Friday, 5 June 2026
NewsFeed

ม.ธนบุรี จัดจิตอาสา ร่วมกลุ่ม UNITE Thailand พัฒนานักศึกษา ผสานกิจกรรมจิตอาสาเข้าหลักสูตร ส่งเสริมความรับผิดชอบสู่ชุมชน มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยรอ

ม.ธนบุรี ร่วมกับกลุ่ม UNITE Thailand นำกิจกรรม “จิตอาสา” ส่งเสริมเยาวชนไทยรับใช้สังคม

มหาวิทยาลัยธนบุรี ผนึกความร่วมมือกับกลุ่ม UNITE Thailand นำนักศึกษาร่วมงานจิตอาสา ภายใต้ปรัชญา University For All หรือมหาวิทยาลัยเพื่อปวงชน ที่จะให้บริการประชาชนและชุมชน ส่งเสริมการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พัฒนาทางด้านจิตใจสู่ความเป็นมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัว พร้อมนำความรู้ไปพัฒนาประเทศ ล่าสุดมีแนวคิดพัฒนาความร่วมมือทางด้านจิตอาสา เข้าสู่การดำเนินงานของทางกิจการนักศึกษา ควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยที่ผ่านมาได้มีการนำนักศึกษาไปร่วมโครงการฯ กับกลุ่ม UNITE Thailand ที่ จ.กาญจนบุรี และที่โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม เขตบางคอแหลม กทม. ในกิจกรรมสอนภาษาอังกฤษและศิลปะ ภายใต้โครงการ เยาวชนคนกล้าฝัน

ดร.บัญชา เกิดมณี อธิการบดี มหาวิทยาลัยธนบุรี กล่าวว่า “การร่วมทำกิจกรรมจิตอาสากับกลุ่ม UNITE Thailand ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้นอกสถานที่ เป็นของจริงจากสังคมภายนอกที่เป็นรูปธรรม สร้างการจดจำที่ดีให้เกิดขึ้นตลอดชีวิต ซึ่งไม่สามารถศึกษาได้จากในห้องเรียน โดยในอนาคตทางมหาวิทยาลัยฯ มีโครงการจะพัฒนาความร่วมมือกับกลุ่ม UNITE Thailand ในเข้าสู่การดำเนินงานของทางกิจการนักศึกษา ควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยฯ ยังได้มีการทำประโยชน์ให้สังคมอีกหลายอย่าง อาทิ การมอบที่ดิน 1 แปลง ในซอยเพชรเกษม 110 ให้กับทางสำนักงานอนามัย กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนโดยรอบที่เป็นกลุ่มรากหญ้าได้ใช้ประโยชน์ ในการสร้างสำนักงานอนามัยเพื่อใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น อาทิ เมื่อเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ก็จะสามารถเป็นจุดคัดกรองก่อนส่งตัวผู้ป่วย สู่โรงพยาบาลภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2570 อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ทำก็คือการไม่มีคอนวีเนียนสโตร์ หรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ ของบริษัทฯ ภายนอก มาตั้งภายในมหาวิทยาลัย รวมทั้งศูนย์อาหารต่างๆ ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการให้นักศึกษามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการใช้มี SMEs เกิดขึ้นในชุมชนโดยรอบ สามารถค้าขายและเลี้ยงตัวเองได้”

ด้าน น.ส.เมษาวดี สุขกรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยธนบุรี ได้กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ได้เข้าร่วมงานกับกลุ่ม UNITE Thailand มานานกว่า 2 ปี ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องการมีพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ในการดึงทักษะการเป็นผู้นำ, การจัดการงานเฉพาะหน้า, ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ได้ออกมาใช้ในพื้นที่จริง ทำให้รู้ถึงศักยภาพตัวเอง และสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ เนื่องจากจะมีแนวทางในการจัดกิจกรรมหรือนำเสนอ เกิดเป็นแบบแผนที่จะนำไปใช้ในโครงการอื่นๆ ได้ในอนาคต ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยฯ มีนโยบายที่เกี่ยวข้องและเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชน คอยช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านต่างๆ อาทิ โครงการหอยแมลงภู่ เข้าไปช่วยจัดทำแพ็คเกจ ยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้อยู่ได้นานตลอดการขนส่ง เพื่อส่งเสริมต่อยอดสร้างรายได้ รวมถึงเข้าไปให้ความรู้เรื่องโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า”

มาที่ ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 และผู้ริเริ่มกลุ่ม UNITE Thailand กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยธนบุรีเป็นกำลังสำคัญของกลุ่ม UNITE Thailand ทางท่านผู้บริหาร ดร. บัญชา เกิดมณี อธิการบดี และ ดร. นภวรรณ แย้มชุติ รองอธิการบดี ให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม และสนับสนุนกิจกรรมของเราเป็นอย่างดีเรื่อยมา ส่วนคณาจารย์ และนักศึกษาก็เป็นแกนหลักในการลงพื้นมี เป็นคนมีความรู้ ความสามารถ เข้ากับเยาวชนในพื้นที่ได้ดี สามารถในการเข้าถึงแต่ละชุมชนที่เราไปทำกิจกรรมด้วย ทางกลุ่ม UNITE Thailand รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานกับทีมงานมหาวิทยาลัยธนบุรีที่มีคุณภาพ และมีน้ำใจ เสียสละเพื่อส่วนรวม”

