้ถูกดูดเข้าเป็นเบี้ยล่างมหาอำนาจ ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคสงครามตัวแทนเต็มรูปแบบ

บทสรุป
“ความจริงหนึ่งเดียว” ของลุงตู่ คือ เขาคือ “นายกรัฐมนตรีในยุคกันชน” ที่ช่วยกันประเทศไม่ให้แตกภายใน และช่วยกันไม่ให้มหาอำนาจภายนอกใช้เราเป็นเบี้ยล่างในเกมสงครามตัวแทน เขาอาจไม่ใช่ผู้นำที่สร้างการเติบโตพุ่งทะยาน หรือปฏิรูปโครงสร้างได้สำเร็จดังฝันของใครหลายคน แต่ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเสี่ยงล่มสลายจากการเผชิญหน้าและการแทรกแซง ...เขาสามารถตรึงประเทศให้อยู่รอดได้  นี่คือความจริงหนึ่งเดียวที่ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้

เมื่อพ้นยุคของเขาไป เราอาจยังถกเถียงกันไม่จบว่าลุงตู่ “ดี” หรือ “เลว”
ทว่าประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ว่า ในทศวรรษแห่งความปั่นป่วนนี้ เขาคือ ผู้นำ ที่ยืนเป็นกันชนให้ชาติไทย
และนั่นคือความจริงหนึ่งเดียวที่แม้ผู้ที่รักเขาหรือผู้ที่ชังเขาก็ปฏิเสธไม่ได้

ข้อคิดเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้นำหลังยุคลุงตู่  
เพื่อเชื่อมกับภาพใหญ่ของสถานการณ์สงครามตัวแทนปัจจุบัน โดยมองทั้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการบริหารภายใน

1. เข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ใหม่: โลกแบ่งขั้วแต่เชื่อมโยงกัน
โลกวันนี้ไม่ใช่สงครามเย็นแบบเก่า แต่คือ สงครามเย็น 2.0 ที่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารเชื่อมกันอย่างแยกไม่ขาด
ผู้นำรุ่นต่อไป ต้องอ่านเกมมหาอำนาจออกว่า เมื่อใดต้องเงียบ เมื่อใดต้องขยับ และต้องรักษา 'พื้นที่ต่อรอง' (Bargaining Space) ของไทยไว้ให้ได้
หลักง่าย ๆ คือ อย่าเป็นเบี้ย และอย่าเป็นม้า — ต้องเป็นผู้วางกระดานเองในภูมิภาคที่เราอยู่

2. เสถียรภาพต้องมาคู่กับพลวัต
ยุคลุงตู่สอนเราว่าเสถียรภาพสามารถยืดอายุประเทศได้ แต่ถ้าขาดพลวัต เศรษฐกิจและสังคมจะนิ่งเกินไปจนเสียจังหวะ
ผู้นำรุ่นต่อไป ต้องไม่เลือกข้างระหว่างเสถียรภาพกับการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องบูรณาการ ผสมสองสิ่งนี้ให้เดินคู่กัน — เสถียรภาพในความมั่นคง แต่พลวัตในเศรษฐกิจและนวัตกรรม

3. สร้างระบบต้านแรงกระแทก (Shock Absorber) ของชาติ
วิกฤติรอบหน้าอาจไม่ใช่การเมืองหรือโรคระบาด แต่เป็น สงครามตัวแทน, การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน, หรือภัยไซเบอร์ขนาดใหญ่ ไทยต้องมีระบบเตือนภัยและแผนสำรองระดับชาติที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่เอกสารวางตู้

4. คืนศูนย์กลางให้ภูมิภาค
ไทยเคยเป็นผู้นำอาเซียนในเชิงนโยบาย (ยุคชาติชาย–อานันท์–อภิสิทธิ์) แต่ยุคหลังเราแทบหายไปจากบทบาทนี้
ผู้นำรุ่นใหม่ ต้องทำให้ไทยกลับมาเป็น 'สะพานเจรจา' ของอาเซียนและมหาอำนาจ เพื่อใช้เวทีภูมิภาคเป็นเกราะคุ้มกันผลประโยชน์ของเรา

