Saturday, 6 June 2026
Politics

‘จิรพงษ์’ โต้แรงนักวิชาการ วิจารณ์โครงการ ‘รถไฟฟ้า 20 บาท’ ชี้อคติ!! มองไม่เห็นประโยชน์ภาพรวม คนต่างจังหวัดก็ใช้ได้

เมื่อวันที่ (11 ก.ค. 68) นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ รองโฆษกกระทรวงสาธารณสุข และอดีต สส.นนทบุรี ออกมาตอบโต้นักวิชาการบางรายที่วิจารณ์ว่า โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายคือการใช้ภาษีของคนต่างจังหวัดมาช่วยคนกรุงเทพฯ ว่าเป็นความคิดที่มีอคติและไม่เข้าใจภาพรวม เพราะโครงการนี้ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางเข้ามาทำงานหรือเรียนในกรุงเทพฯ

นายจิรพงษ์ ระบุว่า ประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานหรือเรียนในกรุงเทพฯ มีมากถึง 9.16 ล้านคน โดยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีประชากรแฝงสูงสุดถึง 2.7 ล้านคน และยังมีอีกหลายแสนคนในจังหวัดปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ซึ่งต่างก็ได้รับประโยชน์จากระบบรถไฟฟ้า จึงไม่ใช่แค่คนกรุงเทพฯ เท่านั้นที่ได้อานิสงส์จากโครงการนี้

นายจิรพงษ์ยังยกตัวอย่างว่า ในอดีตคนจังหวัดนนทบุรีแทบไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการเกษตรของรัฐบาล เช่น การประกันราคามันสำปะหลังหรือยางพารา แต่ก็ไม่เคยออกมาบ่น เพราะเข้าใจว่าประโยชน์โดยรวมของประเทศคือสิ่งสำคัญ และเห็นว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท คือการช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มโอกาสการเดินทางอย่างทั่วถึง

ท้ายที่สุด อดีต สส.นนทบุรี ขอชื่นชมรัฐมนตรีคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคเพื่อไทยที่ผลักดันโครงการนี้จนเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่าโครงการรถไฟฟ้าราคาประหยัดจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หรือมาจากต่างจังหวัดก็ตาม

ชาวกำแพงเพชรลุกฮือ!! ชูป้ายจวก ‘ไอซ์ รักชนก’ หลังเตรียมตรวจสอบงบเกษตร ‘ไผ่ ลิกค์’

(12 ก.ค. 68) ชาวบ้านและเกษตรกรจาก อ.เมืองกำแพงเพชร และ อ.ปางศิลาทอง รวมกว่า 100 คน รวมตัวกันไปยังศูนย์ประสานงานพรรคประชาชน จ.กำแพงเพชร เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ตรวจสอบงบประมาณปี 2569 ที่ สส.ไผ่ ลิกค์ จากพรรคกล้าธรรม ประสานมาให้ในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบพัฒนาโครงการน้ำและที่ดินกว่า 411 ล้านบาท โดยชาวบ้านไม่พอใจที่ถูกมองว่าใช้งบอย่างไม่โปร่งใส

ตัวแทนชาวบ้านระบุว่า โครงการเหล่านี้มีความจำเป็นกับชีวิตของคนในพื้นที่ เพราะช่วยเรื่องแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร ทั้งยังส่งผลถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างสุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร พร้อมตั้งคำถามกลับว่า พรรคประชาชนใช้ชื่อว่า 'ประชาชน' แต่ไม่เคยฟังเสียงประชาชนจริง ๆ ที่กำลังเดือดร้อน

นายชินพจน์ ตัวแทนชาวบ้าน เผยว่า งบประมาณที่ สส.ไผ่ ลิกค์ ประสานมานั้นเป็นงบที่เหมาะสมและจำเป็นมาก ไม่อยากให้ถูกตัดหรือตรวจสอบด้วยทัศนคติทางการเมือง พร้อมขอให้พรรคการเมืองเห็นถึงความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ก่อนพูดเรื่องงบฯ

