Friday, 5 June 2026
Politics

‘ชัยวุฒิ’ ชวนจับตา “รัฐบาลหนูทอง” ฝากจัดครม. ให้ว๊าวอย่าให้อ่อม พร้อมเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ- ปากท้อง – ความมั่นคง

[กรุงเทพฯ] 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวถึงทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ชัดเจนแล้วว่า พรรคภูมิใจไทย คือผู้ชนะที่แท้จริงด้วยคะแนนเสียงแบบถล่มทลาย ซึ่งนั่นหมายถึงใบเบิกทางสำคัญที่จะส่งให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง 

“เป็นที่ชัดเจนแล้วนะครับ ผลการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย แลนด์สไลด์ ชนะการเลือกตั้ง นายกฯ อนุทิน ก็จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบนึงครับ ซึ่ง ครม. ที่ผ่านมาเนี่ย ก็เป็นที่รับทราบของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว” นายชัยวุฒิ กล่าว

เลือกตั้งวันเดียวกัน แต่คนละวิธี: ไทยกากบาท X vs ญี่ปุ่นเขียนชื่อ เทียบระบบลงคะแนนให้เห็นข้อดี-ข้อเสีย และบทเรียนที่ไทยหยิบใช้ได้โดยไม่ต้องรื้อทั้งระบบ

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่แค่รัฐธรรมนูญหรือกติกาใหญ่ แต่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดบนกระดาษหนึ่งใบ เพราะ “วิธีลงคะแนน” กำหนดว่า ประชาชนต้องใช้ความรู้-ความจำ-ความมั่นใจระดับไหนกว่าจะส่งเจตจำนงของตัวเองไปถึงหีบเลือกตั้ง

1) ไทย: เลือกด้วยการทำเครื่องหมายให้ชัด - เร็ว ง่าย และลดความผิดพลาด
ระบบไทยคุ้นเคยกับการ “กากบาท X” ในช่องที่กำหนด ซึ่งข้อดีเชิงปฏิบัติการคือ:
•    ตัดสินใจแล้วทำได้ทันที ลดภาระการเขียน
•    นับคะแนนได้เร็วและเป็นมาตรฐาน
•    ลดความเสี่ยงสะกดผิดหรือชื่อคล้าย
แต่ด้านกลับคือ มันเปิดพื้นที่ให้การเมืองแบบ “จำเบอร์/จำสัญลักษณ์/จำภาพ” เติบโตได้ง่าย เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งอาจไปถึงหน่วยโดยยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก แล้วตัดสินใจจากสิ่งที่จำได้เร็วที่สุด

2) ญี่ปุ่น: เลือกด้วยการเขียนชื่อ - ย้ำตัวตนคน/พรรค แต่แลกกับต้นทุนความผิดพลาด
ญี่ปุ่นในหลายการเลือกตั้งใช้แนวทางให้ผู้มีสิทธิเขียน “ชื่อผู้สมัคร” (ในเขต) และ “ชื่อพรรค” (ในแบบสัดส่วน) แทนการกาในช่อง ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งทันที
ข้อดีหลัก ๆ คือ:
•    บีบให้ผู้มีสิทธิ “จำชื่อ” และรู้จักคน/พรรคมากขึ้นในเชิงรูปธรรม
•    เพิ่มแรงกดดันให้ผู้สมัครสร้างความน่าเชื่อถือรายบุคคล ไม่ใช่พึ่งกระแสอย่างเดียว
•    ทำให้การเลือกแบบ “ให้คะแนนคน” กับ “ให้คะแนนพรรค” แยกจากกันชัด
แต่ข้อเสียก็หนักและจับต้องได้:
•    เสี่ยงบัตรเสียจากการเขียนผิด เขียนไม่ชัด หรือสะกดไม่ถูก
•    ชื่อคล้ายกันอาจสร้างความกำกวมและเพิ่มภาระการตรวจนับ
•    คนดังหรือชื่อจำง่ายได้เปรียบ ขณะที่คนทำงานเงียบ ๆ อาจเสียเปรียบ
•    ต้นทุนระบบสูงขึ้น: ต้องใช้เวลานับคะแนนมากขึ้นและจัดการข้อโต้แย้งมากขึ้น