5. สร้างทุนทางสังคมควบคู่ทุนเศรษฐกิจ
ความขัดแย้งทางการเมืองที่กินลึกทำให้ 'ทุนทางสังคม' ของไทยสึกกร่อนไปมากแล้ว 
การฟื้นความเชื่อใจระหว่างรัฐ–ประชาชน และระหว่างกลุ่มความคิดต่าง ๆ คือเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดในสงครามตัวแทน
เศรษฐกิจฟื้นได้ใน 5–10 ปี แต่ถ้าสังคมแตกแยกแบบนี้ อาจใช้เวลานานกว่าหนึ่งชั่วคน

สรุปสาระสำคัญ: 
ผู้นำหลังยุคลุงตู่จะต้องก้าวพ้นบทบาท 'กันชน' และกลายเป็น 'ผู้ขับเคลื่อน'
ไม่ใช่เพียงป้องกันประเทศไม่ให้ล้ม แต่ต้องขับพาประเทศเข้าสู่ตำแหน่งที่เหนือกว่าในกระดานใหญ่ของโลก ในยุคสงครามตัวแทน ความอยู่รอดไม่ใช่ชัยชนะ แต่ชัยชนะคือการใช้วิกฤติเป็นจังหวะสร้างพลังใหม่ให้ชาติต่างหาก

‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ ชี้!! ‘ฮุนเซน’ ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกมาทรยศทำลาย!! ‘อุ๊งอิ๊ง’ กระทบ ‘ทักษิณ’ ทำรัฐบาลไทยล่มสลาย ไร้คู่แข่งเปิดบ่อน

(9 ส.ค. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักธุรกิจ นักการเมือง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ฮุนเซน “ผู้ทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ”

แม้เวลาผ่านไป ฝุ่นเริ่มจาง ชายแดนเริ่มสงบลง

แต่ชนวนเหตุที่ “ฮุนเซน” นำคลิปมาปล่อยทิ้งระเบิด ไม่มีใครรู้ 

จู่ๆ ก็จัดหนัก 

ด้วยวัตถุประสงค์เดียว คือ “ต้องการล้มทักษิณ” 

เมื่อ “อุ๊งอิ๊ง” เป็นนายกฯ ภายใต้เงาบารมีของทักษิณ

ล้มอุ๊งอิ๊ง คือ ล้มทักษิณ

ล้มทักษิณ คือ ล้มพรรคเพื่อไทย

ล้มพรรคเพื่อไทย คือ ล้มรัฐบาลไทย

แต่ “ฮุนเซน” จะล้ม “ทักษิณ” ไปทำไม? 

อำนาจของฮุนเซนในเขมรนั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีใครกล้าหือกล้าอือ

ตลอดระยะเวลาที่ครองอำนาจกว่า 40 ปี ฝ่ายค้านฝ่ายตรงข้ามของฮุนเซน มีแค่ 2 ทางให้เลือก “ไม่หนีก็ได้กระสุน” ไม่มีทางเลือกอื่น

ขนาดฝ่ายค้านเขมรมาเที่ยวกรุงเทพฯ ยังถูกยิงตายกลางถนน

สม รังษี ผู้นำฝ่ายค้านตัวยง ยังลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส

คนอย่างฮุนเซนที่อยู่กับอำนาจมาทั้งชีวิต คงไม่ใช่แค่ไม่พอใจนายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า “ไม่เป็นมืออาชีพ” แล้วโกธรเท่านั้น 

อะไรที่ลึกกว่านั้น ? 

อะไรที่ฮุนเซนต้องการมากกว่า?

อะไรที่ฮุนเซนอยากได้แล้วไม่ได้รับการตอบสนอง?

ในความเห็นผมจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์“ ที่พรรคเพื่อไทยเดินสายโร้ดโชว์โปรโมท เพราะคาดว่าจะต่อยอดให้ประเทศ

ทุกประเทศรอบไทยมีหมด แล้วทำไมไทยจะมีไม่ได้?