ด้านนายธานันท์ หล่าวเจริญ อดีตผู้สมัคร สส.เขต 4 พรรคประชาชน กล่าวหลังรับหนังสือว่า จะนำข้อเรียกร้องของชาวบ้านส่งต่อไปยังผู้ใหญ่ในพรรคทันที พร้อมขอยืนเคียงข้างประชาชน หากโครงการใดเกิดประโยชน์กับประชาชน ตนพร้อมสนับสนุนทุกทาง

‘นิด้าโพล’ เผยคนไทยอยากเห็น ‘พล.อ.ประยุทธ์’ คัมแบ็ก พร้อมโหวต ‘อุ๊งอิ๊ง’ ควรลาออกให้การเมืองไทยไปต่อ

(13 ก.ค. 68) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “การเมืองไทย ไปต่อแบบไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.37 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อหานายกฯ คนใหม่ รองลงมา ร้อยละ 39.92 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไป ร้อยละ 15.04 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรบริหารประเทศต่อไปเหมือนเดิม ร้อยละ 1.37 ระบุว่า เรียกร้องให้มีการรัฐประหาร ร้อยละ 0.99 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ

ด้านบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเผชิญกับปัญหาทางการเมือง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.82 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (องคมนตรี -แต่เป็นแคนดิเดตจากพรรครวมไทยสร้างชาติ) รองลงมา ร้อยละ 27.94 ระบุว่า ไม่สนับสนุนใครเลยตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 11.53 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 9.77 ระบุว่า ใครก็ได้ตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 3.82 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) ร้อยละ 1.83 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนควรร่วมลงชื่อกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อขอเปิดอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ/หรือรัฐมนตรี จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.43 ระบุว่า ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี รองลงมา ร้อยละ 26.26 ระบุว่า ไม่ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี ร้อยละ 7.48 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่ตอบ

‘เลขาฯ เพื่อไทย’ แย้ม ‘รองปธ. สภาฯ’ คนที่ 2 อาจเป็นของ ‘รทสช.’ ตามโควตาพรรคอันดับสอง

‘เพื่อไทย’ บอก นัดกินข้าวพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีอะไร แค่ไม่ได้เจอกันเลยหลังฟอร์มรัฐบาลใหม่ เปิดสภาฯ แย้มโควตา รองปธ. สภาฯ 2 อาจเป็นของ ‘รทสช.’

(13 ก.ค. 68) นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแกนนำพรรค พท. นัดพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารในวันที่ 22 กรกฎาคมซึ่งครั้งนี้จะมี สส. ร่วมทานอาหารด้วยว่า ไม่มีอะไร เพราะตั้งแต่ฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมา และเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรมา เรายังไม่ได้เจอกัน  จึงมีแนวคิดที่จะอยากพบปะกัน คงจะมีการรับประทานอาหารร่วมกันเฉยๆ ไม่มีอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่มี  ส่วนที่มีการมองว่าเสียงของรัฐบาลปริ่มน้ำนั้น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. ได้มีการกำชับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคอยู่แล้วว่าให้สมาชิกช่วยกันเป็นองค์ประชุม

ถามว่า จะมีการพูดคุยถึงโควตารองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กันด้วยหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ตนยังไม่แน่ใจ แต่คร่าวๆ ที่มีการพูดคุยกันนั้น อาจเป็นของพรรคร่วมรัฐบาล และหากดูตามโควตาแล้วอาจเป็นของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เนื่องจากเป็นพรรคอันดับสองในพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่า ได้ทำความเข้าใจกับสส.ในพรรค พท. แล้วหรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า  เป็นไปตามโควตาอยู่แล้วที่พรรคอันดับสองควรจะได้

‘จักรภพ’ ขอโทษ ‘จิรายุ’ ปมตำแหน่งโฆษกรัฐบาล ยันไม่มีเจตนาทำให้ไม่สบายใจ ลั่นสถานการณ์การเมืองขณะนี้ชักช้าไม่ได้ ต้องทำงานแบบเชิงรุก

(15 ก.ค. 68) นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า ผมต้องขอโทษ คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้ท่านรู้สึกว่าผมมาวุ่นวายกับงานของท่าน ความจริงผมไม่มีเจตนาใด ๆ เลยที่จะให้ภาพออกมาแบบนี้