Liberator เปิดเวที Investment Forum 2026 จัดสัมมนาใหญ่ “โลกใหม่ โอกาสใหม่” เปิดมุมมองลงทุนยุค AI วันที่ 23 พ.ค. นี้ ชวนจับโอกาสลงทุนโลกใหม่ ถอดรหัสระเบียบโลกใหม่–ธุรกิจโตซ่อนเร้น–AI

Liberator เปิดเวทีใหญ่ “Liberator Investment Forum 2026”
ชวนมองหาโอกาสลงทุนในโลกใหม่ กับกูรูธุรกิจ การลงทุน 
และ AI ชั้นนำของไทย

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator เตรียมจัดงานสัมมนาการลงทุนครั้งใหญ่ “Liberator Investment Forum 2026: โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล” ในวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 – 17.30 น. ณ ห้องพญาไท 3–4 ชั้น 6 โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับนักลงทุนไทย ท่ามกลางโลกการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ระเบียบโลกใหม่ โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต และบทบาทของ AI ที่กำลังเข้ามายกระดับการตัดสินใจลงทุน

งานครั้งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสก่อนใคร ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ คือ ระเบียบโลกใหม่กับการลงทุนยุคใหม่ การเจาะธุรกิจนอกสายตาทั่วโลกเพื่อคัดโมเดลที่ใช่ และการก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI โดยรวบรวมผู้บริหาร นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำมาร่วมถอดรหัสการเปลี่ยนแปลงและค้นหาศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่คนส่วนใหญ่อาจยังมองข้าม

เริ่มต้นงานด้วยช่วง Welcome & Vision | LIBERATOR MOVE 2026 โดยคุณวทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ที่จะมาถ่ายทอดวิสัยทัศน์และทิศทางในการเดินหน้าปลดล็อกโอกาสการลงทุนให้คนไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์ให้เข้าถึงง่าย ทันสมัย และตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ต่อเนื่องด้วย 3 Session หลัก ได้แก่ 

Session 1 - World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่ วิเคราะห์โครงสร้างโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งมิติเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ในการลงทุน โดยคุณวทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Liberator พร้อมด้วยเหล่ากูรู-ผู้นำทางความรู้ด้านการลงทุนแห่งอนาคตระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่จะมาร่วมถอดรหัสทิศทางโลกเพื่อการวางกลยุทธ์ที่เหนือกว่า 

Session 2 - Hidden Growth Model: เจาะธุรกิจนอกสายตาทั่วโลก คัดโมเดลที่ใช่ก่อนใคร ค้นหาโอกาสจากโมเดลธุรกิจนอกกระแสที่คนส่วนใหญ่มองข้ามผ่านประสบการณ์จริงของ คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ Founder & CEO Ookbee, นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ Co-Founder & CEO RISE และ คุณวรภัทร ชวนะนิกุล Chief Strategy Officer & Chief Financial Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด และ Chief Executive Officer บริษัท Singha Venture Capital Fund Limited 

Session 3 - AI Investment Frontier: ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI ชี้ให้เห็นว่า AI เปลี่ยนการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนอย่างไร โดย นพ.จักรินทร์ สราญฤทธิชัย นักลงทุนสาย Hybrid เจ้าของเพจหุ้นพอร์ตระเบิด, คุณบรรพต ธนาเพิ่มสุข ผู้ก่อตั้งช่องรายการ TAM-EIG (ถามอีก กับอิก) และ คุณสุธน สิงหสิทธางกูร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนหุ้นไทย เวียดนาม และจีน

Liberator เชื่อมั่นว่าในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ที่การลงทุนไม่ใช่เพียงการเลือกสินทรัพย์ การอ่านทิศทางโลกให้ขาดและมีเครื่องมือที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญของการลงทุน งาน Liberator Investment Forum 2026 จึงเป็นเวทีแห่งโอกาสที่จะเปลี่ยนความเข้าใจให้กลายเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง
 
ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยลูกค้า Liberator สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี และสำหรับบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมงานได้เพียงเปิดบัญชีกับ Liberator

เปิดบัญชีลงทุนและรับสิทธิเข้าร่วมฟรีวันนี้ที่
[คลิก] https://go.liberator.co.th/xlnX/OAC26
ติดตามข่าวสารการเงิน การลงทุน และสิทธิพิเศษ ได้ที่
Facebook: Liberator Securities
YouTube: Liberator Securities
Instagram: liberator_securities
Line OA: @Liberator

