Saturday, 6 June 2026
Politics

ส่องประวัติ ‘6 รัฐมนตรีคนรุ่นใหม่’ ความหวังคนไทยใน ครม.แพทองธาร 1/2

(1 ก.ค. 68) ภายหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร หรือ “ครม.แพทองธาร1/2” โดยมีรัฐมนตรีคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไฟแรง ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความหวังของคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต และหลายคนเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ส่วนจะมีใครกันบ้างไปติดตามกันเลย

1. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ
ตำแหน่ง: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
หลานชายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม
การศึกษา:
•ปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา ม.ธรรมศาสตร์
•ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ ม.รังสิต
ประวัติการทำงาน: เริ่มการทำงานด้วยตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการบริษัท อาทิ บริษัท จีเดค จำกัด, บริษัท ไออีซี กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด, บริษัท ไออีซี บิซิเนส พาร์ทเนอร์ส จำกัด และบริษัท ไออีซี สระแก้ว 1 จำกัด
เส้นทางการเมือง: เริ่มต้นจากกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ปี 2561 เป็น สส.บัญชีรายชื่อในปี 2562 ก่อนย้ายมายังพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2566 และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา รมว.คมนาคม และเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

2. นาย อรรถกร ศิริลัทธยากร 
ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
สายตรงมือทำงาน ของ รอ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า  ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม 

การศึกษา:
ปริญญาตรี ด้าน Communication Arts ม.กรุงเทพ 
ปริญญาโท Marketing Management จาก MIDDLESEX UNIVERSITY ประเทศอังกฤษ

ก่อนหน้า อรรถกร ศิริลัทธยากร เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแล้ว ในยุครัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน 

3. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
ตำแหน่ง: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ลูกสาวนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีต รมช.คมนาคม และ รมช.พาณิชย์ ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การศึกษา : 
ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 

เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในสมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในสมัยรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร 1 

4. นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์
ตำแหน่ง: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
ลูกชายของนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย
การศึกษา:

ปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จาก London School of Economics and Political Science สหราชอาณาจักร
ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จาก Columbia University สหรัฐอเมริกา
ประวัติการทำงาน: เป็นคนรุ่นใหม่ ในแวดวงเศรษฐศาสตร์ การเงิน การธนาคาร มีประสบการณ์หลากหลายในการวิเคราะห์และเสนอแนะนโยบายการเงิน รวมถึงการวิเคราะห์ภาวะการเงินและภาวะเศรษฐกิจ

5. นายชัยชนะ เดชเดโช
ตำแหน่ง: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

การศึกษา:
ปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เส้นทางการเมือง: เข้าสู่วงการการเมืองตั้งแต่อายุ 27 ปี เป็น สจ.เขตอำเภอร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ปี 2556-2561 จากนั้นตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2562 วัยเพียง 34 ปี สส.แทน และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.นครศรีธรรมราช เป็นสมัยที่ 2 ปี 2566

6. น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์
ตำแหน่ง: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

การศึกษา:
ปริญญาตรีและปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

: เคยเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก และเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยนเรศวร เคยได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกพรรคเพื่อไทย จากนั้นเป็นรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กระทั่งการเลือกตั้งปี 2566 ลงรับสมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 29 และได้รับเลือกตั้งเป็น สส. สมัยแรกในครั้งนี้

‘หมอตุลย์’ ขย่มซ้ำ ส่งหนังสือถึงประธานวุฒิสภา ชี้ช่องสว. ลงชื่อถอดถอน ‘อิ๊งค์’ พ้นรมว.วัฒนธรรม

(1 ก.ค. 68) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งหนังสือเปิดผนึกถึงประธานวุฒิสภา โดยมีข้อความว่า 

เนื่องจากบัดนี้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นรมว.ก. วัฒนธรรม และในวันนี้ ศาล รธน. ได้มีคำสั่งให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ยุติการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในข้อหาขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี เนื่องจาก ไม่มีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จึงขาดคุณสมบัติที่จะเป็นรมว.ก.วัฒนธรรมด้วย 

ดังนั้น กระผมจึงขอเสนอให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ร่วมกันลงชื่อให้ประธานวุฒิสภา ยื่นคำร้องต่อศาลรธน. เพื่อถอดถอนน.ส. แพทองธาร ชินวัตรออกจากตำแหน่ง รมว.ก.วัฒนธรรมอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ในระหว่างการพิจารณาไต่สวน ขอให้ศาล รธน.มีคำสั่งให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ยุติการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรมว. ก. วัฒนธรรม ทันทีที่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ตามรธน. แล้ว

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

ขอแสดงความรับถืออย่างยิ่ง

‘เต้น ณัฐวุฒิ’ ออกโรงค้านคำวินิจฉัยศาลรธน. ซัดแรงอำนาจตุลาการทำลายประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ (1 ก.ค. 68) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ผมไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  การปลดนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง การยุบพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นโดยง่าย อย่างที่เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศนี้ ที่มาและขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ ความจริงย่อมอธิบายได้

รัฐธรรมนูญนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกำหนดมาตรฐานจริยธรรมขึ้น แม้ต้องฟังความเห็นทั้งสภาผู้แทนฯ วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี แต่ดาบอยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญซึ่งใช้ปลดนายกรัฐมนตรีมาแล้วหนึ่งคน และตัดสิทธิ์นักการเมืองบางคนด้วย จะเรียกว่านิติสงคราม หรือ ตุลาการภิวัฒน์ก็ตาม ความหมายโดยนัยของสองคำนี้คือ เส้นแบ่งระหว่างการเป็นกรรมการกับการเป็นอาวุธทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของอำนาจตุลาการ บางลงจนแทบไม่เห็นช่องว่าง ที่กำลังเป็นอยู่ ไม่ส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย ไม่เคารพอำนาจอธิปไตยของประชาชนเลยครับ

เชื่อใครดี!! ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ เผย ‘ภูมิใจไทย’ แอบคุยหลังบ้านล็อบบี้โหวต ‘อนุทิน’นั่งนายกฯ ชั่วคราว ผ่าทางตัน ขณะที่ โฆษก ภท. สวนทันควัน ยันไม่เคยคุยกันเรื่องนี้

เมื่อวันที่ (2 ก.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีเผยแพร่คลิป นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรคุยนอกจอ ดำเนินรายการโดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในโลกโซเชียล โดยช่วงหนึ่งพิธีกรได้ถามว่า พรรคภูมิใจไทยได้ติดต่อมาหรือไม่ ซึ่งนายณัฐพงษ์กล่าวว่า มีการประสานมาหลังบ้านบ้าง เมื่อถามต่อว่ามีความพยายามให้มาเป็นรัฐบาลด้วยกันหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยหลังบ้านแต่ไม่เป็นทางการ เป็นการหารือระหว่างสมาชิกในพรรคอยู่แล้ว

เมื่อถามว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีการเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ นายณัฐพงษ์  กล่าวว่า มีการสื่อสารออกมาว่าในลักษณะว่าเขาพร้อมที่จะเป็นนายกฯ ชั่วคราว ถ้าจำเป็นต้องปลดล็อคจริงๆเพื่อทำให้เดินไปได้

ต่อมา น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ว่า พรุ่งนี้ (3 มิ.ย.68) จะเป็นการเจอกันครั้งแรก ของนายอนุทินกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านต่างๆ จึงไม่ทราบว่านายณัฐพงษ์ เอาข้อมูลนี้มาจากที่ไหน เพราะนายอนุทินไม่เคยพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ แม้จะเป็นทางการหรือไม่ทางการ ฉะนั้นสิ่งที่นายณัฐพงษ์พูด ก็ต้องรอดูต่อไปว่าเกิดจากอะไร ซึ่งเรื่องของนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องของอนาคต เนื่องจากขณะนี้ยังมีนายกรัฐมนตรีอยู่ แต่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อาจจะมีการสรรหานายกรัฐมนตรี ที่มีเสียงเกิน 25 เสียง ซึ่งชื่อนายอนุทินก็อยู่ในบัญชีอยู่แล้ว โดยนายอนุทินก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็พร้อมมาตั้งแต่การเลือกตั้งแล้ว ซึ่งในปี 2566 ทุกพรรคก็ประกาศว่าทุกคนพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี

“ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ และยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ต้องพูดคุยกัน เพราะตอนนี้เรามีสิ่งที่เราต้องนึกถึงภัยที่จะกระทบกับประชาชน ทั้งภัยพิบัติ ซึ่งเห็นว่าประชาชนในหลายจังหวัดก็ประสบเหตุอยู่ หรือภัยเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด และภัยสังคม ฉะนั้น สิ่งที่พรรคคุยกันจะคุยแต่ผลกระทบที่พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ”

‘ปชน.’ เล่นบทหยิกแกมหยอกทั้งที่ ‘รัฐบาล’ หมดสภาพ สะท้อน ‘ดีลปฏิญญาฮ่องกง’ ระหว่าง ‘ส้ม -แดง’ มีอยู่จริง

(3 ก.ค. 68) แปลกไหมที่ตอนนี้ จังหวะแบบนี้ของ ‘รัฐบาล’ ที่เรียกว่าหมดสภาพ จนใครที่เป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายต้านสามารถขย้ำ 2 พ่อลูกตระกูลชินได้อย่างราบคาบที่สุดนั้น กลับดูสุญญากาศ จนถึงแอบรู้สึกได้ว่า ‘ประเทศไทยตอนนี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยอย่างงั้นหรือ?’ และ ‘ทักษิณ’ แอนด์ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ก็มีเพียงได้รับเสียงฉันทามติที่มิเห็นชอบในพฤติกรรมที่ผ่านมาเท่านั้นโดยประชาชน หากแต่มิมี ‘ภาคการเมือง’ คอยสำทับเป็นแรงหนุนให้คนไทย

