Friday, 5 June 2026
NewsFeed

พอร์ตต่างประเทศหนุนโต!! BCPG กำไรไตรมาส 1/2569 พุ่ง 373.5% แตะ 722 ล้านบาท แรงหนุนโรงไฟฟ้าสหรัฐฯ–พลังงานลมลาว เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด–โครงสร้างพื้นฐาน

BCPG โชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 722.3 ล้านบาท เติบโต 373.5% รับแรงหนุนพอร์ตลงทุนต่างประเทศ-โครงการใหม่

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 722.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 373.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,098.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.3

การเติบโตของผลการดำเนินงานมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งรับรู้รายได้ค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue) ที่สูงขึ้น รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ที่เปิดดำเนินการ เชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568

ในส่วนของรายได้รวมปรับตัวเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการรับรู้รายได้ของโครงการระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลาง (District Cooling System) ซึ่งเป็นการรับรู้รายได้ในช่วงเปิดดำเนินการครั้งแรกจากการโอนกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ตามเงื่อนไขของสัญญา ในขณะที่มีการรับรู้ต้นทุนขายและบริการในจำนวนเดียวกัน 

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกสะท้อนถึงการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ จากโครงการต่างๆ ที่ได้ลงทุนไป ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่สหรัฐอเมริกา และโครงการพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงและรับโอนสินทรัพย์ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา กำลังการผลิตรวม 17.5 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการจำหน่ายไฟฟ้าในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำและเสริมศักยภาพการแข่งขัน โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการบริหารพอร์ตโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว

งานวิจัย “หลอดเลือดดำหญิงตั้งครรภ์” คว้ารางวัล ผลงานวัดค่าหลอดเลือดดำใหญ่หญิงตั้งครรภ์ และหลังคลอดได้รับรางวัลระดับประเทศ จัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์มารดาทารก สะท้อนศักยภาพแพทย์ไทยไม่หยุดพัฒนา

งานวิจัยค่าหลอดเลือดดำใหญ่ในหญิงตั้งครรภ์ คว้ารางวัลเวทีแพทย์ระดับประเทศ”

งานวิจัยนี้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ “หลอดเลือดดำใหญ่” ในหญิงตั้งครรภ์และช่วงหลังคลอด เพื่อสร้างค่ามาตรฐานทางการแพทย์ที่ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินภาวะไหลเวียนเลือดและสุขภาพของมารดาได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดในอนาคต

ขอแสดงความยินดีกับ  

พญ.พรสินี เจริญวัฒนาโรจน์  

แพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 3 สาขาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา  โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

พร้อมด้วย  

อ.พญ.ธนนันท์ จงสมบูรณ์สุข  

และ อ.พญ.อรอนงค์ นุ่มเจริญ  

อาจารย์ที่ปรึกษา

ในโอกาสได้รับ “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1”  จากการประกวดผลงานวิจัยรูปแบบ Poster Presentation  

ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2569

จากผลงานวิจัยเรื่อง  

“Reference Ranges for Maternal Inferior Vena Cava Diameter and Collapsibility Index in Singleton Pregnancy and Early Postpartum”

การประชุมวิชาการจัดขึ้นภายใต้แนวคิด  

“C.A.R.E. : Collaboration, Advancement, Research, Excellence”  

ระหว่างวันที่ 6–8 พฤษภาคม 2569  

ณ โรงแรมไบรท์ตัน แกรนด์ พัทยา จังหวัดชลบุรี  

จัดโดย สมาคมเวชศาสตร์มารดาทารกในครรภ์ (ไทย)

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ไทยในการสร้างงานวิจัยที่มีคุณค่า และสามารถต่อยอดสู่การยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์ในอนาคต

ProPak Asia 2026 ขยายพื้นที่!! ย้ายสู่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพิ่มพื้นที่จัดแสดง 20% รับอุตฯอัจฉริยะ คาดผู้เข้าชมกว่า 80,000 คนทั่วโลก มูลค่าการค้ากว่า 5.5 พันล้านบาท

ProPak Asia 2026 ย้ายสู่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ขยายพื้นที่รับอุตฯ การผลิตและบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ชี้เทรนด์อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ยา และบรรจุภัณฑ์ เติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ Industry 5.0 เดินหน้ายกระดับ ProPak Asia 2026 สู่แพลตฟอร์มธุรกิจ-นวัตกรรมระดับภูมิภาค คาดผู้เข้าชมกว่า 80,000 คน และมูลค่าการค้าภายในงานกว่า 5.5 พันล้านบาท

อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก ถึงจุดเปลี่ยนจาก Mass Production สู่ Hyper-Intention ด้าน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เผยอุตสาหกรรมการผลิตกำลังก้าวสู่ Industry 5.0 ที่มนุษย์ AI และ เทคโนโลยีเครื่องจักรทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดร่วม วว. - สอท. – หอการค้าไทย-พันธมิตรองค์กรธุรกิจและบริษัทชั้นนำทั่วโลก ร่วมจัดงาน ProPak Asia 2026 เสริมความพร้อมพัฒนาผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 กล่าวถึงทิศทางเทคโนโลยี นวัตกรรม และยุทธศาสตร์ที่จะยกระดับศักยภาพการผลิตไทย สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการผลิต แปรรูป อาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์ระดับโลก (Global Hub) ว่า ทิศทางการผลิตในอนาคตกำลังก้าวสู่ Industry 5.0 ที่ผสานการทำงานระหว่างมนุษย์ AI และระบบอัตโนมัติเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพการผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ยา และบรรจุภัณฑ์ กำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบ Mass Production ไปสู่การผลิตที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัวสู่โรงงานอัจฉริยะและกระบวนการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดการสูญเสีย และรองรับแนวโน้มด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยุคใหม่

ดังนั้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ งาน ProPak Asia 2026 จึงย้ายสถานที่จัดงานไปยัง อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งการย้ายที่จัดงานไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ แต่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการยกระดับจากงานระดับภูมิภาค สู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการผลิตและบรรจุภัณฑ์ระดับโลก ด้วยพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น 20% (รวมกว่า 60,000 ตร.ม.) ทำให้รองรับการจัดแสดงเครื่องจักรและสายการผลิตอัจฉริยะสมัยใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบจากผู้ผลิตระดับโลกที่จะนำมาเดินเครื่องให้ชมแบบ Real-time ซึ่งหาดูได้ยากสำหรับงานในระดับภูมิภาค พร้อมเพิ่มโซนจัดงานใหม่ DigitalisationAsia Zone & Intelligent Automation ที่เจาะลึกนวัตกรรมและเทคโนโลยีเครื่องจักรและโซลูชั่นใหม่ๆ รวมถึง Data-driven ที่ใช้ข้อมูลและผลวิเคราะห์ มาช่วยเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว และลดความเสี่ยง ผ่านการใช้เครื่องมือ AI, Machine Learning และระบบวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารโรงงานด้วย AI และการใช้หุ่นยนต์ Collaborative Robots ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ รวมถึงการเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้เชิงลึก (Sustainability Gateway) ผ่านกิจกรรมสัมมนา การประชุม และ Workshop ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คน ที่จะมาร่วมถอดรหัสเทรนด์อุตสาหกรรม อาทิ อาหารแห่งอนาคต การผลิตเพื่อความมั่นคงทางอาหาร (Global Food Security) Lab & Test Asia ที่เน้นมาตรฐานการทดสอบระดับสากล ฯลฯ สำหรับการจัดงานฯ ปีนี้ มีบริษัทชั้นนำเข้าร่วมจัดแสดงงานถึง 2,500 แบรนด์  จาก 45 ประเทศ มีพาวิเลียนนานาชาติ 13 ประเทศและกลุ่มประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้, จีน, ญี่ปุ่น สิงคโปร์, ไตัหวัน,  มาเลเซีย,ฝรั่งเศษ,  อังกฤษ, อเมริกาเหนือ, อินเดีย, อิตาลี, ออสเตรเลีย, บาวาเรีย และคาดปีนี้มีผู้เข้าเยี่ยมชมงานจากทั่วโลกกว่า 80,000 คน สร้างมูลค่าการค้าและเจรจาธุรกิจในงาน 5.5 พันล้านบาท

งาน ProPak Asia2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เจรจาซื้อขายเครื่องจักร แต่เป็นการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่า (Total Value Chain) ทั้งระบบ ตั้งแต่การแปรรูป การบรรจุ ไปจนถึงคลังสินค้าอัจฉริยะและการ
ขนส่งแบบ Cold Chain อย่างแท้จริง โดยทาง อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มีการวางเป้าหมายขับเคลื่อน ProPak Asia ให้ก้าวขึ้นเป็นงานแสดงสินค้าด้าน Processing & Packaging อันดับ 1 ของเอเชียแปซิฟิก ภายในปี 2027 และก้าวสู่การเป็นงานระดับโลกภายในปี 2028 จึงอยากให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ควรพลาดที่จะเข้ารวมงานในครั้งนี้

ด้าน ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนา ด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวถึงบทบาทในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก (Food Security Hub) ว่า วว. มุ่งใช้กลไกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปเสริมแกร่งใน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง (Future Food) การใช้เทคโนโลยีการแปรรูปเพื่อลดการสูญเสีย (Food Loss & Food Waste) และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly packaging) สอดคล้องกับแนวคิด BCG Economy เพื่อก้าวข้ามมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวด และสถานการณ์โลกที่ผันผวน ส่วนการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์นั้น ยึดปรัชญาการทำงานแบบ “Partner of your success” โดยทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดแก่ผู้ประกอบการและนักวิจัยรุ่นใหม่ ผ่านบริการ Total Solution Service ที่ดูแลตั้งแต่การวิจัยสูตรผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ทดสอบมาตรฐานสากล ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ Sandbox & Infrastructure ให้ผู้ประกอบการทดลองผลิตจริงในโรงงานต้นแบบ เพื่อลดความเสี่ยงก่อนการลงทุนจริง สำหรับไฮไลต์ในงาน ProPak Asia 2026 ปีนี้ วว. เตรียมแสดงศักยภาพภายใต้ธีม “TISTR Total Solution” ประกอบด้วย TISTR Showcase การจัดแสดงเบื้องหลังความสำเร็จของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจ และบริการ Business Matching ให้คำปรึกษาแบบ One-on-One สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการแก้ปัญหาด้านเทคนิค หรือ ยกระดับบรรจุภัณฑ์สู่มาตรฐานสากล รวมถึงการแสดงผลงานที่ชนะการประกวดบรรจุภัณฑ์ไทยประจำปี 2569 (ThailandStar Packaging Awards 2026 ) ภายใต้แนวคิด “Packaging Beyond the Box : ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต” ซึ่งปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 100 ผลงาน โดยจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ส่วนผลงานที่ได้รางวัลจะสามารถส่งประกวดในเวทีระดับภูมิภาค (AsiaStar) และระดับโลก (WorldStar) ได้ต่อไป วว. มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นโอกาส และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