ยิ่งที่เขมร มีบ่อนชุกกว่าปั๊มน้ำมันเสียอีก

สารพัดบ่อนปอยเปต สีหนุวิลล์ ที่จะเปิดได้ต้องฮุนเซนพยักหน้าคนเดียว 

ตามด้วยส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจคาสิโนให้ตระกูลฮุนสูบปรนเปรอเปรมปรีดิ์มานาน

จะมีธุรกิจอะไรในเขมรเล่า ที่จะให้ฮุนเซนได้เร็วเท่าคาสิโน จีนจึงแห่กันมาเปิดไม่มีจำกัด

ใครใคร่เปิดบ่อนก็เปิด แต่ต้องจ่ายฮุนเซน นี่คือกฎเหล็ก

ยิ่งเปิดมาก ฮุนเซนก็รับมาก เป็นเงาตามตัว

จากเมืองที่ไม่มีอะไร จนเติบโตมีบ่อนทุกหัวระแหง เกิดสนามบิน เกิดการค้าต่อเนื่อง 

แล้ววันหนึ่งเมื่อไอเดียบรรเจิด “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์“ โผล่มา 

เขมรในฐานะเมืองคาสิโนจึงได้รับผลกระทบ กระแทกที่กล่องหัวใจฮุนเซนเต็มๆ

ตอกย้ำตัดสัมพันธ์สะบั้นด้วย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่รัฐบาลไทยถูกบีบจากรัฐบาลจีน ถึงกับส่งระดับผู้ช่วยรัฐมนตรีจีนมาบัญชาการ 

จนไทยต้องตัดไฟพม่า ลามไปถึง “ฮุนเซน“ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอีกระลอก 

จากนั้นทักษิณแฉลากไส้ตึกบัญชาการ 25 ชั้น ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ฮุนเซนไฟเขียว เพราะถือว่าไม่ได้หลอกคนเขมร (ไม่มีอะไรให้หลอก) แต่หลอกคนไทยได้เงินดี 

ไทยเดือดร้อน เขมรไม่เดือดร้อน ดังนั้นฮุนเซนไม่สน 

เจอไปหลายดอกฮุนเซนจึงวางแผน 

อันเป็นที่มาของการ “ลวงให้พูด“ ผ่านการเจรจากับล่าม “นายฮวด” ที่มีการตอกย้ำอ้างประเด็นเรื่อง “ด่าน” ที่ทหารปิด ทำให้ฮุนเซนไม่พอใจ 

จนไปถึงประโยคลวงสำคัญจากนายฮวด สื่อภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำกับนายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า

”ท่านฮุนเซนไม่พอใจท่านแม่ทัพภาค 2 มาก“

นายกฯ อุ๊งอิ๊งจึงหลุดพูดในทำนองว่า ท่านแม่ทัพเป็นคนละพวก เพื่อเอาใจฮุนเซนให้อารมณ์เย็นลง เจตนาเพื่อให้การเจรจาสำเร็จ

เจอประโยคทองนี้เข้าไป ฮุนเซนจึงเก็บไว้แล้วปล่อยคลิปออกมา

กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ใส่ประเทศไทย โดยคิดว่า “ทักษิณจบแน่”

ด้วยความที่ฮุนเซนรู้จักไทยเป็นอย่างดี ผ่าน รัฐบาลไทยมาเป็นสิบรัฐบาล

แต่การเมืองเขมรไม่เคยเปลี่ยน ฮุนเซนเป็นนายกฯ คนเดียวยาวนานตั้งแต่ปี 2528

จึงทำให้ฮุนเซนเข้าใจบริบททั้งการเมือง การทหารของไทย

ฮุนเซนไม่มีเพื่อน ไม่มีนาย เพราะเป็นนายกฯ ไร้คู่แข่ง หากใครเป็นคู่แข่ง ไม่หนี ก็ตาย

ใจฮุนเซนจึงเหี้ยมโหดอำมหิตยิ่งนัก 

เมื่อเปิดการปะทะกันกับไทย เขมรก็ทำตัวเป็น ประเทศที่โดนไทยกลั่นแกล้ง เหมือนยูเครนรบกับรัสเซีย