ด้วยสถานภาพที่สั่นคลอนอย่างรุนแรงที่เป็นวิบากกรมของ 2 พ่อลูกหนนี้ จุดม็อบและภาคประชาชนจนติด แต่มิอาจจุดไฟในตัวเหล่าตัวพ่อตัวแม่ของด้อมส้ม ไม่ว่าจะเป็น เอก-ธนาธร / เท้ง-ณัฐพงษ์ / พิธา / ปิยบุตร / ช่อ / วิโรจน์ / ต้อม-ชัยธวัช และ ติ๋ง-ศรายุทธิ์ เลขาพรรคฯ ได้เลย ไม่มีใครออกตัวแรงๆ ด่า ‘ทักษิณ’ และ ‘อุ๊งอิ๊ง’ เลยแม้แต่น้อย มีแต่ปล่อยให้ ‘ปวิน’ ออกมาเหวี่ยงจัดพร้อมซัดพวก ‘ส้มอมสาก’ ที่ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ‘ปฏิญญาฮ่องกง’ กำลังซ่องสุมไพร่พล ‘ส้มสีเลือด’ มาแต่อ้อนแต่ออด 

ทั้งนี้ หากย้อนไปในช่วงการเลือกตั้งปี 2562 ในเวลานั้น มีพรรคที่อ้างตนว่าเป็น ‘พรรคของคนรุ่นใหม่’ ที่ชื่อว่า ‘พรรคอนาคตใหม่’ ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล โผล่ขึ้นมาสวมบท ‘ล้างบางการเมืองเก่า อำนาจเก่า’ ประมาณว่าถ้าฟ้ารักพ่อเอก จงเลือกพรรคพ่อเอก ซึ่งตอนนั้นอนาคตใหม่ก็ดันได้ความใหม่ จนกวาดคะแนนเสียงมาเป็นอันดับสาม และผงาดเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในกรุงเทพฯ

แต่อย่างไรก็ตาม พรรคอนาคตใหม่ก็จบลงด้วยการถูกยุบพรรคจากเหตุ ‘ธุรกรรมอำพราง’ ในการบริจาคเงินเกินวงเงินที่กฎหมายกำหนด ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่กระทำการลับ ลวง พราง ว่าเป็นการ ‘ปล่อยกู้’ ให้แก่พรรค แล้วก็สร้างอวตารใหม่ขึ้นมาทดแทนอย่างเร็วไวในชื่อ ‘พรรคก้าวไกล’ แต่แล้วก็มาถูกยุบอีกด้วยพฤติกรรมล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเกิด ‘พรรคประชาชน’ เป็นอวตารจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ‘อนาคตใหม่ – ก้าวไกล’ จวบมาจนถึง ‘พรรคประชาชน’ จะมีอยู่สิ่งหนึ่งคล้ายกันนอกเหนือจากการเป็นได้เพียงพรรคฝ่ายค้าน คือ การมีพฤติกรรมครึ่งๆ กลางๆ ในการวิจารณ์ตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะกับนายทักษิณ ซึ่งภาพนี้ก็ยิ่งชัด เมื่อพฤติการณ์ของ ‘พรรคประชาชน’ ในขณะนี้ ไม่ค้านรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มี ‘ลูกสาว’ อย่าง ‘อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร’ เป็นหัวหน้าพรรค และนายกรัฐมนตรีแบบดุเดือด แต่กลับยังเล่นบทเดิม คือ ‘ท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์’ และ’กองทัพ’ แบบไม่ลดละ

คำถาม คือ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พรรคส้มและหัวเรือส้มเหล่านี้ เริ่มทำให้สงสัยว่า ‘ส้มกำลังอมสีเลือด’ หรือไม่? ภายใต้การเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้านแบบ ‘หยิกแกมหยอก’ รัฐบาลอุ๊งอิ๊งของคุณพ่อทักษิณ แต่กลับไล่บดขยี้ ‘สถาบันและกองทัพ’ ไม่เลิก

ความสุกงอมของปรากฏการณ์นี้ ทำให้อดคิดไม่ได้กับ ข่าวลือเรื่อง ‘ดีลฮ่องกง’ ระหว่าง ‘นายทักษิณ ชินวัตร’ กับ ‘นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ที่สาระสำคัญของดีลนั้นเป็นการทอดไมตรีจาก ‘ธนาธร’ ที่พร้อมจะหยิบยื่น ‘โอกาส’ ครั้งสำคัญให้กับ ‘ทักษิณ’ ในการฟื้นศรัทธาประชาชน โดยเฉพาะฝั่งที่อ้างตัวเป็นฝ่าย ‘ประชาธิปไตย’ ให้กลับมาเลือก ‘เพื่อไทย’ อีกครั้ง ซึ่งหากทำได้ตามเกมนี้จริง แน่นอนว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมคงอ่อนกำลังลงไปเยอะ และความนิยมในตัว ‘นายใหญ่’ จะกลับมาล้นพ้นอีกครั้งก็เป็นไปได้