ส่วน ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยถึงการส่งออกอาหารของไทยว่า ยังรักษาระดับการส่งออกในตลาดเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง โดยตะวันออกกลางถือเป็นโอกาสทอง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงถึง 50–90% ทำให้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายจะเป็นโอกาสให้ไทยกลับเข้าไปชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ วันนี้ไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรและโภคภัณฑ์แบบเดิมถึงร้อยละ 90 ขณะที่ส่งออกสินค้าอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพียงประมาณร้อยละ 10 หากผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานสินค้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ อาทิ กลุ่ม Functional Food, Plant-based, หรือ ผลิตภัณฑ์กลุ่มลดหวาน-เค็ม-ไขมัน ฯลฯ ได้ ก็จะเป็นหมากที่ชี้ขาดชัยชนะในเวทีโลก ซึ่งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์อาหารไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดการลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรม ดังนั้นงาน ProPak Asia 2026 จึงเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่หอการค้าไทยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะนอกจากเป็นทางลัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยแล้ว ยังช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่นำมาจัดแสดง ซึ่งผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ลดการความสูญเสียการผลิต หรือ ยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ให้นานขึ้นได้ และยังเป็นโอกาสให้ได้พบพันธมิตรทางธุรกิจ ได้เรียนรู้แนวทางการปรับกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจใหม่ๆ จากทั่วโลกด้วย

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนั้น ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ Domino Effect หลายอย่าง ทั้งภาวะสงคราม เกิดเป็นวิกฤตพลังงาน ส่งผลถึงความมั่นคงทางอาหาร และยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานอาหารทั่วโลก แม้ตัวเลขการส่งออกอาหารไทยช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาจะส่งสัญญาณลดลงทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ซึ่งในวิกฤตก็ยังมีโอกาส แต่ต้องพลิกเกม เปลี่ยนทิศทาง ปรับโครงสร้าง และเพิ่มมูลค่า พร้อมขยายตลาดใหม่สู่ Emerging Market ที่มีกำลังซื้อและต้องการความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงเร่งพัฒนาสินค้า เพิ่มคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มแทนสินค้าที่แข่งขันด้านปริมาณและราคา อย่างอาหารแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสำหรับผู้สูงอายุ หรือ อาหารแห่งอนาคต ธุรกิจต้องเดินหน้าด้วยนวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการใช้พลังงานทดแทนและและบรรจุภัณฑ์ทางเลือก ส่วนการร่วมจัดงานกับ ProPak Asia 2026 ถือเป็นจิ๊กซอว์ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มไทย โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัพ ให้เข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยยกระดับและพัฒนาการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของโลก ลดต้นทุน และ Zero Waste ในโอกาสนี้ สอท. เข้าร่วมเสวนาใน ProPak Stage หัวข้อ “Asia F&B Industry Outlook: Economic Signals & Game Changer” ซึ่งพูดถึงภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจ และแนวทางการปรับตัว โดยจัดขึ้นวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00–13.45 น. จึงขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานฯ เพื่อรับฟังแนวคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ

งาน ProPak Asia 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและขอข้อมูลรายละเอียดการจัดงานฯ ได้ที่ www.propakasia.com

ฮันตาไวรัสกลางทะเล!! ผู้โดยสาร MV Hondius ทยอยกลับประเทศ หลังสเปนเริ่มเที่ยวบินอพยพชุดแรกจากเตเนริเฟ ภายใต้มาตรการปลอดภัยสูงสุด หลังพบคลัสเตอร์ฮันตาไวรัสบนเรือ

เมื่อวันอาทิตย์ (10 พ.ค.) เครื่องบินลำแรกที่นำชาวสเปนซึ่งอพยพออกจากเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส (MV Hondius) ซึ่งเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสฮันตา ออกเดินทางจากหมู่เกาะคานารีของสเปน มุ่งหน้าสู่กรุงมาดริดแล้ว โดยรถบัสของหน่วยฉุกเฉินทางทหารของสเปน ได้ลำเลียงผู้อพยพจากท่าเรือกรานาดิลลาไปยังรันเวย์ของท่าอากาศยานเตเนริเฟใต้โดยตรง ภายใต้การคุ้มกันของกองกำลังพิทักษ์พลเรือนสเปน

