Tuesday, 21 July 2026
Politics

จากกองขยะสู่กระแสไฟฟ้า!! โรงไฟฟ้าขยะทีพีไอ 6 โรง กำลังผลิต 400 เมกะวัตต์ โชว์ Circular Economy นำขยะชุมชนผลิตไฟฟ้า ลดถ่านหิน ลดฝังกลบ ลดภาระท้องถิ่น โมเดลจัดการขยะที่ชุมชนควรศึกษา

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะทีพีไอ น่าสนใจศึกษาในความสำเร็จ

ติดตามข่าวเรื่องชุมชนเมืองเกือบทุกชุมชนมีปัญหาเรื่องขยะ ปัญหาตั้งแต่ครัวเรือนยันชุมชน การจัดเก็บ การกำจัด ซึ่งมีวิธีการหลายรูปแบบ เช่น ฝังกลบ เผาทำลาย เผานำพลังงานไปผลิตกระแสไฟฟ้า (โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ หรือชีวะมวล)
โรงไฟฟ้าพลังงานขยะบางแห่งก็ประสบความสำเร็จ บางแห่งก็ล้มเหลว อันเกิดจากการเลือกใช้เทคโนโลยี่ และการเคร่งครัดในการควบคุม

ชุมชนเมืองหลายแห่งยังมีปัญหาเรื่องการจัดการขยะ อย่างเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ขยะเป็นกองภูเขาที่ทุ่งท่าลาดจนก่อปัญหาให้กับชุมชน จนศาลปกครองต้องสั่งปิด จนถึงทุกวันนี้นครศรีฯก็ยังไม่สามารถจัดการปัญหาขยะได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เมื่อหลายปีก่อนเดินทางศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าพลังงานขยะของทีพีไอ สระบุรี ที่เขาประสบความสำเร็จ มีโรงไฟฟ้าถึง 6 โรง ใช้พลังงานขยะ หนึ่งโรงใช้เพื่อการผลิตปูนซิเมนต์ ที่เหลือขายกระแสไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากขยะรายใหญ่ของประเทศไทย โดยตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงานปูนซีเมนต์ของกลุ่มทีพีไอ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ใช้แนวคิด “Circular Economy” นำขยะชุมชนมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง (RDF) ก่อนผลิตไฟฟ้า แทนการนำไปฝังกลบหรือเผาทิ้งโดยตรง

1. หลักการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ
โรงไฟฟ้าของทีพีไอ ไม่ได้เผาขยะสดโดยตรง แต่ใช้ระบบ RDF (Refuse Derived Fuel) หรือ “เชื้อเพลิงขยะ”

หลักการคือ

1. รับขยะชุมชน (อบต./เทศบาล/เมืองพัทยา/กทม.)
2. นำขยะมาคัดแยกสิ่งที่ไม่สามารถเผาได้ออกจากกัน
3. บดและปรับคุณภาพขยะให้เป็นเชื้อเพลิง (ลานตาก)
4. นำเชื้อเพลิง RDF เข้าเตาเผา (ใช้สายพานลำเลียงขยะ)
5. ความร้อนต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง
6. ไอน้ำหมุนกังหัน (Steam Turbine)
7. กังหันหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
8. ส่งไฟฟ้าเข้าสายส่งหรือใช้ในโรงงานปูนซีเมนต์
.
จุดเด่นคือ เชื้อเพลิงมีคุณภาพสม่ำเสมอกว่าการเผาขยะสด ทำให้ควบคุมการเผาไหม้และมลพิษได้ง่ายกว่า ที่สำคัญเราไปได้กลิ่นเหม็นของขยะอันเกิดจากขบวนการกำจัดกลิ่นที่ใช่จุลินทรีย์เข้าช่วย

2. ขยะมาจากไหน
ทีพีไอรับขยะจากหลายแหล่ง ได้แก่
-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล อบต. อบจ. เมืองพัทยา กรุงเทพมหานคร)
-บริษัทเอกชนที่รับกำจัดขยะ
-บ่อขยะเก่า ที่เข้าไปรื้อฟื้นและคัดแยก
-ผู้ประกอบการที่คัดแยกขยะไว้แล้ว

ในช่วงหลัง บริษัทระบุว่าสามารถรับขยะชุมชนและขยะคัดแยกได้รวมหลายล้านตันต่อปี เพื่อนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF สำหรับโรงไฟฟ้า

3. ขั้นตอนการทำงานลำดับการทำงานโดยสรุป
(1) รถขยะเข้าชั่งน้ำหนัก
(2) เทขยะลงบ่อพักขยะ
(3) เครื่องจักรคัดแยก
.
แยกเหล็ก/ อะลูมิเนียมแก้ว /หิน/ดิน /เศษอาหารออกจากขยะเชื้อเพลิง
.
(4) บดขยะให้มีขนาดเล็กสม่ำเสมอ
(5) ลดความชื้นเพื่อเพิ่มค่าความร้อน
(6) ผลิตเป็น RDF เชื้อเพลิงขยะคุณภาพสูง
(7) ลำเลียงเข้าเตาเผาเผาในอุณหภูมิสูง
(8) ผลิตไอน้ำ ไอน้ำแรงดันสูง
(9) หมุนกังหันผลิตไฟฟ้า
(10) บำบัดก๊าซไอเสีย

ผ่านระบบดักฝุ่นและควบคุมมลพิษ ก่อนปล่อยออกปล่องตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลล่าสุดของ TPIPP ระบุว่า ภายในพื้นที่แก่งคอย จังหวัดสระบุรี มี
-โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ (Waste-to-Energy / RDF) จำนวน 6 โรง
-กำลังการผลิตติดตั้งรวม 400 เมกะวัตต์ (รวมหน่วยที่ปรับเปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้เชื้อเพลิงจากขยะ 100%)
-โรงไฟฟ้าความร้อนทิ้ง (Waste Heat Recovery) จำนวน 2 โรง
-กำลังผลิตรวม 40 เมกะวัตต์

รวมทั้งสิ้น 8 โรงไฟฟ้า ในพื้นที่สระบุรี โดยเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ 6 โรง และโรงไฟฟ้าความร้อนทิ้ง 2 โรง