เพราะจากยุค รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน จนถึงยุครัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร มีเรื่องไม่ชอบมาพากล ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เดินไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรมมากมาย แต่เหตุใด ‘พรรคส้ม’ ซึ่งมักจะชอบแสดงบทคนรักความเป็นธรรม คนต้องเท่ากัน กลับเพิกเฉย ละเลย และตรวจสอบแค่ ‘หยิกแก้มเล่น’ เท่านั้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่อง ‘ป่วยทิพย์ ชั้น 14’ ของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งว่ากันว่ามีการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้ไม่ต้องนอนคุก แถมได้นอนในห้องวีไอพีของโรงพยาบาลตำรวจแบบสบายๆ และได้รับการพักโทษ ชนิดน่างุนงงสงสัยเป็นที่สุดนั้น เหตุใด พรรคส้ม ไม่เคยไล่บี้? หรือขุดคุ้ยได้ดุเด็ดเผ็ดมันแบบสมัย ‘โรม-รังสิมันต์’ ไล่คุ้ยตั๋วช้างบ้างเลย

นี่ขนาดหมอเก่ง วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.คนหนึ่งของพรรค ได้อภิปรายในสภาถึงพิรุธของการป่วย การส่งตัว การตรวจ และการรักษา ตลอดจนการได้อยู่ในห้องวีไอพีที่ผิดหลักเกณฑ์อย่างละเอียดยิบ จนเป็นที่ชื่นชมของสังคม แต่หัวหน้าพรรคก้าวไกล-ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นอย่าง ‘พ่อว่าว’ และพวก ก็หาได้ดำเนินการเอาผิด ด้วยการยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบไม่

นี่คือพรรคที่คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะวัยใด เพศใด ฝากความหวังไว้ นี่คือพรรคที่คนรุ่นใหม่เชื่อว่าจะไม่มีวันทำการเมืองแบบต่อรองอำนาจ เพื่อหวังอำนาจในภายหลังแบบที่ตนกำลังไล่ด่าการเมืองในอดีต ที่สถาปนาว่าเป็น ‘การเมืองเก่า’

แต่สิ่งที่ผ่านมา ‘คนในพรรคส้มที่เริ่มอมสีเลือด’ นี้ กระทำการล่วงละเมิดทางเพศ หลายกรณี ไม่ว่าจะอยู่ในชื่อใด ก็มิได้มีความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบให้กระจ่าง และเอาผิดให้ถึงที่สุด เป็นเพียงแต่ขับออกพ้นพรรค แล้วจบไปหรือบางราย กว่าจะขับออกพ้นพรรค ก็ต้องให้สังคมไล่บี้ ตำหนิ ประณาม ตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค เช่น กรณีนายไชยามพวานมั่นเพียรจิตต์ เป็นต้น

หรืออย่างกรณีขับ ‘อ๋อง’ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ออกจากพรรค ก็ไม่สามารถอ้างอิงได้ว่า ‘หมออ๋อง’ กระทำการผิดกฎ ผิดระเบียบ ผิดข้อบังคับพรรคข้อใดจนมีความผิดร้ายแรงถึงขั้นต้องขับออกจากพรรคนั้น กรณีนี้ก็เป็นตัวอย่างของ ‘ความฉ้อฉล’ ที่ดีที่สุดหนึ่งว่า ถ้าถึงเวลาต้องการอำนาจ ต้องการตำแหน่ง พรรคคนรุ่นใหม่พรรคนี้ ก็พร้อมที่จะ ‘ซิกแซก’ หาวิธีให้ได้มาซึ่งอำนาจ ไม่ต่างจากนักการเมืองและพรรคการเมืองเก่าๆ เลยนิหว่า 

กลับมาที่ตระกูลชิน ครั้นเมื่อฝ่ายตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ว่ามีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กรณีใช้ตั๋วสัญญา PN แบบไม่ระบุวันคืน ไม่มีดอกเบี้ยกับคนในครอบครัวเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมากกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งบทสรุปก็จบลงที่ฝ่ายค้านลงมติแพ้ในสภา แต่ก็ใช่ว่าพรรคประชาชนจะไม่สามารถใช้กลไกยื่น ปปช. หรือ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยต่อว่า นายกฯ ขาดคุณสมบัติเรื่องความซื่อสัตย์หรือไม่แต่อย่างใด

เมื่อมีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่างแพทองธารกับฮุนเซน มีการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำประเทศ เช่น การว่าร้ายแม่ทัพภาค 2 การเสนอว่าอีกฝ่ายอยากได้อะไรให้บอก ซึ่งเหตุการณ์นี้โดยหลักการควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่เมื่อแพทองธารไม่ทำ พรรคประชาชนก็มิได้กดดัน แต่ไปเดินเกมให้เกิดการ ‘ยุบสภา’ เพราะดี๊ด๊าว่า ‘เลือกตั้งใหม่หนนี้’ พรรคส้มจะได้แต้มต่อจนแลนด์สไลด์ของจริง 