รายงานระบุว่าผู้โดยสารกลุ่มแรกที่ลงจากเรือประกอบด้วยชาวสเปน 14 คน แบ่งเป็นผู้โดยสาร 13 คน และลูกเรือ 1 คน โดยทั้งหมดถูกส่งตัวไปยังฐานทัพอากาศตอร์เรฆอน เด อาร์โดซใกล้กรุงมาดริด ก่อนเข้าสู่กระบวนการแยกกักตัวที่โรงพยาบาลทหารกลางโกเมซ อูยา

โมนิกา การ์เซีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสเปน ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการภายใต้มาตรการความปลอดภัยที่จำเป็นทุกประการ พร้อมยืนยันว่าผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ยังอยู่บนเรือยังไม่แสดงอาการป่วย

ทั้งนี้ เที่ยวบินอพยพเที่ยวสุดท้ายมีกำหนดออกเดินทางในวันจันทร์ (11 พ.ค.) เพื่อนำพลเมืองออสเตรเลียกลับประเทศ ขณะที่เนเธอร์แลนด์เตรียมส่งเที่ยวบินพิเศษที่สื่อสเปนเรียกว่า "เที่ยวบินรับผู้โดยสารตกค้าง" ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เพื่อรับผู้โดยสารที่ยังไม่ได้รับการส่งกลับโดยประเทศของตนเอง

ที่มา : Xinhua

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในฮ่องกง ย้ำ กระทรวงแรงงานดูแลทุกมุมโลก สร้างหลักประกันชีวิตในต่างประเทศ เสริมสิทธิ–สวัสดิการ–คุณภาพชีวิต ย้ำดูแลคนไทยต่างแดนให้มั่นคง ปลอดภัย มีศักดิ์ศรี

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในฮ่องกง ย้ำ ก.แรงงาน ดูแลทุกมุมโลก
มีสิทธิ - สวัสดิการ - สร้างหลักประกัน มีชีวิตที่ดีในต่างแดน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขตบริหารพิเศษฮ่องกง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานชุมชนไทยสัมพันธ์และวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2569 โดยมี นายจาตุรนต์ ไชยะคำ กงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวอรอนงค์ ศรีสุวิทธานนท์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ร่วมเป็นเกียรติ
ณ Harbour Chill เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อพบปะพี่น้องแรงงานไทยและชุมชนคนไทยที่พำนักและทำงานอยู่ในฮ่องกง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยไม่ว่าแรงงานไทยจะอยู่แห่งใด กระทรวงแรงงานพร้อมดูแลและยืนเคียงข้างเสมอ ทั้งในด้านสิทธิ สวัสดิการ ความปลอดภัยในการทำงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เนื่องจากแรงงานถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ
ในทุกมิติ

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้เกียรติมอบโล่เกียรติคุณแก่ นางสาวพันนีย์ ใจอ่อน ซึ่งเป็นอาสาสมัครแรงงานในต่างประเทศดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจาสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ในการนี้ นายจุลพันธ์ และคณะ ได้ร่วมกิจกรรมแอโรบิคกับพี่น้องแรงงานไทยในฮ่องกง โดยได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และให้กำลังใจแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก อบอุ่น และเป็นกันเอง 

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการสร้างขวัญกำลังใจและเสริมความเชื่อมั่นให้แก่แรงงานไทยในต่างประเทศ ตอกย้ำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงานในการดูแลแรงงานไทยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิต เพื่อให้แรงงานไทยสามารถทำงานและใช้ชีวิตในต่างแดนได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกต่อไป

ยกระดับซาเล้ง!! ยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเชื่อมโยงสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยีรีไซเคิล หวังลดปริมาณขยะและเพิ่มรายได้คนเก็บขยะ

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 งานยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า “กลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน” ภายใต้โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า จัดขึ้นโดยความร่วมมือจากองค์กรภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ ได้แก่ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) และ สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า พร้อมด้วยองค์กรภาคธุรกิจที่ร่วม

สนับสนุุนการดำเนินงานโครงการฯ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าในทุกมิติทั้งด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึง การเพิ่มอัตราการรีไซเคิล อันเป็นกลไกสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะของประเทศไทยบนพื้นฐานของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem)

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและนายกสมาคม PPP Plastics ได้กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงที่มาความสำคัญของโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า “หนึ่งในปัญหามลพิษด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความท้าทายในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ ปัญหาขยะและการจัดการขยะ ถ้าหากไม่มีระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอจะทำให้มีขยะหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึง ห่วงโซ่อาหารและชีวิตมนุษย์ โดยแนวทางหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับว่า

เป็นทางออกสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ การจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องมีการจัดการและเเยกขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดวงจรการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ โดยในบริบทของสังคมไทยพบว่ากลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่ช่วยให้มีการเก็บวัสดุใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบ คือ การรับและเก็บวัสดุรีไซเคิลโดยซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเชื่อมโยงระบบรวบรวมวัสดุรีไซเคิลและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับและเพิ่มศักยภาพการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ซึ่งเป็นที่มาของโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ให้ดำเนินงาน

