Friday, 5 June 2026
Politics

ทุนเงียบถึงปริญญาตรี: เรื่องดี “แบบคนไม่ค่อยรู้” ของ ‘ธรรมนัส’  ที่สะท้อนว่า “ทำมากกว่าพูด”

การเมืองไทยเต็มไปด้วยคำพูดสวยหรู แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือ “โอกาส” ที่ไปถึงมือ และ “ความต่อเนื่อง” ที่พาชีวิตคนหนึ่งก้าวข้ามความจน ความเหลื่อมล้ำ และข้อจำกัดของบ้านเกิดได้ เพราะความดีบางอย่างไม่ดัง ไม่ไวรัล และไม่ถูกเล่าบนเวทีใหญ่—แต่มันเปลี่ยนอนาคตของคนได้ทั้งชีวิต

“ทุนเงียบ” คืออะไร และทำไมมันสำคัญกว่าทุนแบบแจกครั้งเดียว
ในข่าวการช่วยเหลือ เรามักเห็นภาพ “มอบของ–มอบเงิน–ถ่ายรูป–จบงาน” แต่ทุนการศึกษาที่มีพลังจริง ไม่ใช่ทุนที่ให้แล้วหายไป หากเป็นทุนที่ “เดินไปกับเด็กคนหนึ่ง” ยาวพอให้เขาเรียนต่อ ทำงาน และยืนได้ด้วยตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่ “ทุนอุปการะรายบุคคล” ถูกเรียกว่าเป็นทุนเงียบ: มันไม่ค่อยดัง เพราะมันต้องทำยาว ต้องรับผิดชอบต่อเนื่อง และต้องเชื่อว่าเด็กคนหนึ่งมีค่าพอให้ลงทุน

เคสที่คนไม่ค่อยรู้: อุปการะทุนการศึกษายาวถึงระดับปริญญาตรี
มีโพสต์รายงานจากสื่อท้องถิ่นในพื้นที่พะเยา ระบุว่า มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่าได้ร่วมทำบุญ พร้อม “รับอุปการะทุนการศึกษา” ให้เด็กคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง “จนจบปริญญาตรี” ซึ่งเป็นรูปแบบช่วยเหลือที่ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการยกระดับโอกาสทั้งเส้นทางชีวิต

ทำมากกว่าพูด: ความต่างอยู่ที่ “ระยะเวลา” และ “ความต่อเนื่อง”
ถ้าให้แยกความต่างแบบตรงไปตรงมา “ทุนเงียบ” มี 3 จุดแข็งที่คนทั่วไปมักมองข้าม:
•    ช่วย “ยาวพอ” ให้เด็กไปถึงเส้นชัยสำคัญ (เช่น เรียนจบ) ไม่ใช่แค่ผ่านเดือนนี้ไปได้
•    ช่วย “ตรงจุด” ของการศึกษา: ค่าเทอม ค่าเดินทาง อุปกรณ์เรียน และค่าใช้จ่ายแฝงที่ทำให้เด็กจำนวนมากหลุดจากระบบ
•    ช่วย “ด้วยความรับผิดชอบ”: เพราะการอุปการะคือการบอกเด็กว่า “มีคนเชื่อในตัวคุณ” ซึ่งสำคัญไม่แพ้เงิน

เลือกตั้ง’69 EP#8 แพ้แล้วพาล (Sore loser)

อาการ “แพ้แล้วพาล (Sore loser)” ของสาวกพรรคส้มคือ บทสรุปจากผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏชัดเจนแล้วว่า สาวกพรรคส้มออกมาแสดงตัวคัดค้านผลการเลือกตั้งมากมายหลายวิธี พยายามปลุกระดมมวลชน กระทั้งชักจูงให้องค์การนิสิต-นักศึกษาหลายสถาบันออกมาเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ทำให้สังคมไทยได้รู้ได้เห็นว่า หากพรรคส้มแพ้การเลือกตั้งนั้นไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มชนะไม่ปรากฏว่า พรรคการเมืองไหนออกมามาประท้วงการนับคะแนนหรือผลการเลือกตั้งเลย และองค์การนิสิต-นักศึกษาทั้งหลายต้องออกมาเฝ้าสังเกตุการเลือกตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่เพียงแค่รับข้อมูลแล้วออกมาประท้วง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจการเมือง ขาดเหตุและผล และถูกมองว่า องค์กรเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือของพรรคส้มไป

สำหรับ QR Code บนบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงเครื่องมือคุมเอกสาร ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้สำหรับสืบสาวตามตัวบุคคลที่ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด จากกระแสในโซเชียลที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจถูกนำไปใช้ในการระบุตัวตนของผู้ลงคะแนน ขัดหลัก “บัตรลับ” ตามกฎหมายไทย แต่คุณปฐม อินโรดม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและสื่อสารมวลชนแถวหน้าของไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี อดีตผู้บริหารสื่อไอทีรายใหญ่ที่สุด (ARIP) และอดีตกรรมการผู้จัดการ บมจ. เออาร์ไอพี ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญเป็นที่ปรึกษาธุรกิจดิจิทัล, กรรมการ Creative Digital Economy สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมบล็อกเชนไทย และกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้อธิบายว่า ความกังวลว่าระบบจะ “รู้หมดว่าใครเลือกใคร” มักเกิดจากความไม่ไว้วางใจทางการเมือง มากกว่าข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค พร้อมย้ำว่าประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจระบบจริง

QR Code ทำหน้าที่อะไรในกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหลักแล้ว QR Code บนบัตรเลือกตั้งใช้เพื่อ
-    ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันบัตรปลอม
-    แยกประเภทเขต/หน่วยเลือกตั้ง
-    ช่วยบริหารการนับคะแนนหรือ audit เอกสาร
-    ตรวจสอบเส้นทางเอกสาร (document tracking)
จึงทำหน้าที่เพียงเป็น “ตัวระบุเอกสาร” ไม่ใช่ “ตัวระบุบุคคล” แต่อย่างใด ถ้าหากจะตามว่าใครเลือกใคร ต้องทำอย่างไร? ในทางทฤษฎี การสาวกลับไปหาผู้ลงคะแนนต้องมีเงื่อนไขซ้อนกันหลายชั้น เช่น
1.    มีฐานข้อมูลว่าบัตรหมายเลขใดแจกให้ใคร
2.    มีการบันทึกหมายเลขก่อนหย่อนบัตร
3.    มีการเก็บลำดับเวลาการหย่อนเทียบกับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ
4.    ต้องเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดแบบเรียลไทม์

ซึ่งในทางปฏิบัติของการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่มีระบบในลักษณะดังกล่าวรองรับอยู่แต่อย่างใด และการจะทำย้อนหลัง ต้อง “รื้อบัตรทั้งหมด” นำมาเทียบ QR Code กับข้อมูลการแจกบัตรตามลำดับผู้ใช้สิทธิทีละใบ ซึ่งทำได้ในทางทฤษฎี แต่มีความซับซ้อนและยุ่งยากมากมาก ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และแทบเป็นไปไม่ได้ในการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะเมื่อบัตรที่ลงคะแนนได้ถูกผสมรวมกันในหีบคะแนนแล้ว เข้าใจง่าย ๆ คือ QR Code อย่างเดียว จะไม่สามารถบอกได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร หากไม่มีฐานข้อมูลจับคู่กับตัวบุคคลตั้งแต่ต้น

‘อภิสิทธิ์’ ไม่ปิดประตูร่วมรัฐบาล. พร้อมรับสาย ภท. ประเมิน กล้าธรรม ตัวแปรสำคัญคานเสียง พท.

(20 ก.พ. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เกี่ยวกับประเด็นความชัดเจนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาว่า ตนไม่ประกาศเช่นนั้น เพราะโดยระบบของพรรคเป็นอำนาจกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค และ ส.ส. ทั้งนี้ได้คุยเบื้องต้นว่าจะอยู่เฉย ๆ ไม่รอรับสายโทรศัพท์ แต่หากโทรศัพท์มาพร้อมรับ ไม่ปิดเครื่อง ทั้งนี้พรรคไม่มีมอบตัวก่อนเด็ดขาด หากได้เข้าไปคุยแสดงว่าเขามาตาม และการไปฟัง ไม่ใช่ฟังเฉย ๆ เพราะต้องรักษาคำพูดกับประชาชนต่อเงื่อนไขร่วมรัฐบาลที่ต้องไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำ และไม่มีการสร้างความแตกแยก

เมื่อถามถึงกรณีผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย เรียกว่าครอบงำหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรที่ไปถึงประเด็นนั้น แต่ต้องพูดให้ชัดว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องไม่ถูกแทรกแซง ไม่ครอบงำ ทั้งนี้ตนไม่สามารถพูดล่วงหน้าได้ แต่เรื่องทุนเทามีข้อมูลอยู่ ขณะเดียวกันหากจะไปร่วมต้องตอบโจทย์ว่า นโยบายเรื่องใดที่มั่นใจได้ว่าทำสำเร็จ

“ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะพรรคการเมืองต้องพร้อมทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคขนาดเล็ก ที่มีจุดยืน ส่วนที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าเป็นฝ่ายค้าน เพราะดูหักหาญกันไปหน่อย เนื่องจากไม่มีปัญหากันขนาดนั้น” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่ามองการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยถือว่าได้เสียงข้างมากที่ทำให้ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ขณะนี้แม้ว่าจะไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ก็สามารถมีเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้กว่า 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 210 เสียง ซึ่งจำนวนเสียงต่างกันมาก ดังนั้นหากวิเคราะห์ว่าจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมมีเหตุผลอะไร ซึ่งตนมองว่าเพื่อป้องกันพรรคเพื่อไทยตีรวน หรือถอนตัว ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากเสียงที่พรรคกล้าธรรมมี 58 เสียงจะมีน้ำหนักมากกว่า หากเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 22 เสียง