ไม่นานมานี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทย พยายามใช้ช่องทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา แต่เสียงไม่พอเพราะต้องมีเสียง สส.ลงชื่อ 99 เสียง แต่พรรคประชาชน ‘ไม่ทำ’ โดยอ้างว่า ไม่ควรทำพร่ำเพรื่อ เพราะถ้าซักฟอกจะทำให้ยุบสภาไม่ได้

ทำไมฝ่ายการเมืองอย่างพรรคประชาชนไม่แสดงให้เห็นว่า ท่านใช้กลไกทางการเมืองอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหา หากแต่กลับไปบอกว่า ประชาชนอย่าลงถนน เพราะเกรงว่าจะเป็นการกวักมือเรียกทหารมายึดอำนาจ ทั้งๆ ที่สาระบนเวทีชุมนุมวันนั้นไม่มีการชี้ชวนในรัฐประหารแม้แต่แอะเดียว หากแต่วันๆ พล่ามแบบแผ่นเสียงตกร่องอยู่อย่างเดียวว่า ‘ให้ยุบสภา’ 

นี่แหละหนา ที่ทำให้คนเริ่มมีปัญหาจะกลับไปย้อนดูว่า ‘ปฏิญญาฮ่องกง’ ระหว่าง ‘ส้ม-แดง’ มันมีอยู่จริงใช่หรือไม่?

ทวนอีกครั้ง!! ทำไมวันนี้ ‘พรรคส้ม-คนส้ม’ ละเว้นการปฏิบัติใดๆ ที่จะเป็น ‘โทษ’ ต่อ ‘ทักษิณ-อุ๊งอิ๊ง’ (ตรวจสอบ-ขุด-แฉ) แต่กลับพร้อมที่จะเลือกเส้นทางที่จะทำให้ พรรคประชาชน ก้าวไปสู่โอกาสในการ ‘ได้อำนาจ’ (ยุบสภา) 

พฤติกรรมและท่าทีทั้งหมดที่มีต่อพรรคเพื่อไทยและตระกูลชินตั้งแต่สมัย ‘พรรคอนาคตใหม่-พรรคก้าวไกล-พรรคประชาชน’ มาจากผู้นำจิตวิญญาณอย่าง ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ที่เคยบอกไว้ว่า “พรรคเพื่อไทยคือมิตร และทางออกที่จะทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าต้องมีสองพรรคนี้” จริงแท้แค่ไหน?

สรุปแล้ววันนี้ บทบาท ‘ส้ม’ แบก ‘แดง’ ตาม ‘ดีลฮ่องกง’ ไม่ใช่แค่พูดกันพล่อยๆ จริงหรือเปล่า? 

นี่น่าจะเป็นคำถามที่คนรุ่นใหม่และคนที่กาส้มในการเลือกตั้งที่ผ่านมา น่าจะลองตั้งไว้กับ ‘พรรคประชาชน’ สักหน่อย…

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ยัน ไม่มีความขัดแย้ง ขอไปมุ่งขับเคลื่อนด้านการศึกษา

(4 ก.ค. 68) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า 

แถลงการณ์ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
ณ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
วันนี้ ผมได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น “สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์” ต่อทั้งนายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคประชาธิปัตย์ มีผลตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

ผมขอขอบพระคุณพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคทุกท่าน สำหรับโอกาสอันทรงคุณค่า ที่ได้ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ตลอดระยะเวลาที่เป็นสมาชิกพรรค ผมได้รับเกียรติและประสบการณ์อันล้ำค่า ซึ่งได้หล่อหลอมผมให้เติบโตขึ้น ทั้งในด้านความคิดและจิตใจ เป็นบทเรียนสำคัญที่ผมจะจดจำตลอดไป

การตัดสินใจก้าวออกจากพรรคในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้ง แต่เกิดจากอุดมการณ์ที่ผมยึดมั่นมาตลอดชีวิตว่า "การศึกษา คือ รากฐานที่มั่นคงที่สุดของการพัฒนาประเทศ" ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ และผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ผมตัดสินใจที่จะอุทิศศักยภาพทั้งหมดที่มี เพื่อมุ่งมั่นขับเคลื่อนการปฏิรูป “การศึกษาไทย” ให้เป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ในฐานะนักวิชาการ นักบริหาร วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมมีความมุ่งมั่นที่จะนำทักษะ ประสบการณ์ และองค์ความรู้ทั้งหมด มาสานต่อภารกิจนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

ผมยังคงยึดมั่นใน 'อุดมการณ์ประชาธิปไตย' และจะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน สังคมและประเทศชาติ พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา และร่วมสร้างสรรค์การเมืองไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ผมขอขอบพระคุณทุกกำลังใจเสมอมา เรามาร่วมกันทำให้ประเทศไทยก้าวใหม่ ไปด้วยกันนะครับ

‘ใบตองแห้ง’ วิเคราะห์จุดยืน ปชน. ต่อกรณีนายกฯ ชั่วคราว ชี้ เป็นการช่วย พท.ใช้ต่อรองพรรคร่วม หาก ‘อิ๊งค์’ ถูกสอย