โดยอ้างว่าเขมรถูกรุกรานก่อน ฮุนเซนทำตัวเสมือน ”เซเรนสกี้“ ฟ้องโลกให้เห็นว่าถูกไทยรังแก

อ้างว่าเป็นประเทศเล็กๆ เล่นการเมืองบนเวทีระดับโลกโดยใช้ความเป็นประเทศยากจน ถูกไทยรุกราน ทำตัวน่าสงสารถูกเปิดสงคราม

ลีลาเขมรนั้นแสดงละครเก่ง ไม่ต้องพึ่งองค์กรใดๆ 

ขณะที่ไทยพะว้าพะวัง เพราะถือว่าเป็นประเทศใหญ่กว่า ส่งเครื่องบิน F-16 ไปรบ

ฮุนเซนรู้ว่าการปล่อยคลิปทำลายนายกฯ อุ๊งอิ๊งกระทบถึงทักษิณ และรัฐบาลไทยโดยตรง

จึงทำตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาลไทย หวังว่าแรงระเบิดของคลิปจะส่งผลถึงกองทัพ มวลชน และท้ายสุดความล่มสลายของรัฐบาลไทย

ฮุนเซนมองทะลุกระดานอำนาจ และรู้เรื่องความแตกแยกภายในของไทย

แผนนี้จึงเท่ากับ ”ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 3 ตัว“

ยอมทำลายความสัมพันธ์ เก็บอำนาจของตัวเองที่มาจากเงินบ่อนสนับสนุน 

จึงกล้าเปิดคลิป ทั้งๆ ที่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร?

นี่คือ ฮุนเซน “ที่ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกมาทรยศ“

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ เหน็บ!! ‘บุ๋ม ปนัดดา’ โฆษกชายแดน ต้องสุขุม แม่นยำ ไม่ใช่!! ‘สไตล์ปลากัด’ ภาพลักษณ์ต้องมืออาชีพ ให้ประชาคมโลกเชื่อถือ

(9 ส.ค. 68) อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ ‘เจี๊ยบ’ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นถึงการแต่งตั้ง น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม” ให้ทำหน้าที่โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.)

อมรัตน์ เขียนข้อความระบุว่า ‘หน้าที่โฆษก’ คงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ #ไทยกัมพูชา #ปนัดดา

ข้อความดังกล่าวเชื่อมโยงกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ของปนัดดา หลังเข้ารับตำแหน่งโฆษก ศบ.ทก. โดยเธอกล่าวว่า “พี่ ๆ ทหารบอกว่า ถ้าหาโฆษกที่ชนกับทางนั้นได้มันที่สุดก็คือดิฉัน ยินดีมาช่วยงานเพื่อประเทศไทย”

‘ช่อ พรรณิการ์’ ยินดี!! ภาพยนตร์สารคดี Breaking the Cycle ได้เข้าชิง!! รางวัลสุพรรณหงส์ปีนี้ ถึง 4 สาขา ลุ้นผล 14 ก.ย.นี้

(10 ส.ค. 68) นางสาวพรรณิการ์ วานิช หรือ‘ช่อ’ โฆษกคณะก้าวหน้า อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคอนาคตใหม่ อดีตโฆษกและคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ได้รับแจ้งจากผู้กำกับว่า Breaking the Cycle ภาพยนตร์สารคดีที่บันทึกการเดินทางของพรรคอนาคตใหม่ ได้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ปีนี้ถึง 4 สาขา

ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ผู้กำกับยอดเยี่ยม
ลำดับภาพยอดเยี่ยม

ประกาศผล 14 กันยายนนี้ แต่แค่ได้เข้าชิงก็ต้องแสดงความยินดีกับเอกและสนุ้ก ว่ามาได้ไกลเกินคาดมากจริงๆ ภูมิใจในตัวทั้งสองคนมากๆ ค่ะ นึกถึงวันที่สองคนมานั่งรอ ดักรอเราที่ตึก หรือพยายามขอติดรถไปหาเสียง ขอคิวสัมภาษณ์ แต่ก็ไม่ค่อยได้ 5555

