รัฐทุ่มงบหมื่นล้าน!! ผลประชามติชัดเดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ โลกลุกเป็นไฟ ทิศทางชาติกำลังถูกท้าทาย สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจไทยทันที คนไทยต้องตั้งคำถามการเมืองยามวิกฤตเศรษฐกิจ
ผลประชามติครั้งล่าสุดชัดเจนว่า คนไทยจำนวนมาก “เห็นชอบ” ให้เดินหน้าไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลอย่างเป็นทางการว่า มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก และในจำนวนนี้ ผู้ลงคะแนน “เห็นชอบ” ก็มีมากกว่า “ไม่เห็นชอบ” อย่างชัดเจน
แต่คำถามที่คนไทยต้องกล้าถามตัวเอง ไม่ใช่แค่ว่า “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” หากคือ “ประเทศไทยกำลังจัดลำดับความสำคัญถูกหรือยัง” เพราะแม้การผลักดันกระบวนการนี้จะถูกอธิบายว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ แต่ตัวเลขงบประมาณระดับเกือบหมื่นล้านถึงหมื่นล้านบาท ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยสำหรับประเทศที่ประชาชนจำนวนมากยังแบกรับค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนหนัก และเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
ไม่มีใครบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญไม่สำคัญ แต่ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญสงครามจริง ๆ คำถามเรื่อง “ความเร่งด่วน” สำคัญไม่แพ้คำถามเรื่อง “ความถูกต้อง” เพราะขณะที่การเมืองไทยกำลังจะทุ่มเวลา งบประมาณ และพลังสังคมไปกับกระบวนการยาวหลายด่าน ตะวันออกกลางกลับกำลังลุกลามเป็นวิกฤตที่กระทบถึงปากท้องคนไทยโดยตรง
กระทรวงการต่างประเทศของไทยสรุปว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จากการโจมตีตอบโต้กันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ โดยมีคนไทยในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องติดตามและเตรียมการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด นี่จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่ข่าวต่างประเทศที่ดูจบแล้วเลื่อนผ่าน แต่มันคือเรื่องความปลอดภัยของคนไทยจริง ๆ
ในทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงยิ่งชัดกว่าเดิมอีก เพราะช่องแคบฮอร์มุซที่อยู่กลางสมรภูมิ คือจุดผ่านสำคัญของพลังงานโลก เมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสะดุด ประเทศในเอเชียซึ่งพึ่งพาพลังงานนำเข้าจำนวนมากย่อมได้รับผลกระทบก่อนใคร และไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ภาพของเรือที่ถูกโจมตี การขนส่งที่ติดขัด และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และแรงกดดันเงินเฟ้อ สามารถวิ่งมาถึงกระเป๋าคนไทยได้เร็วกว่าที่การเมืองในสภาจะยกร่างอะไรเสร็จเสียอีก
รัฐบาลไทยเองก็ยอมรับแล้วว่า วิกฤตตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในระยะสั้น แม้ประเทศไทยจะยังมีน้ำมันสำรอง และแม้การส่งออกไปตะวันออกกลางจะไม่ได้มีสัดส่วนสูงมากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านค่าขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นได้จริง นี่คือสัญญาณว่าประเทศต้องเอาสมาธิไปอยู่กับ “การรับมือความผันผวนของโลก” มากพอ ๆ กับ “การออกแบบกติกาการเมือง”
เพราะฉะนั้น บทเรียนที่ควรเตือนสติคนไทยจึงไม่ใช่การบอกว่า “ห้ามแก้รัฐธรรมนูญ” และก็ไม่ใช่การบอกว่า “เรื่องสงครามไม่เกี่ยวกับเรา” แต่คือการย้ำว่า รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้ค่าน้ำมันถูกลงทันที ไม่ได้ทำให้ค่าครองชีพเบาลงในวันพรุ่งนี้ และไม่ได้ช่วยแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงกลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วยตัวมันเอง ขณะที่โลกจริงกำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องคิดเรื่องพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคง และความสามารถในการเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน
คนไทยจึงต้องมีสติแยกให้ออกระหว่าง “โจทย์ระยะยาว” กับ “วิกฤตเฉพาะหน้า” รัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องสำคัญในระดับโครงสร้าง แต่สงครามและแรงกระแทกทางเศรษฐกิจคือเรื่องที่เข้ามาเคาะประตูบ้านเราแล้ว หากประเทศยังมัวเมากับเกมการเมืองจนลืมเตรียมตัวรับแรงสะเทือนจากโลกภายนอก วันหนึ่งเราอาจได้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องแลกด้วยค่าน้ำมันแพง เศรษฐกิจอ่อนแรง และประชาชนที่เหนื่อยกว่าเดิม
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องถามนักการเมืองทุกฝ่ายตรง ๆ ว่า ในวันที่โลกกำลังลุกเป็นไฟ คุณกำลังพาประเทศไปแก้ปัญหาจริง หรือแค่พาเราไปหมุนอยู่ในวังวนเดิม ๆ ที่ใช้งบมหาศาล แต่ไม่เคยแตะหัวใจของความทุกข์ประชาชนเลย