นักวิชาการ มธ. ชี้เลิกฟรีวีซ่า!! หนุนยกเลิกวีซ่า 60 วันต่อคุณภาพ เปิดช่องนักท่องเที่ยวพารวยและทุนเทา เสนอเก็บค่าเหยียบแผ่นดินและทวิภาคี รับแรงกระทบน้อยในช่วงชะลอท่องเที่ยว

นักวิชาการ มธ. เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ช่วยดันภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

เสนอเครื่องมือใหม่ดึง นทท.คุณภาพ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุนยกเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” ช่วยสกัด นทท. คุณภาพต่ำทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย ระบุขณะนี้โอกาสดีที่จะดำเนินการ เหตุท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอตัว ผลกระทบไม่มาก พร้อมเสนอเครื่องมือควบคู่ เช่น ค่าเหยียบแผ่นดิน – ฟรีวีซ่าทวิภาคีบางประเทศ และสำหรับประเทศที่มีการเปิดเส้นทางการบินใหม่ ส่วน “เก็บค่าออกประเทศ-Exit Fee” ในหลักการรับได้ แต่ต้องไม่สร้างภาระให้กับคนที่เดินทางไปทำงาน ตปท.

 ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะพิจารณายกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน พร้อมกับปรับกลยุทธ์ในการให้ฟรีวีซ่าในรูปแบบอื่นๆ เพราะการให้ฟรีวีซ่าเหมารวมกับทุกประเทศมีข้อเสียคือเปิดช่องให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และอาจมีการแย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเปิดให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัด-ใช้จ่ายต่ำเข้ามาในปริมาณมาก หรือกระทั่งกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนเทาแฝงตัวเข้ามา

ศ.วิทวัส กล่าวว่า หลังโควิด-19 ประเทศไทยได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมาเน้นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น มาตรการฟรีวีซ่าจึงเหมือนเป็นการเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามา ซึ่งการที่มีนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำหรือนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ย่อมมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และการยกระดับ หรือดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายจุดจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกินขีดความสามารถในการให้บริการหรือการจัดการ หรือส่งผลให้ค่าครองชีพในพื้นที่นั้นๆ พุ่งสูงขึ้น เช่น กรณีที่เกิดขึ้นช่วงหนึ่งที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ไปจนถึงการเกิดกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อ หรือเช่าพื้นที่เพื่อเปิดให้บริการด้านต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน หรือชาติอื่นๆ รวมถึงการเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ

นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดว่าขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะดำเนินการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่ การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วงนี้จึงส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีเวลาปรับตัว และวางแผน เพื่อรองรับกับการยกเลิกฟรีวีซ่าในครั้งนี้ด้วย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพิ่มเติม และลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพต่ำควบคู่ด้วย เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) โดยอาจนำไปจัดสรรเป็นกองทุนสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือกองทุนการดูแลรักษาพยาบาลของนักท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ไทยได้ทั้งนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาษีของรัฐที่ต้องมาดูแลนักท่องเที่ยวทางอ้อม

นอกจากนี้ ควรพิจารณาให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวเป็นรายประเทศ เช่น ทำเป็นทวิภาคีต่างฝ่ายต่างทำฟรีวีซ่าให้กันและกัน หรือมีการกำหนดเงื่อนไขอื่น อาทิ กำหนดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองล่วงหน้าแบบที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นทำ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศทำ ซึ่งหากเห็นว่าคนของประเทศใดแฝงเข้ามาหรือไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงแต่อาศัยประโยชน์จากฟรีวีซ่าก็ทำการยกเลิกเป็นกรณีๆ ไปได้ รวมถึงการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนร่วมกับการบินไทย เพื่อให้ฟรีวีซ่ากับบางพื้นที่ที่เป็นการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังจำเป็นต้องพิจารณาปรับสมดุลการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพระดับกลาง และระดับต่ำเข้ามาบ้าง เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดก็มีโอกาสที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากได้พอสมควร ด้วยการไปจับจ่ายใช้สอยจากร้านค้าตามท้องถิ่น หรือพักโรงแรมระดับรองที่มีส่วนใหญ่คนไทยเป็นเจ้าของจริงๆ ขณะที่ธรรมชาติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจะเน้นพักโรงแรมห้าดาว ซึ่งมักอยู่ในเครือข่ายของบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่อาหารก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

ศ.วิทวัส กล่าวอีกว่า แนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมขาออกนอกสำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Fee เพื่อนำรายได้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนตัวคิดว่าในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะเป็นการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศโดยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน และช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลด้วยอีกทาง รวมถึงเกิดผลกระทบกับคนไม่มาก ทว่า ก็ควรมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทบกับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน หรือองค์กรธุรกิจที่จำเป็นต้องให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

อีกทั้ง ทางรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองก็ควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งที่จัดเก็บได้ทำเป็นแคมเปญ หรือโครงการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง หรือพื้นที่ที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น คูปองเงิน โครงการไทยเที่ยวไทย รวมถึงอาจมีการอุดหนุนเงินให้สำหรับการท่องเที่ยวรายคนอีกส่วน ก็น่าจะช่วยให้คนที่พอมีกำลังทรัพย์จะไปท่องเที่ยวนอกประเทศมีทางเลือก และรู้สึกว่าได้อะไรคืนกลับมาจากเงินที่เสียไปตอนออกนอกประเทศ

