Friday, 5 June 2026
Politics

ผลักดันคนรุ่นใหม่สานต่อ รทสช. ‘พีระพันธ์’ ผลักดันคนรุ่นใหม่ เปิดทาง ‘อรรถวิชช์’ ทำหน้าที่ในสภา ‘พีระพันธ์’ ยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรค เดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติคงเดิม

(11 มี.ค. 69) เมื่อวานนี้ ‘พีระพันธุ์’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงหลังการหารือร่วมกรรมการบริหารพรรค ว่าพรรคยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมั่นคง พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

‘พีระพันธุ์’ ระบุผ่านโพสต์ว่า "พรรคจึงควรเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนโยบายและการสร้างเครือข่ายทางการเมือง" พร้อมอาสาเป็นแกนหลักผลักดันงานนี้อย่างเต็มกำลัง แต่ยอมรับว่าการรับหน้าที่ทั้งหัวหน้าพรรคและ ส.ส. อาจทำให้ขับเคลื่อนไม่เต็มศักยภาพ

ดังนั้นเขาเสนอให้ 'อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี' รองหัวหน้าพรรค เข้าทำหน้าที่ ส.ส.แทน และที่ประชุมเห็นชอบให้ ‘พีระพันธุ์’ ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้มาดำรงตำแหน่งแทน "ผมมั่นใจว่าท่านอรรถวิชช์มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่พร้อมทำงานสภาอย่างดี"

‘พีระพันธุ์’ ยืนยันจะยังทำหน้าที่หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเต็มที่ พร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อพรรคและประเทศอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นพรรคในการปรับตัวและต่อยอดด้วยพลังคนรุ่นใหม่
.
ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=25941266828828886&set=a.249841005064821

ยื่นหนังสือด่วน!! พรรครักชาติยื่นฟิลิปปินส์ ทวงความชัดเจนคลิปอาเซียน อย่าปล่อยเขมรเคลมชุดไทย ยุติความเข้าใจผิดวัฒนธรรม

“พรรครักชาติ”ยื่นหนังสือ ถึง ฟิลิปปินส์ ผู้นำอาเซียน อย่าปล่อยให้เขมรเคลมชุดไทย แนะเขมรใส่ชุด “ซัมปอต ” ชุดประจำชาติเขมร

12 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. จากกรณีฟิลิปปินส์ประธานอาเซียนเผยแพร่ VTR โปรโมทการท่องเที่ยวอาเซียน โดยนักแสดงตัวแทนกัมพูชาและไทย ใส่ชุดห่มสไบ ลักษณะเหมือนกันจนเป็นกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ ซึ่งพรรครักชาติ ได้ออกมาเรียกร้องผ่านสื่อไปแล้วก่อนหน้านี้

ล่าสุด ทีมพรรครักชาติ ประกอบด้วย นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค, นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรค, นายภูมิ สวัสดี รองโฆษกพรรค และนางสาวพัชรวณัน เบ็ญจวิทย์วิไล อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เข้ายื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย เพื่อทวงถามความรับผิดชอบต่อกรณี VTR ดังกล่าว ซึ่งฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ปล่อยให้นักแสดง "กัมพูชา" แต่งกายเลียนแบบชุดไทย ใส่สไบ แล้วเคลมดื้อ ๆ ว่าเป็นชุดประจำชาติของกัมพูชา หน้าตาเฉย!

โดย นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) ระบุว่า VTR ดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนและบิดเบือนความจริงอย่างร้ายแรง ซึ่งชุดประจำชาติกัมพูชา แท้จริง คือชุด "ซัมปอต" (Sampot) แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกในคลิปโปรโมตอาเซียน กลับเป็นเครื่องแต่งกายที่ลอกเลียนแบบชุดไทยไปแทบจะ 100%

"in the videos, they have some information that not true. We will see that Cambodian wearing Thai traditional dress and claim that there is their own dress. But if you see in the history, in the documentaries, in the documents, any documents, you will see that Cambodian's costume is Sampot. And you should proud with your own heritage culture. No need to claim us."