“พรรคเพื่อไทยมี 74 เสียง หากดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียงเข้าไป ยังลำบาก แต่หากเป็นพรรคกล้าธรรม 58 เสียง สามารถหักลบกับเพื่อไทยได้เกินครึ่ง หากมีปัญหาจริงพรรคภูมิใจไทยไม่สะเทือน และผมมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องรีบเพราะไม่มีพรรคใดจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ขณะเดียวกันแม้จะอยู่นิ่งๆ ยังมีอำนาจต่อรองสูงสุด” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้แกนนำพรรคกล้าธรรมโต้พรรคประชาธิปัตย์หลังประกาศไม่จับมือ และตอบกลับให้คอยดูเถอะ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ไม่เป็นปัญหาอะไร ผมก็ตอบว่าให้คอยดูเถอะเช่นกัน เพราะพรรคที่ได้ ส.ส. 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ”

เมื่อถามถึงการแสดงจุดยืนตอนเลือกตั้งว่าจะเป็นพรรคที่มากำหนดเกม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ไม่สามารถทำได้ ด้วยเสียง ส.ส.ที่มี 22 คน แต่เมื่อประชาชนให้มาเท่านี้ ก็พร้อมจะทำหน้าที่ต่อ ทั้งการตรวจสอบทุนเทา ต่อต้านนโยบายที่สร้างความแตกแยก และงานแรกที่จะทำคือ การยื่นตรวจสอบรัฐมนตรีที่มีปัญหาจริยธรรม โดยกรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำลาย หรือกลั่นแกล้งคนอื่น หรือฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญให้กลไกตรวจสอบเมื่อพบว่าผิดจริง ก็ต้องถูกยื่นตรวจสอบ

“ถ้าสมมุติว่าจะมาชวนร่วมรัฐบาล และมีคนที่จะถูกยื่นตรวจสอบจริยธรรมอยู่ด้วย ผมก็ไม่ร่วม พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพลังทางการเมืองที่จะตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมือง” นายอภิสิทธิ์กล่าว
 

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล!! สัญญาณอันตราย ‘Trump Tax’ ภาค 2 เตรียมรับมือ ก่อนจะสาย!!

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ทั่วโลก เหตุใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นฝันร้ายครั้งใหม่ของเศรษฐกิจไทย

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ในขณะที่เรายังคงจัดการปัญหาเรื่องการเมืองไม่แล้วเสร็จ ภายในประเทศ เรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไร? ภายนอกประเทศก็อย่าเพิ่งดีใจ แม้ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีการสั่งระงับมาตรการบางส่วนภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act 1962 (มาตรา 232) ไปบ้าง แต่นั่นเป็นเพียง "ความสงบก่อนพายุ" เพราะอาวุธหนักที่แท้จริงของ โดนัลด์ ทรัมป์ คือ Trade Act 1974 ที่มีอำนาจทำลายล้างสูงกว่า

"สิ่งที่มีโอกาสจะตามมาอีกก็คือ ทรัมป์จะไปใช้กฎหมายการค้า หรือว่า Trade Act 1974 ซึ่งมี 2 มาตรา 2 ข้อบทกฎหมายภายใต้กฎหมายฉบับนี้ที่อาจจะเป็นภัยต่อเรา มาตรา 122 ให้มีมาตรการชั่วคราวทางการค้าได้ และมาตรา 301 ที่เคยถูกเรียกว่า Super 301 แล้วยังไม่หายไปไหน" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ เผยด้วยว่า ทรัมป์ จะสามารถกำหนดเลย ประเทศไหนถูกจับตามองเป็นพิเศษ Watch List, Priority Watch List แล้วก็มีมาตรการทางภาษี จากทั้งสองมาตรานี้ ภายใต้ Trade Act 1974 หรือกฎหมายการค้า เพิ่มเข้ามาอีกได้

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลที่กำลังจะก่อตัวใหม่ยังคง "ง่วน" อยู่กับการจัดองคาพยพภายใน จึงอยากฝากคำถามแรง ๆ ถึงผู้มีอำนาจว่า ได้เริ่มวางแผนรับมือเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วหรือยัง? โดยเฉพาะการจับเข่าคุยกับภาคธุรกิจไทยที่ต้องรับแรงปะทะโดยตรง "ถ้าท่านไม่วางแผนให้ดีพอ ปัญหาที่ตามมามันจะใหญ่หลวง" ถือเป็นคำเตือนท่ามกลางปัญหาชายแดนที่ยังคุกรุ่น และโครงสร้างรัฐบาลที่ยังไม่นิ่ง หากเจอหมัดฮุคจากสหรัฐฯ ซ้ำเติม เศรษฐกิจไทยที่มีรอยร้าวอยู่แล้วอาจจะพลิกผันจนเกินเยียวยา

ผู้ว่าฯ กทม. ที่น่าจดจำ!! ย้อนรอยสปิริต 'อภิรักษ์ โกษะโยธิน' "ลาออก" พิสูจน์ว่าความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องรอศาลตัดสิน บรรทัดฐานนักการเมือง ที่ประเทศไทยควรเป็น

