Friday, 5 June 2026
NewsFeed

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุน อนุมัติ 6 โปรเจกต์ใหญ่ มูลค่า 9.5 แสนล้านบาท 'ติ๊กต๊อก' นำทัพดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งเน้นพลังงานสะอาดและไฟฟ้า

บีโอไอไฟเขียว 6 โครงการ ลงทุนกว่า 9 แสนล้าน ‘ติ๊กต๊อก’ นำทัพลงทุนใหญ่ ปักหมุดไทยฐานหลักภูมิภาค

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่า 9.5 แสนล้านบาท “ติ๊กต๊อก” ทุ่มลงทุนครั้งใหญ่ ปักหมุดไทยฐานธุรกิจหลักในภูมิภาค พร้อมไฟเขียวเพิ่ม 9 โครงการเข้าระบบ Thailand FastPass และจับมือกระทรวงพลังงาน เร่งขับเคลื่อนกลไกพลังงานสะอาดและแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท พร้อมคัดเลือกโครงการลงทุนสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass อีก 9 โครงการ เพิ่มเติมจากล็อตแรก 16 โครงการ และเห็นชอบแนวทางเร่งรัดแผนผลิตและจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันกลไกพลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่ที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

อนุมัติ 6 โครงการใหญ่ ลงทุนกว่า 9.5 แสนล้านบาท

- กิจการ Data Center และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) 3 โครงการ รวมมูลค่า 913,838 ล้านบาท ได้แก่

1) บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 842,350 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา เป็นการขยายการลงทุนติดตั้ง Server เพิ่มเติม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาค รองรับความต้องการใช้บริการของลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก โดยในโครงการนี้ บริษัทจะพัฒนาหลักสูตรด้าน Digital Literacy และ e-Commerce เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และยกระดับศักยภาพบุคลากรดิจิทัลของประเทศด้วย

2) บริษัท สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือ DAMAC Group
กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เงินลงทุน 46,869 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 200 เมกะวัตต์

3) บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอโอ (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 24,619 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี รองรับ IT Load รวม 134 เมกะวัตต์

- กิจการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิเพียงรายเดียวในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากบริษัท Procter & Gamble ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก และเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อรองรับตลาดในเอเชีย เงินลงทุน 8,180 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง

- กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ของบริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด เงินลงทุน 4,728 ล้านบาท ขนาด 89.7 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา

- กิจการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) เงินลงทุน 31,422 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ โดยโพแทสเซียมคลอไรด์ที่ผลิตในโครงการจะเป็นสารสำคัญในการนำไปผลิตแม่ปุ๋ยโพแทส

เดินหน้าอนุมัติ Thailand FastPass ล็อต 2

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบคัดเลือกโครงการลงทุนรายสำคัญเข้าสู่ระบบเร่งรัดการลงทุน Thailand FastPass ล็อต 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ เงินลงทุนรวม 52,104 ล้านบาท ต่อเนื่องจากล็อตแรกที่ให้ไปแล้ว 16 โครงการ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่เข้าสู่ระบบ Thailand FastPass แล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ เงินลงทุนรวม 223,216 ล้านบาท โดยทุกโครงการจะได้รับสิทธิในการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมฯ (สผ.) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

เร่งผลักดันกลไกพลังงานสะอาด – จัดหาไฟฟ้ารองรับการลงทุน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ครอบคลุมทั้งการจัดหาไฟฟ้าในระยะเร่งด่วนเพื่อรองรับการลงทุนที่กำลังเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เริ่มมีข้อจำกัดของระบบส่งไฟฟ้า การเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อให้เกิดการลงทุนที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่และความต้องการไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงการเร่งผลักดันกลไกการจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ ทั้งมาตรการ Direct PPA ที่จะเปิดให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าร่วมและอัตราค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้า และที่ประชุมรับทราบอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff 2: UGT2) เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาดให้ภาคเอกชน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้บีโอไอประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนพลังงานสะอาด เช่น การผ่อนคลายเงื่อนไขการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า (พค. 2) สำหรับ Solar Rooftop ของผู้ประกอบการต่างชาติ และการเร่งกำหนดแนวทางสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) เพื่อให้การลงทุน Solar Farm และพลังงานสะอาดสามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

“ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวนสูง การลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Tech Hub ของภูมิภาค บีโอไอให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งด้านการยกระดับทักษะบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การพัฒนาซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติและอนุญาต เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงเร็วที่สุด” นายนฤตม์ กล่าว

'รัดเกล้า' เร่งปรับยุติธรรม!! เสนอศึกษาทางปฏิรูประบบเรือนจำ ปัญหาเรือนจำล้นเกือบ 330,000 คนทั่วประเทศ ผลักดันแนวทางสร้างคนแทนขังคน ชี้เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงสังคม

“รัดเกล้า” เร่งสภาปรับเกมยุติธรรม จาก ‘ขังคน’ สู่ ‘สร้างคน’ แก้วิกฤตผู้ต้องขังพุ่ง

กรุงเทพฯ — นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร ขอให้จัดตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการพัฒนาความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด” เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเรือนจำและปฏิรูประบบยุติธรรมทั้งระบบ