จุดเด่นของระบบของทีพีไอ
-รองรับการกำจัดขยะชุมชนปริมาณมาก
-แปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF ก่อนเผา
-ผลิตไฟฟ้าควบคู่กับการสนับสนุนโรงงานปูนซีเมนต์
-ลดการใช้ถ่านหินและลดการฝังกลบขยะ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

น่าศึกษาในความสำเร็จของโรงไฟฟ้าทีพีไอ ที่ใช้พลังงานขยะ ช่วยชุมชน ไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน

บ้านใหญ่สตูลสะเทือนหนัก!! มรสุมคดีการเมืองถล่มบ้านใหญ่สตูล สะเทือนเก้าอี้ มท.4 เขย่าบารมี ‘พิพัฒน์’ แม่ทัพสีน้ำเงินใต้ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูล ‘โกเตี๋ยน’ ปมโครงการ 29.7 ล้าน

มรสุมขย่มบ้านใหญ่สตูล กระทบชิ่งถึง ”พิพัฒน์“ จะเอาอยู่ไหมกับคลื่นลมแรง

มรสุม “คดีการเมือง” เขย่า“บ้านใหญ่สตูล” แถมกำลังสร้างแรงสั่นคลอนไปถึงเก้าอี้ มท.4 ที่เวลานี้มี “โกแพ”วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ นั่งช่วยมหาดไทย ลูกชายบ้านใหญ่สตูลรักษาโควต้าอยู่

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด “โกเตี๋ยน” สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน สตูล วงเงิน 29.7 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 และผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า อันเป็นสัญญาที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะคู่สัญญาก็อยู่ในวงศาคณาญาติ และอาจขยายไปถึง “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ผู้บริหารบริษัท เกียรติเจริญชัยการโยธา จำกัด หรือชื่อเดิมคือ หจก.เกียรติเจริญชัยการโยธา และยังเป็นบิดาของ“โกแพ”วรศิษฎ์ ในฐานะผู้สนับสนุน

ยิ่งคดี“โกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น” ที่มีการเปิดตัวละครลับรายวัน ท่ามกลางข้อครหาเป็นหนึ่งใน “ธุรกิจการเมือง” หรือวงจร “ถอนทุนการเมือง” ของบรรดาซุ้มการเมืองบ้านใหญ่

แม้การลาออกของเลขานุการของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม จะไม่บอกเหตุผลที่ชัดเจน แต่สังคมรับรู้ว่าเกี่ยวโยงกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นเป็นแน่แท้

ที่โดนกระสุนตกใส่แบบเต็มๆ หนีไม่พ้น “มท.แพ” ทั้งในฐานะเป็นรมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ซึ่งรับผิดชอบการจัดสอบโดยตรง

หรือกรณีที่บุคคลในตระกูลถูกเชื่อมโยงคดีโกงสอบดังกล่าว ล่าสุดมีการเปิดประเด็นโดย “ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้ มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบทุจริต หลังปรากฎรายชื่อหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคือคนในตระกูลเดียวกัน

จริงอยู่แม้ตามกระบวนการเวลานี้ จะยังไม่มีการชี้ผิด-ชี้ถูก จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หมายความว่า“ผู้ถูกกล่าวหา” ก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่วิกฤติศรัทธาจากคดีโกงสอบที่กำลังเขย่าความเชื่อมั่นรัฐบาลในเวลานี้ ถึงที่สุดอาจสั่นคลอนไปถึงการ“ต่อตั๋วรัฐมนตรี” ของมท.4 ผู้นี้ และเสี่ยงลุกลามถึงอาณาจักรบ้านใหญ่สตูล” ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ก็เป็นได้

การเมืองสตูล ทั้งสนามใหญ่ สนามเล็กถูกผูกขาดมาระยะหนึ่งแล้ว โดย “โกเตี๋ยน” สัมฤทธิ์ เป็นนายก อบจ.ติดต่อกันหลายสมัย ขณะที่ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ถือเป็นนักธุรกิจที่ขยายอาณาจักรกว้างขวางใน จ.สตูล

ในการเลือกตั้งปี 2562 สตูลมี สส.2 คน “บ้านใหญ่เลียงประสิทธิ์” ส่ง “โกแพ”วรศิษฎ์ เป็น สส.สตูล เขต 2 สมัยแรก และรักษาแชมป์ติดต่อกัน 3 สมัย ก่อนเลื่อนชั้นนั่งเก้าอี้เสนาบดี ที่ตำแหน่ง รมช.มหาดไทยอย่างรวดเร็ว ในการฟอร์มทีม ครม.อนุทิน 2 รอบล่าสุด

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้ ไม่เพียงแต่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยัง “บ้านใหญ่สตูล” ที่กำลังเผชิญมรสุมรุมเร้าจากคดีการเมืองเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงแม่ทัพภาคใต้ “ค่ายสีน้ำเงิน” คือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ซึ่งสนิทชิดเชื้อกับบ้านใหญ่สตูล ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่ จ.สตูล รวมถึงภาคใต้โซนพัทลุง สงขลา

การเลือกตั้งปี 2562 “โกเกี๊ยะ” ส่ง “พิบูลย์ รัชกิจประการ” น้องชาย ชิงสส.เขต 1 สตูล ได้รับชัยชนะ เป็น สส.สมัยแรก และต่อเนื่องถึงการเลือกตั้งปี 2566

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดปีนี้ 2569 “พิบูลย์”ขยับขึ้น สส.บัญชีรายชื่อ และบ้านใหญ่ส่ง “ปีเตอร์” พีรพัฒน์ รัชกิจประการ ลูกชาย “พิบูลย์”ลงรักษาพื้นที่แทน และได้รับเลือกเป็นสส.สมัยแรก

สตูล จึงกลายเป็นจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยได้ สส.แบบยกจังหวัด

ฉะนั้น ท่ามกลาง“มรสุมการเมือง”จากคดีทุจริตที่กำลังเกิดขึ้นเวลานี้ จึงสะท้อนชัดว่า ถึงที่สุดอาจไม่ได้แค่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยัง “อาณาจักรบ้านใหญ่สตูล” ของตระกูลเลียงประสิทธิ์เพียงเท่านั้น แต่อาจเขย่าไปถึง"สมรภูมิสีน้ำเงิน“ที่มี “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ เป็นแม่ทัพ และก่อนหน้านี้ ยังปรากฎชื่อบุคคลใกล้ชิด เป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าข่ายถูกเรียกสอบในคดีโกงสอบท้องถิ่นอีกด้วย

สองอาทิตย์มาแล้ว เราได้ยินข่าว 2 น.ขัดแย้ง 1 พ. อันเป็นการสะท้อนความไม่พึงพอใจของแกนนำภูมิใจไทย ต่อพิพัฒน์

ต้องจับตาความอลหม่านปั่นป่วน ที่กำลังลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นของ“พรรคสีน้ำเงิน” ในฐานะแกนนำรัฐบาล

ถึงที่สุดจะเรียกคืนความเชื่อมั่น ด้วยการล่า“ไอ้โม่ง”ตัวจริงมารับผิดได้หรือไม่ หรือที่สุดจะจบแค่การ“ตัดตอน” เอาผิดแต่ปลาซิวปลาสร้อย แล้วปล่อย“ผู้บงการ”ลอยนวล?