(4 ก.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์การเมือง โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ตอบโต้นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข อดีตบรรณาธิการประชาไท กรณีพรรคประชาชนตั้งเงื่อนไขสนับสนุนนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ว่า ถามชูวัสว่า อ่านจุดยืนพรรคประชาชนแล้ว ตีความได้อย่างไรว่า เขาจะโหวตให้อนุทินเป็นนายก ความหมายมันชัดเจนว่า ถ้าแพทองธารโดนสอย แล้วไม่สามารถตั้งนายกใหม่ได้ พรรคประชาชนก็พร้อมจะโหวตให้นายกที่รับเงื่อนไขของพรรคประชาชน เพื่อเป็นนายกชั่วคราวก่อนยุบสภา

มีตรงไหนบอกว่า ต้องเป็นอนุทินเท่านั้น ถ้าพรรคเพื่อไทยดันชัยเกษม แล้วเสียงไม่พอ ก็เข้าเงื่อนไขนี้ คือมาเจรจากับพรรคประชาชนได้ โหวตให้ เพื่อปูทางแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วนำไปสู่การยุบสภา

เป็นนักวิเคราะห์การเมือง ควรถอยออกมาจากการหน้ามืดตามัวกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ถ้าดูเงื่อนไขที่พรรคระชาชนเสนอ แล้วถอยออกมามองมุมกว้าง เขา 'ปลดล็อก' ให้พรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ

เพราะถ้าแพทองธารถูกสอย พรรคร่วมรัฐบาลอาจเล่นตัว ถูกอำนาจอนุรักษ์กดดัน ม็อบกดดัน ไม่โหวตให้ชัยเกษม เพื่อปูทางไปสู่ตู่ หรือนายก ม.5 (ป่านนี้ยังอ่านเกมไม่ออกเหรอ)

ข้อเสนอของพรรคประชาชน มันเป็นเงื่อนไขให้เพื่อไทยเอาไปต่อรอง กับพรรคร่วม กับอำนาจอนุรักษ์ ได้ว่า ถ้าไม่ยอมให้ชัยเกษมเป็นนายกจะรับเงื่อนไขพรรคประชาชนนะ แล้วก็อาจจะตั้งรัฐบาลได้ โดยไม่ต้องพึ่งพรรคประชาชน

ที่จริงยังเป็นเงื่อนไขต่อรองกับอำนาจอนุรักษ์ได้ว่า ถ้าแพทองธารถูกสอย เพื่อไทยจะรับเงื่อนไขพรรคประชาชนเป็นนายกเพื่อยุบสภา คิดผิดคิดใหม่ได้นะ รักษาดีลให้อยู่ต่อดีกว่า

เพื่อไทยได้ประโยชน์เต็มๆ โดยอาจไม่ต้องทำตามข้อเสนอของพรรคประชาชนด้วยซ้ำ แค่เอาข้อเสนอนี้ไปต่อรอง อย่าเล่นกรูนะ อย่าล้มดีล ไม่งั้นจับมือพรรคส้มยุบสภา (เผลอๆพ่อแม้วเอาไปใช้เจรจาแล้วละ)

พรรคส้มได้อะไรเหรอ ไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยก็ขัดขวางความพยายามนำไปสู่ทางตัน ของฝ่ายตรงข้าม แต่พวกแบกกลับมองแต่ว่าพรรคส้มจ้องเล่นเกมการเมืองเกมอำนาจ ทำลายคู่แข่งโดยไม่เลือกวิธีการ เหมือนพรรคตัวเอง ภาษานิยายกำลังภายในเขาเรียกว่า ใช้จิตใจคนต่ำช้าวัดจิตใจวิญญูชน

‘นิพนธ์’ สวนเดือด!! ‘เดชอิศม์’ ย้ำ!! เลือดแท้ ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่รับมติโจร ซัดกลับ!! ปมตั้งรัฐมนตรี เป็นมติเฉพาะกิจของบางกลุ่ม ใช้อำนาจสั่งการรวบ

(5 ก.ค. 68) จากกรณีที่กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์บางคน (เดชอิศม์ ขาวทอง)ออกมาระบุชัดว่า “ใครรับมติพรรคไม่ได้ก็ลาออกไป” ล่าสุด นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ปล่อยผ่านในประเด็นดังกล่าว พร้อมตอกกลับทันทีว่า สิ่งที่ต้องถามไม่ใช่แค่ว่าใครรับหรือไม่รับมติพรรค แต่ต้องย้อนดูว่า คนพูดเคยขัดมติพรรคหรือเปล่าและมตินั้นชอบด้วยข้อบังคับของพรรคจริงหรือไม่

“เลือดแท้ประชาธิปัตย์ รับมติพรรคได้อยู่แล้ว แต่ถ้ามันเป็นมติที่เกิดจากการรวมกลุ่มของคนบางกลุ่ม ชอบใช้อำนาจสั่งซ้ายหันขวาหัน แล้วบังคับยัดเยียดให้คนอื่นต้องทำตาม แบบนั้นไม่ใช่มติของพรรค แต่เป็นมติของโจร” 