นางรัดเกล้าระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “เรือนจำล้น” อย่างรุนแรง โดยมีผู้ต้องขังเกือบ 330,000 คน สูงติดอันดับโลก ขณะที่เรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศรองรับได้เพียงประมาณ 245,293 คน ส่งผลให้มีผู้ต้องขังเกินศักยภาพเกือบแสนคน

โครงสร้างผู้ต้องขังสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม โดยกว่า 70% เป็นคดียาเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เสพและผู้ค้ารายย่อย อีกทั้งยังมีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับคำพิพากษา แต่ถูกคุมขังเพียงเพราะขาดหลักทรัพย์ในการประกันตัว

สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่วิกฤตด้านสาธารณสุข ทั้งโรคติดต่อและปัญหาสุขภาพจิต ขณะที่งบประมาณด้านการฟื้นฟูผู้ต้องขังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ผู้พ้นโทษจำนวนมากขาดโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ และมีความเสี่ยงกลับไปกระทำผิดซ้ำ

ญัตติของนางรัดเกล้าเสนอให้ “ผ่าตัดโครงสร้างระบบยุติธรรม” ผ่าน 5 แนวทางหลัก ได้แก่

1. ปฏิรูประบบกฎหมาย ลดการใช้โทษจำคุกในคดีไม่ร้ายแรง และเพิ่มโทษทางเลือก
2. แยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด
3. พัฒนาระบบฝึกอาชีพ (SDU) เชื่อมรัฐ-เอกชน เพื่อสร้างงานรองรับหลังพ้นโทษ โดยยกตัวอย่าง UNICOR ของสหรัฐอเมริกา และ CAPIC ของญี่ปุ่น ให้เห็นภาพ
4. ปรับแนวคิดการใช้งบประมาณ จาก “ค่าใช้จ่าย” เป็น “การลงทุนในทุนมนุษย์”
5.ผลักดันมาตรการลบตราบาป เช่น กฎหมายล้างมลทิน ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า สำหรับคดีอุกฉกรรจ์และคดีที่กระทบต่อความปลอดภัยของสังคม ยังคงต้องใช้โทษจำคุกอย่างเข้มงวด

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องมนุษยธรรม แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสังคม” พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “เราขังคนไปเพื่ออะไร”

“การขังทุกปัญหาไว้ในคุก ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการซ่อนปัญหาไว้จากสายตา สุดท้ายเมื่อคนเหล่านี้กลับออกมา หากยังไม่มีโอกาส ไม่มีงาน และยังถูกตีตรา วงจรอาชญากรรมก็จะเกิดซ้ำไม่รู้จบ”

“การตั้งกรรมาธิการครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ต้องขัง แต่คือการเลือกอนาคตของสังคมไทย ว่าเราจะปล่อยให้ปัญหาหมุนวนซ้ำ หรือจะเริ่มแก้ที่ต้นเหตุ เพื่อให้ระบบยุติธรรมของเราทำหน้าที่ ‘ให้โอกาสคน ควบคู่กับการคุ้มครองสังคมอย่างยั่งยืน’ ”

ชิปยังร้อนแรง!! SEMI มองความต้องการเซมิคอนดักเตอร์โตต่อ แม้ห่วงโซ่อุปทานเสี่ยงจากตะวันออกกลาง คาดยอดขายโลกแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 'อาจิต' มั่นใจความต้องการไม่ลดลง หวั่นปัญหาวัตถุดิบกระทบบ้างในระยะยาว

กลุ่มธุรกิจมองความต้องการ 'ชิป' ยังสูง แม้เกิดความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

กัวลาลัมเปอร์, 6 พ.ค. (ซินหัว) -- อาจิต มาโนชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเซมิ (SEMI) กลุ่มอุตสาหกรรมชิประดับโลก กล่าวนอกรอบการประชุมเซมิคอน (SEMICON) แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2026 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียเมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.) ว่าความต้องการเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป แม้ภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักจากวิกฤตตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางการค้าอื่นๆ

อาจิตระบุว่ายอดจำหน่ายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกจะสูงแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.35 ล้านล้านบาท) ในปี 2026 และเพิ่มขึ้นสองเท่าสู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 64.71 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูลที่ใช้ขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งนี้ อาจิตมองว่าความเสี่ยงที่เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ในปี 2026 แม้การขาดแคลนวัตถุดิบอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มในระยะยาวก็ตาม

ที่มา : Xinhua

“หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ” ถอดรหัส ‘ทาคาอิจิ’ คุกเข่าในออสเตรเลีย ถูกมองสำนึกผิดแบบมีผลประโยชน์ แฝงเกมปิดล้อมจีน จุดชนวนเอเชียเดือด ถูกมองเลือกขอโทษตะวันตก เมินเหยื่อสงครามตัวจริง

"หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ" — ถอดรหัสเบื้องหลังการคุกเข่าของ 'ทาคาอิจิ' ที่ออสเตรเลีย

ภาพของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ #ทาคาอิจิ แห่ง #ญี่ปุ่น คุกเข่าหน้าสุสานวีรชนนิรนามที่ #ออสเตรเลีย และถูกนำขึ้นโชว์บนหน้าแรกของเว็บไซต์ทำเนียบนายกฯ ญี่ปุ่นทันที กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความโกรธแค้นและระแวดระวังให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างจีนและเกาหลีใต้