“ภูมิใจไทย” เข้าสู่โหมดกู้ศรัทธา!! หลังคะแนนนิยมตก เร่งเครื่องผลงาน–ปรับทัพสื่อสาร โพลล์ดิ่ง 10% เขย่ารัฐบาล–ภูมิใจไทย ‘อนุทิน’ เร่งรัฐมนตรีสร้างผลงาน ก่อนเสี่ยงปรับ ครม. ทำงานให้ประชาชนเห็นผลจับต้องได้

รัฐบาล-ภูมิใจไทย ปรับทัพรับมือกระแสตก

โพลล์ดิ่ง 10% ปลุกรัฐมนตรีเร่งสร้างผลงาน ก่อนถึงจุดเสี่ยงปรับ ครม.

คะแนนนิยมรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะผลสำรวจความนิยมในช่วงไตรมาส 2 ที่สะท้อนคะแนนตกลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า จนแกนนำรัฐบาลต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ทั้งด้านการทำงานและการสื่อสารอย่างเร่งด่วน

แม้ตัวเลขโพลล์จะเป็นเพียงภาพสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สำหรับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล นี่คือ “ดัชนีวัดความเชื่อมั่น” ที่มีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว

“อนุทิน” ไขลานรัฐมนตรี เร่งเครื่องทุกกระทรวง

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยเปิดเผยว่า ภายหลังผลสำรวจหลายสำนักสะท้อนแนวโน้มคะแนนนิยมลดลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เรียกรัฐมนตรีของพรรคเข้าหารือหลายรอบ เพื่อเร่งรัดการทำงานของทุกกระทรวง

สารหลักที่ส่งถึงรัฐมนตรีมีเพียงไม่กี่คำ แต่หนักแน่น

“ผลงานต้องจับต้องได้ ประชาชนต้องเห็น”

ทุกกระทรวงถูกกำชับให้เร่งเดินหน้าโครงการที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนโดยตรง พร้อมทั้งให้มีการประเมินผลการทำงานเป็นรายปี ไม่ใช่รอให้ครบวาระแล้วค่อยมาสรุปผลงาน

เพราะในโลกการเมือง หากประชาชนไม่รับรู้ ผลงานก็แทบไม่มีความหมาย

เตือนรัฐมนตรี “โลกลืม”

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในการประชุมภายใน มีการหยิบยกชื่อรัฐมนตรีบางคนที่ถูกประเมินว่า “เงียบเกินไป” หรือแทบไม่มีบทบาทในสายตาประชาชน

มีรายงานว่า นายอนุทินได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐมนตรีที่ถูกมองว่าเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” ให้เร่งสร้างผลงานและเพิ่มการสื่อสารกับประชาชน

พร้อมย้ำประโยคที่สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองว่า

“ระวังจะถึงวันปรับ ครม. แล้วนายกฯ จำไม่ได้ว่ามีรัฐมนตรีคนนี้อยู่”

แม้จะเป็นคำพูดเชิงหยอกล้อ แต่หลายคนในที่ประชุมรับรู้ดีว่า เป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนเร่งพิสูจน์ผลงานก่อนจะสายเกินไป

ยุคนี้…ทำงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องสื่อสารเป็น

อีกโจทย์สำคัญที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเร่งแก้ คือปัญหาการสื่อสาร

แกนนำพรรคยอมรับว่า หลายกระทรวงมีผลงานจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ได้ ส่งผลให้คะแนนนิยมไม่สะท้อนผลงานที่เกิดขึ้นจริง

จึงมีการกำชับให้รัฐมนตรีทุกคนเพิ่มการประชาสัมพันธ์ ทั้งผ่านสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย รวมถึงลงพื้นที่ให้ถี่ขึ้น เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ของนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ปรับทัพ “สื่อน้ำเงิน”

นอกจากปรับการทำงานของรัฐมนตรีแล้ว พรรคยังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารครั้งใหญ่

มีรายงานว่า ทีมสื่อสารของพรรคกำลังปรับโครงสร้างใหม่ โดยเพิ่มบุคลากรที่มีประสบการณ์จากสื่อกระแสหลักเข้ามาช่วยวางยุทธศาสตร์ เพื่อขยายฐานการสื่อสารออกไปนอกกลุ่มผู้สนับสนุนเดิม

เป้าหมายคือ เปลี่ยนจากการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเข้าถึงประชาชนวงกว้างมากขึ้น

จับตา “เจ้สื่อเหลือง” กรีฑาทัพเข้าช่องหอยม่วง

อีกความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาในแวดวงสื่อและการเมือง คือกระแสข่าวการดึงบุคลากรจาก “สื่อเหลือง” เข้ามาเสริมทีมสื่อสารของเครือข่ายสื่อฝั่ง “น้ำเงิน”

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับผังและจัดวางบทบาทใหม่ โดยมีชื่อของผู้บริหารสื่อรายหนึ่งถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่า อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการสื่อสารในอนาคต

แม้ทุกอย่างยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า พรรคกำลังให้ความสำคัญกับ “สงครามข่าวสาร” ไม่แพ้การขับเคลื่อนนโยบาย

เกมชี้ชะตา…อยู่ที่ผลงานและความเชื่อมั่น

สำหรับภูมิใจไทย เวลานี้โจทย์ไม่ได้มีเพียงการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ยังต้องรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อผลโพลล์เริ่มส่งสัญญาณอันตราย การเร่งเครื่องรัฐมนตรี การประเมินผลงานรายปี การเตือนรัฐมนตรีที่ไร้บทบาท ตลอดจนการปรับทัพสื่อสาร ล้วนเป็นภาพสะท้อนว่าพรรคกำลังเข้าสู่โหมด “กู้ศรัทธา”