ผู้ว่าฯ กทม. ใกล้ครบวาระ: ทำไม “อภิรักษ์” ยังเป็นผู้ว่าฯ ที่น่าจดจำ

เมื่อผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครคนปัจจุบันกำลังเดินเข้าใกล้ช่วง “ปลายวาระ” คำถามของคนกรุงจึงไม่ได้มีแค่ “ทำงานได้กี่โครงการ” แต่รวมถึง “ยืนอยู่บนมาตรฐานความรับผิดชอบแบบไหน” ด้วย เพราะตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เป็นทั้งผู้บริหารเมืองหลวงและเป็นหน้าต่างสะท้อนมาตรฐานการเมืองท้องถิ่นของประเทศไทย
ถ้าจะมีอดีตผู้ว่าฯ คนหนึ่งที่น่าจดจำในมุมนี้ ชื่อของ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” มักถูกหยิบมาพูดถึงเสมอ ทั้งจากแนวทางบริหารเมืองในยุคของเขา และ “ปรากฏการณ์การลาออก” ท่ามกลางข้อกล่าวหาคดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ซึ่งเป็นภาพที่การเมืองไทยแทบไม่ค่อยเห็น

1) ผลงาน/แนวทางบริหารเมืองสมัยผู้ว่าฯ อภิรักษ์
ภาพจำของยุคนั้นคือความพยายามทำให้ กทม. คิดและทำงานแบบ “องค์กรบริการ” มากขึ้น โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น:
• ยกระดับการรับเรื่องร้องเรียนและการติดตามงานให้เป็นระบบมากขึ้น ผ่านช่องทางร้องทุกข์ของ กทม. (เช่น สายด่วน 1555) เพื่อให้การแก้ปัญหาหน้างานเร็วและตรวจสอบได้
• ขับเคลื่อนแคมเปญ/โครงการด้านความเป็นระเบียบและสิ่งแวดล้อมเมือง เช่น “10 สวนสวย 10 คลองใส 10 ถนนสะอาด” เพื่อสร้างเมืองน่าอยู่
• ให้ความสำคัญกับแนวคิดข้อมูลเมือง/การจัดการจราจรและบริการสาธารณะเชิงระบบ โดยพยายามพัฒนากรอบการทำงานที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น

2) “ปรากฏการณ์ลาออก” ที่กลายเป็นหมุดหมายการเมืองท้องถิ่น
จุดที่ทำให้ชื่อของอภิรักษ์ถูกพูดถึงหนักกว่า “ผลงาน” คือการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ภายหลังถูกชี้มูล/ถูกกล่าวหาในคดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง (ช่วงปลายปี 2551) การลาออก “ก่อน” ที่คดีจะสิ้นสุดในชั้นศาล ทำให้หลายคนมองว่านี่คือการแสดง “ความรับผิดชอบทางการเมือง” หรืออย่างน้อยที่สุดคือการไม่ใช้ตำแหน่งเป็นเกราะกำบังกระบวนการตรวจสอบ
3) ผลคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ในคดีรถ–เรือดับเพลิง: ศาลชี้อย่างไร
ต่อมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2556 ในคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. โดยสื่อรายงานผลโดยสรุปว่า:
• ศาลพิพากษาจำคุก นายประชา มาลีนนท์ 12 ปี และ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ 10 ปี (ไม่รอลงอาญา)
• ศาลยกฟ้องจำเลยบางราย รวมถึง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน”

ประเด็นสำคัญที่ควรสื่อสารให้ชัด คือ “การลาออก” ในวันนั้นไม่ใช่ข้อสรุปว่า “ผิด” หรือ “ไม่ผิด” ในทางอาญา แต่เป็นเรื่องของ “ความรับผิดชอบทางการเมือง” ที่เกิดขึ้นก่อนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะถึงที่สุด
4) ภาคต่อในศาลปกครอง: คำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายถูกเพิกถอน
นอกเหนือจากคดีอาญา ยังมีมิติ “ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่” ในทางปกครอง/แพ่ง ซึ่งมีรายงานข่าวในเวลาต่อมาว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยอธิบายหลักการเกี่ยวกับระดับความประมาทและบริบทการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลานั้น
บทเรียนที่คนกรุงเทพฯ และคนไทยควรถาม “ก่อนครบวาระ”
1. แยกให้ออกระหว่าง “ความรับผิดชอบทางการเมือง” กับ “ความผิดทางกฎหมาย” — คนหนึ่งอาจถอยจากตำแหน่งเพื่อรักษามาตรฐานสาธารณะ แต่ศาลอาจตัดสินว่าไม่ผิดก็ได้
2. กระบวนการตรวจสอบต้องเดินได้จริง ไม่ควรถูกบดบังด้วยอำนาจของตำแหน่ง
3. มาตรฐานควรถูกออกแบบให้เป็นระบบ ไม่ใช่ต้องฝากไว้กับ “ความกล้าส่วนบุคคล” ของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง

แหล่งอ้างอิง (สำหรับกองบรรณาธิการ/ตรวจทาน)
• ข่าวการลาออกและบริบทการชี้มูลคดี (สำนักข่าว/ฐานข่าวธุรกิจ): RYT9 (เผยแพร่ปี 2551)
• รายงานคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีรถ–เรือดับเพลิง (สื่อสาธารณะ): Thai PBS (เผยแพร่ 10 ก.ย. 2556)
• รายงานสรุป/วิเคราะห์คำพิพากษาและเหตุผลศาล (สื่อสืบสวน): สำนักข่าวอิศรา
• ข่าวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับคำสั่งชดใช้ (หน่วยงาน/สื่อรายงานคำพิพากษา): เว็บไซต์ศาลปกครอง/สื่อกระแสหลัก

เดือดกลางเจนีวา!! ‘สีหศักดิ์‘ ตอกหน้ากัมพูชากลางเวที UNHRC ซัดบิดเบือนปมชายแดน-ยั่วยุซ้ำซาก ลั่น ไม่เคยคิดรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยตนเอง - จี้เขมรหยุดยั่วยุ

(25 ก.พ. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในที่ประชุมระดับสูงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 61 ณ นครเจนีวา เน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือพหุภาคีเพื่อแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน รวมถึงปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นวิกฤตระดับโลกและส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง

รัฐมนตรีต่างประเทศตอบโต้กรณีข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่า "กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย" พร้อมชี้แจงว่า ต้นเหตุเกิดจากการละเมิดและยั่วยุซ้ำซ้อน รวมถึงการแทรกแซงการเมืองภายในของกัมพูชา ทำให้เกิดความตึงเครียดและโศกนาฏกรรมพลเรือนเสียชีวิต

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยมีเจตนาดีต่อกัมพูชา สนับสนุนผู้หลบหนีความขัดแย้งและช่วยฟื้นฟูหลังสงครามกลางเมือง จึงไม่ต้องการเผชิญหน้า แต่กัมพูชากลับนำปัญหาไปขยายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ทั้งยังยืนยันสิทธิในการปกป้องอธิปไตยและเรียกร้องให้กัมพูชาเลือกเส้นทางสันติภาพหรือความขัดแย้งต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ที่ยังมีปัญหาข้อพิพาทชายแดนและความขัดแย้งทางการเมือง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง ทว่าความร่วมมือและการเจรจายังคงเป็นทางออกสำคัญเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

'ดร.เจษฎ์' เตือนรัฐบาล!! โฟกัสชายแดนไทย-กัมพูชา ยกเลิก MOU 43-44 จัดระเบียบด่วน เตือนอย่ามองข้ามปัญหาพรมแดน เน้นพึ่งพาตัวเองปกป้องชาติ

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล มองสงครามอาหรับ อย่าลืม โฟกัส ชายแดนไทย-กัมพูชา ยกเลิก MOU 43-44 จัดระเบียบด่วน

4 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เปิดเผย ระหว่างลงพื้นที่ ช่องอานม้า ซึ่ง เป็นช่องทางธรรมชาติบนเทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย–กัมพูชา ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เกี่ยวกับความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมประเมินสถานการณ์ ความเชื่อมโยงถึงปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนของไทย รวมถึงแนะรัฐบาลให้ทบทวนข้อตกลงทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาเขตแดนอย่างเด็ดขาด

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง สิ่งสำคัญ อันดับแรก คือรัฐบาลต้องแสดงบทบาทผู้นำในการดูแลและอพยพคนไทยในพื้นที่เสี่ยงภัยกลับประเทศอย่างเร่งด่วนที่สุด "พรรครักชาติ" มีจุดยืนสอดคล้องกับหลายพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้ประเทศไทยวางตัวเป็นกลางบนเวทีโลก ไม่ฝักใฝ่การใช้กำลังหรือการก่อความรุนแรงใด ๆ

"รัฐบาล จะต้องดูแลพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ ให้ได้รับความปลอดภัย ถ้าจะต้องพาพวกเขากลับมา ก็พาพวกเขากลับมาโดยด่วน ส่วนการจัดวางสถานะของประเทศไทยเราบนเวทีโลก ในเหตุการณ์นี้ แน่นอนครับ หลาย ๆ พรรคการเมือง หลาย ๆ คนก็ได้พูดแล้วว่า ไม่ฝักใฝ่การสู้รบ ไม่ก่อความรุนแรง ผมคิดว่าพรรครักชาติเราก็เห็นด้วย" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กล่าวถึงปัญหาความมั่นคง "หน้าด่าน" ของประเทศ โดยระบุว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีความเปราะบาง และยังไม่สงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง ซึ่งในสภาวะการณ์เช่นนี้ การเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับกองทัพถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเตรียมรับมือกับความสุ่มเสี่ยงและป้องกันการถูกรุกรานอธิปไตย