ข้อเท็จจริงคือ ผมได้รับการทาบทามให้เข้ามาทำงานนี้ โดยท่านที่ทาบทามใช้คำว่า “มาช่วยรับ (หน้าที่นี้) ได้ไหม?“ เพราะท่านทราบดีว่าผมเคยรับตำแหน่งที่สูงกว่ามาก่อน ก็เลยให้เกียรติถามความสมัครใจ ผมรับทันที เพราะเข้าใจว่าคงจะได้พูดจากันภายในเรียบร้อยแล้ว และมั่นใจว่าผมจะช่วยงานนี้ตามความจำเป็นของรัฐบาลได้ ผมรู้สึกว่างานการเมืองในระยะนี้ชักช้าไม่ได้ ความขัดแย้งกำลังสูง เกิดความเข้าใจผิดในชาติได้มากมาย ใครก็ตามที่ทำหน้าที่นี้ต้องลงมือทำโดยไม่รอช้า นั่นคือเหตุผลที่ผมตอบคำถามสื่อมวลชนทุกค่ายที่ถามเข้ามาว่า จะเข้ารับตำแหน่งนี้หรือไม่ ส่วนสื่อทั้งหลายจะทราบจากแหล่งข่าวไหนนั้นผมไม่แน่ใจ เพราะผมไม่ได้บอกกล่าวกับใครในเรื่องนี้

ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากผมโดยตรง คือทีมงานที่ช่วยโพสต์ข้อความใน Facebook แทนผมนั้น ใช้คำว่า “ว่าที่โฆษกฯ” เพราะเขาคิดว่าถึงเวลาที่จะออกข่าวได้แล้ว แต่ใครเป็นผู้โพสต์ก็ตามนั้น ความรับผิดชอบย่อมเป็นของผม เพราะผมเป็นเจ้าของบัญชี Facebook นั้น จึงต้องรับผิดชอบการกล่าวคำขอโทษ

จากนี้ไปเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรีที่จะวางคนในการทำงาน ผมจะทำหน้าที่ของผมไปอย่างอิสระ เพราะบ้านเมืองจำเป็นต้องสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประชาชนเจ้าของประเทศจะได้รู้ทิศทางในการวางแผนและดำรงชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปรอย่างรวดเร็วของโลกและของบ้านเมือง 

แต่ขอฝากไว้ว่า เรือที่มีธงไทยกำลังแล่นฝ่ามรสุมและน่านน้ำที่มีหินโสโครกรอให้ชนอยู่เป็นจำนวนมาก อย่าเสียเวลาถกเถียงกันนานนักเลยว่าใครจะได้นอนห้องไหน

‘รุ้ง ปนัสยา’ ย้อนเรื่องราวชีวิต 5 ปี โดน 25 คดี เป็นคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 ถึง 10 คดี วอน พท. โหวตนิรโทษกรรมรวมคดีมาตรา 112 ด้วย

(15 ก.ค. 68) รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และ นักสิทธิมนุษยชนชาวไทย ที่ต้องคดีทางการเมืองหลายต่อหลายคดี ซึ่งปัจจุบันได้หนีคดีไปอาศัยอยู่ต่างประเทศ ตั้งแต่ต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กล่าสุด ระบุว่า สวัสดีค่ะทุกคน ห่างหายกันไปนานเลย นี่รุ้งเองนะคะ เด็กผู้หญิงเสื้อแดงที่กล่าวข้อเสนอ 10 ข้อในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ลานพญานาค เมื่อวันที่ 10 สิงหา 63 คนนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นผ่านมา 5 ปีแล้วนะคะ เพียงเป็นนักศึกษาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝัน ปรารถนาให้เราทุกคนได้อยู่ในสังคมที่ดีกว่านี้ จึงถูกดำเนินคดีทางการเมืองอย่างน้อย 25 คดี และเป็นคดีตามมาตรา 112 ถึง 10 คดีด้วยกัน และสิ่งที่นักศึกษาคนนั้นเคยทำจนถูกดำเนินคดีทั้งหมดนั้น มีดังนี้