IRPC หนุนความมั่นคงพลังงานประเทศ รับน้ำมันดิบซาอุดิอาระเบียเข้าสู่กระบวนการผลิต เดินหน้ารักษาเสถียรภาพ รับมือน้ำมันโลกผันผวน หลังรับน้ำมันดิบจาก “เซริฟอส” ย้ำศักยภาพซัพพลายเชนพลังงาน

IRPC เสริมแกร่งความมั่นคงพลังงาน รับน้ำมันดิบจากเรือ “เซริฟอส” เดินหน้าผลิตตามแผนต่อเนื่อง

8 พฤษภาคม 2569 - นายเลอศักดิ์ ทองร่วง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติการ นางสาววนิดา อุทัยสมนภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พาณิชยกิจและการตลาด พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ลงพื้นที่ท่าเรือ Liquid Cargo Terminal (LCT) เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จ. ระยอง เพื่อตรวจเยี่ยมการรับน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) “เซริฟอส” ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียเข้าสู่กระบวนการผลิตของบริษัทฯ โดยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ได้อย่างปลอดภัย

การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของ IRPC ในการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์พลังงานโลกที่มีความผันผวน โดยบริษัทฯ ดำเนินงานตามมาตรฐานความปลอดภัยและแนวปฏิบัติสากลอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อให้สามารถรักษาเสถียรภาพในการผลิตได้อย่างมั่นคง
 
IRPC มุ่งมั่นเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

นศ.มจธ. ปั้นแอปท่องเที่ยว!! ดันแอป "ล่อง" เจาะท้องถิ่นไทย AI ปัดหาที่เที่ยว-กระจายรายได้ เจ๋งชนะเลิศเวทีนักประดิษฐ์ ขยายทั่วไทย-สู่ต่างประเทศ

นศ.มจธ. เจ๋งปั้นแอป "Long : ล่อง" ปัดหาที่เที่ยวชุมชน ดึงเงินลงรากหญ้า-พลิกโฉมท่องเที่ยวไทย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังเป็น “เรือธง” ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปี 2568 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 2.70 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าภาคการท่องเที่ยวยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำอย่างไรให้เม็ดเงินกระจายลงไปถึงชุมชนและผู้ประกอบการรายเล็กได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อแก้ปัญหานี้ กลุ่มนักศึกษาจาก SMART LAB มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงพัฒนาแอปพลิเคชัน “ล่อง (Long) ไกด์ท่องเที่ยวคู่ใจ ด้วยภูมิปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง” นวัตกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนการค้นหาสถานที่ให้สนุกเหมือนแอปหาคู่ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ช่วยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนแบบเฉพาะบุคคล ดึงนักท่องเที่ยวออกจากจุดยอดนิยมเดิม ๆ ในตัวเมืองไปสู่ร้านเล็กและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ช่วยทั้งกระจายรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ชุมชน พร้อมกันนี้ ผลงานดังกล่าวยังได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเวที Thailand New Gen Inventors Award 2026 (I-New Gen Award 2026) ในงานวันนักประดิษฐ์ 2569 ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตอกย้ำศักยภาพของนวัตกรรมไทยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริง

จุดเริ่มต้นของแอป “ล่อง” เกิดจากการลงพื้นที่ภาคเหนือและพบปัญหาชัดเจนว่า รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนกลับมีนักท่องเที่ยวไปไม่ถึงและมีรายได้ไม่มากพอ นับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยมาอย่างยาวนาน โดย ศวิษฐ์ โกสียอัมพร (โฟล์ค) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ระบุว่า Pain Point นี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ทีมพัฒนาแอป “ล่อง” ขึ้นมาเป็นนวัตกรรมระบบแนะนำการท่องเที่ยวด้วยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบการปัดเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบสถานที่อันซีนที่น่าตื่นตา นอกเหนือจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเดิม ๆ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบการปัดเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบสถานที่อันซีนที่น่าตื่นตา นอกเหนือจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเดิม ๆ

“จุดเด่นของแอปคือการใช้ AI จัดเส้นทางท่องเที่ยวแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Travel) ตามสไตล์ที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น สายสังสรรค์หรือสายชอบความสงบ แล้วคำนวณเส้นทางให้เหมาะกับความสนใจจริง แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยให้การท่องเที่ยวสนุกและตรงใจมากขึ้น แต่ยังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างโอกาสให้ร้านค้าและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีตัวตนบนแพลตฟอร์มหลัก และตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้” นายศวิษฐ์ กล่าวถึงจุดแข็งของนวัตกรรม