"ณ หน้าด่านของเราเองนี่ครับ ข้างหลังที่เป็นประเทศกัมพูชา สถานการณ์ระหว่างเรากับกัมพูก็ยังไม่ได้เงียบสงบลง เราต้องหันกลับมาดูตัวเราเองด้วยครับ ในภาวะการณ์นี้ การสร้างศักยภาพ สร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพ มีความจำเป็นมาก เราไม่รู้จะถูกรุกรานเมื่อไหร่ การมีกำลังที่พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดเตรียมเพื่อที่จะทำให้ปัญหามันลุล่วงแล้วเสร็จไป" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังฝากถึงนายกรัฐมนตรี คือการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนและเขตแดน โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของ MOU 44 ไว้ อยากจะฝากเรื่องของ MOU 43 ด้วย หากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก การจัดการสถานการณ์ชายแดนและการจัดวางพื้นที่ระหว่างไทยกับกัมพูชา จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การยุติปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถถอยกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมและเป็นของตนเองอย่างชัดเจน

"ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้พูดเรื่องของ MOU 44 ไว้ อยากจะฝากเรื่องของ MOU 43 ด้วยนะครับ ถ้าท่านเลิกไป การจัดการสถานการณ์ของชายแดน จะทำได้ดีขึ้น และการจัดวางพื้นที่ระหว่างเรากับกัมพูชาก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และท้ายที่สุดเราจะจบปัญหาได้ ต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ของตัวเองและพื้นที่ที่เหมาะสม" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

และในช่วงท้าย รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ย้ำเตือนสติสังคมไทยว่า ในขณะที่วิกฤตตะวันออกกลาง อาจมีนานาชาติเข้าไปเกี่ยวข้องและช่วยเหลือ แต่สำหรับกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ประเทศไทยต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนคนไทยร่วมมือร่วมใจกัน เพราะหากขาดความสามัคคี ประเทศชาติก็ยากที่จะก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ความท้าทายนี้ไปได้

"เราต้องมาดูแล้วล่ะครับ ในภาวการณ์นี้ตะวันออกกลาง ท่านก็ต้องดูแล ท่านก็ต้องช่วยเหลือเขา แต่ของไทยกับกัมพูชานี่ล่ะครับไม่มีใครมาช่วยเหลือท่านหรอก ท่านต้องทำเองนะครับ ช่วยกันครับ แล้วก็ฝากพี่น้องชาวไทยทุกคนด้วยนะครับว่า สถานการณ์นี้ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน เราลุข้ามผ่านไปได้ยาก" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก กล่าวทิ้งท้าย

รัฐทุ่มงบหมื่นล้าน!! ผลประชามติชัดเดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ โลกลุกเป็นไฟ ทิศทางชาติกำลังถูกท้าทาย สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจไทยทันที คนไทยต้องตั้งคำถามการเมืองยามวิกฤตเศรษฐกิจ

ผลประชามติครั้งล่าสุดชัดเจนว่า คนไทยจำนวนมาก “เห็นชอบ” ให้เดินหน้าไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลอย่างเป็นทางการว่า มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก และในจำนวนนี้ ผู้ลงคะแนน “เห็นชอบ” ก็มีมากกว่า “ไม่เห็นชอบ” อย่างชัดเจน

แต่คำถามที่คนไทยต้องกล้าถามตัวเอง ไม่ใช่แค่ว่า “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” หากคือ “ประเทศไทยกำลังจัดลำดับความสำคัญถูกหรือยัง” เพราะแม้การผลักดันกระบวนการนี้จะถูกอธิบายว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ แต่ตัวเลขงบประมาณระดับเกือบหมื่นล้านถึงหมื่นล้านบาท ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยสำหรับประเทศที่ประชาชนจำนวนมากยังแบกรับค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนหนัก และเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

ไม่มีใครบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญไม่สำคัญ แต่ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญสงครามจริง ๆ คำถามเรื่อง “ความเร่งด่วน” สำคัญไม่แพ้คำถามเรื่อง “ความถูกต้อง” เพราะขณะที่การเมืองไทยกำลังจะทุ่มเวลา งบประมาณ และพลังสังคมไปกับกระบวนการยาวหลายด่าน ตะวันออกกลางกลับกำลังลุกลามเป็นวิกฤตที่กระทบถึงปากท้องคนไทยโดยตรง

กระทรวงการต่างประเทศของไทยสรุปว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จากการโจมตีตอบโต้กันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ โดยมีคนไทยในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องติดตามและเตรียมการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด นี่จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่ข่าวต่างประเทศที่ดูจบแล้วเลื่อนผ่าน แต่มันคือเรื่องความปลอดภัยของคนไทยจริง ๆ

ในทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงยิ่งชัดกว่าเดิมอีก เพราะช่องแคบฮอร์มุซที่อยู่กลางสมรภูมิ คือจุดผ่านสำคัญของพลังงานโลก เมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสะดุด ประเทศในเอเชียซึ่งพึ่งพาพลังงานนำเข้าจำนวนมากย่อมได้รับผลกระทบก่อนใคร และไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ภาพของเรือที่ถูกโจมตี การขนส่งที่ติดขัด และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และแรงกดดันเงินเฟ้อ สามารถวิ่งมาถึงกระเป๋าคนไทยได้เร็วกว่าที่การเมืองในสภาจะยกร่างอะไรเสร็จเสียอีก