โครงการวิจัย “โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า” โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในฐานะหน่วยงานที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโครงการฯ ได้มีดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าและการยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าในทุกมิติ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจรีไซเคิลไทยได้นำองค์กรความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมนำไปใช้ในการพัฒนาและต่อยอดในการประกอบอาชีพให้มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน เพราะซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดี หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ ที่ปรึกษาแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน มาเป็นประธานกล่าวเปิดงานและกล่าวถึงบทบาทของ บพข. ในการร่วมขับเคลื่อนกลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) กล่าวว่า “หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) โดยแผนงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากระบบ Linear Economy ไปสู่ระบบที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านบทบาทหลัก

คือ 1) การให้ทุนวิจัยและพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ 2) การสร้าง Circular Supply Chain 3) การขับเคลื่อนมาตรฐานและกฎระเบียบ 4) การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่

ตัวอย่างการขับเคลื่อน Circular Economy Ecosystem ของ บพข. ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าผ่านกลไกสำคัญ เช่น Smart Recycling Hub: สนับสนุนการสร้างศูนย์บริหารจัดการขยะอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีคัดแยกและเชื่อมโยงเครือข่ายจัดการวัสดุรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ PMUC Zero Burn to Earn (เลิกเผา เป๋าตุง): สร้าง Ecosystem และส่งเสริมเทคโนโลยีเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรแทนการเผาที่สร้างมลพิษ การสนับสนุนกลุ่มซาเล้ง: ยกระดับมาตรฐานอาชีพและนำระบบดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการต้นทางขยะ เพื่อดึงกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน

บพข. จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้สนับสนุนทุนวิจัย แต่ทำหน้าที่เป็น "ตัวเชื่อม" ระหว่างภาคนโยบาย ภาควิชาการ และภาคธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่แค่เรื่องการรักษ์โลก แต่เป็นเรื่องของ "ความสามารถในการแข่งขัน"

นอกจากนี้ ได้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ National Framework on Building Circularity Ecosystemโดย นายทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “เผยทิศทาง "กรอบการทำงานระดับชาติเพื่อการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน" มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบให้เข้ามาเป็นเครือข่ายศูนย์รวบรวมและคัดแยกขยะ (MRF) ที่มีมาตรฐานเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบความรับผิดชอบที่ขยายเพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ภาคบังคับ

หวังแก้ปัญหาวิกฤตขยะบรรจุภัณฑ์ที่ปัจจุบันมีจุดรั่วไหลและถูกกำจัดทิ้งสูงถึง 75% พร้อมผลักดันเป้าหมายระดับชาติในการนำบรรจุภัณฑ์เป้าหมายเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างสมบูรณ์ 100% ภายในปี 2027 เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน”

ช่วงการเสวนาหัวข้อ “Driving Circularity Ecosystem” โดย องค์กรภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ เพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้มีความครอบคลุมในทุกมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ดังนี้

นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) กล่าวว่า “ความคุ้นเคยกับแนวคิดการนำทรัพยากรมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เมื่อนำไปใช้งานแล้วก็ทำการทิ้ง หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจเชิงเส้น สิ่งที่ตามมาคือจำนวนขยะที่มากมาย เมื่อขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสมจึงสั่งสมจนเป็นปัญหา แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ถูกนำเสนอเป็นแนวทางแก้ไข โดยทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนเพื่อประโยชน์สูงสุด เมื่อพิจารณาระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน จะพบว่ามีหลากหลายภาคส่วน

ที่เกี่ยวช้อง และแต่ละภาคส่วนก็มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ หลายภาคส่วนก็มีการบริหารจัดการจากภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ ขณะที่ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าซึ่งเป็นหน่วยป้อน (Feeder) หนึ่งที่นำวัตถุดิบเข้าสู่ระบบการหมุนเวียนและมีความสำคัญยังต้องการการส่งเสริม ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจรีไซเคิลไทยมีความรู้ มีรายได้เพิ่ม และมีส่วนร่วมในระบบนิเวศอย่างมีประสิทธิภาพ”

นายพิรุณ เหมะรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า “อบจ.ระยอง เดินหน้ายกระดับ “ระยองโมเดล: พลิกวิกฤตขยะสู่ต้นแบบระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy Ecosystem) มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง RDF โดยการทำงานแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อลดปริมาณการฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”

นายฉัตรณพัฒน์ เทียนมงคล เลขาธิการสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า “เราร่วมกับพันธมิตรในการสร้างระบบขึ้นทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่มีความน่าเชื่อถือและนำสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนมายกระดับเพื่อเป็นนักจัดเก็บเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้จริง มีระบบบริหารจัดการทั้งด้านซอฟแวร์และการจัดการหน้างานจริงที่สามารถขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่ยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการสังคม ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างเพื่อเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายที่สนใจมาร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน สร้างความน่าเชื่อถือในอาชีพผลักดันการสร้างคุณภาพชีวิตและสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับคนทำงาน ทำอาชีพนี้ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เกิดผู้ร่วมอุดมการณ์รายใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามีคนทิ้งมากกว่าคนเก็บหลายเท่าตัว ซึ่งในอนาคตอาจจะเกิดภาพคนมาสมัครขึ้นทะเบียนขอเป็นซาเล้งนักจัดเก็บขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากก็ได้”