ในส่วนระบบหลังบ้าน นายภูริณัฐ พลอาสา (นาโน) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผู้ดูแลระบบ AI และกระบวนการคิดวิเคราะห์ อธิบายถึงหัวใจสำคัญของแอปว่า "เราใช้ AI ที่เรียกว่า Multi-agent โดยนำโมเดลชื่อ Qwen จากประเทศจีนมาทำการปรับแต่งใหม่ เพื่อให้ AI เรียนรู้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น นอกจากนี้ระบบเรายังเป็นแบบ Real-time หากระหว่างเดินทางเกิดฝนตกหรือมีอุบัติเหตุ เส้นทางจะเปลี่ยนให้อัตโนมัติทันที ซึ่งเป้าหมายของผมคืออยากให้มันไปสู่ตลาดจริง เห็นคนไทยใช้จริง ไม่ใช่แค่เป็นเพียงต้นแบบ หรือ POC (Proof of Concept) เท่านั้น"

โจทย์ที่สำคัญมากอีกเรื่องคือ “การเข้าถึงข้อมูลชุมชน” ที่ต้องอาศัยความละเอียดและการทำงานกับพื้นที่จริง โดยชลยา เครือวุฒิกุล (วาวา) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) ผู้รับหน้าที่รวบรวมข้อมูลและประสานงานชุมชน เล่าว่า ความท้าทายคือการค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวแนวท้องถิ่นหรือร้านชาวบ้านจริง ๆ ทำได้ยาก เพราะข้อมูลบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่มักเป็นสถานที่ดัง ทำให้ต้องใช้วิธีโทรศัพท์สอบถามและตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้จริง ไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงโฆษณา ขณะเดียวกันยังมองถึงการต่อยอดเชิงธุรกิจ โดยลงรายละเอียดเรื่องระบบเหรียญสะสมและโปรโมชันต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้คนใช้แอป และช่วยให้ร้านค้าชุมชนมีลูกค้าเพิ่มขึ้นได้จริง

แอป “ล่อง” ไม่ได้แค่แนะนำที่เที่ยว แต่ถูกออกแบบให้เกิดการใช้จ่ายจริงในชุมชนผ่านระบบ “แชะ-เช็ก-ช่วย” โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงจุดหมายและเช็กอินด้วยภาพผ่าน GPS จะได้รับเหรียญสะสมในแอปเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดในร้านค้าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยกระตุ้นให้คนไปถึงพื้นที่จริงและใช้จ่ายกับร้านเล็กจริง ขณะเดียวกันในระยะแรกโครงการยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้ารายย่อย เพื่อให้ชุมชนตั้งตัวและเรียนรู้การใช้ระบบก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปสู่การเก็บค่าคอมมิชชันในอัตราเล็กน้อยในอนาคต ทำให้แอป “ล่อง” มีบทบาทมากกว่าแพลตฟอร์มท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเป็นทั้งเครื่องมือพานักท่องเที่ยวเข้าหาชุมชนและกลไกช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ร้านค้ารายเล็กอย่างเป็นรูปธรรม

รศ. ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และหัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มจธ. อาจารย์ที่ปรึกษา  สะท้อนว่า “นวัตกรรมอย่างแอป ‘ล่อง’ จะไม่เกิดขึ้นเลย หากทำงานกันเฉพาะวิศวกร แต่เพราะ SMART LAB เป็นพื้นที่ที่รวมนักศึกษาหลายคณะมาทำงานร่วมกัน จึงเกิดการผสานความถนัดของแต่ละคน จนพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์จริง ทั้งด้านเทคโนโลยี การออกแบบ ประสบการณ์ผู้ใช้ และการใช้งานในภาคท่องเที่ยว”

ขณะนี้แอป “ล่อง” เริ่มทดลองใช้แล้วในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ เชียงใหม่ (ม่อนแจ่ม, แม่กำปอง) กรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยทีมวิจัยเตรียมขอทุนเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกและพัฒนาระบบต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกจังหวัดของไทย และต่อยอดสู่ต่างประเทศในอนาคต

ไทยสำรองน้ำมัน 118 วัน พลังงานไทยชี้สถานการณ์ ตลาดโลกวิตกความตึงเครียด ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง กองทุนขาดทุน 63,364 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
-  สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันและกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความสั่นคลอนต่อข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้ว แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะออกมายืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลบังคับใช้ และมีรายงานว่าอิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอเพื่อยุติสงครามก็ตาม ความขัดแย้งระลอกล่าสุดนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดโลก ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างหนักว่าเส้นทางการเดินเรือขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซอาจตกอยู่ในภาวะหยุดชะงัก ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงต่ออุปทานและห่วงโซ่การขนส่งน้ำมันทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความกังวลจากการปะทะกันจะผลักดันให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในช่วงเช้าวันนี้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น แต่หากมองย้อนกลับไปถึงแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบโลกเมื่อวันก่อนหน้า พบว่าภาพรวมราคาได้ปรับตัวลดลงจากเดิม เนื่องจากในช่วงดังกล่าวนักลงทุนคลายความกังวลลงหลังมีกระแสข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการหยุดยิงชั่วคราวและการเตรียมเปิดเส้นทางเดินเรือ