นายนิพนธ์ยังตั้งคำถามสำคัญว่า พรรคประชาธิปัตย์มีข้อบังคับกำหนดไว้ชัดเจนในการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง การเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องผ่านการพิจารณาของกรรมการบริหารแล้วจึงนำรายชื่อที่ืผ่านคณะกรรมการบริหารเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการบริหารกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค แต่การเสนอชื่อครั้งล่าสุด กลับไม่มีขั้นตอนใดที่เป็นไปตามกติกาที่กำหนดในข้อบังคับพรรค โดยเฉพาะในข้อ 96 (2) 

“ประชาธิปัตย์ดั้งเดิม ที่ผมรู้จัก ไม่ใช่พรรคที่ใครจะใช้อำนาจสั่งการรวบรัดแล้วบอกให้ปฎิบัติ ไม่มีการกลั่นกรอง ไม่มีการประชุมที่ครบถ้วนตามระเบียบ แล้วบอกว่านี่คือมติพรรค  นี่มันมติเฉพาะกิจของบางกลุ่ม ไม่ใช่ประชาธิปไตยในพรรค” 

นายนิพนธ์ ย้ำว่า ผู้บริหารพรรคการเมืองต้องยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง ต้องปฎิบัติตามกฎหมายพรรคการเมือง ข้อบังคับพรรค ไม่ใช่ใช้อำนาจเฉพาะกลุ่ม ตามอำเภอใจพร้อมเตือนว่า ถ้าใครเอาคำว่า “มติพรรค” มาใช้ข่มคนอื่น โดยไม่สนว่าตัวเองได้ปฎิบัติถูกต้องตามข้อบังคับแล้วหรือไม่อย่ามาริบังอาจบอกให้คนอื่นทำตามมติที่ตัวเองกำหนด  เพราะผู้บริหารพรรคเองกำลังทำผิดกฎจริยะธรรมของพรรค  

“ถ้าเรายังใช้มติแบบนี้เล่นงานคนเห็นต่าง แล้วบอกว่าคือวินัยพรรค นั่นมันไม่ใช่การสร้างเอกภาพ แต่มันคือการใช้พรรคเป็นเครื่องมือ  ทำลายคนที่เห็นต่างกับตน  ใครที่คิดแบบนี้ต่างหากที่ควรทบทวนตัวเอง ไม่ใช่เอาแต่ไล่คนอื่นให้ออกจากพรรค ซึ่งแม้จะไม่ไล่สมาชิกก็ทยอยออกกัน จะหมดอยู่แล้ว” นายนิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

กูรูการเมือง วิเคราะห์!! นายกฯ กล้าทำกล้ารับ ซื่อสัตย์สุจริต มอง!! เเม่ทัพภาค 2 อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ผิดมาตรฐานจริยธรรม

(6 ก.ค. 68) กูรูผู้สันทัดกรณีทางการเมืองเกือบทุกคนเชื่อว่าอุ๊งอิ๊งไม่รอดแน่ เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติเป็นเอกฉันท์รับเรื่องไว้พิจารณา และ 7 /2 ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นรม. 

แต่ข้อกล่าวหาของสว.36 คนผู้ร้อง คือ
1. ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่เห็นประจักษ์  

2.ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง

คำถามคือ การที่อุ๊งอิ๊งออกมายอมรับแต่แรกว่าเสียงในคลิปที่ฮุนเซนเจ้าเล่ห์เอามาปล่อยเป็นเสียงของตนเอง ไม่เรียกว่าเป็นความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่เห็นประจักษ์ดอกหรือ เพราะหากจะปฏิเสธไว้ก่อนว่าเป็นการใช้ AI ปลอมเสียงก็ย่อมทำได้ 

ส่วนข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมเป็นการร้ายแรง ก็ไม่เห็นว่าการที่อุ๊งอิ๊งบอกว่ามทภ.2 เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับตนเอง เข้าข่ายเป็นการผิดมาตรฐานจริยธรรมข้อไหน เพราะทหารไทยส่วนใหญ่ก็อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับฝ่ายปชต.มาจนถึงทุกวันนี้อยู่แล้ว

อนาคต!! ‘พรรคประชาธิปัตย์’ โจทย์ยาก!! ของกรรมการบริหาร พรรคเก่าแก่!! แต่สมาชิกโบกมือบ๊ายบาย เพราะหมดศรัทธา

(6 ก.ค. 68) น่าสนใจยิ่งต่อการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ว่าอนาคตจะเดินต่อไปอย่างไร หรือพอแค่นี้

การออกมากล่าวให้สัมภาษณ์ของ “เดชอิศม์ ขาวทอง”ในวันเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยไทย

“ใครรับมติพรรคไม่ได้ก็ต้องออกไป และในการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าพรรคไม่มีเอกภาพ ก็จะไม่มีชื่อเดชอิศม์ ขาวทอง อยู่ในพรรค”