1 ปีละ เหลืออีก 9 ปี รักษาตัวให้แข็งแรง เก่งขึ้น คมขึ้น ให้ได้ เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

(10 ส.ค. 68) นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือหมออ๋อง สัตวแพทย์ และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองนั้น ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

1 ปีละ เหลืออีก 9 ปี

รักษาตัวให้แข็งแรง เก่งขึ้น คมขึ้น ให้ได้

เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ

ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

ทหารยึดอำนาจตัดสินใจ ตั้งแต่ ‘คลิปอังเคิล’

(10 ส.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ คอลัมนิสต์ สื่อมวลชนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ไม่ได้แปลกใจที่โพลนิยมทหาร ด่ารัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ
ทหารยึดอำนาจตัดสินใจตั้งแต่คลิปอังเคิล

ยึดกุมนโยบายที่ไม่เจรจา จนนำไปสู่การรบ (ไม่ว่าจะบอกใครยิงก่อน แต่เห็นชัดว่าไม่เจรจา เข้มตึงตั้งแต่ทหารเหยียบกับระเบิด)

จากนั้นทหารก็กุมเรื่องเล่า ผ่านสื่อ อินฟลู

แม้เราเห็นว่า เรื่องเล่าของกองทัพ ที่เป็นทางการ ยังดูเหมือนจะอยู่ในกรอบ (ที่จริงคาบเส้น แล้วเปิดให้สื่อ อินฟลู ล้ำเส้น) 

แต่เพจข้างเคียงจำนวนมาก ที่ไม่เป็นทางการ ไม่ได้บอกว่าเป็นของกองทัพ ก็ฉกโอกาสนี้ โจมตีรัฐบาล

‘อั๋น ภูวนาท’ ฟาด!! ‘เจี๊ยบ ก้าวไกล’ อย่าเผลอใช้ปากตามใจ โดยไม่ผ่านสมอง

(10 ส.ค. 68) กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์สำหรับกรณี  "นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล" หรือ  "เจี๊ยบ ก้าวไกล" อดีต สส.พรรคก้าวไกล โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็น หลัง "บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" รับตำแหน่ง โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) จิตอาสาคนใหม่  โดยระบุว่า "หน้าที่โฆษก คงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ"

ล่าสุด พิธีกรดัง "อั๋น ภูวนาท" ได้แชร์ข่าวดังกล่าว พร้อมฟาดว่า …

คุณบุ๋มเค้าทำงานรึยังครับ… ยัง แปลกคน!!

หิวแสงไม่ผิดนะครับ บางคนแก่ไปเป็นตัวอย่าง บางคนเป็นได้แค่อุทา "หอน" เอาไว้สอนตนและคนอื่นว่าอย่าเผลอใช้ปากตามใจโดยไม่ผ่านสมอง ให้กำลังกันเถิดพวกเราอย่าเอาแต่ใจ

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านเขารูปช้าง!! สานต่อมิตรภาพกับ ‘พิพัฒน์’ ส่งสัญญาณ!! เชื่อมสัมพันธ์ ‘ภูมิใจไทย’ จับมือ ลุยยึดภาคใต้

(11 ส.ค. 68) การปรากฏกายของพิพัฒน์ รัชกิจประการ (อดีตรมว.ท่องเที่ยวฯ รัฐมนตรีแรงงานฯจากพรรคภูมิใจไทย) ที่บ้านใหญ่เขารูปช้างของ นิพนธ์ บุญญามณี พร้อมมี สรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของบ้านอีกคนร่วมโต๊ะทานข้าวด้วย มีความหมายเชิงการเมืองสงขลาค่อนข้างชัด และสะท้อนได้หลายชั้น ดังนี้

พิพัฒน์ไม่ได้มาคนเดียว มีณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะผู้สนับสนุนหลายคนมาร่วมด้วย รวมถึงนายกฯแบน “ประสงค์ บริรักษ์” อดีตนายกฯเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง ซึ่งเข้าใจว่า นายกฯแบนไม่ได้เข้าบ้านเขารูปช้างมานานแล้ว นิพนธ์ก็เคยส่งคนลงแข่งกับนายกฯแบน และนายกฯแบน พ่ายให้กับเด็กนิพนธ์ การเลือกตั้ง สส.ปี 66 ประสงค์ก็ลงแข่งกับสรรเพชญ บุญญามณี ที่เขต 1 สงขลา และนายกฯแบนก็แพ้สรรเพชญ