1. ทำไมต้องเป็น "ออสเตรเลีย"? — หัวเข่าที่มีไว้ให้คนผิวสีขาว

หากญี่ปุ่นต้องการคุกเข่าขอโทษต่อบาปกรรมในสงครามโลกครั้งที่ 2 จริงๆ ออสเตรเลียไม่ใช่สมรภูมิหลัก:

ข้ามหัวเหยื่อตัวจริง: ก่อนจะมาออสเตรเลีย ทาคาอิจิเพิ่งไปเยือนเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานและสูญเสียประชากรไปมหาศาลในสงคราม แต่เธอกลับ "ไม่คุกเข่า" ให้เวียดนาม

เลือกกราบกรานตะวันตก: เธอเลือกที่จะคุกเข่าอย่างราบคาบใน #ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศคนขาว และรู้ดีว่าข้างหลังออสเตรเลียมี "#สหรัฐฯ และ #อังกฤษ" ยืนหนุนหลังอยู่ นี่ไม่ใช่การสำนึกผิด แต่เป็น "ใบเบิกทาง" เพื่อแสดงความภักดีต่อโลกตะวันตก และปูทางสู่การฟื้นฟูกองทัพญี่ปุ่นให้กลับสู่สภาวะปกติ (Military Normalization)

2. แผนการแฝง: แร่ธาตุ ความมั่นคง และพันธมิตรปิดล้อม

การคุกเข่าครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการลงนามข้อตกลงสำคัญระหว่างญี่ปุ่นและออสเตรเลีย:

ความมั่นคงทางแร่ธาตุ (Rare Earths): ทั้งสองประเทศแสดงความอุดมการณ์ร่วมในการต่อต้านการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (ซึ่งพุ่งเป้าไปที่จีน) โดยเตรียมจับมือกันลงทุนและอุดหนุนการพัฒนาแร่ร่วมกัน

การกระชับวงล้อม: มีการตอกย้ำความร่วมมือในกรอบ "Quad" (สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-อินเดีย) และกลุ่มพันธมิตรใหม่อย่าง "IP4" (ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-เกาหลีใต้) เพื่อปิดล้อมอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

3. ฟ้ากับเหว: การเปรียบเทียบกับ "การคุกเข่าที่วอร์ซอ" ของวิลลี บรันดท์

การคุกเข่าของทาคาอิจิ เมื่อเทียบกับของวิลลี บรันดท์ ที่วอร์ซอ ทำให้เห็นความแตกต่างทางจริยธรรมอย่างสิ้นเชิง:

Willy Brandt (1970): อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์ผู้เสียชีวิตจากการลุกฮือของชาวยิวในวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็น "เหยื่อโดยตรง" ของ #นาซี เพื่อแสดงความสำนึกผิดอย่างแท้จริงจากใจจนชนะใจคนทั้งโลก

Sanae Takaichi (2026): คุกเข่าต่อหน้าประเทศคนขาวเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ โดยปฏิเสธที่จะไปคุกเข่าขอโทษเหยื่อสงครามนับแสนคนที่หนานจิงหรือเกาหลีใต้

ความย้อนแย้งที่น่าขยะแขยง: "ลองจินตนาการว่า ถ้าวันนั้น วิลลี บรันดท์ ไม่ยอมคุกเข่าต่อหน้าเหยื่อชาวยิวในโปแลนด์ แต่เลือกไปคุกเข่าที่สุสานทหารอเมริกาหรืออังกฤษแทน... โลกจะมองว่ามันน่าขันและเสแสร้งขนาดไหน?"

ญี่ปุ่นไม่ได้ 'คุกเข่าไม่เป็น' หรือ 'หยิ่งยโสจนก้มหัวไม่ได้'  เขาก้มได้ คุกเข่าได้ แต่ต้องเลือกดูว่าเข่าคู่นั้นก้มลงแล้วจะได้ 'กำไร' กลับมาเท่าไหร่ในทางการเมือง

การคุกเข่าต่อออสเตรเลียได้ประโยชน์ทั้งพันธมิตรทางทหารและการยอมรับจากกลุ่มแองโกลแซกซอน (Anglo-Saxon) แต่การคุกเข่าให้จีนหรือเกาหลีใต้ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองในมุมมองของกลุ่มขวาจัดญี่ปุ่น แถมยังจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศร่วงอีกต่างหาก

ตราบใดที่นักการเมืองญี่ปุ่นยังคงใช้ 'คำสารภาพบาป' เป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า และยังใช้คำว่า '#สิ้นสุดสงคราม' แทนคำว่า '#พ่ายแพ้สงคราม' พร้อมทั้งยังคงบูชา #อาชญากรสงคราม ในศาลเจ้าจาสุกุญิ... หัวเข่าที่แคนเบอร์ราครั้งนี้ ก็เป็นได้แค่ 'การแสดงละครสวมหน้ากาก' ที่น่ารังเกียจที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตปี 2026

ที่มา : https://www.facebook.com/100075826461941/posts/984873714050168/?rdid=uiJh4mvNSoM53MTG#

Traveloka เผยเทรนด์นักท่องเที่ยวไทย!! นักเดินทางไทยรอโปรฯเลขเบิ้ล ใช้งานพุ่ง 49% ช่วง Double Day มูลค่าการทำธุรกรรมโต 70% 5.5 Epic Sale ดึงลูกค้าเพิ่ม