"ชุดประจำชาติของประเทศกัมพูชา เป็นชุด 'ซัมปอต' นะครับ แต่ว่าตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวิดีโอคือ เขาใส่ชุดประจำชาติที่ดูเป็นชุดไทยแทบจะ 100% ครับ คือ มีรายละเอียดของการมีสไบ ซึ่งก็เป็นของเรา แล้วก็มีโจงกระเบน ซึ่งก็เป็นของเราเช่นกันนะครับผม" นายภูมิ กล่าว

ทั้งนี้ รองโฆษกพรรครักชาติ ยังกล่าวอีกด้วยว่า การแอบลบคลิปทิ้งเพื่อหนีปัญหานั้น "ไม่เพียงพอ" เพราะคลิปได้ถูกแชร์ไปแล้วทั่วโลก สร้างความเข้าใจผิดให้ประชาคมโลกไปแล้วหลายล้านคน ทางออกเดียวที่จะกู้ศักดิ์ศรีคืนมาได้คือ ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนต้อง "ทำคลิปใหม่" หรือ "ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ" เพื่อประกาศความจริงให้โลกตาสว่าง ว่าชุดประจำชาติของไทยไม่ใช่ของประเทศอื่น เพื่อยุติความสับสนที่เกิดขึ้น

"The media was already share all over the world and cause lots of confusions, so I think deleted is not enough. You need to like speak out and announce the truth to the world too. Thank you."

"ถึงแม้ว่าตอนนี้ คลิปมันจะไม่สามารถที่จะดูได้แล้ว แต่มีคนดูไปแล้ว นั่นแสดงว่ามีคนเกิดความเข้าใจผิดไปแล้ว ฟิลิปปินส์ควรจะทำคลิปใหม่ หรือว่ามีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการนะครับ เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีคนเข้าใจผิดนะครับ ว่าชุดประจำชาติของประเทศไทย เป็นของประเทศอื่นครับ" รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าว

นอกจากนี้ นายภูมิ ยังทิ้งท้ายด้วยว่า เข้าใจดีถึงความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่ว่าในฐานะ "ประเทศราช" หรือประเทศเพื่อนบ้าน แต่โลกยุคนี้วัฒนธรรมและเส้นแบ่งของแต่ละชาตินั้นชัดเจนแล้ว

"เข้าใจนะครับว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีความสัมพันธ์ด้วยกันตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการเป็นประเทศราช หรือว่าประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันมาตลอดนะครับ แต่ว่าตอนนี้ เรามีวัฒนธรรมของตัวเองที่ชัดเจนแล้วนะครับ ไม่ได้เป็นประเทศราชต่อกันแล้วนะครับ ก็อยากให้ทางกัมพูชา มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตัวเอง จะได้ไม่ต้องมาหยิบยืมวัฒนธรรมของคนอื่น แล้วก็เคลมว่าเป็นของตัวเองอีกต่อไปครับผม" นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์เสริมเป็นภาษาอังกฤษ ว่า ​ในฐานะประธานอาเซียน เชื่อว่าสิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกแต่ละประเทศได้รับการนำเสนออย่างถูกต้องและให้เกียรติ ดังนั้น เราจึงขอความกรุณาจากฟิลิปปินส์และผู้สร้างวิดีโอให้ทบทวนและแก้ไขการนำเสนอ เพื่อให้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศแสดงออกมาได้อย่างเหมาะสม"

"As the ASEAN chair this year, we believe it is important to ensure that every member country's culture is represented accurately and respectfully. Therefore, we kindly ask the Philippines and the creator of the video to review and correct the portrayal, so that each cultural identity is shown properly." นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ กล่าว

ขณะที่ นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าวเสริมถึงประเด็นความเป็นครอบครัวอาเซียน ระบุว่า ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียนด้วยกันนะครับ มีความยินดี ที่ประเทศฟิลิปปินส์เข้ามารับหน้าที่เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ แต่การเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาคมโลกได้ จึงอยากจะขอความร่วมมือจากประธานอาเซียน และคณะทำงาน ให้ช่วยกันตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เพื่อให้เป็นการให้เกียรติมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันในภูมิภาค

โดยการยื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทยครั้งนี้ของพรรครักชาติ ไม่ใช่แค่การเรียกร้องสิทธิ์ทางเอกสาร แต่เป็นการประกาศจุดยืนปกป้อง "ภูมิปัญญาและมรดกของชาติ" ซึ่ง ฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน จะออกมารับผิดชอบแก้ไขอย่างเป็นทางการ หรือจะปล่อยให้รอยร้าวทางวัฒนธรรมนี้กลายเป็นชนวนความขัดแย้งระดับภูมิภาคต่อไป!