การบรรยายในหัวข้อ Flagship Project “Smart Recycling Hub Project” โดย นายคงศักดิ์ ดอกบัว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพลาสติก กล่าวว่า “โครงการ Thailand Flagship: Smart Recycling Hub Project เป็นโครงการนำร่องระดับประเทศที่มุ่งยกระดับระบบการจัดการขยะและรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ปัญหาขยะที่ยังไม่ได้รับการคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งพัฒนาศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร (Material Recover Facilities; MRF) ให้เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจหมุนเวียนในการเพิ่มอัตราการคัดแยกและมูลค่าของพลาสติกรีไซเคิล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง สำหรับกรุงเทพมหานคร โครงการนำร่องในเขตหนองแขมจะรองรับขยะประมาณ 100 ตันต่อวัน พร้อมสนับสนุนการลดการฝังกลบผ่านการส่งเสริมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งนี้ โครงการคาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะที่ไม่ได้รับการจัดการได้ประมาณ 14,600 ตันต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากขยะราว 140 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลในรูปแบบเครือข่าย MRF เพื่อยกระดับระบบจัดการขยะของประเทศในระยะยาว”

และการบรรยายในหัวข้อ “PRO-Thailand Network” ร่วมภาครัฐ ภาคเอกชน ขับเคลื่อนนโยบาย EPR โดยนางสาวมยุรี อรุณวรานนท์ ผู้จัดการโครงการ เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน PRO-Thailand Network กล่าวว่า “เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” (Packaging Recovery Organization Thailand Network) หรือ “PRO-Thailand Network” เป็นกลุ่มความร่วมมือโดยสมัครใจที่นำโดยภาคอุตสาหกรรม ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 เพื่อริเริ่มการขับเคลื่อนให้เกิดการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการขยายความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนจากบริษัทสมาชิกซึ่งได้แก่ บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคเบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อก จำกัด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด

ระหว่างปี 2563 ถึง 2568 เครือข่ายฯ ได้ให้การสนับสนุนการคัดแยกและรวบรวมบรรจุภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติก PET กว่า 71,500 ตัน กล่อง UHT กว่า 2,400 ตันและซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP กว่า 2,800 ตัน ภายใต้โครงการนำร่องส่งเสริมการเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค โดยในปี 2568 โครงการฯ ได้ทำการทดลองรีไซเคิลซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP ด้วยวิธี mechanical recycling เป็นครั้งแรกได้ถึง 100 ตัน โครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากผู้คัดแยก ร้านรับซื้อรายย่อยและร้านรวบรวบวัสดุรีไซเคิลขนาดใหญ่กว่า 700 รายทั่วประเทศและเครือข่าย PRO-Thailand Network ยังเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาคเอกชนหลักในคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย พร้อมทั้งทำงานร่วมกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน”

นอกจากนี้ ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า โดย นายอัคคภพ จันทรศรีวงศ์ ฝ่ายบริหารด้านเทคโนโลยี สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่ากล่าวว่า “การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บ ค้นหา และบริหารจัดการข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นภาพรวมการบริหารงานในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน พร้อมมุ่งยกระดับศักยภาพและมาตรฐาน

การดำเนินงานผ่านการบันทึกข้อมูลด้านขยะอย่างละเอียดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลขยะทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการเป็นฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ระดับประเทศที่จะช่วยสนับสนุนการวางแผนจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป”

และโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าได้มีการจัดทำคู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า นำเสนอข้อมูลโดย นางสาวภิญญดา เจริญสิน ผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า “โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าได้มีการพัฒนาคู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการธุรกิจรีไซเคิลได้รับความรู้ ความเข้าใจ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้กลายเป็นหนึ่งในกลไกหลักสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดีหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน”

ท้ายนี้ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับ “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยอย่างยั่งยืน” กล่าวว่า “ผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเป็นฟันเฟืองกลไกที่สำคัญในระดับเชิงพื้นที่ในแต่ละท้องถิ่นของประเทศในการจัดเก็บและรวบรวมวัสดุรีไซเคิลนำกลับเข้าสู่ระบบการผลิตซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งนี้ การจะขับเคลื่อนกลุ่ม Informal Sector ทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานจำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าทั้งในระดับนโยบาย กฎระเบียบ มาตรการ ข้อบังคับของระดับประเทศและระดับท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องและรองรับต่อการทำงานในระดับปฎิบัติการในเชิงพื้นที่ได้จริงและเป็นรูปธรรม โดยควรมีการสร้างระบบการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่เชื่อมโยงกันในระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการรับรองสถานะและขึ้นทะเบียนวิชาชีพให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลเพื่อนำเข้าสู่ระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่อยู่ในระบบสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งความรู้ แหล่งเงินทุน และเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง การพัฒนาองค์ความรู้และความเข้าใจในการประกอบอาชีพเพื่อยกระดับทักษะแรงงานในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลให้มีประสิทธิภาพ และควรใช้ “มาตรการจูงใจทางการเงินและภาษี” สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน”