เพราะท้ายที่สุด ในสนามการเมือง ผลงานอาจเป็นคำตอบ แต่การทำให้ประชาชนรับรู้ผลงาน คืออีกครึ่งหนึ่งของชัยชนะ

ข้าวแกง 40 บาทกลายเป็นสนามรบการเมือง!! ‘ศุภจี’ อาจไม่ถูกโจมตีจากศูนย์บัญชาการเดียว แต่เมื่อกลายเป็นเป้าทางการเมือง ทุกประเด็นก็พร้อมถูกขยายจนกลบคำถามสำคัญว่า ประชาชนได้อะไรจริ

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ชื่อของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกดึงเข้าสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

เริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามถึงมหาวิทยาลัยที่เธอสำเร็จการศึกษา ก่อนจะมาถึงดราม่าเรื่องแนวคิด “ข้าวแกง 2 อย่าง 40 บาท” ซึ่งจากมาตรการลดค่าครองชีพ กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า รัฐบาลกำลังช่วยประชาชนจริง หรือกำลังผลิตนโยบายประชาสัมพันธ์ที่ไม่ตอบโจทย์ต้นเหตุ

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ มีใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีศุภจีหรือไม่?
จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่า การโจมตีทั้งหมดมาจากผู้บงการหรือศูนย์บัญชาการเดียวกัน สิ่งที่พบชัดเจนกว่าคือ แต่ละประเด็นมีผู้เปิดเรื่องต่างกัน ก่อนถูกนักการเมือง เพจข่าว สื่อมวลชน และผู้ใช้งานโซเชียลช่วยกันขยายผลตามแรงจูงใจของตนเอง
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อาจไม่จำเป็นต้องมีใครสั่งการจากเบื้องหลัง เพราะเมื่อศุภจีกลายเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมือง หลายฝ่ายก็พร้อมจะใช้ประเด็นเดียวกันไปพร้อม ๆ กัน

คลื่นแรก: จากคำถามเรื่องมหาวิทยาลัย สู่การลดทอนภาพ “มืออาชีพ”
ปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงวันที่ 1 เมษายน 2569 เพจ CSI LA ตั้งคำถามถึงการที่ศุภจีสำเร็จการศึกษาระดับ MBA จาก Northrop University ซึ่งภายหลังปิดตัวลง พร้อมใช้ถ้อยคำลดทอนคุณภาพของสถาบัน ประเด็นดังกล่าวถูกสื่อหลายสำนักและเพจการเมืองนำไปเผยแพร่ต่ออย่างรวดเร็ว

ศุภจีชี้แจงว่า เธอเรียนและสำเร็จการศึกษาจริง ส่วนการที่มหาวิทยาลัยปิดในภายหลังไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเธอ พร้อมระบุว่าจะไม่ดำเนินคดีกับเพจดังกล่าว เพราะต้องการให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่า

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การตั้งคำถามครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตรวจเพียงว่า “วุฒิจริงหรือปลอม” แต่ใช้สถานะและภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงคุณภาพของตัวบุคคล

เพราะจุดแข็งสำคัญของศุภจีคือภาพของผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในองค์กรขนาดใหญ่ เมื่อการโจมตีมุ่งไปที่ประวัติการศึกษา เป้าหมายทางการเมืองจึงอาจไม่ใช่เพียงการตรวจคุณสมบัติ แต่คือการทำให้สังคมเริ่มสงสัยทุนทางความน่าเชื่อถือที่ติดตัวเธอเข้าสู่สนามการเมือง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะเป็นเรื่องที่ชอบธรรม หากยึดหลักฐานว่าเรียนจริงหรือไม่ วุฒิถูกต้องหรือไม่ และมีการแจ้งประวัติต่อรัฐอย่างไร แต่การใช้คำดูหมิ่นสถาบันเพื่อสรุปว่าบุคคลไม่มีความสามารถ เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง
คลื่นที่สอง: ข้าวแกง 40 บาท และความผิดพลาดในการเปิดตัวนโยบาย

กระแสครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อกระทรวงพาณิชย์นำเสนอแนวคิด “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ให้ร้านจำหน่ายข้าวแกงสองอย่างในราคา 40 บาท โดยมีแนวคิดดึงร้านค้าประมาณ 100,000 แห่งเข้าร่วม ทดลองดำเนินการสามเดือน และคาดว่าจะเริ่มในเดือนสิงหาคม

กระทรวงให้เหตุผลว่า ราคาอาหารจานเดียวและข้าวแกงเพิ่มขึ้นประมาณ 5–10 บาทจากต้นทุนร้านค้า จึงต้องการเชื่อมวัตถุดิบราคาประหยัดให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน
แต่ทันทีที่ตัวเลข “40 บาท” ถูกเผยแพร่ แนวคิดทั้งโครงการก็ถูกย่อเหลือเพียงคำถามว่า ในเมื่อยังมีร้านข้าวแกงราคา 30 บาท เหตุใดรัฐบาลต้องทำข้าวแกง 40 บาท?

หนึ่งในนักการเมืองฝ่ายค้านที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนคือ ชัยชนะ เดชเดโช ซึ่งนำกรณีร้านอาหารราคาประหยัดมาโต้แย้งแนวคิดของกระทรวง ขณะที่ศุภจีตอบกลับว่า หากมีร้านราคา 30 บาทจำนวนมากก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ตั้งคำถามว่า เหตุใดประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลค่าครองชีพ
เมื่อกระแสไม่เห็นด้วยรุนแรงขึ้น ศุภจีประกาศชะลอการนำแผนเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และนำกลับไปทบทวนทั้งต้นทุน ราคา และผลกระทบต่อกลไกตลาด

วันต่อมา กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลและ สส.พรรคภูมิใจไทย ออกมาปกป้องแนวคิด โดยมองว่าหลายฝ่ายรีบนำเรื่องข้าวแกงไปเป็นประเด็นการเมือง และหากมาตรการถูกล้มก่อนทดลอง ผู้ที่เสียโอกาสอาจเป็นประชาชน

จากจุดนี้ เรื่องค่าครองชีพจึงเปลี่ยนเป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบ
ใครเป็นผู้เริ่ม?