1. ใช้ปากพูดความคิดเห็นของตัวเองในที่ชุมนุมผ่านเครื่องขยายเสียงหรือปากเปล่า
2. ตั้งคำถามถึงการกระทำและความโปร่งใสของสถาบันกษัตริย์
3. จัดและร่วมการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอาวุธและความรุนแรง ในมหาวิทยาลัยและที่สาธารณะ
4. แชร์โพสต์ที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหาร สถาบันกษัตริย์
5. ใส่เสื้อครอปทอปเดินสยามพารากอน

ที่ผ่านมารุ้งเข้าเรือนจำไปทั้งหมด 4 ครั้ง อดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว 1 ครั้ง (37 วัน) และทุกครั้งที่ถูกขังคือช่วงสอบ ถูกตัดผมจนเหลือเท่าติ่งหูที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ถูกใส่กำไลอีเอ็มและกักให้อยู่แต่ในบ้าน 24 ชม. รวมประมาณ 1 ปี ถูกติดตามนับครั้งไม่ถ้วน ถูกขับรถไล่ตาม ถูกอายัดตัวโดยไม่มีหมายจับ ถูกนำกล้อง cctv มาติดล้อมรอบบริเวณบ้านที่อาศัยอยู่กับเพื่อน ๆ ถูกผู้พิพากษาชนาธิปเรียกเข้าห้องไปด่าและดูถูกในวันที่ถูกเบิกตัวจากเรือนจำไปศาลเพื่อพิจารณาคดี ถูกซุ่มจับที่บริเวณบ้านพัก (ในสำนวนคดีนี้เขียนว่ามีสายลับรายงานความเคลื่อนไหวด้วย) ถูกแฮกด้วย pegasus spyware 4 ครั้ง ถูกตัดต่อรูปไปในทางอนาจาร ถูกขู่ฆ่า ข่มขืน ด่าทอมากมายในทางออนไลน์ ถูกศาลอยุธยาออกหมายจับเพราะติดพรีเซนต์งานกลุ่มป.โท ที่มหาวิทยาลัย และอีกมากมาย

และทุกคนทราบไหมคะว่าในการสืบพยานคดีที่เป็นมาตรา 112 ที่พยานต้องกล่าวถึงหรือต้องขอเรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ศาลก็จะมีท่าทีที่ไม่ให้ความร่วมมือและควาทเป็นธรรมในการพิจารณาคดี เช่น ไม่ให้เรียกพยานหลักฐานมาต่อสู้คดี บอกว่าไม่เกี่ยวข้องทั้ง ๆ ที่มันเกี่ยว ใช้คำพูดไม่ดีกับฝั่งจำเลย บางทีก็พูดออกมาเลยว่ายังไงก็จะพิพากษาว่าผิด โน้มน้าวให้รับสารภาพ ไม่ให้จำเลยพูด ไม่ให้คนทั่วไปเข้าฟังในห้องพิจารณาทั้ง ๆ ที่เป็นคดีเปิด ศาลที่นั่งบนบัลลังก์มักจะต้องขึ้นไปถามผู้บริหารศาลว่าจะมีคำสั่งแบบไหน เป็นคดีที่ผู้พิพากษาไม่สามารถมีอิสระในการพิจารณาและตัดสินได้

มีผู้พิพากษาคนหนึ่งเคยพูดกับรุ้งว่า ศาลทำอะไรไม่ได้หรอก รุ้งกับเพื่อนต้องไปผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมยังจะพอมีโอกาส

พรรคการเมือง นักการเมือง ที่เคยพูดว่าจะสนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ที่เคยพูดว่าเห็นใจเด็ก ๆ ที่เคยช่วยเรียกร้องให้มีการปล่อยพวกเราออกมาจากเรือนจำ พรรคเพื่อไทยที่เคยออกแถลงการณ์เรื่องมาตรา 112 วันเดียวกันกับที่รุ้งกรีดข้อมือเป็นเลข 112 ขีดฆ่า รุ้งขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ขอรบกวนช่วยกันอีกซักครั้งจะได้ไหมคะ ให้มีการนิรโทษกรรมที่รวมคดีมาตรา 112 ด้วย