3) 3 จุดต่างที่ทำให้ “วันเลือกตั้ง” ให้ผลทางการเมืองไม่เหมือนกัน
3.1 เกมหาเสียง: จาก “จำเบอร์” ไปสู่ “จำชื่อ”
เมื่อวิธีลงคะแนนต่างกัน เกมสื่อสารก็เปลี่ยน: ระบบกากบาทเอื้อต่อการตลาดที่ทำให้จำง่ายเร็ว ส่วนระบบเขียนชื่อบังคับให้สร้างการจดจำแบบลึกขึ้น แต่ก็เพิ่มความได้เปรียบของคนที่ชื่อดังอยู่แล้ว
3.2 บัตรเสีย: ใครถูกตัดออกจากประชาธิปไตยมากกว่า
บัตรเสียไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเสียงของคนที่หล่นหายไปจากระบบ ระบบเขียนชื่ออาจเพิ่มความเสี่ยงกับผู้สูงอายุ ผู้ที่เขียนช้า หรือไม่มั่นใจในการสะกด ขณะที่ระบบกากบาทลดภาระนี้ แต่ก็ยังต้องออกแบบบัตรให้ชัด ลดความสับสน และสื่อสารให้ตรง
3.3 ความเร็วประกาศผล vs ความมั่นใจในเจตนา
ระบบกากบาทมักนับง่ายและประกาศผลเร็วกว่า ส่วนระบบเขียนชื่อใช้ทรัพยากรและเวลามากกว่า แต่ให้ความรู้สึกว่า “ฉันระบุคน/พรรคเอง” ชัดเจนกว่า นี่คือการแลกเปลี่ยนระหว่างประสิทธิภาพกับความละเอียดของเจตนาที่รัฐต้องชั่งน้ำหนัก

‘ช่อ’ ปลุกม็อบกดดัน กกต.นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ลั่นทางเดียวที่จะสู้กับระบบเฮงซวยได้คือ อย่ายอม! ขู่อาจจะไม่ใช่แค่น้ำผึ้งหยดเดียว แต่เป็นน้ำมันที่ไฟถูกจุดแล้ว

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 ช่อ-พรรณิการ์ วานิช โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ชื่อบัญชี @Pannika_FWP ระบุว่า " .... ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.จะไม่ยอมนับใหม่เลยสักเขต เตะถ่วงให้มวลชนอ่อนแรง เรื่องเงียบไปเอง ทางเดียวที่เราจะสู้กับระบบเฮงซวยนี้ได้คือ อย่ายอม! ประชาชนอย่ายอม สื่อมวลชนอย่ายอม พรรคประชาชนอย่ายอม

‘พรรคส้ม’ เปิดแผนรับมือ “คดี 44 สส. ก้าวไกล" ด้าน ‘ศรายุทธิ์’ แย้มประชุมใหญ่ มี.ค.-เม.ย. จ่อเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด พร้อมดัน ‘ไอติม’ นั่งหัวหน้าพรรคแทน ‘เท้ง’

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 69 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการรองรับคดี 44 สส. ว่า ในช่วงเดือน มี.ค. และ เม.ย.69 จะมีการประชุมใหญ่ของพรรค รวมถึงการสัมมนาว่าที่ สส. และผู้สมัคร สส. ทั้ง 500 คน โดยเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด ซึ่งขณะนี้ยังพูดคุยกันอยู่ แต่ยังไม่ตกผลึก เพราะขณะนี้โฟกัสอยู่ที่ปัญหาการเลือกตั้ง โดยตนพร้อมจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามที่ประกาศไว้ว่าถ้าได้ สส. ไม่ถึง 200 คนจะลาออก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมในฐานะคนที่อยู่หลังบ้าน ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ก้าวไกลและประชาชน

นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่เลขาธิการพรรคประชาชนแทน จะไม่ใช่ สส. เพราะต้องมีเวลาเต็มที่ เพื่อทำงานบริหารกิจการภายในพรรค ส่วนที่มีชื่อของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็มีความเป็นไปได้หากมีการปรับเปลี่ยน ถ้าเกิดนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจเกิดอุปสรรคในการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่พรรคไม่ได้ล็อคว่าตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นของพรรคประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน

'อ.อุ๋ย' ชี้ การระดมมวลชนกดดันนับคะแนนใหม่สะท้อนไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลง ยกตัวอย่างข้อพิพาทโกงเลือกตั้ง 'จอร์จ บุช' กับ 'อัล กอร์' ต้องจบลงที่ศาลไม่ใช่ท้องถนน

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและนักวิเคราะห์การเมือง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “แพ้–ชนะไม่สำคัญเท่ากติกา: ถ้าเชื่อประชาธิปไตย ต้องจบที่กฎหมาย ไม่ใช่พวกมากลากไป”

การตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยต้องให้ความสำคัญมากกว่าคือ วิธีการใช้สิทธิในการตรวจสอบ เพราะวิธีการนั้นสะท้อนโดยตรงว่าเราเคารพกติกา เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม และยอมรับระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หากผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเห็นว่าการนับคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายไทยได้วางช่องทางไว้ชัดเจน มิต้องให้มวลชนต้องออกมากดดันแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 หมวด 7 มาตรา 140 บัญญัติให้ ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ หากเห็นว่าการเลือกตั้งหรือการนับคะแนนมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้อำนาจ กกต. ดำเนินการไต่สวน ตรวจสอบ รวมถึงสั่งนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่พบการกระทำอันมีผลต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต. และมองว่า กกต. ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็ยังสามารถใช้สิทธิทางศาล โดยร้องต่อ ปปช. หรือนำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชชอบ หรือตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกลไกตามหลักนิติรัฐ ไม่ใช่ใช้การตัดสินด้วยอารมณ์หรือแรงกดดันจากมวลชน

การระดมมวลชนเพื่อกดดันกระบวนการนับคะแนน แม้อาจอ้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่ในเชิงหลักการแล้วกลับสะท้อนการไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลงแข่ง และเป็นการบ่อนทำลายความศรัทธาต่อระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ที่พรรคประชาชนพยายามอ้างเป็นหลักการของพรรคมาโดยตลอด 

ยกตัวอย่างตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นต้นแบบของการปกครองประชาธิปไตยที่เห็นชัดคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปี 2000 ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ อัล กอร์ แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง แต่ข้อพิพาททั้งหมดต้องจบลงในศาล ไม่ใช่บนท้องถนน เพราะสังคมประชาธิปไตยยอมรับร่วมกันว่า กระบวนการยุติธรรมคือคำตอบสุดท้าย 

และในปี 2004 ก็เกิดข้อครหาในการโกงการเลือกตั้งอีก แต่คราวนี้ คู่ท้าชิงของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช คือ จอห์น เคอรี่ แสดงสปิริตโดยการประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ โดยไม่ต้องส่งเรื่องถึงศาล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้า แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะขอให้เขาสู้ต่อก็ตาม  

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ ไม่มั่นใจ กกต. ให้ยืนหลักฐานทุจริตส่ง ป.ป.ช. พร้อมเตือน อย่าแตะหีบบัตร เพราะผิดกฎหมาย

[กรุงเทพฯ] 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้ง ระบุว่า คนที่ไม่พอใจกับผลการเลือกตั้ง หรือผลการนับคะแนนที่เกิดขึ้น ขออนุญาตเตือนครับ ทั้งในฐานะที่มีโอกาสเกี่ยวข้องกับการวางกฎกติกาเรื่องการเลือกตั้งมาหลายสิบปี และได้มีโอกาสเป็นผู้เล่น เข้าใจครับว่าทุก ๆ คนมีความไม่พอใจได้ จนถึงขั้นว่ากดดันก็อาจจะไม่แปลก แต่ทุกคนต้องอยู่ในกรอบอันควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านมองว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมไปถึงเลขาธิการ หรือผู้ทำหน้าที่ที่หน่วย หน้าที่ในส่วนของเขต หรือผู้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการนับคะแนน ไม่ได้ทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่านสามารถใช้กระบวนการตามกฎหมายในการดำเนินการได้

“หากท่านมีหลักฐานการทุจริต หรือพบว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง ท่านสามารถนำพยานหลักฐานไปร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ ซึ่งมีทั้งช่องทางของการให้ใบเหลืองและใบแดงตามขั้นตอน” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังเตือนด้วยว่า การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหีบบัตรหรือขัดขวางกระบวนการของ กกต. โดยตรง ถือเป็นการละเมิดบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะมีความผิดแล้ว ยังจะทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ร้อง ถูกมองว่าเป็นพวก 'ขี้แพ้ชวนตี' ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการขับเคลื่อนทางการเมืองในระยะยาว ส่วนการชุมนุมย่อยเพื่อแสดงออกนั้นทำได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสภาวะอนาธิปไตยที่ไม่สนกฎหมาย 

“วันนี้เริ่มมีคนพูดกันแล้วว่า ให้ลงถนนกันให้เต็มเมือง เพื่อที่จะได้เป็นเหตุให้ประกาศกฎอัยการศึกได้ทั่วประเทศ ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ดีทั้งกับคนที่คิดจะชุมนุมปลุกปั่น และคนที่รอจังหวะจะประกาศใช้กฎพิเศษ ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังพาบ้านเมืองไปสู่จุดที่อันตราย” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

“ภาวะการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป มันยังมีทางออกอีกมากมาย รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เคารพกฎหมาย ทำในสิ่งที่เหมาะที่ควร และบ้านเมืองจะเดินได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันหาจุดลงตัวได้ครับ แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่ามีกฎ กติกา มารยาทอยู่ และต้องถือตาม” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว 