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 118 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 28 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 6 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 69.76 ล้านลิตร และจำหน่าย 57.23 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
-  คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 0.85 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนราคาตลาดโลกที่มีทิศทางอ่อนตัวลง ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 เป็น 39.95 บาท และดีเซล B20 เป็น 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.​45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา​ สปป.ลาว  เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.19 - 88.04 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.​31 – 114.76 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,364 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 75.65 ล้านบาท

สภาทองคำโลกเผย!! ทองคำลงทุนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี ราคาทองคำแตะจุดสูงสุดทั่วโลก ความต้องการทองเพิ่ม 2% ทั่วโลก นักลงทุนแห่ซื้อทองคำแท่งและเหรียญ

สภาทองคำโลกเผย ความต้องการทองคำสำหรับการลงทุนในไตรมาสแรกของประเทศไทย เป็นไตรมาสแรกที่สูงสุดตั้งแต่ปี 2562 โดยราคาทองคำที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ยังคงกำหนดความต้องการทั่วโลก

กรุงเทพฯ 5 พฤษภาคม 2569 – สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญในประเทศไทยพุ่งสูงแตะ 10 ตัน ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2562 ด้วยมีมูลค่าที่เติบโตสูงถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า รายงานยังระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ความต้องการทองคำทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์  หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1,231 ตัน แม้ปริมาณความต้องการทองคำจะเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงถึงระดับ 1.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกหันมาสนใจทิศทางราคาทองคำและคุณสมบัติในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ผลักดันให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 474 ตัน

ตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีการซื้อทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความต้องการทองคำในปัจจุบัน นอกจากนี้ ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เพิ่มขึ้น 14% และ 50% ตามลำดับ

ความต้องการกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำ (ETF) ที่มีทองคำแท่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิงอย่าง ยังคงเป็นบวกในไตรมาสที่ 1 โดยปริมาณการถือครองเพิ่มขึ้น 62 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของกองทุนที่จดทะเบียนในเอเชีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 84 ตันตลอดไตรมาส อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนไหลออกจำนวนมากในเดือนมีนาคม ส่วนใหญ่มาจากกองทุนที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลการดำเนินงานที่เริ่มต้นอย่างแข็งแกร่งมากในช่วงต้นปีชะลอตัวลง

ในทางกลับกัน ความต้องการทองคำเครื่องประดับลดลงอย่างมาก โดยลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาสู่ระดับ 300 ตัน อันเป็นผลมาจากราคาที่สูงขึ้นตลอดทั้งไตรมาส ความต้องการเครื่องประดับของไทยเป็นไปตามแนวโน้มโลก ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เหลือ 1.7 ตัน โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับอ่อนแอลงในทุกตลาดหลักทั่วโลก และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในตลาดจีน (-32%) อินเดีย (-19%) และตะวันออกกลาง (-23%) อย่างไรก็ตาม ในแง่มูลค่า ความต้องการเครื่องประดับกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้บริโภคต่อการซื้อเก็บทองคำ แม้ว่าราคาจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม การวิเคราะห์ตลาดชี้ให้เห็นว่าการบริโภคเครื่องประดับบางส่วนได้เคลื่อนย้ายไปสู่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญ โดยเฉพาะในตลาดอย่างจีนและอินเดียที่เครื่องประดับสามารถทำหน้าที่เป็นการลงทุนทางเลือกได้

คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความต้องการลงทุนในทองคำของไทยทำผลงานไตรมาสแรกที่โดดเด่นที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญพุ่งสูงขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแตะระดับ 10 ตัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่านักลงทุนยังคงให้ความตอบรับที่ดีต่อทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของทองคำท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อตลอดปี 2569 ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ ประกอบกับแรงผลักดันจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและราคาทองคำที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสนับสนุนความต้องการด้านการลงทุนและความต้องการจากธนาคารกลางทั่วโลกต่อไป”

ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นแรงหนุนอุปสงค์รวม โดยมียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน ในไตรมาสที่ 1 การซื้อทองคำมีปริมาณสูงกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสถาบันภาครัฐจำนวนน้อยดำเนินการขายทองคำเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธนาคารกลางสาธารณรัฐตุรกี ธนาคารกลางสหพันธรัฐรัสเซีย และกองทุนน้ำมันแห่งชาติสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน กิจกรรมในตลาดตลอดทั้งไตรมาสสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทพิเศษของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองที่ขาดไม่ได้ และสามารถเข้าถึงได้แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง

อุปทานทองคำโดยรวม เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 1,231 ตัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาสแรก ขณะที่การรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 5% แม้ว่าราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตอบสนองด้านอุปทานที่ค่อนข้างจำกัดและสภาวะตลาดที่ตึงตัวมากขึ้นโดยรวม

คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความผันผวนของราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2569 โดยราคาได้พุ่งสูงสุดเกิน 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงเดือนมกราคม ก่อนที่จะมีการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ ปัจจัยด้านการเคลื่อนไหวของราคาบวกกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ผลักดันให้เกิดความต้องการด้านการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาความมั่นคงในรูปแบบของทองคำแท่ง นอกจากนี้ การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังช่วยชดเชยการขายเชิงกลยุทธ์อีกด้วย”

“แนวโน้มในอนาคตข้างหน้า คาดว่าความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ควรจะยังคงเป็นแรงผลักดันความต้องการด้านการลงทุนต่อไป แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานอาจสร้างแรงกดดัน โดยเฉพาะในตลาดตะวันตก คาดว่าการใช้จ่ายด้านเครื่องประดับจะยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าราคาที่สูงจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขาย ในด้านอุปทาน คาดว่าการผลิตจากเหมืองแร่จะเติบโตในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นอาจส่งผลให้แนวโน้มดังกล่าวชะลอตัวลง” คุณหลุยส์ สตรีท กล่าวเสริม

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (Gold Demand Trends Q1 2026 Report) ซึ่งรวมถึงข้อมูลรายละเอียดที่ครอบคลุมจาก Metals Focus ได้ที่นี่

สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารจากสภาทองคำโลก ได้ทาง X (Twitter) ที่ @goldcouncil และ LinkedIn

เชิดชูคนทำดี!! ประธานสวนนงนุชพัทยา คว้ารางวัลเกียรติยศคนหนังสือพิมพ์ 2569 ตอกย้ำผลงานสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก ยกย่องบทบาทสร้างคุณค่าต่อสังคมไทย

ประธานสวนนงนุชพัทยา เข้ารับรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 รางวัลอันทรงคุณค่าแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ และวงการสื่อมวลชน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 เพื่อเชิดชูบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศชาติ

โดยมี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและผู้มอบรางวัล ขณะที่ นายนคร วีรประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินีอุปถัมภ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน สำหรับผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2569 ด้านบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่วิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศชาติ มีจำนวน 3 ท่าน ได้แก่

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ผู้พลิกโฉมสวนผลไม้ธรรมดาให้กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก มีชื่อเสียงด้านการสะสมพันธุ์ไม้หายากมากกว่า 18,000 ชนิด รวมถึงการสร้างประติมากรรมรูปสัตว์และอาณาจักรไดโนเสาร์ จนได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับรางวัลจากการประกวดงาน Chelsea Flower Show ต่อเนื่อง 5 ปี พร้อมทั้งก่อตั้งโรงเรียนพัฒนาทักษะอาชีพและกีฬา เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชนไทย

   2.ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและเผยแพร่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในระดับสากล

   3.นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ผู้ทุ่มเทอุทิศตนในการให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังพิธีมอบรางวัล นายกัมพล ตันสัจจา ได้กล่าวขอบคุณสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มอบรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ประเทศชาติ และวงการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง จากนั้นผู้ได้รับรางวัลทั้ง 3 ท่าน ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับ นายชวน หลีกภัย  นายกสมาคม และคณะกรรมการสมาคมฯ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ

เปิดปริศนา “เจ้าคำก่ายน้อย” ซีรีส์หงสาวดีปลุกกระแสตามรอยประวัติศาสตร์ เปิดปมเจ้าฟ้าไทใหญ่ผู้ถูกเล่าว่าเป็นสหายพระนเรศ ที่พงศาวดารไม่เคยบันทึก เรื่องเล่ามิตรภาพหรือยุทธศาสตร์สร้างแรงเกรงขามต่อพม่า

เอย่าต้องยอมรับว่า​ซีรีส์เรื่องหงสาวดี​ ปลุกให้การท่องเที่ยวเมียนมากลับมาคึกคักอีกครั้ง​ โดยเฉพาะการตามรอยสถานที่ในซีรีส์​  แต่พอกลับมาดูในความเป็นจริงตามพงศาวดารแล้ว​ การระบุถึงความสัมพันธุ์ระหว่าง​ พระนเรศ กับ​ Min Gyi Swa หรือคนไทยเรียกว่า​ มังกะยอชวา​ กลับไม่มีระบุถึงความสัมพันธุ์ของทั้ง​2 มากนัก​ แต่วันนี้เอย่าจะไม่พูดถึงความสัมพันธุ์ดังกล่าวเพราะหลายคนน่าจะหาอ่านหาฟังได้จากสื่อออนไลน์หลายช่องทางแล้ว​  วันนี้เอย่าจึงขอนำเสนอเรื่องของเจ้าฟ้าไทใหญ่ที่ว่าเป็นเพื่อนสนิทและพี่น้องร่วมสาบานกับพระนเรศ​ นั่นคือ​เจ้าคำก่ายน้อย