คำตอบคือ ไม่ได้มีผู้เริ่มเพียงคนเดียว เพราะแต่ละกระแสมีต้นทางต่างกัน
กรณีประวัติการศึกษา มีต้นทางที่ระบุได้ค่อนข้างชัดว่าเริ่มจากเพจ CSI LA ก่อนถูกสื่อและเพจอื่นนำไปขยาย

ส่วนกรณีข้าวแกง 40 บาท ต้นทางคือการเปิดเผยแนวคิดของกระทรวงพาณิชย์เอง แต่ผู้ที่นำมาตั้งกรอบโจมตีทางการเมืองอย่างชัดเจนกลุ่มแรก ๆ คือฝ่ายค้านและนักวิจารณ์ ซึ่งเลือกเน้นข้อเปรียบเทียบเรื่องข้าวแกง 30 บาท มากกว่ารายละเอียดของระบบสนับสนุนร้านค้า

ดังนั้น หากถามว่าใคร “เริ่มโจมตีศุภจีทั้งหมด” คงตอบเป็นชื่อเดียวไม่ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์คนละช่วงเวลา คนละประเด็น และคนละกลุ่มผู้เล่น

ใครเป็นผู้ขยาย?
ผู้ขยายผลสามารถแบ่งได้เป็นสามชั้น
ชั้นแรกคือ นักการเมือง ซึ่งมีอำนาจกำหนดกรอบการถกเถียง ฝ่ายค้านย่อมาตรการเหลือคำถามว่า “มีของถูกกว่าอยู่แล้ว จะทำไปทำไม” ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลย่อคำวิจารณ์กลับเป็นเรื่อง “การเมืองขัดขวางมาตรการช่วยประชาชน”

ชั้นที่สองคือ เพจและสื่อมวลชน ซึ่งนำคำพูดที่เรียกความสนใจมากที่สุดขึ้นมาเป็นพาดหัว เช่น “มหาวิทยาลัยห้องแถว” “ข้าวแกง 30 บาทมีอยู่แล้ว” หรือ “ศุภจียอมถอย” แม้เนื้อหาจริงจะมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ชั้นสุดท้ายคือ ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งเลือกแชร์เนื้อหาที่สอดคล้องกับทัศนะทางการเมืองเดิมของตนเอง คนที่ไม่ชอบรัฐบาลมองว่าเป็นหลักฐานของนโยบายที่ไม่เข้าใจชีวิตประชาชน ขณะที่ผู้สนับสนุนรัฐบาลมองว่าเป็นการรุมทำลายรัฐมนตรีที่กำลังพยายามทำงาน

เมื่อทั้งสามชั้นเคลื่อนไหวพร้อมกัน กระแสจึงดูเหมือนถูกจัดตั้งจากศูนย์กลาง แม้ในทางหลักฐานจะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการวางแผนร่วมกัน
ใครได้ประโยชน์?

ฝ่ายค้านและคู่แข่งทางการเมืองได้ประโยชน์จากการทำให้ศุภจี ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ กลายเป็นรัฐมนตรีที่ดูไม่เข้าใจค่าครองชีพ หากภาพดังกล่าวติดอยู่ในความรู้สึกของประชาชน ย่อมกระทบทั้งตัวศุภจี ทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาล

เพจและผู้ผลิตเนื้อหาได้ประโยชน์จากยอดเข้าถึง เพราะบุคคลที่มีชื่อเสียงกับประเด็นใกล้ตัวอย่างอาหารราคา 40 บาท สามารถสร้างการถกเถียงได้ง่ายกว่านโยบายการค้าที่ซับซ้อน
ฝ่ายรัฐบาลเองก็อาจได้ประโยชน์บางส่วนจากการเปลี่ยนคำวิจารณ์ให้เป็นเรื่องนักการเมืองขัดขวางโครงการช่วยเหลือประชาชน ทำให้สามารถระดมผู้สนับสนุนกลับมาปกป้องศุภจีและพรรคได้
ส่วนศุภจีอาจได้รับความเห็นใจ หากการวิจารณ์เลยจากเนื้อหานโยบายไปสู่การดูหมิ่นประวัติส่วนตัว เพราะยิ่งการโจมตีไม่มีสาระมากเท่าไร ก็อาจยิ่งตอกย้ำภาพว่าเธอเป็นผู้บริหารที่กำลังถูกเกมการเมืองเล่นงาน

ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายอาจได้รับ ไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายใดเป็นผู้สั่งการกระแส
จุดอ่อนที่ศุภจีต้องยอมรับ

แม้จะมีส่วนของการโจมตีทางการเมือง แต่ศุภจีและกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องยอมรับว่า การสื่อสารเรื่องข้าวแกง 40 บาทเปิดช่องให้ถูกโจมตีได้ง่าย

ในวันที่เปิดแนวคิดต่อสาธารณะ คำถามสำคัญหลายเรื่องยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เช่น รัฐใช้งบประมาณเท่าไร ร้านค้าได้รับการสนับสนุนอะไร ใครเป็นผู้รับภาระส่วนต่างของต้นทุน ปริมาณและคุณภาพอาหารกำหนดอย่างไร ร้านค้าขนาดเล็กสมัครได้หรือไม่ จะป้องกันการสวมสิทธิหรือขึ้นราคาเมนูอื่นอย่างไร และเมื่อครบสามเดือนจะใช้เกณฑ์ใดตัดสินว่าโครงการสำเร็จ

เมื่อรายละเอียดไม่พร้อม ตัวเลข 40 บาทจึงกลายเป็นตัวแทนของโครงการทั้งหมด และเปิดโอกาสให้คู่แข่งกำหนดความหมายของนโยบายก่อนรัฐบาล

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้โจมตี แต่เป็นบทเรียนของผู้กำหนดนโยบายว่า ในสนามการเมือง แนวคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ไม่ควรถูกนำออกมาสื่อสารเหมือนเป็นมาตรการที่พร้อมดำเนินการ
ยังไม่มีหลักฐานเรื่อง “ผู้บงการคนเดียว”