นายกฯแบนคงอาศัยร่มเงินของนายหัวพิพัฒน์ เดินเข้าบ้านใหญ่ เพื่อสานสัมพันธ์หลังข่าวสะพัดนิพนธ์กำลังหาที่ยืนใหญ่ และเล็งไปยังพรรคภูมิใจไทย แต่นายกฯแบนอย่างงัยก็มีพื้นที่ทับซ้อนกับสรรเพชญอยู่ดี ถ้า ‘นิพนธ์-สรรเพชญ’ ยกทัพเข้าภูมิใจ

เวทีการเมืองสงขลา ยังต้องมีพี่เลี้ยง แม้สมยศ พลายด้วง สส.สงขลา ประชาธิปัตย์ จะยิ่งใหญ่พอ แต่ยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอที่จะแยกวงและตั้งบ้านใหญ่ได้ อาหารการเมืองมือเย็นแกงส้มปลาช่อนทะเลจากหลีเป๊ะ จากทีมงานพิพัฒน์ จึงมีเงาร่างของสมยศอยู่ด้วย แม้นจะไม่ชัดว่า นิพนธ์ไปไหนสมยศไปนั้น แต่เห็นได้ว่า นิพนธ์-สมยศ ยังมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน

อาหารการเมืองมื้อนี้สัญญาณเชื่อมสัมพันธ์ ภูมิใจไทย–บ้านใหญ่เขารูปช้าง เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น และลึกถึงขนาดนิพนธ์-เนวิน ชิดชอบ ได้พบเจอกันแล้ว พูดคุยกันแล้ว
 ภูมิใจไทย (พิพัฒน์) กับบ้านใหญ่เขารปช้าง (เดิมสาย ปชป.) ไม่ใช่คู่แข่งตรงในบางเขต แต่มีฐานเสียงทับซ้อนบ้างในบางพื้นที่ของสงขลา แต่ไม่ใช่ปัญหาถ้าจะร่วมกัน การเมืองคือการเมือง ย่อมมีทางออกเสมอ

การนั่งโต๊ะอาหารร่วมกันในที่ไม่เปิดเผย เป็นบ้านส่วนตัว แต่ก็มีภาพหลุดออกมาอย่างตั้งใจ เป็นการ ‘โชว์ให้เห็น’ ว่าทั้งสองฝ่ายมีช่องทางพูดคุย และไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งตลอดเวลา

อาจเป็นการวางฐานความร่วมมือในอนาคต ทั้งในระดับพื้นที่และระดับพรรค

ภาพที่ปรากฏการปรับเกมบ้านใหญ่ หลังประชาธิปัตย์อ่อนแรง คะแนนนิยมลดลงอย่างน่ากังวลใจสำหรับฝ่ายบริหารพรรค แม้จะมีความพยายาม 21 คนไม่ไปไหน แต่ไม่มีใครเชื่อ

นิพนธ์เคยเป็นกำลังหลักของประชาธิปัตย์ในภาคใต้ และในสงขลา แต่หลังความนิยมประชาธิปัตย์ลดลง ต้องรักษาฐานเสียงไว้ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงกับประชาธิปัตย์ การเปิดพื้นที่ให้คนจากพรรคอื่นมาเยือน เป็นการส่งสัญญาณว่า บ้านใหญ่พร้อมคุยกับทุกขั้ว ไม่ผูกมัดตายตัว สรรเพชญ (ลูกชาย) ในฐานะ ส.ส.รุ่นใหม่ อาจได้ประโยชน์จากการมีสายสัมพันธ์กับทุกพรรคที่มีคนใต้นิยมอยู่