'ดร.เจษฎ์' เตือนรัฐบาล!! ห้ามปล่อยให้ใครสวมรอยเรือไทย ตรวจสอบสถิติเรือจดทะเบียน ระวังปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำวางตัวกลางการเมืองสงคราม

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ รัฐบาล อย่าปล่อยให้ใคร "สวมรอย" เรือติดธงไทย รีบตรวจสอบ สถิติจดทะเบียนเรือ

13 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเรือติดธงไทยถูกโจมตี บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จากความขัดแย้งระหว่าง "สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล" และ "อิหร่าน"

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า คำถามที่สังคมสงสัย คือทั้งที่ไทยและอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีมานับ 400-500 ปี เหตุใดจึงตกเป็นเป้า? ซึ่งรัฐบาลต้องรีบตรวจสอบ "สถิติการจดทะเบียนเรือ" โดยด่วน! เพราะเรือที่ชักธงไทยอาจไม่ใช่ของคนไทยเสมอไป รัฐบาลต้องกล้าที่จะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน คุ้มครองคนไทยแท้ และประกาศตัดหางปล่อยวัดเรือสัญชาติอื่นที่มาแอบอ้างสวมรอยธงไทย เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องไปรับเคราะห์จากข้อพิพาทของชาติอื่น

"ต้องทำความเข้าใจแบบนี้ครับว่า การจดทะเบียนเรือ อาจจะไม่ได้จดทะเบียนโดยคนไทย อาจจะมีคนสัญชาติอื่นหรือคนประเทศอื่นมา เราไม่รู้ครับว่าในภาวะของสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน มีใครที่เข้าไปเกี่ยวข้อง มีคนที่เป็นอริกันมาก่อนแบบไหนบ้าง มีข้อพิพาทบาดหมางระหว่างสองประเทศนี้กับประเทศอื่น ๆ แบบไหน ใครเป็นพันธมิตรใคร

​ดังนั้นอันนี้ต้องฝากทางรัฐบาลครับ ในเรื่องของการสัญจรไปมาที่จะต้องข้ามช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นประเด็นอยู่เนี่ยนะครับ อาจจะต้องไปหาข้อมูลเชิงสถิติ แล้วก็เอามาบอกว่าเรือที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่จะมีธงไทย มีเรือในลักษณะไหน กี่แบบ แล้วก็ต้องบอกกับบรรดาคนที่จดทะเบียนทั้งหลายครับว่า ถ้าเป็นคนไทยเราดูแลเขาได้ยังไง ถ้าไม่ใช่คนไทยเราสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร และถ้าหากว่ามีการขึ้นธงที่ไม่ได้อยู่ในสถิติที่ว่าจดทะเบียนในประเทศไทย เราก็ต้องบอกครับว่าเรือเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวด้วยว่า ภาครัฐต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา แม้การอพยพแรงงานจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ในแง่ของการทูต รัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุด ไม่เทน้ำหนักหรือเผลอไปแสดงจุดยืนเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นการดึงไฟสงครามมาเผาบ้านตัวเอง

"ต้องคอยระมัดระวัง เพราะถ้าหากว่าเราเข้าข้างใครมากเกินไป เราเทน้ำหนักไปทางไหนมากเกินควร จะไปบอกว่า 'เฮ้ย สหรัฐอเมริกาคุณทำแบบนี้ไม่ถูก ไม่ดี' 'อิหร่านคุณต้องได้รับการดูแล คุณจะถูกทำแบบนี้ไม่ได้' บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์สู้รบมันจะลุกลามไปถึงไหน การวางตัวให้ถูกต้องในแนวของสันติภาพ ไม่ส่งเสริมความรุนแรงเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ว่ารัฐบาลจะต้องคอยอธิบายสถานการณ์ให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ ด้วย ว่าสิ่งที่ประชาชนอาจจะพูดมากไป อาจจะตระหนักน้อยไป มันควรที่จะใช้ข้อมูลอะไรที่เป็นตัวอธิบาย ทั้งหมดเหล่านี้นะครับ จะทำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างสงบสุข และสามารถจัดวางตัวเราได้เป็นอย่างดี" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในขณะที่สงครามทำท่าจะบานปลาย วิกฤตพลังงานกำลังจ่อคอหอย แต่ภาพที่เห็นคือบรรดานักการเมืองยังคง "แย่งเก้าอี้รัฐมนตรี" 