รัฐบาลไทยเองก็ยอมรับแล้วว่า วิกฤตตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในระยะสั้น แม้ประเทศไทยจะยังมีน้ำมันสำรอง และแม้การส่งออกไปตะวันออกกลางจะไม่ได้มีสัดส่วนสูงมากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านค่าขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นได้จริง นี่คือสัญญาณว่าประเทศต้องเอาสมาธิไปอยู่กับ “การรับมือความผันผวนของโลก” มากพอ ๆ กับ “การออกแบบกติกาการเมือง”

เพราะฉะนั้น บทเรียนที่ควรเตือนสติคนไทยจึงไม่ใช่การบอกว่า “ห้ามแก้รัฐธรรมนูญ” และก็ไม่ใช่การบอกว่า “เรื่องสงครามไม่เกี่ยวกับเรา” แต่คือการย้ำว่า รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้ค่าน้ำมันถูกลงทันที ไม่ได้ทำให้ค่าครองชีพเบาลงในวันพรุ่งนี้ และไม่ได้ช่วยแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงกลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วยตัวมันเอง ขณะที่โลกจริงกำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องคิดเรื่องพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคง และความสามารถในการเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

คนไทยจึงต้องมีสติแยกให้ออกระหว่าง “โจทย์ระยะยาว” กับ “วิกฤตเฉพาะหน้า” รัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องสำคัญในระดับโครงสร้าง แต่สงครามและแรงกระแทกทางเศรษฐกิจคือเรื่องที่เข้ามาเคาะประตูบ้านเราแล้ว หากประเทศยังมัวเมากับเกมการเมืองจนลืมเตรียมตัวรับแรงสะเทือนจากโลกภายนอก วันหนึ่งเราอาจได้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องแลกด้วยค่าน้ำมันแพง เศรษฐกิจอ่อนแรง และประชาชนที่เหนื่อยกว่าเดิม

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องถามนักการเมืองทุกฝ่ายตรง ๆ ว่า ในวันที่โลกกำลังลุกเป็นไฟ คุณกำลังพาประเทศไปแก้ปัญหาจริง หรือแค่พาเราไปหมุนอยู่ในวังวนเดิม ๆ ที่ใช้งบมหาศาล แต่ไม่เคยแตะหัวใจของความทุกข์ประชาชนเลย

เดือดกลางอาเซียน!! “พรรครักชาติ” จี้ “ฟิลิปปินส์” ปม VTR อาเซียนเปิดทางเขมรเคลมวัฒนธรรมไทย หวั่นบิดเบือนวัฒนธรรม สร้างข้อเข้าใจผิดทั่วโลก เรียกร้องกระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการเชิงรุก

“พรรครักชาติ” ซัดฟิลิปปินส์ประธานอาเซียน ต้องตอบ ปล่อยให้เขมร เคลมชุดไทยใส่โปรโมต ใน VTR อาเซียนได้อย่างไร?

10 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. จากกรณีฟิลิปปินส์ประธานอาเซียนเผยแพร่ VTR โปรโมทการท่องเที่ยวอาเซียนล่าสุด ซึ่งนักแสดงตัวแทนกัมพูชาและไทย ใส่ชุดห่มสไบ ลักษณะเหมือนกันจนแยกไม่ออก

ล่าสุด นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าว ระบุว่า จากการที่กัมพูชาเผยแพร่วิดีโอโปรโมทในนามของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งออกสู่สายตาประชาคมโลก ในลักษณะจงใจให้นักแสดงสวมใส่ชุดที่มีความคล้ายคลึงกับ "ชุดไทย" อย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยการห่มสไบ ซึ่งถือเป็นการส่งสาร สร้างความเข้าใจผิดในระดับสากลว่า เครื่องแต่งกายดังกล่าวมีจุดกำเนิดมาจากประเทศกัมพูชา

"กัมพูชา เคลมวัฒนธรรมไทยสำเร็จไปอีกหนึ่งขั้นแล้วนะครับ เพราะว่าตอนนี้ วิดีโอโปรโมทอาเซียน ที่มีการเผยแพร่ไปทั่วทั้งโลกนะครับ ชาวกัมพูชาเขาใส่ชุดที่มีลักษณะคล้ายชุดไทยมาก ๆ นะครับ โดยมีดีเทลก็คือเขาจะมีสไบ เหมือนคนไทยเลย" นายภูมิ กล่าว

ทั้งนี้ รองโฆษกพรรครักชาติ ยังกล่าวด้วยว่า แม้พลังโซเชียลของคนไทยจะแห่เข้าไปคอมเมนต์ถล่มทลายเพื่อปกป้องสิทธิ์และให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ จนนำไปสู่การลบคลิป หรืออาจเป็นแค่การบล็อก IP คนไทย ซึ่งนี้คือ "เจตนาอันชัดเจน" ของประเทศเพื่อนบ้านที่ฉลาดในการใช้สื่อสมัยใหม่ (Modern Media) เพื่อล้างสมองชาวโลก และเคลมว่าตนคือเจ้าของออริจินัล

รองโฆษกพรรครักชาติ ยังเปรียบเทียบ ให้เห็นภาพชัดเจนด้วย ว่า "กอดทะเบียนสมรสไว้ทำไม ถ้าเมียมีชู้ก็ต้องตามไปตบ!"