การนิรโทษกรรมรวมมาตรา 112 อาจสร้างความไม่พอใจให้คนบางกลุ่ม ใช่ค่ะ แต่คดีมาตรา 112 เป็นคดีทางทางเมืองที่ควรจะถูกรวมมาอยู่ในการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ด้วย ท่านอาจกลัวการโดนยุบพรรคหากท่านโหวตผ่านนิรโทษกรรมรวม 112 แต่ท่านก็ยังมีชีวิต แต่คนที่อยู่ในเรือนจำ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ผู้ลี้ภัยที่กลับบ้านไม่ได้ ชีวิตของเขา ชีวิตของพวกเราสำคัญสำหรับท่านเพียงใด

นี่ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นเรื่องของสังคมที่จะร่วมหาทางออกด้วยกัน รุ้งไม่ได้มาขอเพราะเป็นตัวรุ้งเองที่ถูกดำเนินคดี แต่ในจำนวนตัวเลขผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2563 คนส่วนใหญ่คือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีบทบาทนำ ไม่ได้มีใครรู้จัก

และถึงจะมีใครรู้จัก อย่างรุ้งเองหรือคนอื่น ๆ พวกเราก็เป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีกำลังที่จะไปสร้างความเปลี่ยนแปลงในแบบที่พวกท่านกลัวได้

พวกเราเป็นเพียงคนธรรมดา เป็นประชาชนที่แสดงความคิดเห็น ตั้งคำถามถึงสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพียงหวังจะเห็นสังคมที่ดีกว่า

พวกเราเป็นมนุษย์ มีชีวิต มีจิตใจ มีครอบครัว มีคนรัก มีเลือดสีแดงไม่ต่างกับท่าน

รุ้งขอส่งกำลังใจให้พวกท่านมีความกล้าหาญ มากพอที่จะตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยในวันพรุ่งนี้ #นิรโทษกรรมรวม112

‘ชูวิทย์’ ขอโทษ ‘เนวิน’ ปมถูกฟ้องหมิ่นประมาท ยันไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง เพียงอุดมการณ์แตกต่างกัน

(15 ก.ค. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ผมเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่อยากเห็นความยุติธรรมในสังคม แต่ความยุติธรรมนั้นย่อมมีต้นทุนเสมอ ต้นทุนนั้นคือ การต่อสู้ ที่นำไปสู่คดีความต่างๆ ในศาล

คดีที่คุณเนวินฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาทที่ศาลบุรีรัมย์ จากการที่ผมพูดพาดพิงคุณเนวินด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
ผมรับสารภาพ และศาลลงโทษปรับ ขอกราบขอบพระคุณศาลที่ได้โปรดเมตตาผม ด้วยเห็นแก่สภาพร่างกายที่ป่วย
อีกทั้งในโอกาสนี้ ผมต้องขอโทษคุณเนวิน และขอบคุณที่ไม่คัดค้าน

ผมกับคุณเนวินนั้นไม่เคยมีเรื่องบาดหมางโกรธเคืองกันมาก่อน เพียงแค่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน
บางคำพูดอาจรุนแรงเกินไป จนไปทำร้ายจิตใจของคุณเนวิน และครอบครัว 
รวมไปถึงประเด็นโพสต์ “แผนสมรู้ร่วมคิด”

ที่ไม่มีเจตนากล่าวหาว่าคุณเนวิน หรือพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวข้องกับ “ฮุนเซน” เรื่องผลประโยชน์คาสิโน
ขอยืนยันว่าเขียนโดยไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้น 

และผมขอขอบคุณ คุณเนวินที่เข้าใจ ให้อภัย เพราะสุดท้ายผมคิดว่าการให้อภัยน่าจะทำให้
เรื่องจบลงด้วยดี

โดยผมยินดีขอโทษ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อคุณเนวิน และลบโพสต์ดังกล่าวที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

ขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้กำลังใจผมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

‘รทสช.’ ยันไม่รับร่าง กม.นิรโทษกรรมพรรคส้ม – ประชาชน พร้อมแจ้งวิปรัฐบาลจะรับร่างของ ภท. ชี้ มีหลักการตรงกัน

พรรครวมไทยสร้างชาติ มีมติแจ้งวิปรัฐบาลรับ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ฉบับพรรคภูมิใจไทย ปิดประตูนิรโทษกรรม ม.112 