Traveloka เผยนักท่องเที่ยววางแผนทริปช่วง “Double Day” ดันยอดการใช้งานพุ่งสูงถึง 49%

การท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจแบบฉับพลันอีกต่อไป นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการวางแผนท่องเที่ยวให้กลายเป็นการจองแบบรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยแคมเปญ "Double Day" หรือ "วันเลขเบิ้ล" มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกช่วงเวลาในการจอง มากกว่าการเลือกสถานที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว

กรุงเทพฯ 30 เมษายน 2569 - พฤติกรรมการจองท่องเที่ยวของคนไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่จองแบบทันทีทันใด ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวไทยหันมาวางแผนการเดินทางให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของแคมเปญส่งเสริมการขายมากขึ้น โดยเฉพาะแคมเปญ "Double Day" อย่าง 1.1, 2.2 และ 5.5 ซึ่งไม่เพียงแต่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกจอง เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อช่วงเวลาที่ตัดสินใจจองอีกด้วย

ข้อมูลล่าสุดจาก Traveloka เผยว่าแคมเปญเหล่านี้กำลังเปลี่ยนรูปแบบการจองในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในปี 2568 เมื่อผู้บริโภคชาวไทยเข้าใช้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องในช่วงแคมเปญ Double Day ส่งผลให้ยอดการเข้าใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 49% ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม

เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงนี้ Traveloka ได้ปรับปฏิทินการตลาดในปี 2569 ด้วยการเพิ่มความถี่ของแคมเปญในช่วงไตรมาสแรกของปี โดยลูกค้า Traveloka ตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ฐานลูกค้าในสิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มีมูลค่าการทำธุรกรรมโดยรวมเติบโตสูงถึง 70% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่มีนัยสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภครูปแบบใหม่นี้

อเล็กซ์ จุง หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Traveloka กล่าวว่า "ผู้ใช้งานของเราชอบวางแผนเดินทางในวันที่มีเลขสวยหรือมีความหมายพิเศษ เราจึงต้องการเป็นแบรนด์แรกที่พวกเขานึกถึงในช่วงเวลาเหล่านั้น เมื่อเราปรับกลยุทธ์การตลาดให้ตรงกับพฤติกรรมนี้ เราไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า แต่ยังสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับพวกเขาอีกด้วย"

จากการจองทันที สู่การ "รอจังหวะดีล"
นักท่องเที่ยวไทยยังคงติดตามเทรนด์สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมยอดนิยมทั่วโลก แต่พฤติกรรมการจองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ปัจจุบัน แทนที่จะจองทันทีเมื่อพบที่ ๆ ชอบ นักท่องเที่ยวกลับเลือกที่จะรอก่อน เพราะรู้ว่าช่วงไหนมักจะมีโปรโมชัน จึงชะลอการตัดสินใจจองเพื่อรอจังหวะที่มีดีลออกมา สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวไทยวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยการรอดีลไม่ใช่แค่โชคดีที่ได้มาเพิ่มเติมอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการตัดสินใจ

การวางแผนการเดินทางในปัจจุบันเป็นไปตามปฏิทินโปรโมชัน
แคมเปญ Double Day ไม่ใช่แค่โปรโมชันธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวรอคอยตลอดทั้งปี แทนที่จะเป็นเพียงส่วนลดครั้งเดียว วันเหล่านี้กลายเป็น "สัญญาณให้จอง" สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนไว้แล้ว โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่

'เส้นทางเอเชียตะวันออก': การจองล่วงหน้าสำหรับทริปใหญ่
สำหรับการเดินทางต่างประเทศ นักท่องเที่ยวมักวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ในช่วง Double Day Traveloka พบว่ามีการจองไปยัง ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก นักเดินทางใช้โอกาสนี้จองระดับพรีเมียมในจุดหมายยอดนิยมที่มักจะเต็มตลอดทั้งปี

การท่องเที่ยวในประเทศ: เพิ่มทั้งความถี่และคุณภาพ
สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศ แคมเปญ "Double Day" ช่วยให้การท่องเที่ยวกลายเป็นกิจกรรมที่ทำได้บ่อยขึ้น จุดหมายยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี และเชียงราย ยังคงครองใจนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สถานที่เหล่านี้ได้ประโยชน์จากแนวคิด "จองเลย ไปเร็ว ๆ นี้" ที่นักเดินทางใช้ดีลเพื่ออัปเกรดที่พักให้ดีขึ้น หรือเพิ่มความถี่ในการเที่ยวในประเทศให้มากขึ้น
 
5.5 สัญญาณของช่วงเวลาจองยอดนิยมครั้งต่อไป
จากพฤติกรรมการจองที่เปลี่ยนไป Traveloka กำลังเพิ่มแคมเปญใหม่ด้วย 5.5 Epic Sale ที่จะมาถึงในวันที่ 4-8 พฤษภาคม 2569 โดยวันที่ 5 พฤษภาคม (5.5) เป็นวันจองสูงสุด นักเดินทางจะได้รับโปรโมชันมากมาย อาทิ ส่วนลดเที่ยวบินสูงสุด 25,555 บาท คูปองลดราคาพิเศษสูงสุด 50% ค่าโดยสารเริ่มต้นเพียง 555 บาท และที่พักพร้อมประสบการณ์การท่องเที่ยวเริ่มต้นเพียง 55 บาท