"สถานการณ์การสู้รบนี้เราไม่รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหน และอีกนานอย่างไร รัฐบาลก็อย่ามัวแต่แค่จัดตั้งว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีให้ได้ หาจุดลงตัวระหว่างพวกท่าน แล้วก็รีบบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงครามแบบนี้ รวมไปถึงเรื่องของพลังงานครับ ต้องบอกกันให้ชัดเจน ว่าพลังงานอะไรที่ยังพอมีอยู่ ถ้าน้ำมันจะร่อยหรอลงจะไม่สามารถมีใช้ การทำงานอยู่ที่บ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร การไปทำงานที่ทำงานจะต้องแบกรับแบบไหน ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้มันเกี่ยวพันกันหมด แต่มันอยู่ที่รัฐบาลครับ ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน แล้วก็ต้องช่วยประชาชนคลายใจ และสามารถอยู่ได้โดยไม่หวาดระแวงครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

"ตกลงแล้วเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ มีเรือใครบ้าง เรือไทยผ่านได้ไหม เพราะว่าคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เนี่ย เขาบอกว่าทุกคนผ่านไปเลย ตามสบาย แต่เราต้องบอกคนของเรา เอาข้อมูลจริง ๆ จะไปฟังจากคนที่เขาเป็นคู่ขัดแย้งกันไม่ได้ ตกลงเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ไหม หรือเรือใครผ่านได้บ้าง เรือใครผ่านไม่ได้ และมีการประสานกับทางการอิหร่านแบบไหนบ้าง คนของเราจะได้ปลอดภัยครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตอบคำถามนะครับ ขอความชัดเจนให้ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ รวมไปถึงบรรดาเรือลักษณะอื่นที่จะมีโอกาสในการสัญจรไปมาครับ"  รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก กล่าวทิ้งท้าย

ตัดงบอาหาร!! เห็นด้วยลดค่าอาหาร สส. ลดผู้ช่วย สส. จาก 8 เหลือ 3 ประหยัดงบได้แค่ไหน เป็นประเด็นถกเถียงที่ควรพูดคุย สะท้อนวัฒนธรรมการใช้เงินภาครัฐ

เห็นด้วยตัดค่าอาหาร สส. กับลดผู้ช่วย…ข้อเสนอที่ควรคุยกันจริงจัง

ส่วนตัว #นายหัวไทร เห็นด้วยกับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี ที่เสนอให้ ยกเลิกงบค่าอาหารกลางวันของ ส.ส. พร้อมกับ ลดจำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน เป็นประเด็นที่น่าหยิบมาถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจังในสังคมไทย

เหตุผลหลักของข้อเสนอนี้ไม่ซับซ้อนเลย
ส.ส.มีเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงอยู่แล้ว ระดับ แสนกว่าบาทต่อเดือน เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับรายได้ที่สูงกว่าคนทำงานส่วนใหญ่ในประเทศอย่างมาก

เมื่อมีรายได้ในระดับนี้ คำถามที่ตามมาคือ
จำเป็นแค่ไหนที่รัฐสภาจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปเลี้ยงอาหาร ส.ส.อีก น่าจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ยากแค้นอะไร

งบประมาณรัฐสภาไม่ได้มีแค่เงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมี
• ค่าเบี้ยประชุม
• ค่าเดินทาง
• ค่าที่พักในบางกรณี

ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชน

ในมุมมองหนึ่ง เมื่อรัฐสภาจ่ายค่าตอบแทนให้สูงอยู่แล้ว
ส.ส.ก็ควรสามารถนำเงินเหล่านั้นมาดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายประจำวันอื่น ๆ

ลองมองย้อนกลับไปยังโลกของการทำงานทั่วไป
ทั้งใน บริษัทเอกชน ห้างร้าน หรือหน่วยงานราชการจำนวนมาก แทบไม่มีระบบ “เลี้ยงอาหาร” ให้พนักงานเป็นเรื่องปกติ

หากจะมีบ้าง ก็มักเกิดขึ้นกับ พนักงานระดับล่าง ที่มีรายได้ไม่สูงนัก เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้สามารถอยู่ได้ในแต่ละวัน หรือการทำงานกะกลางคืน

แต่ในกรณีของ ผู้แทนราษฎร ที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศหลายเท่า การใช้งบประมาณเพื่อเลี้ยงอาหารจึงดูเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามได้