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน หรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หากพบเห็นพฤติกรรม "ไม่ชอบมาพากล" เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือการเคลื่อนย้ายหีบบัตรที่ผิดปกติ ให้รีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที โดยกำชับว่าตำรวจต้องคุ้มครองพยานอย่างเต็มที่ พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า หากมีการร้องเรียนแล้ว กกต. นิ่งเฉย ประชาชนมีสิทธิ์ดำเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือแจ้งต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่โปร่งใส

ประชามติผ่าน แต่ศึก ‘รัฐธรรมนูญใหม่’ เพิ่งเริ่ม: ไทยอาจวุ่นวายเรื่องรัฐธรรมนูญไปอีกพักใหญ่

ผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” สะท้อนเสียงข้างมากที่ต้องการ “เริ่มต้น” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในทางการเมือง ผล “เห็นชอบ” ไม่ได้แปลว่าประเทศจะได้รัฐธรรมนูญใหม่โดยราบรื่นทันที เพราะข้อถกเถียงหลัก ๆ ของฝ่ายไม่เห็นชอบ—ตั้งแต่เรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ ไปจนถึงความกังวลต่อสาระที่อาจถูก “ยัดไส้”—จะถูกยกขึ้นมาปะทะกับฝ่ายสนับสนุนตลอดทั้งกระบวนการ 2–3 ปีข้างหน้า (หรือยาวกว่านั้น)
หมายเหตุ: ตัวเลขผลคะแนนในบทความนี้ยึดตามผลรายงาน “อย่างไม่เป็นทางการ” ของสื่อ ณ วันที่เผยแพร่รายงานข่าว ซึ่งอาจมีการปรับได้เมื่อมีการรับรองผลอย่างเป็นทางการ

ภาพรวมผล: ‘เห็นชอบ’ ชนะ แต่ช่องว่างความคิดยังใหญ่
สื่อรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการว่า ฝ่าย ‘เห็นชอบ’ ได้ 19,885,709 คะแนน ฝ่าย ‘ไม่เห็นชอบ’ ได้ 10,503,475 คะแนน และ ‘ไม่แสดงความเห็น’ 2,879,773 คะแนน (รายงานโดย THE STANDARD ทีมงาน เมื่อ 9 ก.พ. 2569)
ไทยพีบีเอสสรุปภาพรวมว่า ‘เห็นชอบ’ อยู่ราว 60% ซึ่งเพียงพอให้ “เปิดทาง” ไปสู่ขั้นตอนถัดไปของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ทำไม ‘เห็นชอบ’ แล้วก็ยังไม่จบ
คำถามประชามติรอบแรกเป็นเพียง “ไฟเขียวให้เริ่มกระบวนการ” ไม่ใช่การตัดสินเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากนี้ยังมีโจทย์ใหญ่ 3 ชั้นที่ทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองมีแนวโน้มลากยาว:
•    ต้องออกแบบ “กติกาการเขียน” ก่อน: รัฐสภาชุดใหม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิม (เช่น มาตรา 256) เพื่อกำหนดวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และที่มาของผู้ยกร่าง
•    ต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง: (ครั้งที่ 2) รับรองกรอบ/วิธีการร่าง และ (ครั้งที่ 3) รับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนประกาศใช้
•    แต่ละขั้นคือสนามต่อรอง: โครงสร้าง ‘สภาร่างฯ/คณะกรรมการยกร่าง’ วิธีคัดเลือกตัวแทน ขอบเขตการแก้ไข และบทเฉพาะกาล ล้วนเป็นหัวข้อที่ฝ่ายไม่เห็นชอบจะขอ “ล็อก” ขณะที่ฝ่ายเห็นชอบจะขอ “เปิดพื้นที่”

ไทยพีบีเอสอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 และอธิบายชัดว่าเส้นทางสู่รัฐธรรมนูญใหม่ต้องผ่านประชามติรวม 3 ครั้ง ขณะเดียวกัน Reuters ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญประเมินกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลา ‘อย่างน้อย’ 2 ปี

ข้อถกเถียงจากฝ่ายไม่เห็นชอบ (และคำตอบที่ฝ่ายเห็นชอบต้องมี)
ด้านล่างคือ “เหตุผลของฝ่ายไม่เห็นชอบ” ที่พบทั้งจากการรณรงค์บนโลกออนไลน์ (The Active/ไทยพีบีเอส) และจากเอกสารข้อมูลประกอบการออกเสียงของ กกต. (คู่มือประชาชน) โดยจัดวางเป็นข้อถกเถียงหลัก:

1) ‘รัฐธรรมนูญ 2560 ดีอยู่แล้ว/ปราบโกง’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: กลุ่มไม่เห็นชอบจำนวนหนึ่งมองว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันผ่านประชามติปี 2559 และออกแบบมาเพื่อคุมทุจริต จึงไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งฉบับ.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบโต้ว่า แม้ผ่านประชามติ แต่การร่างเกิดขึ้นในบริบทการเมืองที่ถูกวิจารณ์เรื่องเสรีภาพการรณรงค์ และโครงสร้างบางส่วนทำให้สถาบันที่ไม่ได้ยึดโยงประชาชนมีอำนาจสูง—จึงต้องคืนกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

2) ‘แก้รายมาตราดีกว่า ไม่ต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ฝ่ายไม่เห็นชอบเสนอให้แก้เฉพาะมาตราที่มีปัญหา เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกติกาครั้งใหญ่.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบตอบว่า ‘แก้รายมาตรา’ ถูกพยายามมาหลายครั้งแต่ติดเงื่อนไขเสียงเห็นชอบในรัฐสภา และบางปัญหาเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทำให้การแก้ทีละจุดอาจไม่พอ

3) ‘สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะต้องทำประชามติหลายครั้ง’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ข้อกังวลเรื่องต้นทุนถูกพูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการกำหนดให้ทำประชามติรวม 3 ครั้ง.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบด้วยแผนลดต้นทุนและเพิ่มความคุ้มค่า เช่น วางปฏิทินให้ชัด ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การมีส่วนร่วมจริง เพื่อให้สังคมรู้สึกว่า ‘จ่ายแล้วได้กติกาที่ดีขึ้น’

4) ‘ร่างใหม่ทั้งฉบับอาจทำให้ความขัดแย้งมากกว่าแก้เพิ่มเติม’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: เอกสาร กกต. ระบุข้อเสียว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา เพราะประเด็นที่จะถกเถียงเปิดกว้างกว่า.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบจึงต้องเสนอ “กลไกจัดการความขัดแย้ง” เช่น หลักเกณฑ์การรับฟังที่โปร่งใส วงดีเบตที่เป็นธรรม และการสื่อสารสาธารณะให้เข้าใจตรงกัน เพื่อลดการปะทะจากข้อมูลผิด/ครึ่งเดียว

5) ‘ตีเช็คเปล่า/ไม่รู้เนื้อหาจะถูกยัดไส้’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: บางกลุ่มมองว่าการกา ‘เห็นชอบ’ คือการให้สิทธิฝ่ายการเมืองไปเขียนกติกาใหม่โดยยังไม่รู้สาระจริง.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: คำตอบที่จำเป็นคือ “การออกแบบกระบวนการ” เช่น กำหนดองค์ประกอบผู้ยกร่างให้หลากหลาย เปิดเผยร่างเป็นช่วง ๆ และมีกติกาควบคุมความโปร่งใส เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ตลอดทาง

6) ‘กังวลกระทบประเด็นอ่อนไหว (เช่น หมวด 1–2 หรือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง)’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: บนโลกออนไลน์มีการโยงว่า รัฐธรรมนูญใหม่อาจพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือแตะประเด็นอ่อนไหวอื่น ๆ.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบมักโต้ว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันมีข้อห้ามเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ/ระบอบ และหลายพรรคที่สนับสนุนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ก็ประกาศไม่แตะหมวด 1–2 แต่ข้อกังวลนี้จะยังถูกหยิบมาใช้ในการต่อรอง “กรอบการร่าง” แน่นอน

7) ‘ควรแก้ปัญหาปากท้องก่อน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ฝ่ายไม่เห็นชอบจำนวนหนึ่งมองว่าประเด็นเศรษฐกิจและค่าครองชีพเร่งด่วนกว่า.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบต้องอธิบายว่า ‘กติกาการเมือง’ กับ ‘นโยบายปากท้อง’ แยกกันไม่ขาด เพราะกติกากำหนดเสถียรภาพรัฐบาล ระบบตรวจสอบ และความสามารถในการผลักดันนโยบายระยะยาว

2 เดือนการกลับมาของ อภิสิทธิ์ กับ “ว่าที่ 22 สส.” และคะแนนบัญชีรายชื่อรวมที่พาประชาธิปัตย์กลับสู่เกมสภา