5.5 ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญเดี่ยว แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า เมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มมองหาโอกาสหลายครั้งตลอดทั้งปี เพื่อจองเที่ยวบิน ที่พัก และประสบการณ์ท่องเที่ยวในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น

กฎใหม่ของการเดินทาง: จังหวะเวลาคือทุกอย่าง
ข้อสรุปที่ชัดเจนคือราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญ แต่จังหวะเวลาก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันในการตัดสินใจเดินทาง

แคมเปญ Double Day จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของส่วนลดอีกต่อไป แต่กำลังกำหนดรูปแบบการวางงบประมาณ การวางแผน และการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวไทยในการเปลี่ยนแรงบันดาลใจในการเดินทางให้กลายเป็นความจริง

แม้ว่าความต้องการเดินทางจะยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ แต่นักเดินทางที่ฉลาดที่สุดไม่ได้แค่เลือกว่าจะไปที่ไหน แต่เลือกด้วยว่าจะจองเมื่อไร โดย Traveloka แพลตฟอร์มท่องเที่ยวครบวงจรชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนะนำให้นักเดินทางวางแผนล่วงหน้า และใช้ประโยชน์จากช่วงโปรโมชันพิเศษเหล่านี้ เพราะการจองในช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วยให้ได้ความคุ้มค่ามากขึ้น และทำให้ความฝันในการเดินทางเป็นจริงได้

‘สรรเพชญ’ ดันโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ เปิดโต๊ะถกเอกชน 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง เชื่อมลุ่มน้ำโขง–BIMSTEC ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้า ดันท่าเรือเชียงแสน–เชียงของ–ระนองขึ้นฮับภูมิภาค ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางขนส่งอาเซียน–เอเชียใต้

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค

วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจหกประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ณ ห้อง CB407 อาคารรัฐสภา โดยมีนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมรับฟัง ได้แก่ นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง นายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ สส.เชียงราย นางมลธิชา ไชยบาล สส.เชียงราย และนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ สส.เชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย และกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมได้หารือในประเด็น “โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก–BIMSTEC ผ่านประเทศไทย” เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ เชื่อมโยงจีน กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง อาเซียน และเอเชียใต้

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงการยกระดับท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงระบบขนส่งทางน้ำ ทางราง และทางถนน ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมการหารือยังได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเห็นว่า การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและท่าเรือเชิงยุทธศาสตร์ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งศึกษาการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ รวมถึงท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือหลักและศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานการให้บริการ ระบบบริหารจัดการท่าเรือ การเชื่อมโยงกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับปริมาณการค้าและการขนส่งที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้ขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมการขนส่งทางราง ศึกษาและพิจารณาแนวทางการขยายเส้นทางรถไฟจาก ตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร เชื่อมต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางกับท่าเรือให้ครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันในอนาคต

ปริมาณสำรองยืน 113 วัน ตลาดน้ำมันโลกคลายกังวล พลังงานไทยมั่นคง ดีเซลผลิตได้เกินจำหน่าย กองทุนติดลบ 63,469 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศระงับปฏิบัติการ "Project Freedom" หรือภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว โดยระบุถึงความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยขีปนาวุธและโดรนจากฝ่ายอิหร่านก็ตาม พัฒนาการดังกล่าวทำให้นักลงทุนในตลาดโลกคลายความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ท่ามกลางความหวังว่าเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับมาเปิดใช้งานได้และมีน้ำมันไหลเวียนสู่ตลาดอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาวะตึงตัวของตลาดหลังจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ จากความหวังเรื่องการคลี่คลายของอุปทานนี้ ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเมื่อวันก่อนหน้าเผชิญแรงเทขายจนร่วงลงอย่างชัดเจน 

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 

6 พฤษภาคม 2569

 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 113 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 21 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 4 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.70 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.64 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันขายปลีกยังคงที่​ โดยดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.15 - 88.75 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.99 – 120. 04 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,469. 54 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 15.54 ล้านบาท

'AAT' ทุ่มหุ่นยนต์!! พลิกเกมเดิมสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ ลงทุนกว่า 85 ยูนิต Cobots ผลักดัน Smart Factory ท่ามกลางแรงกดดัน ส่งเสริมศักยภาพทีมงานภายใน

Big Move! AAT ทุ่ม Cobots กว่า 85 ยูนิต
พลิกเกมการผลิตสู่ Smart Factory ด้วยพลังคน + เทคโนโลยี

ระยอง, ประเทศไทย – บริษัท Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd. (AAT) เดินหน้ากลยุทธ์ยกระดับการผลิตครั้งสำคัญ ด้วยการลงทุนใน Collaborative Robots (Cobots) มากกว่า 85 ยูนิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน แรงงาน และความผันผวนของอุตสาหกรรมยานยนต์

การลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเครื่องจักร แต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการผลิตยุคใหม่” เพื่อยกระดับโรงงานสู่ Smart Factory ที่สามารถตอบโจทย์การผลิตในปัจจุบัน  โดยมุ่งเน้นทั้ง Productivity ที่สูงขึ้น การลดต้นทุนในระยะยาว และความยืดหยุ่นในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเฟสล่าสุด AAT ได้ติดตั้ง Cobots จำนวน 22 ยูนิต โดยดำเนินการติดตั้งและพัฒนาระบบโดยทีมงานภายในทั้งหมด สะท้อนถึงศักยภาพขององค์กรในการต่อยอดเทคโนโลยีและสร้างขีดความสามารถจากภายใน (In-house Capability) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน Digital Transformation อย่างยั่งยืน