เดชอิศม์ ขาวทอง พูดในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำพาพรรคถดถอยมาเรื่ิอยๆ พร้อมกับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หัวหน้าพรรค

“นิพนธ์ บุญญามณี” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเสยเต็มคางของเดชอิศม์ว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ดั่งเดิม เลือดแท้ รับไม่ได้กับมติพรรคประชาธิปัตย์ ที่นิพนธ์เรียกว่า “มติโจร”

ระเบียบพรรคประชาธิปัตย์ว่าด้วยการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง จะต้องผ่านหลายขั้นตอน

1.ประชุม สส.คัดเลือกมา
2.ประชุมคณะกรรมการบริหาร
3.ประชุมร่วม สส.และคณะกรรมการบริหาร

ในการปรับ ครม.ของรัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” พรรคประชาธิปัตย์เสนอตัวบุคคลผ่านทั้ง 3 ขั้นตอนแล้วหรือยัง หรือข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปหรือไม่

ลองมาวิเคราะห์กันเล่นๆว่า ภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันของพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร และจะเดินต่อไปอย่างไร ในภาวะที่ “เดชอิศม์”จะไม่แคร์ต่อการเดินออกไปของสมาชิก “เป็นช่วงรีเซต” คือคำกล่าวอ้างของเดชอิศม์

1. มีมติชัด “ร่วมรัฐบาลแพทองธารต่อ” แม้เสียงแตกก็ตาม
พรรคประชาธิปัตย์ในการประชุมคณะกรรมการบริหารเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2568 มีมติ 19 ต่อ 7 เสียง ให้พรรคยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่นำโดยไม่มีการต่อรองตำแหน่งเพิ่ม แต่ได้เพิ่มมา 1 ตำแหน่ง “แทน-ชัยชนะ เดชเดโช” นั่ง รมช.สาธารณสุข แทน “เดชอิศม์” ที่ขยับไปนั่งช่วยมหาดไทย

2. สมาชิก “เลือดใหม่” ลาออกต่อเนื่อง ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (หรือ “ดร.เอ้”) รองหัวหน้าพรรค ลาออกเมื่อ 4 ก.ค.2568 เพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ “ไทยก้าวใหม่” โดยมีท่าทีเน้นนโยบายการศึกษา นวัตกรรม

มีอดีต ส.ส. และคนรุ่นใหม่ลาออกอีกหลายราย เช่น “มาดามเดียร์” วทันยา วงศ์โอภาสี หลังจากก่อนหน้านี้ก็มีสมาชิกในระดับผู้ปกครองพื้นที่ทยอยถอนตัวไหลเป็นระลอก

3. แบ่งเป็นสองขั้วภายในพรรคชัดเจน คือฝ่ายกรรมการบริหารสนับสนุนให้ร่วมรัฐบาล กับฝ่ายผู้อาวุโส กลุ่มอนุรักษ์ ค้านการเดินหน้าสนับสนุนรัฐบาล

4. แนวโน้มและอิทธิพลมีแนวโน้มลดลง ในการเลือกตั้ง 2566 พรรคได้ สส.เพียง 25 ที่นั่ง ร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 6 ไม่มี สส. ใน กทม. เลย สะท้อนว่าฐานเสียงดั้งเดิมถูกกวาดไปจากพรรคก้าวไกลและกลุ่มอื่น ๆ 

การสูญเสียคนเก่งอย่าง “ดร.เอ้” และ “คุณหญิงกัลยา” จะกดดันภาพลักษณ์และกลยุทธ์จัดระเบียบใหม่ของพรรคไปไม่น้อย และทำให้เกมยากขึ้น

5. ความท้าทายในอนาคต พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับมือกับการขาดเลือดใหม่ และตีตรา “พรรคอนุรักษ์นิยม” ที่ไม่เปลี่ยนตัวเองแม้รักษาตำแหน่งในรัฐบาล แต่การไม่มี สส. ใน กทม. และความอ่อนแอบนเวทีระดับชาติ อาจทำให้ไม่เป็นตัวเลือกหลักในอนาคต หากพรรคใหม่ที่คนรุ่นใหม่ตั้งขึ้น (เช่น ไทยก้าวใหม่) ดึงคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นต่อไป อาจยิ่งลดอำนาจของพรรคเก่าไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

โดยสรุปภาพรวมพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้อยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ชัดเจน ยังคงมีอำนาจผ่านการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่มี “เลือดใหม่” ทยอยลาออก ด้านภายนอก พรรคถูกจัดว่ายังไม่สามารถปรับภาพลักษณ์ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ และมีความเสี่ยงสูงในสนามเลือกตั้งหน้าถ้าไม่รีบปรับตัว

ภาคใต้ฐานเสียงใหญ่ของประชาธิปัตย์อาจไม่เหลือร่องรอยให้เชยชมอีกต่อไปก็ได้ ถ้า “มึงกับกู”ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top