"การจดทะเบียนกับยูเนสโกก็เป็นเรื่องนึงนะครับ มันเหมือนกับอะไร รู้ไหมครับ มันเหมือนกับการที่สมมติว่าเรามีภรรยา แล้วภรรยาเรามันไปมีชู้ใช่ไหมครับ พอภรรยาเรามีชู้เนี่ย ต่อให้เรากอดทะเบียนสมรสเอาไว้เลย เรากอดทะเบียนที่เราจดเอาไว้เลย คนทั่วไปเขาก็เห็นว่าภรรยาเราเนี่ย ไปควงแขน ไปอยู่กับคนอื่น คนก็เกิดความเข้าใจผิดครับว่า เฮ้ย สรุปคนไหนเป็นชู้ คนไหนเป็นตัวจริงกันแน่ เราต้องตามไปตบชู้เราด้วยนะครับผม" รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าว

นอกจากนี้ นายภูมิ ยังส่งสารถึงกระทรวงวัฒนธรรม ด้วยว่า ถึงเวลาที่หน่วยงานภาครัฐของไทยต้อง "ตื่น" และดำเนินการ "เชิงรุก" อย่างเต็มรูปแบบได้แล้ว พร้อมเสนอแนวทาง ต้องประกาศให้โลกรับรู้ โดยรัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้ทั่วโลกรับรู้ว่า "สไบและโจงกระเบน" คือวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย พร้อมตอบโต้การบิดเบือน โดยต้องหยุดยั้งกัมพูชาที่กำลังใช้เวทีสากลประกาศว่าตนเป็น Originality และกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายไปเคลมของเขา พร้อมเรียกร้องถึงประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนในขณะนี้ ต้องมีคำตอบ ให้ชัดเจนถึงคำถามเรื่องนี้

"อยากจะขออนุญาตนะครับ ส่งข้อความนี้ไปถึงกระทรวงวัฒนธรรม เราจะต้องดำเนินการเชิงรุกให้ประเทศทั่วทั้งโลกรู้ว่าใครกันแน่ครับ ที่เป็น Originality เพราะว่าตอนนี้กัมพูชาประกาศเลยว่าสไบเขาเป็น Originality และไทยกำลังที่จะเคลมว่าเป็นของไทย แต่จริง ๆ แล้วเป็นของเขา ซึ่งจริง ๆ แล้วหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด ไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องจริงครับ ได้เวลาแล้วครับกระทรวงวัฒนธรรม ที่ตอนนี้นะครับ เราจะต้องบอกว่า ใครคือเจ้าของวัฒนธรรมตัวจริงครับ" นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าว

‘ภูมิใจไทย’ ลุยช่วยฟื้นฟู 4 สส.ภูมิใจไทยสงขลา ชงมาตรการการเงินช่วยผู้ประสบภัย หนุนเยียวยา-กิจการเดินหน้าต่อ ฟื้นเศรษฐกิจพื้นที่น้ำท่วม

“4 สส. ภูมิใจไทย สงขลา” ผนึกกำลัง ยื่นหนังสือถึง รมว.คลัง หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-เงินเยียวยา ช่วยฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่-สงขลา ให้เศรษฐกิจเดินหน้า

11 มีนาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายสมยศ พลายด้วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 3 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 6 และนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน ตลอดจนกิจการทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับความคืบหน้าของมาตรการช่วยเหลือและการเยียวยาจากภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการด้านการเงินที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมา มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อฟื้นฟูกิจการยังมีไม่มากนัก

ด้วยเหตุนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลาจากพรรคภูมิใจไทยจึงได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท เป็นไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเปิดโอกาสให้องค์กรหรือสมาคมภาคเอกชนที่ผู้ประกอบการเป็นสมาชิก สามารถให้การรับรองอย่างน้อย 2 ราย เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ในกรณีที่ผู้ประกอบการมีประวัติเครดิตทางการเงิน (เครดิตบูโร) ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งทุน

สำหรับเงื่อนไขทางการเงินของสินเชื่อดังกล่าว เสนอให้กำหนดวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท โดยให้ปลอดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก และตั้งแต่เดือนที่ 6 จนถึงปีที่ 5 ของสัญญาเงินกู้ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินและสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว พร้อมทั้งพิจารณาขยายระยะเวลาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมครบถ้วน และไม่ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบตกหล่นจากมาตรการของภาครัฐ

นายสรรเพชญกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคเอกชนในจังหวัดสงขลากำลังเตรียมจัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยตนพร้อมประสานนำข้อเสนอจากพื้นที่ส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top