บริษัท Applicad Public Company Limited (AppliCAD) มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd. (AAT) ผ่านการนำ Collaborative Robots (Cobots) มากกว่า 85 ยูนิต เข้ามาใช้งานในกระบวนการผลิต
“The only way to go through all this situation is to continue investing in efficiency, in technology to be prepared for these difficult times.”— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

"This is not just about the new equipment, but also about the strengthening AAT capabilities for the future, driven by our own talented people."— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.
"That's why we have a competitive advantage that even our parent companies in other parts of the world don't have."— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

"ถ้าเราไม่มั่นใจในทีมงานที่จะติดตั้ง เราก็คงไม่กล้าซื้อหุ่นยนต์ขนาดนี้ เพราะการซื้อคงไม่ยากเท่าการติดตั้ง" — Supot Langsanam, Executive Vice President, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.
“ถ้าเราไม่เริ่มจากหนึ่ง เราจะไม่มีวันรู้ว่าตัวเองทำได้มากแค่ไหน” — เพราะการแข่งขันที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องค่าแรง แต่คือความสามารถในการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง” — Supot Langsanam, Executive Vice President, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ AppliCAD ทำหน้าที่เป็น Strategic Technology Partner ในการร่วมพัฒนา และผลักดันการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริงในระดับโรงงาน (Industrial Deployment) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

"AAT เป็นบริษัทที่มี Innovation มากๆ และมีวิสัยทัศน์ในการมองภาพการพัฒนาสถานที่ทำงาน รวมถึงมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนากระบวนการทำงานอยู่เสมอ"  — Patipat Klampracha, Deputy Director, Applicad Public Company Limited

การลงทุนครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Smart Manufacturing อย่างเต็มรูปแบบ โดยองค์กรที่สามารถผสาน “เทคโนโลยี + ศักยภาพของบุคลากร” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ การขยายการใช้งาน Cobots ในระดับมากกว่า 85 ยูนิต ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของ AAT ในการวางรากฐานสู่โรงงานแห่งอนาคต (Factory of the Future) และเป็นกรณีศึกษาสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการปรับตัวสู่ยุคของ Automation และ AI-driven Manufacturing

ติดตามนวัตกรรมจาก AppliCAD และ JAKA Robotics ได้ที่ https://www.applicadthai.com/jaka/

‘ณัฏฐ์ มงคลนาวิน’ วิเคราะห์แลนด์บริดจ์ แลนด์บริดจ์ถูกชูทางออกภูมิรัฐศาสตร์ ดันไทยเป็นประตูการค้าอินเดีย–ยุโรป แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่ถนน–ท่าเรือ แต่คือเกมยุทธศาสตร์ เปลี่ยนภาคใต้เป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่

แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน: ยุทธศาสตร์พลิกโฉมประเทศไทยบนรอยต่อแห่งโอกาส?

ในฐานะที่ผมวางตำแหน่งตัวเองเป็น นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมได้ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการแลนด์บริดจ์อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขงบประมาณมหาศาล แต่คือ “เสียงสะท้อนจากหัวใจของคนไทยและพี่น้องในพื้นที่”

 1. Sentiment จากพื้นที่: เสียงส่วนใหญ่ที่สนับสนุน บนความหิวโหยในข้อมูล

จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุด รวมถึงผลสำรวจจาก NIDA Poll เกี่ยวกับทัศนคติของคนใต้ต่อโครงการนี้ พบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากครับ คือคนไทยและพี่น้องในพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่กว่า 67% ให้การสนับสนุนโครงการนี้ เพราะเขามองเห็น "โอกาส" ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและการจ้างงานในบ้านเกิด

ทว่า ปมปัญหาที่ทำให้เกิดความลังเลไม่ใช่การปฏิเสธการพัฒนา แต่คือ “ความหิวโหยในข้อมูลที่ถูกต้อง”

Awareness vs Understanding: ข้อมูลจาก NIDA Poll ระบุชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ (กว่า 54%) "เคยได้ยิน" ชื่อโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ "ไม่เข้าใจรายละเอียด" ของมันจริงๆ

ความหวังแฝงความกังวล: แม้จะสนับสนุนเพราะหวังผลเศรษฐกิจ แต่ประชาชนยังมีความกังวลสูงในเรื่องผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ, ความคุ้มค่าของงบประมาณ และความโปร่งใส

 2. พลิกโมเดลเศรษฐกิจ: การคาดการณ์รายได้และผลตอบแทนตามระยะเวลา

หัวใจสำคัญที่ผมอยากให้ทุกคนเห็นภาพ คือ "การเติบโตของเม็ดเงิน" ที่จะไหลเข้าสู่ประเทศตามแผนการพัฒนา 4 ระยะ (Phasing Strategy):

ช่วงก่อสร้างและเริ่มต้น (2573 - 2576): จะมีการอัดฉีดเงินลงทุนระยะแรกกว่า 522,844 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักและเปิดท่าเรือฝั่งชุมพรและระนอง

ช่วงขยายตัว (2574 - 2581): จะมีการลงทุนต่อเนื่องรวมกว่า 393,183 ล้านบาท เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและติดตั้งระบบอัตโนมัติ

เป้าหมายผลตอบแทน (ROI):

- โครงการนี้คาดการณ์ว่าจะสร้างการจ้างงานใหม่รวมถึง 280,000 อัตรา

- ช่วยกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ 1.5 ต่อปี

- จากการประเมินของ สนข. อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) จะอยู่ที่ ร้อยละ 11 ถึง 17.38

 มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) สูงถึง 3.07 แสนล้านบาท และคาดว่าจะ คืนทุน (Break-even) ได้ภายใน 24 ปี

 3. ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics): ทำไมแลนด์บริดจ์จึงเป็นคำตอบ?

โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการคมนาคม แต่มันคือการแก้ปม “The Malacca Dilemma” หรือวิกฤตการณ์ช่องแคบมะละกาที่ทั่วโลกกำลังกังวล

ความแออัดที่รอวันระเบิด: ช่องแคบมะละกามีเรือผ่านกว่า 90,000 ลำต่อปี และจะเกินขีดจำกัดภายในปี 2573

ความมั่นคงทางพลังงาน: จีนนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบมะละกาถึง 80% แลนด์บริดจ์จึงเป็นเส้นทางสำรองยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค

 4. พลิกโมเดลเศรษฐกิจ: จาก “ทางผ่าน” สู่ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEC)”

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมสนับสนุนโครงการนี้คือแนวคิดการผนวกแลนด์บริดจ์เข้ากับ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)

สร้างฐานการผลิตในพื้นที่: เราจะไม่ยอมให้แลนด์บริดจ์เป็นเพียงทางผ่าน แต่จะดึงอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมเบา และการเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง เข้ามาลงทุน

จุดเริ่มต้นที่ระนอง: เริ่มต้นเฟสแรกที่ท่าเรือน้ำลึกระนอง เพื่อเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมสู่ตลาดอินเดียและยุโรปได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ทันที

 5. ความท้าทายที่รัฐต้องตอบโจทย์ให้ชัดเจน

แน่นอนว่าความเสี่ยงย่อมมี และรัฐบาลต้องบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

ปัญหา Double Handling: ภาคเอกชนกังวลว่าการยกสินค้าขึ้น-ลงรถไฟอาจเสียเวลาเพิ่ม 8-9 วัน และมีต้นทุนเพิ่มถึง 200-300 ล้านบาทต่อเที่ยวเรือ รัฐต้องมีคำตอบเชิงเทคนิคที่ชัดเจน

สิทธิของชุมชน: การเวนคืนที่ดินกว่า 1.5 แสนไร่ และการรักษาป่าชายเลนระนองต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐาน ESG ระดับสากล

 มุมมองทางยุทธศาสตร์จากผม ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

ผมเชื่อมั่นว่าแลนด์บริดจ์คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของคนไทยครับ ชัยภูมิที่ตั้งของไทยคือทรัพย์สินที่ล้ำค่าที่สุด และถึงเวลาแล้วที่เราจะใช้มันเพื่อสร้างอนาคตให้คนรุ่นหลัง โดยโครงการนี้เราจะไม่ได้ใช้เพียงงบประมาณของประเทศเราเองในการดำเนินงาน แต่จะเป็นการเปิดรับเงินลงทุนจากบริษัทเอกชนและพันธมิตรจากต่างประเทศที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จนี้

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในตอนนี้ อ้างอิงจากเสียงสะท้อนใน NIDA Poll คือต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตอบคำถามที่ค้างคา และทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าพวกเขาคือ "เจ้าของโครงการ" อย่างแท้จริง เมื่อวันนั้นมาถึง แลนด์บริดจ์จะเป็นสัญลักษณ์แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยครับ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม

6 พฤษภาคม 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1299385335625682&id=100066626826372&post_id=100066626826372_1299385335625682&rdid=lS7GW1a0KtYmpin0#

ไทยควรถอดบทเรียนจีน? จีนชู Basic Research ปูทางครบวงจรต้นน้ำถึงปลายน้ำ รับศึก Tech War ชี้องค์ความรู้ต้นน้ำคือกุญแจสู่เทคโนโลยีอนาคต เสริมอีโคซิสเต็มนวัตกรรม หวังลดพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ ไทยต้องสร้างฐานวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ก่อนหวังแข่งนวัตกรรมโลก

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค อุอิ มุมิ ได้กล่าวว่า

จีนประกาศ เน้น วิจัยวิทยศาสตร์พื้นฐาน !!