เช่นเดียวกับเรื่อง จำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญของ ส.ส.การมีผู้ช่วยถึง 8 คนต่อ ส.ส.หนึ่งคน ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้งบประมาณไม่น้อยเลย เมื่อคิดรวมทั้งสภา

ที่สำคัญผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ส่วนใหญ่แต่งตั้งเครือญาติ หัวคะแนนเข้ามาทำงาน ไม่ได้พิจารณาถึงความรู้ความสามารถเป็นด้านหลัก และอยากรู้ว่า สส.แบ่งสรรงานให้ผู้ช่วยฯผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญอย่างไร ใครควรคุม ใครประเมินผลการปฏิบัติงาน

ข้อเสนอให้ลดเหลือ 3 คน จึงเป็นแนวคิดที่น่าพิจารณา เพราะยังคงมีทีมงานช่วยทำงานได้ แต่ก็ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐลงอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักคิดสำคัญของการเมืองไทย คือ

“ผู้แทนประชาชนควรใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างประหยัดเพียงใด”

หากรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน ยังสามารถแสดงตัวอย่างของ ความประหยัดและความรับผิดชอบต่อภาษีประชาชน ได้มากขึ้น ก็อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองไทยได้ไม่น้อย

บางครั้ง การตัดค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ อย่าง “ค่าอาหาร” อาจไม่ใช่เรื่องของมื้อข้าวเพียงจานเดียว
แต่มันสะท้อนถึง วัฒนธรรมการใช้เงินของผู้มีอำนาจ ว่าจะใกล้หรือไกลจากชีวิตของประชาชนแค่ไหน

ตั้งเป็นกระทู้ไว้เพื่อให้ได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ชี้มูลอดีตผู้ว่าฯ ปปช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ 321.67 ล้าน ส่งอัยการยึดทรัพย์แผ่นดิน แจ้งผู้บังคับบัญชาไล่ออกทันที

คณะกรรมการ ปปช. ชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ฐานร่ำรวยผิดปกติไม่สอดคล้องกับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาได้

โดยตรวจพบทรัพย์สินรวมของนายจำเริญ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกว่า 321,670,858.30 บาท

ประกอบด้วย
1.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นายจำเริญ 1 บัญชี เป็นเงิน 1,488,514.80 บาท
2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส 13 บัญชี รวมเป็นเงิน 260,846,734.80 บาท
3.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของคู่สมรส 22 รายการ รวมมูลค่า 47,445,608.70 บาท
4.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท (รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์)
5.รถยนต์ในชื่อของคู่สมรส 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท

ปปช.ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องขอยึดทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมแจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการลงโทษไล่ออก นายจำเริญเคยเริ่มงานจากปลัดอำเภอจนถึงผู้ว่าฯ หลายจังหวัด ก่อนลาออกจากราชการเมื่อ 10 เม.ย. 66

มีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส เช่น กรณีติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์ราคาสูงผิดปกติในนครศรีธรรมราช และจัดซื้อปลูกต้นไม้ราคาแพงในพังงา เป็นปมคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานในอดีต

การชี้มูลนี้สะท้อนความพยายามของ ปปช. ในการตรวจสอบความโปร่งใส และบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างจริงจังเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณะ

'พรรครักชาติ' ยื่น UN เรียกร้องสากลช่วยไทย กวาดล้างทุ่นระเบิดชายแดน พร้อมเครื่องมือและเงินทุน ลดความสูญเสียทหาร-ประชาชน

“พรรครักชาติ” ยื่นหนังสือถึง UN เรียกร้องสากล ช่วย ไทยเก็บกู้ วัตถุระเบิด ปกป้องชีวิตทหารและประชาชน

18 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. -ทีมพรรครักชาติ ประกอบด้วย นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค, นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค, นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค และนายภูมิ สวัสดี รองโฆษกพรรค เข้ายื่นหนังสือต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อเรียกร้องช่วยเหลือประเทศไทยในการกวาดล้าง "ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล" ซึ่งเป็นภัยต่อทหาร เจ้าหน้าที่ และประชาชนไทย ในพื้นที่ตามตะเข็บชายแดน

โดยนายฐิติพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อสื่อสารในระดับสากล ระบุว่า วิกฤตทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยผ่านได้อีกต่อไป เพราะมันคือความเป็นความตายของทั้งเจ้าหน้าที่ทหารที่ต้องลาดตระเวน และประชาชนตาดำ ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง พรรครักชาติจึงได้เรียกร้องต่อ UN ว่า ประเทศไทยต้องการ "เครื่องมือที่ทันสมัย (Special equipment)" และ "เงินทุนสนับสนุนพิเศษ (Special funding)" จากนานาชาติ เพื่อนำมากู้ระเบิดและกำจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลให้หมดไปอย่างเด็ดขาด

"พวกเราตัวแทนพรรครักชาติ ยื่นหนังสือขอความร่วมมือจากสหประชาชาติ ในการที่จะหาเครื่องมือที่ทันสมัย และเทคโนโลยีที่จะช่วยเราในการที่จะกู้ระเบิด เพื่อที่จะได้ลดความเสี่ยงของทหารไทย และชีวิตของประชาชนชาวไทย ที่อยู่ในตะเข็บชายแดน ที่ต้องพบกับปัญหาของระเบิดที่อยู่ในแผ่นดินไทย" นายฐิติพันธุ์ กล่าว

นอกจากนี้ เลขาธิการพรรครักชาติ ยังย้ำถึงความตั้งใจที่ต้องการให้ UN เข้ามาช่วยลดจำนวนผู้สูญเสีย (Casualties) ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการทหาร หรือพลเรือน โดยมองว่าการแก้ปัญหานี้สเกลระดับประเทศอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องดึงความร่วมมือระดับสากลเข้ามาจัดการให้สิ้นซาก

"We want to ask for special equipment, special funding, to help Thailand to reduce our casualties. Whether it be our military or whether it be our people in our Nation"
(เราต้องการขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์พิเศษ เงินทุนพิเศษ เพื่อช่วยประเทศไทยในการลดจำนวนผู้สูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นทหารของเรา หรือประชาชนของเราที่อยู่ในชาติ" นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

นายกคนที่ 32 “อนุทิน” ชนะขาด 293 เสียง หลังผ่านด่านความเห็นชอบจากสภาฯ จ่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ท่ามกลางการจับตาทิศทางการเมืองไทยระยะถัดไป

สภาฯ โหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ต่อ ด้วยเสียงข้างมาก 293 ต่อ 119

วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ โดยมีการเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนแบบขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 499 คนในเวลาประมาณ 12.12 น. ตามข้อมูลที่คุณส่งมา ผู้ถูกเสนอชื่อมี 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขณะที่รายงานสาธารณะบางสำนักระบุบริบทการลงมติและคู่แข่งต่างออกไป จึงควรตรวจสอบกับบันทึกทางการของรัฐสภาอีกครั้งเพื่อความแม่นยำสูงสุด

ระหว่างการออกเสียง ผลคะแนนค่อย ๆ ขยับจนกระทั่งในเวลา 13.06 น. นายอนุทินได้รับคะแนนเกิน 251 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่การลงคะแนนจะเสร็จสิ้นในเวลา 13.17 น. โดยผลอย่างไม่เป็นทางการตามข้อมูลที่คุณให้มาคือ นายอนุทินได้ 293 เสียง นายณัฐพงษ์ได้ 119 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 86 เสียง รวม 498 เสียง ก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะประกาศผลและปิดประชุมในเวลา 13.22 น. ทั้งนี้ สำนักข่าว AP รายงานตัวเลข 293 จาก 498 เสียงในบริบทของการลงมติในสภา ขณะที่บางสื่อไทยและต่างประเทศรายงานตัวเลขอีกชุดหนึ่งสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนหน้า

ผลการลงมติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินยังคงรักษาฐานเสียงสนับสนุนในสภาได้อย่างมั่นคง และสามารถผ่านด่านสำคัญทางการเมืองไปได้แบบไม่พลิกความคาดหมาย ท่ามกลางการจับตาของสังคมต่อทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 ซึ่งหลายสำนักข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสมการอำนาจใหม่ในสภา และส่งผลให้นายอนุทินก้าวขึ้นเป็นตัวแปรหลักของการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

อย่างไรก็ตาม แม้สภาจะลงมติเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ยังต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะถือว่าเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ โดยสื่อไทยและต่างประเทศต่างรายงานตรงกันว่า หลังผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเริ่มเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป

นั่งนายกฯ 32 สมัย 2 ชื่นมื่นพรรคภูมิใจไทย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยึดมั่นทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชน

(20 มี.ค. 69) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในสมัยที่ 2 โดยมีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เชิญพระบรมราชโองการ

ในพิธี นายอนุทิน ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์และเปิดกรวยกระทงดอกไม้รับพระบรมราชโองการ ก่อนถวายบังคม 3 ครั้งและทำความเคารพอีกครั้ง โดยมีสมาชิกครอบครัวประกอบด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา นายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชาย และบิดามารดา ร่วมพิธีพร้อม ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล

นายอนุทิน กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า "ข้าพระพุทธเจ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

หลังพิธี นายอนุทินคุกเข่าก้มกราบบิดาและมารดา โอบกอดภริยาและผู้ร่วมแสดงความยินดี ก่อนร่วมถ่ายรูป บรรยากาศสะท้อนความอบอุ่นและขวัญกำลังใจในครอบครัว การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นการต่อเนื่องของบทบาทผู้นำรัฐบาลและย้ำพันธกิจการเมืองของ 'อนุทิน' ที่ได้รับความไว้วางใจอีกครั้งจากมหาอำนาจพระมหากษัตริย์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10178284

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ปลดแอกพลังงานไทย ภูมิคุ้มกันยั่งยืน สร้างกันชนเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตราคาน้ำมัน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันนี้ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงสถานการณ์ “วิกฤตราคาพลังงาน” ที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกถึง 20–30% ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทุกความเคลื่อนไหวใน “สมรภูมิโลก” ส่งแรงกระเพื่อมมาถึง “จานข้าวในบ้าน” ของคนไทยทันที เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยรวม 

นางรัดเกล้า ชี้ให้เห็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อวิกฤตราคาน้ำมัน ได้แก่ การขาด “กันชน” หรือกลไกรองรับความผันผวนของราคา และ การ "พึ่งพาการนำเข้า" น้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งหมด

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมไบโอดีเซล (B7, B10, B20) ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาครั้งนี้ โดยมองว่า “ปาล์มน้ำมัน” ควรถูกใช้เป็น “กลไกรับแรงกระแทก (Strategic Buffer)” มากกว่าจะเป็นคำตอบระยะยาวของระบบพลังงาน

นางรัดเกล้า เน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องหันมาสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานตามหลักปรัชญ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และได้เสนอ “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ได้แก่

1. ยกระดับสู่ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน และรองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สร้างตลาดรองรับไบโอดีเซล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ให้สามารถใช้ไบโอดีเซลได้อย่างแพร่หลาย

3. กระจายงบสู่พลังงานหมุนเวียน (2W 2S)

สนับสนุนพลังงานจากขยะ (Waste), ลม (Wind), แสงอาทิตย์ (Solar) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

4. บูรณาการภาคเกษตรและพลังงาน

วางแผนการผลิตพืชพลังงาน (Zoning) และโครงสร้างโรงงานให้สอดคล้องกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างสมดุลระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค และ มีการประกันราคาขั้นต่ำที่ยุติธรรมให้เกษตรกร

“การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน เปรียบเสมือน ‘กำแพงเมือง’ ที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ให้ต้องผันผวนไปตามความขัดแย้งของโลก” นางรัดเกล้า กล่าว

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล!! เปิดความจริงราคาน้ำมัน รัฐต้องเลือกความโปร่งใส เตือนปมผลประโยชน์ทับซ้อนอาจพังศรัทธาประชาชน อย่าปล่อยพลังงานเป็นระเบิดเวลา จี้เปิดไส้ในราคาน้ำมันให้ประชาชนรู้

‘ดร.เจษฎ์’ เตือน รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงาน เปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์พลังงานของไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่า ขณะนี้ประเทศจะยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤต แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านพลังงานได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และเร่งแก้ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

"​ในสิ่งที่เกิดขึ้น การลอยตัว หรือว่าการลอยค่าน้ำมัน อาจจะเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องทำ แต่ในการทำในเรื่องเหล่านี้เนี่ย มันจะต้องมีการบอกเล่าให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ หลายเรื่องท่านอาจจะมองเป็นธุรกิจ ว่าสิ่งที่เป็นต้นทุน หรือว่าสิ่งที่เป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจ อาจจะไม่ได้จำเป็นที่จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าสาธารณูปโภคหลัก สิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิต อย่างเช่น น้ำมัน มีสิ่งที่แตกต่างกับบรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างอื่นมากเลย จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชน วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวอีกด่วยว่า วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี" พร้อมยกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท รัฐจำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างให้ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดบ้าง เช่น เป็นการสะท้อนราคาตลาดโลก 4.50 บาท หรือเป็นการเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อรักษาสถียรภาพในอนาคต หากประชาชนไม่ทราบถึงต้นทุนที่แท้จริง ย่อมเกิดความรู้สึกเชิงลบและมองว่าถูกขูดรีดเอาเปรียบ