ฮอร์มุซยังไม่จบ!! ดีลหยุดสงครามส่อพัง อิหร่านขอคุมช่องแคบ–ขายน้ำมันคืนตลาด แต่ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอ จับตาฮอร์มุซปะทุซ้ำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งนั้น “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

“ผมเพิ่งอ่านคำตอบจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ตัวแทน’ ของอิหร่าน ผมไม่ชอบเลย — ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social

ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ สำนักข่าว ISNA รายงานว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การยุติสงคราม และการรับประกันความมั่นคงทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ

ตามรายงานของแหล่งข่าวทางการทูตของ Al Mayadeen คำตอบของเตหะราน ซึ่งส่งผ่านปากีสถาน ประกอบด้วยข้อเรียกร้องดังนี้

ยุติการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ และอนุญาตให้ส่งออกน้ำมัน

หยุดยิงในเลบานอน ซึ่งเป็นเส้นแดงของอิหร่าน

ยุติสงครามทันทีเมื่อมีการบรรลุข้อตกลง

ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดของสหรัฐฯ และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

ยกเลิกข้อจำกัดของ OFAC ต่อการขายน้ำมันของอิหร่าน

ให้อิหร่านมีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

เปิดการเจรจาหลังสงครามเป็นเวลา 30 วัน เพื่อสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้าย

อิหร่านเสนอให้มีการดำเนินการแบบต่างตอบแทน เพื่อทดสอบความจริงจังของวอชิงตันในการปฏิบัติตามพันธกรณี

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน ต่อมาอิหร่านได้โจมตีตอบโต้เข้าไปในดินแดนอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานประกาศหยุดยิง การเจรจารอบต่อมาที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีข้อสรุป แม้จะยังไม่มีรายงานการกลับมาเปิดฉากสู้รบอีกครั้ง แต่สหรัฐฯ ได้เริ่มปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านแล้ว

ที่มา : Sputnik

ไทยออยล์กำไรเกือบ 2 หมื่นล้านไตรมาสแรก เผยกำไรดำเนินงาน 6,927 ล้านบาท ไทยออยล์เดินหน้าจัดหาน้ำมันดิบต่อเนื่อง แม้ต้นทุนพุ่ง ย้ำไม่ส่งผ่านภาระเสี่ยงให้ผู้บริโภค พร้อมเตือนครึ่งปีหลังยังไม่แน่นอนจากตลาดน้ำมันโลก

ไทยออยล์ ย้ำพันธกิจ “สร้างเสถียรภาพพลังงานของประเทศ” และบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยรวมอยู่ในระดับที่ดี แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความ

ผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกนํ้ามันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคานํ้ามันดิบและน้ำมันสําเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประกอบกับการดำเนินธุรกิจปกติของ

ไทยออยล์มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนเดือนที่จะใช้ผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราวและอาจพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนั้น ไทยออยล์ยังมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้    2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร”

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์ประเมินว่าสถานการณ์ยังคงมีความน่ากังวลและอาจเผชิญกับความผันผวนในทิศทางตรงกันข้ามกับไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังดังนี้

ความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. - เม.ย. 2569) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากและมีความผันผวนสูง หากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และเกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในอนาคต

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
- ไทยออยล์มีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น
-ผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. –      19 พ.ค. 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท
-ยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งไทยออยล์ได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

ความเสี่ยงจากความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป
-การสูญเสียโอกาสทางรายได้จากข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ทำให้ไทยออยล์ไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลไปยังตลาดต่างประเทศได้ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้ต้องปรับแผนการจำหน่ายไปในช่วงที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง
- การลดกำลังการผลิต ท่ามกลางความผันผวน ไทยออยล์ยังคงรักษากำลังการผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่การส่งออกน้ำมันยังจำกัด ส่งผลให้ระดับน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ระดับสูงสุด อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตในระยะเวลาอันสั้นนี้ เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย
- การขาดทุนจากการจำหน่ายน้ำมันดิบ เนื่องจากการเร่งจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด เพื่อให้มั่นใจว่าโรงกลั่นสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังตลอดเวลา ทำให้ไทยออยล์อาจจำเป็นต้องจำหน่ายน้ำมันดิบส่วนหนึ่งตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีราคาต่ำกว่าต้นทุนจัดซื้อ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดทุนทางบัญชี

อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ยังคงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบคอบภายใต้บทบาทการเป็น
เสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่าง

เต็มความสามารถ โดยดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบและต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบสูง ทั้งนี้ ผลกระทบจะทยอยสะท้อนในผลการดำเนินงานในไตรมาสถัดๆ ไป ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 และในครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก อุปสงค์และอุปทานของน้ำมัน หากราคาน้ำมันมีการปรับฐานลงหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและสภาพคล่องของกลุ่มไทยออยล์”
ไทยออยล์มุ่งมั่นรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศเป็นพันธกิจหลัก ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