สองเดือนก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 คือ “สปรินต์” ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาขึ้นเวที—ไม่ใช่แค่กลับมาเป็นข่าว แต่กลับมารีเซ็ตภาพพรรคสีฟ้าให้ยืนอยู่บนคำใหญ่ 2 คำ: การเมืองสุจริต และไล่เทา
คำถามคือ…สปรินต์ 2 เดือนนี้ ได้อะไรจริงในสนามเลือกตั้ง? คำตอบเชิงตัวเลขคือ “ว่าที่ 22 สส.” แต่คำตอบเชิงการเมืองคือ “ได้สิทธิ์กลับมาอยู่ในเกม” แม้ยังไม่ใช่ตัวหลักของเกมก็ตาม

1) สองเดือนของการรีแบรนด์: ทำให้คำว่า “สุจริต” จับต้องได้
ช่วงเวลาสั้น ๆ ถูกใช้เพื่อย้ำจุดขายเดิมที่ประชาธิปัตย์ถนัด—ความเป็นสถาบันการเมืองที่พยายามยืนบนมาตรฐาน และพยายามแปลงมันให้เป็นภาษาการเมืองร่วมสมัยมากขึ้น: ต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ในเชิงการสื่อสาร มันคือความพยายามเปลี่ยนจาก “พรรคเก่า” เป็น “พรรคเก่าที่พูดเรื่องใหม่ด้วยคำใหม่” ให้คนเมืองและชนชั้นกลางกลับมาหันมาฟังอีกครั้ง

2) ว่าที่ 22 สส. + คะแนนบัญชีรายชื่อรวม: ตัวเลขที่บอกว่า ‘กลับมาแล้ว’ แต่ยังไม่ถึงขั้น ‘กลับมาเป็นแกน’
ผลสรุปเบื้องต้น (ก่อนประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ) ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีว่าที่ สส.เขต 10 คน และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน รวม 22 คน
เมื่อเติม “คะแนนบัญชีรายชื่อรวม” เข้าไป ภาพชัดขึ้นว่า พรรคยังมีฐานคะแนนระดับ “ทำงานต่อได้จริง” โดยคะแนนบัญชีรายชื่อรวมอยู่ที่ 3,662,606 คะแนน (อัปเดตผลอย่างไม่เป็นทางการจากสื่อที่สรุปผลเลือกตั้ง)

ตีความแบบไม่หลอกตัวเอง:
•    22 ที่นั่ง คือ “พอมีเสียง” แต่ยังไม่ถึงขั้น “ตัวแปรที่ใครก็ขาดไม่ได้”
•    คะแนนบัญชีรายชื่อรวมระดับ 3.66 ล้าน ช่วยยืนยันว่าพรรคยังมีฐานเสียงพอให้ยึดพื้นที่อภิปราย/กรรมาธิการ สร้างบทบาทตรวจสอบแบบมีน้ำหนัก และไม่หลุดจากวงสนทนาในจังหวะประเทศกำลังต่อรองตั้งรัฐบาลผสม

3) 22 ที่นั่งจะมีค่าแค่ไหน อยู่ที่ “บทบาท” ไม่ใช่ “จำนวน”
หลังเลือกตั้ง การเมืองไม่ได้จบที่การนับคะแนน แต่มักเริ่มต้นที่การต่อรองและความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่

‘พรรครักชาติ’ ขอบคุณทุกคะแนนบริสุทธิ์ พร้อมจี้ กกต. แก้ไข “คะแนนตกน้ำ”