จากเส้นเวลาที่ปรากฏ กระแสเรื่องมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ส่วนเรื่องข้าวแกงเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม มีผู้เปิดประเด็นต่างกันและใช้ข้อกล่าวหาคนละลักษณะ
จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏหลักฐานสาธารณะเรื่องคำสั่ง การว่าจ้าง การซื้อโฆษณาอย่างลับ ๆ หรือเครือข่ายบัญชีที่ประสานข้อความร่วมกัน จึงยังไม่ควรเสนอว่า มีพรรคการเมือง บุคคล หรือกลุ่มทุนใดอยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งหมด

คำอธิบายที่ใกล้เคียงหลักฐานมากกว่าคือ ศุภจีเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมืองสูง เมื่อเกิดประเด็นที่โจมตีได้ หลายฝ่ายจึงเข้ามาขยายผลโดยไม่จำเป็นต้องรับคำสั่งจากคนคนเดียว
จากการตามหาคนอยู่เบื้องหลัง สู่การตรวจสอบที่ประชาชนได้ประโยชน์
สำหรับสื่อ คำถามสำคัญไม่ควรหยุดอยู่ที่ “ใครกำลังเล่นงานศุภจี” แต่ต้องแยกให้ชัดว่า ส่วนใดคือการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ และส่วนใดเป็นเพียงการทำลายบุคคล

เรื่องประวัติการศึกษา ควรตรวจสอบด้วยเอกสารว่าเรียนจริง จบจริง และสถาบันมีสถานะอย่างไรในขณะนั้น ไม่ใช่ตัดสินจากคำดูหมิ่น

เรื่องข้าวแกง 40 บาท ควรถามถึงต้นทุน งบประมาณ กลไกช่วยร้านค้า ผลกระทบต่อตลาด และจำนวนประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ตัดสินโครงการทั้งหมดจากการพบร้านราคา 30 บาทเพียงไม่กี่แห่ง
เพราะฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบคำถามด้วยรายละเอียด ไม่ใช่ใช้คำว่า “เกมการเมือง” เพื่อปฏิเสธคำวิจารณ์ทุกเรื่อง

ท้ายที่สุด กระแสโจมตีศุภจีไม่ได้สะท้อนเพียงเกมระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่สะท้อนการเมืองในยุคที่นโยบายหนึ่งเรื่องสามารถถูกย่อให้เหลือเพียงตัวเลขหนึ่งตัว และประวัติการทำงานหลายสิบปีสามารถถูกลดทอนด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ
โจทย์ของประชาชนจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเชียร์หรือเกลียดศุภจี แต่คือการไม่ปล่อยให้ทั้งฝ่ายโจมตีและฝ่ายปกป้องพาเราออกจากคำถามสำคัญที่สุดว่า ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ

“ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ”

หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดเกิดจากการสั่งการร่วมกัน

มรสุมรุม ‘สุพิศ’ อบจ.สงขลา!! ถูกตรวจเข้มรอบทิศ บทพิสูจน์ผู้นำท้องถิ่นต้องปรับเกมการเมือง โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่พ้นคดี แต่ต้องกู้ศรัทธา ถ้าไม่ปรับเกมการเมืองและการสื่อสาร อาจไม่ผ่านบทตัดสินของประชาชน

“สุพิศ ยืนหยัดต้านมรสุมแรงรุมเร้า” ต้องเร่งปรับกระบวนทัศน์ วิธีทำงานการเมือง

บทพิสูจน์ผู้นำองค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่อย่างอบจ.สงขลา ท่ามกลางแรงกดดันและการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทัพโดยเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) ที่ไม่ลดราวาศอก แม้ลูกชาย “ฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์” จะนั่งเป็นรองนายกฯอยู่ด้วยก็ตาม

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม หลังได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นงานบริหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเผชิญกับ “บททดสอบ” ที่หนักหน่วงจากทุกทิศทาง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา ทุกโครงการ ทุกงบประมาณ และทุกนโยบาย ล้วนถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากภาคประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประเด็นที่อาจส่อไปในทางทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเงินกู้ 2000 ล้าน เพื่อสร้างซ่อมถนน อบจ.ต้องไม่เป็นหลุมเป็นบ่อตามนโยบาย งบประมาณแก้ปัญหาหลังน้ำท่วมใหญ่สงขลาปลายปี 68 งบประมาณสร้างซุ้มประตู อบจ./งบประมาณซื้อรถไฟฟ้าบริการสาธารณะ เหล่านี้เป็นต้น

การตรวจสอบถือเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิ่งที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นดอกไม้ประชาธิปไตย

จนถึงขณะนี้ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยจนนำไปสู่การร้องเนียนในหลายประเด็น แต่ยังไม่มีคดีหรือเรื่องร้องเรียนใดที่ถูกองค์กรตรวจสอบมีมติชี้มูลความผิดต่อนายสุพิศ แม้แต่เรื่องร้องเรียนผิดกฎหมายเลือกตั้ง สุพิศก็ผ่านมาหมด อย่างไรก็ตาม บางเรื่องอาจยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงหรือสอบสวนตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องรอผลอย่างเป็นทางการต่อไป

สำหรับสุพิศ การถูกตรวจสอบไม่ใช่อุปสรรคที่ต้องหลีกหนี แต่เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญด้วยความโปร่งใส เขายืนยันหลายครั้งว่าพร้อมให้ทุกภาคส่วนเข้ามาตรวจสอบการทำงาน หากเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และเป็นไปด้วยความสุจริต เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักการบริหารที่เปิดกว้างต่อการตรวจสอบ เพราะการใช้งบประมาณสาธารณะย่อมต้องสามารถอธิบายได้ต่อประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของภาษีตัวจริง

สุพิศอาจจะมีข้อด้อยหลายประการในตำแหน่งทางการเมือง เขาเป็นคนปากวัย อาจจะทำให้ขาดการกลั่นกรอง เมื่อพูดแล้ว คำพูดย่อมเป็นนายเราเสมอ หลายครั้งที่พูดแล้วพลาด ไปพันคอสุพิศ ก็เป็นเรื่องที่ต้องปรับแก้

การเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ การวางตัวและท่าทีอาจจะต่างกับการเป็นนักการเมือง ที่ต้องอ่อนน้อมถ่อมต้น พร้อมรับฟัง ที่อาจจะแตกต่างจากสุพิศที่ยังครองตนเหมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

เรื่องราวในอดีตสมัยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รองอธิบดี อธิบดี ที่ภาพลักษณ์ไม่งดงามนักก็จะตามหลอกตามหล่อน แม้ผลสอบจะยังไม่พบประเด็นทุจริตก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้วัดกันเพียงการผ่านการตรวจสอบ แต่ยังวัดจากผลงาน ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการบริหารในระยะยาว

ท่ามกลางมรสุมทางการเมืองและแรงกดดันที่ยังคงโหมกระหน่ำ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “สุพิศถูกตรวจสอบหรือไม่” แต่คือ “จะสามารถยืนหยัดรักษาหลักธรรมาภิบาล และพิสูจน์ความซื่อสัตย์สุจริตไปได้ตลอดวาระหรือไม่”

คำตอบสุดท้าย ย่อมไม่ได้อยู่ที่คำชี้แจงของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผลงานที่ประชาชนชาวสงขลาจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง เมื่อถึงวันที่ต้องกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง

คำถามเวลานี้ สมัยหน้า “สุพิศ” ยังจะลงสมัยอีกหรือไม่ ถ้าคำตอบคือลง เวลาที่เหลืออยู่ 2 ปีครึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับกระบวนทัศน์อีกหลายอย่าง ต้องทำงานการเมืองควบคู่ไปกับการทำงานตามภารกิจ เพราะเวลานี้แมวข่วนหน้าเยินแล้ว

ชี้ชะตาโครงสร้าง กสทช.!! ประเด็น “หมอสรณ” ยังไม่จบ จับตาผลทางกฎหมายต่อมติ จ่อพ้นเก้าอี้ กสทช. พร้อมสรรหาคนใหม่แทน หลังมติเอกฉันท์ชี้ ‘หมอสรณ’ มีลักษณะต้องห้าม

เริ่มขบวนการสรรหาบอร์ด กสทช.ใหม่แทน “หมอสรณ”กรณีไม่ถึงศาลปกครอง

การที่คณะกรรมการสรรหาบอร์ด กสทช.มีมติเอกฉันท์ว่าศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดหาคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564

ขั้นตอนหลังจากนี้โดยหลักจะเป็นดังนี้

1. คณะกรรมการสรรหาจัดทำมติและคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น วุฒิสภา และสำนักงาน กสทช. เพื่อรับทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
2. ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ในโควตาของ นพ.สรณ จะถือว่าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง เพราะมติวินิจฉัยใช้หลักว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ต้น จึงถือว่าไม่ได้มีสิทธิเข้ารับตำแหน่งตามกฎหมาย
3. ต้องเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่ (สายคุ้มครองผู้บริโภค) สำหรับตำแหน่งที่ว่าง โดยดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ตั้งแต่การเปิดรับสมัคร การตรวจสอบคุณสมบัติ การสรรหา และเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งตามขั้นตอน
4. หาก นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับมติ ก็ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติหรือขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ ซึ่งจะทำให้ประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป

ประเด็นที่น่าจับตาอีกเรื่องคือ ผลทางกฎหมายต่อมติหรือคำสั่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เรื่องนี้ยังต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายปกครองและคำวินิจฉัยของศาล หากมีการฟ้องร้อง เนื่องจากโดยทั่วไปอาจมีการนำหลัก “เจ้าพนักงานโดยพฤตินัย” (de facto officer) มาพิจารณาประกอบ เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจขององค์กรเกิดสุญญากาศ แต่จะต้องรอความชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี่
1. รองประธาน กสทช. จะทำหน้าที่ประธานการประชุม หรือกรรมการที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานในกรณีตำแหน่งว่างหรือประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
2. บอร์ดยังมีอำนาจออกมติได้ ตราบใดที่มีองค์ประชุมครบ และการลงมติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
3. ระหว่างนั้นจะต้องดำเนินการสรรหากรรมการคนใหม่ เพื่อเข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่าง เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้ว หากเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับประธาน ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ต้น จะมีคำถามทางกฎหมายตามมาว่า การได้รับเลือกเป็นประธาน กสทช. ในช่วงที่ผ่านมา มีผลอย่างไร แม้โดยหลักกฎหมายปกครอง มติของบอร์ดที่ออกไปแล้วมักยังได้รับความคุ้มครองตามหลัก “เจ้าพนักงานโดยพฤตินัย” เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการ เว้นแต่ศาลจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น

ถ้านายแพทย์สรณไม่ใช้สิทธิ์ฟ้องศาลปกครอง นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี จะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูล ให้มีพระบรมราชโองการให้นายแพทย์สรณพ้นจากตำแหน่งต่อไป

ฐาน 15,000 บาทไม่พอค่าครองชีพ!! ‘เซีย’ ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.–สว. ชี้ทำงานหนัก 6–7 วัน แต่ไร้ประกันสังคม–สวัสดิการ ย้ำค่าตอบแทนผู้ช่วยรัฐสภาคือเรื่องความเป็นธรรม ไม่ใช่ภาระที่ควรถูกตัดทิ้ง

“เซีย” ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. จี้มองเป็นคนทำงานเหมือนแรงงานอาชีพอื่น

16 กรกฎาคม 2569 : นายเซีย จำปาทอง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความกังวลถึงกรณีการยกเลิกการขึ้นเงินเดือนของผู้ช่วย สส. และ สว. โดยฐานเงินเดือนปัจจุบันที่ต่ำสุด 15,000 บาท ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพของคนที่ทำงาน 6-7 วัน และไม่มีสวัสดิการรองรับ จากกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ลงนามยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.-สว. พร้อมตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษารายละเอียดจำนวนผู้ช่วยทำงานและสิทธิประโยชน์ โดยให้เวลาศึกษา 90 วัน

นายเซีย กล่าวว่า ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว สส.-สว. ทำงานแทบไม่มีเวลาพัก สัปดาห์หนึ่งทำงาน 6-7 วัน นอกจากเงินเดือนแล้ว พวกเขาไม่มีสวัสดิการใด ๆ เลย ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลหรือเงินช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วย ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน เมื่อยุบสภาก็ตกงานทันที หรือ สส. และ สว. สามารถเปลี่ยนตัวผู้ช่วยได้เมื่อต้องการ

เงินเดือนเพียงหลักหมื่นบาทไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง ขณะที่พวกเขาก็ต้องกิน ต้องใช้ มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีลูกที่ต้องดูแล ไม่ต่างจากคนทำงานทั่วไป มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาไม่ควร “มีเวลาทำงาน มีเวลาพักผ่อน และมีเวลาใช้ชีวิต” เหมือนคนทั่วไปบนโลกใบนี้