เจ้าคำก่ายน้อย​ หรือบางพงศาวดารเรียกว่า​เจ้าคำแก้วน้อย​มีระบุว่ามีตัวตนจริงในพงศาวดารฝั่งไทใหญ่ว่าเป็นองค์ประกันเช่นเดียวกับพระนเรศ​ ท่านเป็นจ้าชายจากเมืองแสนหวี​ แม้ไม่มีบันทึกในพงศาวดารทั้งฝั่งกรุงศรีและไทใหญ่​ แต่กลับมีเรื่องราวเล่าขานว่าเจ้าคำก่ายน้อยคือพระสหายคนสนิทที่เป็นหนึ่งในคนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระนเรศและเป็นคนที่เป็นเหตุให้พระนเรศยกพลไปช่วยเนื่องจากเจ้าคำก่ายน้อยติดศึกกังอังวะจนได้ไข้และสวรรคตที่เมืองหาง​

ประเด็นที่น่าแปลกคือในพงศาวดารทั้งฝั่งกรุงศรีและพม่าไม่เคยมีระบุชื่อของเจ้าฟ้าไทใหญ่องค์นี้​  มีเพียงตำนานเล่าขานในฝั่งไทใหญ่เท่านั้นที่อ้างว่าเป็นพระสหายคนสนิท

นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์มองว่าการที่พระนเรศยกทัพปราบอังวะ​ ก็เพราะว่าหลังการล่มสลายของหงสาวดีด้วยเหตุว่าถ้าปล่อยให้อังวะฟื้นตัว​ฟากพม่าจะกลับมาเป็นภัยต่ออยุธยาอีกก็เป็นได้​

แต่ทำไมตำนานฝั่งฉานกลับกลายเป็นอีกเรื่องนั่นเป็นเพราะว่าในช่วงเวลานั้นเมืองไทใหญ่ส่วนใหญ่​ รวมถึงล้างช้างก็เข้ามาสวามิภักดิ์ฝั่งกรุงศรี​  เป็นไปได้ที่ตำนานการอ้างความสนิทสนมกับกษัตริย์กรุงศรีที่เพิ่งรบชนะพระมหาอุปราชแห่งหงสาวดีจะสร้างความเกรงกลัวและ77ป้องกันการขยายอิทธิพลของฝั่งพม่ามายังรัฐฉานก็เป็นได้

สุดท้ายเรื่องราวของเจ้าคำก่ายน้อยจะเป็นจริงหรือแค่ตำนาน​ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับเรื่องราวที่สร้างเสริมเติมแต่งจนสร้างความใกล้ชิดระหว่างชาวสยามกับชาวไทใหญ่ในเวลาต่อมา​

ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์พระนเรศวรในเมืองตุน​หรือ​ Mong Ton บริเวณ​ดอยไตแลง​ โดยดอยนี้อยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลัง​  RCSS  ของเจ้ายอดศึกนั่นเอง

ที่มา : AYA

‘โออิชิ’ รุกซิลเวอร์เอจ เปิดตัวบัตรสมาชิกใหม่ 299 บาท รับส่วนลดบุฟเฟต์สูงสุด 30% ทั่วไทย เจาะกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ยกระดับอาหารญี่ปุ่นรักษ์สุขภาพ

โออิชิ รุกตลาดซิลเวอร์ เอจ

เปิดตัว “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้ม

ตอกย้ำแบรนด์ที่เข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภคทุกช่วงวัย

บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ โออิชิ (OISHI) ตอกย้ำภาพลักษณ์ “เจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่น” (KING OF JAPANESE FOOD) เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงใจ ล่าสุด ผนึกกำลังร้านอาหารญี่ปุ่น 3 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ โออิชิ แกรนด์ (OISHI GRAND), โออิชิ อีทเทอเรียม (OISHI EATERIUM), และ โออิชิ บุฟเฟต์ (OISHI BUFFET) สร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดเพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าคนพิเศษ พร้อมยกระดับประสบการณ์รับประทานอาหารญี่ปุ่นที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ

ในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ได้เปิดตัวบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” (OISHI SENIOR CARD) ซึ่งตั้งใจออกแบบมาเพื่อมอบเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับลูกค้ากลุ่มซิลเวอร์ เอจ (silver age) หรือผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการรับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพสูง คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ทุกมื้อเป็นมากกว่าการรับประทาน แต่เป็นการสร้างความสุขและสีสันในการใช้ชีวิตให้กับผู้สูงวัยยุคใหม่

-สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” ได้ในราคาพิเศษ 299 บาท ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยจำกัดจำนวนเพียง 3,300 ใบเท่านั้น

-โดยสิทธิประโยชน์หลัก คือ ส่วนลดพิเศษสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการรับประทานบุฟเฟต์ (เฉพาะผู้ถือบัตรสมาชิกฯ และแพ็กเกจที่ร่วมรายการ) ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569

การเปิดตัวบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” ในครั้งนี้ โออิชิตั้งเป้าหมายที่จะมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นที่เหนือระดับ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความเป็นผู้นำในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีความคึกคักและตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“เพราะเราเชื่อว่า อาหารที่ดี...คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง โออิชิจึงพร้อมส่งมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราในทุกช่วงวัย”

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการสมัครและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชันที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กwww.facebook.com/oishigroup หรือเว็บไซต์ www.oishifood.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top