[กรุงเทพฯ] 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. คณะกรรมการบริหาร และสมาชิกพรรครักชาติ ร่วมกันแถลงขอบคุณคะแนนบริสุทธิ์ จากประชาชนทั่วประเทศที่พร้อมใจกันลงคะแนนให้ โดยนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ ได้กล่าวขอบคุณ ทุกคะแนนเสียงที่มอบให้กับเบอร์ 35 พร้อมเน้นย้ำว่าพรรคนี้เกิดขึ้นจากอุดมการณ์บริสุทธิ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ปราศจากการซื้อเสียง และการครอบงำจากกลุ่มทุน ซึ่งยืนยันว่าพรรครักชาติจะยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์ “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” ต่อไปอย่างมั่นคง และฝากไปถึง กกต. กรณี “คะแนนตกน้ำ” และความโปร่งใส ซึ่งระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิด “คะแนนตกน้ำ” โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนเกิดความสับสนในการจำเบอร์ผู้สมัคร ส.ส. เขต กับเบอร์พรรค (Party List) จนทำให้เจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนผิดเพี้ยนไป
.
“พวกเราพรรครักชาติทุกคน ต้องกราบขอบพระคุณ คะแนนเสียงทุกคะแนน ที่เลือกพรรคของเราเบอร์ 35 เราเป็นพรรคใหม่ที่ไม่มีนายทุน เรามีอุดมการณ์ที่ต้องการที่จะรักษาชาติ พระมหากษัตริย์ ประชาชน และเป็นการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการซื้อเสียง พรรคของเรามาจากอุดมการณ์ ที่พ่อแม่พี่น้องเลือกเราด้วยความเต็มใจ เบอร์ 35 ไม่มี ส.ส. เขต เบอร์ 35 ดังนั้นเราจะไม่มีคะแนนเสียงที่ตกน้ำครับ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากจะฝากไปถึง กกต. อยากจะให้หาวิธีที่ทำให้การเลือกนั้นไม่มีคะแนนเสียงตกน้ำ ที่คนตั้งใจจะไปเลือก ส.ส. เขต แล้วเลือกผิดไปเลือกเบอร์พรรคเป็นเบอร์เดียวกันกับ ส.ส. เขตด้วยครับ” นายฐิติพันธุ์ กล่าว
.
ด้านนายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว กรรมการบริหารพรรค กล่าวถึงกลุ่มผู้สนับสนุน และกลุ่ม IO (Information Operation) ที่ติดตามการทำงานของพรรครักชาติ โดยขอให้ทุกคนช่วยกันสร้าง “วัฒนธรรมทางการเมืองใหม่” ที่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ และพรรครักชาติ แม้จะไม่ได้ที่นั่งในสภาฯ  แต่สมาชิกพรรค กรรมการบริหาร จะยังคงสานต่อนโยบายต่าง เพื่อทำให้ทุกคนเห็นว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นจริง ๆ ว่านโยบายของเราคืออะไร 
.
“เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นครับว่าสิ่งที่เราทำนั้น มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นจริง ๆ  ครับ ว่านโยบายของเราคืออะไร และสุดท้าย ผมอยากจะฝากไปถึง กกต. สิ่งที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้  ไม่ว่าจะทั้งเรื่องของหน่วยที่ชลบุรีเองก็ตาม ผมอยากจะฝากไปถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชนเองก็ดี สิ่งไหนที่กำลังทำอยู่ มันอาจจะเข้าข่ายเรื่องของการผิดกฎหมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้อง ทำทุกอย่างให้อยู่ในกฎ ในกรอบ เพราะไม่งั้นนะ สิ่งที่กำลังทำอยู่นี่ มันจะเป็นผลเสียต่อคนทั้งประเทศ และหมู่มากก็ได้” นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

ความชอบธรรมไม่ได้จบที่ผลโหวต แต่มาจบที่ “ความเข้าใจร่วมกัน” หลังประชามติรัฐธรรมนูญ: เมื่อความชอบธรรมต้องชนะด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลข

ผลประชามติรอบแรกว่าด้วย “ควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ออกมาค่อนข้างชัด - นับแล้ว 94% ฝ่าย “เห็นชอบ” 19,882,882 เสียง “ไม่เห็นชอบ” 10,502,889 เสียง ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน (64.50%) ตามรายงานของ Thai PBS.
แต่ถ้าตีความว่า “ชนะแล้วจบ” เราจะพลาดบทเรียนใหญ่ที่สุดของการเมืองไทย: ความชอบธรรมของกติกา ไม่ได้เกิดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว มันเกิดจาก “ความเข้าใจร่วมกัน” ว่ากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร ใครได้เสียอะไร และยอมรับกติกาเดียวกันในการเดินต่อ - แม้เมื่อเห็นต่าง

1) ผลโหวตคือ “ใบอนุญาตเริ่มต้น” ไม่ใช่ “ใบปิดเกม”
การได้เสียงข้างมากให้เดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ เป็นแค่การยืนยันว่า “ประชาชนส่วนใหญ่ให้เริ่มกระบวนการ” แต่กระบวนการนี้ยังยาว และยังมีด่านที่ต้องกลับไปถามประชาชนอีก ตามรายงานของ Reuters ว่าจะมี “อีก 2 ประชามติ” สำหรับกรอบการยกร่างและการรับรองร่างสุดท้าย และทั้งกระบวนการอาจกินเวลาอย่างน้อย 2 ปี
เมื่อเกมยังยาว “เสียงไม่เห็นชอบ” ระดับสิบล้านเสียงจึงไม่ใช่ตัวเลขที่แพ้แล้วหายไป แต่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ถ้าไม่ถูกพาให้ “เข้าใจ” และ “ยอมรับความเป็นธรรมของกระบวนการ” ก็มีพลังพอจะทำให้ทุกด่านถัดไปติดหล่มได้

2) จุดที่ทำให้ไทยยังไม่เกิด “ความเข้าใจร่วมกัน” (และจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง)
ความเข้าใจร่วมกันพัง ไม่ใช่เพราะคนไทยคิดไม่เหมือนกัน (นั่นเป็นเรื่องปกติ) แต่เพราะ “ฐานข้อมูลร่วม” และ “ภาษากลาง” ยังไม่แข็งแรงพอ โดยเฉพาะ 3 จุดนี้