บทบาทพิพัฒน์ ในการวางหมากภาคใต้ของภูมิใจไทย ที่ผ่านมานำพาพรรคภูมิใจไทยเข้าแทรกซึมพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ภูมิใจไทยกำลังขยายฐานลงภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ ที่ประชาธิปัตย์เคยครอง เช่น สุราษฏร์ธานี นครศรีฯ สงขลา รวมถึงสามจังหวัดชายแดนใต้

การปรากฏตัวครั้งนี้เหมือน “เชื่อมสัมพันธ์ให้ลึกขึ้น และต่อเนื่อง“หากในอนาคตมีการสลับขั้วหรือเลือกตั้งใหม่จะได้ไม่เคอะเขิลที่จะจัยมมือเดินไปด้วยกัน

พิพัฒน์ซึ่งมีเครือข่ายท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ อาจใช้ความสัมพันธ์นี้เชื่อมต่อกับนักการเมืองท้องถิ่นที่มีบารมีสูง

สัญญาณถึงคู่แข่งในพื้นที่การที่ภาพออกสู่สาธารณะ ไม่ใช่ความบังเอิญ แปลว่าอยากให้คู่แข่งในสงขลารับรู้ถึงสัญญาณทางการเมืองในอนาคต อาจเป็นการ ‘ส่งสาร’ ว่า บ้านใหญ่เขารูปช้างมีพันธมิตรทางเลือก และพร้อมปรับเกมหากจำเป็น

พิพัฒน์-นิพนธ์ สองแรงแข่งขัน ทั้งผลักทั้งดันภูมิใจไทย กรีฑาทัพเข้ายึดครองพื้นที่ภาคใต้แทนประชาธิปัตย์ที่เริ่มหมดแรง และแผ่วเบายิ่ง

‘รวมไทยสร้างชาติ’ มั่นใจสภาผ่านงบประมาณ 2569 ‘พีระพันธุ์’ ย้ำให้สส. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

รทสช. มั่นใจสภาผ่านงบประมาณ 2569 ด้าน ‘พีระพันธุ์’ เน้นย้ำให้สส. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงไม่แปรงบประมาณรับมือภาษีทรัมป์ ชี้สถานการณ์อาจไม่รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ เชื่อรัฐบาลพร้อมรับมือหากเกิดวิกฤติจริง

(11 ส.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ว่า จากการที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 

โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เน้นย้ำไปยัง สส. สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติให้เข้าร่วมพิจารณางบประมาณรายจ่ายโดยพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการใช้จ่ายงบประมาณของทางภาครัฐ ที่จะช่วยแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว 

ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 นี้ สส. พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในหลายกระทรวง โดยสอดคล้องกับความเห็นของ กมธ.พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ที่ได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อให้งบประมาณของภาครัฐมีประสิทธิภาพที่สุด และตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนมากที่สุด ในหลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

สำหรับข้อกังวลของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า การแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้ไม่ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาที่เกิดจากภาษีตอบโต้(Tariff) ของสหรัฐ อเมริกานั้น 

ทางพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลว่า ผลกระทบที่เคยคาดว่าจะรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทยนั้นมีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้น เนื่องจาก อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐกำหนดของประเทศไทยนั้นหากเทียบในภูมิภาคอาเซียนแล้วอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน คือ 19-20% จึงไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันเช่นที่มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ประกอบกับรัฐบาลยังมีชุดข้อมูลที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและครบถ้วน

จึงมีการแปรญัตติในส่วนของงบประมาณไปยังภาคส่วนที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือหากกรณีเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจขึ้นจริงรัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่น ๆ เช่น งบกลางซึ่งสามารถใช้ได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจจะพิจารณาเสนองบกลางปีร่วมด้วย 

ซึ่งการแปรญัตติในวงเงินงบประมาณ 8.92 พันล้านบาทนี้ รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วที่จะได้จัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาจำเป็นเร่งด่วนของชาติและประชาชน

"พรรครวมไทยสร้างชาติ มั่นใจว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 จะสามารถผ่านการพิจารณาได้อย่างราบรื่นเพื่อเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง" นายอัครเดช กล่าวในตอนท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top