ผมอยากให้ท่านประธานสภาและผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่อยากให้มองว่าผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. ต้องเป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมหรือมีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาค่าตอบแทนจากรัฐสภา เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่มีเจตจำนงทำงานทางการเมือง เป็นลูกชาวบ้าน หลานกรรมกร หรือผู้ที่ต้องการเป็นปากเสียงแทนประชาชน แต่มีฐานะไม่พร้อม อาจไม่สามารถยืนหยัดทำงานในระบบรัฐสภาได้ ขณะที่ผู้ที่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งทางการเมืองกลับมีโอกาสเข้ามาแทนที่ มากกว่าผู้ที่ตั้งใจสนับสนุนงานนิติบัญญัติและการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/100064690570758/posts/1581372184029119/?rdid=mdeFViDTflRrOA3Q#

เก้าอี้ “หมอสรณ” ไม่ได้จบแค่คำวินิจฉัย แต่กำลังเปิดเกมสรรหาใหม่ที่ต้องพิสูจน์ทั้งคุณสมบัติ ความโปร่งใส และความชอบธรรมของ กสทช. นัดประชุมจันทร์ 21 ก.ค. กำหนดทางหาคนใหม่สายคุ้มครองผู้บริโภค

กรรมการสรรหานัดถกทันที จันทร์ 21 กรกฏาคม วางกรอบหาคนใหม่แทน “หมอสรณ”

โดยหลักแล้ว การสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่แทน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จะใช้กลไกเดียวกับการสรรหา กสทช. ที่ผ่านมา ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพียงแต่เป็นการสรรหาเพื่อเติมตำแหน่งที่ว่าง ไม่ใช่การสรรหายกชุดทั้งหมด 

สรุปขั้นตอนเป็นลำดับได้ดังนี้

1. คณะกรรมการสรรหา เปิดรับสมัครหรือเปิดให้เสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติในด้านที่ตำแหน่งนั้นว่างอยู่ (คราวนี้เป็นด้านคุ้มครองผู้บริโภค)

2. ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอย่างละเอียด

3. สัมภาษณ์และประเมินความเหมาะสม

4. คัดเลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อ

5. ส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ

6. เมื่อวุฒิสภาเห็นชอบแล้ว จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. 

ส่วน คณะกรรมการสรรหา ก็ยังเป็นองค์กรตามกฎหมายชุดเดิม ประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรอิสระและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด ป.ป.ช. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น 

สิ่งที่ต่างจากการสรรหาครั้งก่อน กรณีของ นพ.สรณ มีความพิเศษตรงที่ คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยภายหลังว่าเข้าลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งแทนใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่การเลื่อนผู้ที่เคยได้คะแนนรองลงมา หรือดึงบัญชีสำรองขึ้นมาแทน 

ดังนั้น หากไม่มีอุปสรรคทางกฎหมายเพิ่มเติม ขั้นตอนการสรรหาครั้งใหม่นี้จะเป็น การเปิดสรรหาใหม่ในตำแหน่งที่ว่าง ตามกระบวนการเดิม

ใครปล่อยเอกสารเชียร์ “เถ้าแก่หลี”? จับตาเอกสารปริศนา ดัน “เถ้าแก่หลี” ชิง อบจ.สงขลา ส่อโยนหินถามทางก่อนศึกเลือกตั้ง การเมืองสงขลาร้อนก่อนเวลา แม้ยังไร้หลักฐานโยงฝ่ายใด

ปริศนาเอกสารลอย “เชียร์เถ้าแก่หลี” ชิงนายก อบจ.เกมหยั่งกระแส หรือปั่นกระดานการเมือง?

มีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ลักษณะ “เอกสารลอย” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีเนื้อหาส่งกำลังใจให้ “เถ้าแก่หลี” หรือ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่บอกว่าเอกสารลอยเพราะไม่ระบุองค์กร หรือหน่วยงานเป็นเจ้าของเอกสารนี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “แถลงการณ์เถื่อน”

ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อหยั่งกระแสและสร้างประเด็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (สองปี
กว่า) แต่เริ่มมีการปล่อยข่าวคนนั้นจะลง คนนี้จะสมัครกันบ้างแล้ว

หากพิจารณาจากเนื้อหา เอกสารพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “เถ้าแก่หลี” ในฐานะผู้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดสงขลา และใช้ข้อความเชิญชวนให้ลงสมัครนายก อบจ. ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมถูกมองว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาคนปัจจุบัน หากลงสมัครอีกสมัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายหัวไทร กลับเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ “เถ้าแก่หลี” จะลงสมัครนั้นแทบไม่มี เนื่องจากตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าตัววางบทบาทเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และทำงานในนามภาคประชาชนตรวจสอบการทำงานของ อบจ.สงขลา และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แถมยังเคยปฏิเสธให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หากสายของเถ้าแก่หลีจะลงชิง น่าจะเป็นลูกๆมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่หลี

อีกประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบจฯ ข้อเท็จจริง “เถ้าแก่หลี” สำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และไม่มีวุฒิปริญญาตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวควรตรวจสอบกับกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนสรุป เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนี้ ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

ตามกฎหมายกำหนดคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขต อบจ. ที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัคร
4. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือหากไม่มีปริญญาตรี ต้องมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
-สมาชิกสภาจังหวัด
-สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
-ผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต.)
-สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชิญชวน “เถ้าแก่หลี” ลงสมัครเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาของสังคม หรือสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระดานการเมืองท้องถิ่นของสงขลา หรือผู้ทำอาจจะไม่รู้ว่า เถ้าแก่หลีไม่ได้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยบุคคล กลุ่มการเมือง หรือฝ่ายใด จึงไม่สามารถระบุหรือสรุปได้ว่าเป็นผลงานของฝ่ายสนับสนุนเถ้าแก่หลี ฝ่ายคู่แข่ง หรือบุคคลอื่น การระบุว่า “น่าจะเป็นใคร” โดยไม่มีพยานหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ที่ถูกพาดพิงได้

จนกว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เอกสารนี้จึงยังเป็นเพียง “ปริศนาเอกสารลอย” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองในจังหวัดสงขลา และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหวก่อนศึกเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top