เออ เป็นอะไรที่แบบผมอยากเห็นในประเทศไทยมากๆ เพราะสิ่งที่ Xi กล่าว "basic research is the origin of the entire scientific system and the matter switch for all technological issues" มันไม่มีอะไรเกินจริงเลย

ต่อให้ผมต้องพูดรอบที่ล้าน ก็ต้องพูดว่า เทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ระบบ GPS NMR อื่นๆ นั้นล้วนมาจากการเข้าใจธรรมชาติพื้นฐาน ซึ่ง ณ ตอนนั้นองค์ความรู้อาจจะยังไม่ได้โดนหยิบเพื่อเอาไปต่อยอดเป็น "ประโยชน์" แบบทันที (ประโยชน์ก็ต้องนิยามให้ดี หากจะนิยามว่า ทำให้ชีวิตดีขึ้น อำนวยความสะดวก มันก็ได้ แต่หากจะบอกว่า มันทำให้เราฉลาดขึ้น ลดพื้นที่ของความไม่รู้มากขึ้น มันก็ได้เช่นกัน)

สมัยก่อนผมเคยได้ยินว่า จีน ลงทุนซื้อ อุปกรณ์อะไรที่เขาสนใจ แล้วจากนั้นถอดออกทุกอย่างเพื่อดูว่าทำงานยังไง จากนั้นก็ทำการสร้างเรียนแบบ ปรับปรุงให้ดีขึ้น และที่ผ่านมาหากทำจริง ผมว่าเขาก็ประสบความสำเร็จมากๆเลยนะครับ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นรถ EV / Robot/ AI ผมว่าจีนนี้มาเบอร์ต้นๆ เอาเฉพาะ EV ผมเห็นข่าวว่า รถในเครือญี่ปุ่นออกมายอมรับว่า แพ้แล้ว ไม่น่าจะสู่จีนได้ หรือแม้กระทั้ง Musk เอง มีคนเคยถามถึง BYD ในสมัยเริ่มใหม่ เขาหัวเราะ แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะยังหัวเราะได้มั้ย

สิ่งที่ Xi ออกมาประกาศนี้ผมว่ามันมีความสำคัญ เพราะมันจะยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมไปอีกขั้น เพราะหากจีนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต้นน้ำได้ นั้นหทายความว่า ในอนาคตเขาไม่ต้องพึงใครละ(ถ้าต้องก็คงน้อยมาก) เพราะมันจะครบ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งมันคือ Ecosystem ที่เหมาะ (ทั้งนี้ในแง่ของการทำจริง ก็คงมีอุปสรรคแน่นอน อะไร ยังไง ก็ว่าไป เช่น งานวิจัยสายพื้นฐานนี้มันเห็นผลช้า และต้องการอิสระทางความคิด มันไม่ใช่ Quick win แต่มัน "จำเป็น")

สำหรับมุมมองผม เท่าที่ผมมีเพื่อนและรู้จักนักวิจัยจีน ผมก็เห็นได้เลยว่าเขาสนับสนุนวิจัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพราะสายงานวิจัยที่ผมทำอยู่อันหนึ่ง เช่น integrable systems เนี้ย ถามว่ามันมีประโยชน์ยังไง จะนำไปสู้นวัตกรรมยังไง ตอบยากมากๆ แต่ก็เห็นมีการจัดประชุมวิชาการเรื่องพวกนี้อย่างต่อเนื่องและสนับสนุนโดยัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐของเขา

ถ้าจะมองลงไปที่ Future Tech อย่างพวก Quantum Tech ผมว่าจีนก็เป็นผู้เล่นที่มีบทบาทมากๆเลย เขาลงทุนทำวิจัยทางด้านนี้แบบจริงจัง มีสถาบัน ห้องแลปวิจัย หรือ startup หลากหลาย หรือว่าง่ายๆ เขาก็ลงไปเล่นใน Tech war ณ ตอนนี้เหมือนกัน

กลับมาดูประเทศไทย ผมเห็น อว ประกาศยุทธศาสตร์เรื่อง Tech war ออกมาเหมือนกัน ผมว่าถือเป็นอะไรที่ดีมากๆ (ก็ต้องดูกันไปยาวๆ เพราะเพิ่มเริ่มต้น) เห็นพูดถึงเรื่องงานวิจัยพื้นฐานด้วย ก็หวังเป็นอย่างมากกว่าจะเพิ่มเม็ดเงินทางด้านงานวิจัยให้มากขึ้น และสร้าง Ecosystem ที่ทำให้คนเก่งอยากทำงานในประเทศ(อันนี้สำคัญมากๆ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะทำงานที่ไหน ก็คนไทยอยู่ดี)

เจาะลงมาอีกนิด วิทยาลัยเพื่อการค้นคว้าระดับรากฐาน (IF) นั้นก็เป็นหนึ่งสถานที่ในไทยที่เน้นการทำงานวิจัยพื้นฐานจริงๆ ด้านฟิสิกส์ทฤษฎี เช่น

- Gravity

- Cosmology

- Field theory

- Quantum information/Quantum Tech

ก็ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยนเรศวรที่เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยส่วนนี้และส่งเสริม ทำให้เกิด Ecosystem เล็กๆตรงนี้ได้ และผมมองว่า IF จะเป็นส่วนช่วยในการสร้างกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน อีกทั้งยังเป็นที่สำหรับน้องเยาวชนที่สนใจเรื่องฟิสิกส์ในบริบทต่างๆ อีกด้วย

สุดท้าย ผมมองว่าใน Tech war นี้เราคงต้องเลือกว่า เราจะไปอยู่ตรงไหน เพราะเราคงไม่สามารถเอาชนะเจ้าใหญ่ได้ เช่น เราคงจะไปสร้างเครื่อง Quantum Computer แข่งกับเจ้าใหญ่ที่เขาทำ น่าจะยาก แต่หากมีความร่วมมือ แล้วเน้นไปที่พัฒนา Algorithm น่าจะมีโอกาศมากกว่า

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10164921372731948&id=776826947&post_id=776826947_10164921372731948&rdid=rInP7jwElMrVzRik#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top