(ก) คำถามเดียว - แต่ความหมายในหัวคนละเรื่อง
คำว่า “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับ “แก้ไขทั้งฉบับ” หลายคนใช้แทนกัน แต่จริง ๆ กระบวนการและนัยทางอำนาจต่างกันมาก จนมีการชี้ว่าเอกสารข้อมูลบางชุดใช้ถ้อยคำปะปน เสี่ยงทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน
ถ้าฐานความเข้าใจยังไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น ต่อให้ผ่านประชามติ ก็จะทะเลาะกันต่อว่า “สรุปตอนนั้นประชาชนอนุมัติอะไรแน่”

(ข) ประชาชนจำนวนมากยังงงว่า “ต้องทำประชามติกี่ครั้ง”
บางการสรุประบุเป็น 2 ครั้ง บางการสรุประบุเป็น 3 ครั้ง - และแต่ละแบบนำไปสู่ความคาดหวังคนละชุดทันที จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบคำถามเรื่อง “ขั้นตอน” อยู่เรื่อย ๆ
ความสับสนแบบนี้คือเชื้อเพลิงของความไม่ไว้วางใจ: คนที่ไม่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “ถูกลากเกม” ส่วนคนที่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “อีกฝั่งตั้งใจทำให้งง”

(ค) ประชาชนอยากมีส่วนร่วมมาก - แต่ข้อจำกัดเรื่อง “ใครเป็นคนร่าง” ยังเป็นปม
ประเด็นที่ทำให้เกิดอารมณ์ทางการเมืองสูงสุด คือ “ใครจะเป็นคนเขียนกติกาใหม่” เพราะถ้าคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมจริง ความชอบธรรมจะตกตั้งแต่ยังไม่เริ่มร่าง
นี่โยงตรงกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ และการออกแบบกลไกในรัฐสภาว่าสุดท้ายสังคมจะยอมรับร่วมกันได้แค่ไหน

3) “การสื่อสาร” คือสนามรบของความชอบธรรม - ไม่ใช่งานประชาสัมพันธ์
ถ้าความชอบธรรมต้องมาจบที่ความเข้าใจร่วมกัน แปลว่า “การสื่อสาร” ต้องเปลี่ยนสถานะจากงานประกาศผล ไปเป็น “โครงสร้างของความไว้ใจ” โดยมีบทบาทของ 3 ฝ่ายชัด ๆ

3.1 รัฐ: สื่อสารเพื่อทำให้ ‘กติกา’ ถูกเข้าใจแบบเดียวกัน
สิ่งที่รัฐควรทำไม่ใช่แค่บอกว่า “ขั้นตอนเป็นอย่างไร” แต่ต้องทำให้ประชาชน “ตรวจสอบได้” และ “เข้าใจได้” เช่น ใช้ถ้อยคำให้คงเส้นคงวา แยกให้ชัดว่า “ทำฉบับใหม่” ต่างจาก “แก้ทั้งฉบับ” ตรงไหน ทำไทม์ไลน์แบบภาษาคน พร้อมคำถาม-คำตอบ และเปิดข้อมูลผลคะแนน/บัตรเสีย/ผู้มาใช้สิทธิแบบอ่านง่าย

3.2 สื่อ: แยก “ข้อเท็จจริง - ความเห็น - การคาดการณ์” ให้ชัด
สื่อไม่ควรทำให้ประชามติกลายเป็นสงครามเชียร์ เพราะถ้าคนดูรู้สึกว่าถูก “ชี้นำ” เขาจะไม่เชื่อข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในรอบถัดไป จึงควรรายงานให้ชัดว่าอะไร “ยืนยันแล้ว” อะไรคือ “กติกาที่คาดว่าจะเกิด” และอะไรเป็น “ความเห็นเชิงบรรณาธิการ”

3.3 ภาคประชาชน: สร้างพื้นที่คุยแบบไม่ทำให้อีกฝั่งเป็นศัตรู
ถ้าเรายังใช้ภาษาว่า “ฝ่ายฉันคือประชาธิปไตย ฝ่ายเธอคือศัตรู” สุดท้ายรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกมองเป็น “อาวุธของฝ่ายชนะ” ไม่ใช่ “บ้านร่วมกัน” งานของภาคประชาชนคือทำให้คนที่ไม่เห็นด้วย “ยังอยู่ในวงสนทนา” ไม่ถูกผลักออกไปเป็นก้อนต่อต้านถาวร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top