(15 ก.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2568 ว่า ในการประชุมพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาตินำการประชุม 

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาในที่ประชุมวิปรัฐบาลนั้น ทางวิปพรรคร่วมรัฐบาลได้มีมติให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคได้หารือในส่วนของพรรคการเมืองถึงการลงมติร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เสนอเพิ่มเติมขึ้นมา จากเดิมร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือในบางฉบับใช้ชื่อว่าร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมมีทั้งหมด 4 ร่าง ได้แก่ 

- ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ 
- ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยนายปรีดา บุญเพลิง 
- ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เสนอโดยพรรคประชาชน
- และร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เสนอโดยภาคประชาชน 

ทั้งนี้ ทางพรรครวมไทยสร้างชาติจึงได้มีการหารือกัน ในส่วนของการลงมติเพื่อรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขของพรรคภูมิใจไทย ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวมีจุดยืนที่ตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ

1.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ปิดประตูการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่สำคัญ และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติมีจุดยืนที่เข้มแข็งและชัดเจนในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ 

2.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่มีการนิรโทษกรรมในคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริต คอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตในส่วนของการเลือกตั้ง  หรือการทุจริตในกรณีอื่น ๆ โดยเด็ดขาด 

3.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่มีการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดอาญาร้ายแรง เช่น การกระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยนั้นมีหลักการเช่นเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ และมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกันดังนั้นทางพรรครวมไทยสร้างชาติจึงมีมติแจ้งไปยังวิปรัฐบาลว่าเราจะรับหลักการในวาระที่ 1 ของร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย

“ซึ่งในวันนี้ ทางพรรครวมไทยสร้างชาติจะมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติเอง ฉบับที่เสนอโดยนายปรีดา บุญเพลิง และฉบับที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และสำหรับร่างพระราชบัญญัติที่ 2 ฉบับที่ทางพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติไม่รับหลักการ ได้แก่ ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาชน เนื่องจากข้อเสนอนิรโทษกรรมเป็นปลายเปิดและอาจจะนำมาสู่การนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ และฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชน เนื่องจากระบุชัดเจนว่าจะมีการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดมาตรา 112”  นายอัครเดช กล่าวในตอนท้าย

‘นันทนา’ ไม่พอใจ ‘สว. สีน้ำเงิน’ ไม่สนเสียงทักท้วง ปมเห็นชอบ ‘อัยการสูงสุด’ ทั้งที่ควรชะลอลงมติไปก่อน

เมื่อวันที่ (15 ก.ค. 68) ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา จากกลุ่มสว. พันธุ์ใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า...
สว.สีน้ำเงิน ลงมติเห็นชอบอัยการสูงสุด เพิ่มอีกตำแหน่ง อย่างเร่งรีบ โดยไม่สนใจเสียงทักท้วงใดๆ

จะต้องใช้ความอดทนเพียงใด ที่จะอภิปราย เพื่อกระตุกต่อมจิตสำนึกของบรรดาสว.ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา 138 คน (เกินครึ่งสภา !) ให้ชะลอการลงมติใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม

เมื่อยังดันทุรัง ที่จะโหวตต่อ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง สะสมจำนวนให้ได้เสียงข้างมากในทุกองค์กร

ก็ขอทำหน้าที่ของสว. อภิปรายทักท้วงให้ประชาชน ได้ทราบถึง ความบิดเบี้ยว ในสภาแห่งนี้

เมื่อไม่ยอมชะลอการลงมติ ก็ต้องประจานกันต่อไป 

ขอร้องกันดีๆ พูดมาก็หลายที แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่างนี้น่าจะเข้าข่าย "สีซอ ให้ค.ฟัง"

‘สันติสุข มะโรงศรี’ ชี้ หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่จับมือเหนียวแน่น อาจเห็นเพื่อไทยจับมือพรรคส้ม โหวตผ่านร่าง กม.นิรโทษ 112

‘สันติสุข มะโรงศรี’ ชี้ หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่จับมือเหนียวแน่น อาจเห็นเพื่อไทยจับมือพรรคส้ม โหวตผ่านร่าง กม.นิรโทษ 112 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top