DSI รับหนังสือคดี “แอ็คมี่” เหรียญ ACT ผู้เสียหายร้องเร่งออกหมายแดง อายัดทรัพย์คืนประชาชน ตรวจเส้นทางเงินภรรยาดารา ปมหลอกลงทุนคริปโต

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วยเก่ง สุเชษฐ์ ผู้ช่วย และกลุ่มผู้เสียหาย เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อขอให้เร่งรัดดำเนินคดีกับ วรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ แอ็คมี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีฉ้อโกงประชาชนจากการหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี ACT ซึ่งมีผู้เสียหายนับพันคน มูลค่าความเสียหายคาดว่าสูงถึงหลักพันล้านบาท

พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ขยายผลไปยังบุคคลใกล้ชิดที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง และตรวจสอบเส้นทางการเงินภรรยาซึ่งเป็นดาราช่องดัง พร้อมติดตามความคืบหน้าการออก “หมายแดง” (Red Notice) ตำรวจสากล เพื่อประสานจับกุมตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดี จากนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นายแทนคุณ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จากกรณีการถูกนายแอ็คมี่ วรวัฒน์ หลอกให้ลงทุนในเหรียญคริปโต ACT แพลตฟอร์ม WOWBIT และ1000X.live รวมถึงโปรเจกต์ BUYBACK ซึ่งมีผู้เข้าแจ้งความจำนวนมาก มีมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 100 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงระดับพันล้านบาท จึงเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ ส่งผลให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ส่งเรื่องให้ดีเอสไอรับไปดำเนินการต่อ วันนี้ตนกับกลุ่มผู้เสียหายจึงได้มาติดตามคดี พร้อมมอบข้อมูลเพิ่มเติมให้กับดีเอสไอ เพื่อใช้ในการสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลใกล้ชิด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

"ทางผู้เสียหายตั้งไว้ 3 ประเด็น ให้กับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประกอบด้วย 1.ต้องติดตามนำตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีที่ไทย 2.ให้ขยายผลไปยังผู้กระทำความผิดรายอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ 3.ทรัพย์สินที่ได้มาจากการฉ้อโกงประชาชน อยากให้เจ้าหน้าที่เร่งอายัด เพื่อที่จะไว้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย เนื่องจากเส้นทางการเงินที่มีการกระทำความผิดค่อนข้างชัดเจน เพราะผู้เสียหายโอนเงินไปลงทุนตามบัญชีธนาคารที่ระบุไว้จริง จึงอยากให้เร่งอายัดทันทีไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด เพราะแค่ในตอนนี้ก็ทราบแล้วว่าเริ่มมีการแปรสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดบ้างแล้ว"

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า พวกเราขอเรียกร้องให้ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินคดีกับนายแอ็คมี่ วรวัฒน์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการออกหมายแดง เพื่อหยุดยั้งการกระทำความผิดและป้องกันความเสียหายที่อาจขยายวงกว้าง เนื่องจากแม้ผู้ต้องหาจะอยู่ระหว่างหลบหนีและพำนักอยู่ที่ดูไบ แต่ยังคงมีพฤติการณ์ไลฟ์สดชักชวนประชาชนลงทุนในเหรียญ ACT อย่างต่อเนื่อง โดยมีการกล่าวอ้างความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

อิหร่านหันพึ่งรถไฟจีน–เอเชียกลาง อิหร่านขยับยุทธศาสตร์การค้า ลดเสี่ยงเส้นทางเดินเรือ ขนส่งสินค้าเร็วกว่าเรือครึ่งหนึ่ง ท่ามกลางแรงกดดันสหรัฐฯ

อิหร่านเปิดใช้เส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน เพื่อหลบเลี่ยงความวุ่นวายในฮอร์มุซ

เส้นทางอิหร่าน–จีน มีระยะทางราว 10,400 กิโลเมตร เริ่มจากเมืองซีอาน (Xi’an) และอี้อูว์ (Yiwu) ในจีนตอนกลาง ผ่านคาซัคสถาน (Kazakhstan) และเติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) ก่อนเข้าสู่อิหร่านที่ด่านพรมแดนอินเชห์ บูรูน (Inche Buroun)

ใช้เวลาเดินทางเพียง 12–15 วัน เทียบกับการขนส่งทางเรือที่ต้องใช้เวลาราว 30–40 วัน

รถไฟแต่ละขบวนบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตประมาณ 50 ตู้ ภายในบรรจุตั้งแต่ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอุตสาหกรรม

คัมบิซ เอเตมาดี (Kambiz Etemadi) หัวหน้าคณะกรรมการตู้คอนเทนเนอร์ของสมาคมการขนส่งแห่งชาติอิหร่าน กล่าวกับสำนักข่าวฟาร์ส (Fars News Agency) ว่า การบีบบังคับของสหรัฐ เร่งผลักดันให้อิหร่านเปลี่ยนเส้นทางการค้าทางทะเลมากถึง 40% มาสู่เส้นทางขนส่งทางบกแทน

ที่มา : Sputnik (รัสเซีย), Fars News (อิหร่าน)

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1293023142986043/?rdid=CHKYGjgLCeYkI6IB#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top