​"6 บาทมาจากไหน ถ้าพี่น้องประชาชนไม่รู้ คนไม่ทราบ ว่าต้นทุนเป็นอย่างไร กลไกในการที่จะได้น้ำมัน และราคาขึ้นมาแบบนี้มันเป็นแบบไหน ในแง่บวกการที่ปล่อยให้ราคาลอย มันก็คือเราจะได้รู้ครับ ว่านี่แหละคือสภาพที่แท้จริง แต่ในโลกที่มันมีแง่ลบ และทุก ๆ คนมีความรู้สึกไม่ดีอยู่เสมอได้ มันก็จะทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย นี่มันขูดรีดกันหรือเปล่า นี่มันโจรชัด ๆ นี่มันทำกันแบบนี้เนี่ย มันเอาเปรียบกันหรือเปล่า ซึ่งถ้าท่านบอกความจริง ท้ายที่สุดหลาย ๆ เรื่องประชาชนก็จะทราบครับ ใน 15 วันนั้นทำไมตรึงราคาได้ ท่านเอาเงินมาจากไหน และถ้าเงินเหล่านั้นมันไม่ได้ยั่งยืน ท้ายที่สุดมันต้องมีการเก็บสะสมเอาไว้เพื่อชดเชย มันก็ต้องบอกกัน ว่าถ้าเกิดรักษาสถียรภาพรักษาราคาไว้ตลอด ท้ายที่สุดเงินก็จะหมด" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ด้านความมั่นคงทางพลังงาน รศ.ดร.เจษฎ์ เผยให้เห็นถึงความจำเป็นในการชี้แจงสัดส่วนการใช้น้ำมันภายในประเทศเทียบกับการนำเข้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของไทย รวมถึงความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่ล้วนเป็นปัจจัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

"สถานการณ์แบบนี้ใช้รถไฟฟ้ากันได้หมดจริงเหรอ ใช้แผงโซลาร์กันได้หมดจริงหรือ อันนั้นอาจจะต้องเป็นระยะกลางที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนที่ไม่ใช่พลังงานน้ำมัน แล้วรัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยครับในเรื่องของการพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ท้ายที่สุดในระยะยาวเนี่ย ท่านก็จะต้องมองภาพให้เห็นว่าประชาชนจะต้องรู้เรื่องพลังงาน จะต้องเตรียมตัวไว้ และไม่ใช่แค่นี้ครับ สถานการณ์ของตะวันออกกลางอาจจะไม่จบเร็ว แม้กระทั่งสถานการณ์ข้างบ้าน อย่างเรื่องไทยกับกัมพูชา ก็ยังต้องคอยติดตามคอยเฝ้าระวัง จะต้องมีการจัดการอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะกลายมาเป็นภัยคุกคามได้ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้นครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ฝากข้อคิดเตือนใจถึงการทำงานของรัฐบาล แม้จะมองว่าที่ผ่านมาทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่เปราะบางที่สุดคือ "ความขัดแย้งทางผลประโยชน์" หากปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการประกอบธุรกิจพลังงาน เข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน จะทำให้เกิดข้อ

กังขาว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งหากประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ อาจนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด

"รัฐบาลทำมาดี แต่ก็ฝากให้ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็สิ่งไหนที่เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอาคนที่อาจจะทำให้รู้สึกได้ว่า มีความขัดแย้ง ประกอบการทำมาหากินของตัวเองไปพร้อมกับการบริหารราชการแผ่นดิน มันจะถือว่าทำแล้วทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน อันนี้ต้องทำให้ประชาชนไว้วางใจให้ได้ ถ้าประชาชนไม่สามารถลงใจได้ ก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ต้องคิดไปเบื้องหน้าครับว่าสถานการณ์นี้อาจจะคงอยู่อีกนาน และอาจจะแย่ลง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่บริหารให้ดี ไม่จัดการให้ได้ อาจจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริงครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top