Saturday, 6 June 2026
NewsFeed

WHAUP ทุ่มงบลุยธุรกิจน้ำ-ไฟ ปั้นระบบน้ำไฟอัจฉริยะรองรับอนาคต ปิดดีล Data Center ไตรมาส 2 นี้ ลงทุน 2.9 พันล้านบาทปี 69 เสริม Net Zero ปี 2050 มุ่งยั่งยืน

WHAUP กางแผนปี 69 ทุ่ม 2.9 พันล้านบาท

ปั้นระบบนิเวศน้ำ–ไฟฟ้าอัจฉริยะ รับอุตสาหกรรมอนาคต

จ่อปิดดีลโปรเจกต์ Data Center เพิ่มในไตรมาส 2

 

กรุงเทพฯ – บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ทุ่มงบลงทุนกว่า 2.9 พันล้านบาท เร่งเครื่อง 2 ธุรกิจหลัก “น้ำ-พลังงานไฟฟ้า” ส่งสัญญาณไตรมาส 2 นี้ เตรียมปิดดีลกลุ่ม Data Center พร้อมชูนวัตกรรมแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานไฟฟ้า ศึกษาโรงไฟฟ้า SMR มุ่งสร้างความมั่นคงพลังงานสะอาดแห่งอนาคต  ผลักดันองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์  พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ในปี 2569  WHAUP ประกาศเดินหน้าตอกย้ำแผนกลยุทธ์หลักในการขยายความเป็นผู้นำในด้านสาธารณูปโภคและพลังงานแบบครบวงจร ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสิทธิภาพองค์กรผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม พร้อมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve ให้กับองค์กร พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สร้างระบบนิเวศน้ำ–พลังงานอัจฉริยะ รองรับการเติบโตอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บริษัทเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคแบบครบวงจรทั้งน้ำและพลังงานไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาและให้บริการน้ำดิบและน้ำอุตสาหกรรม ระบบบำบัดน้ำ การพัฒนาน้ำมูลค่าเพิ่ม เช่น Premium Clarified Water และ Demineralized Water รวมถึงโซลูชัน Water Reclamation และ Smart Water Platform เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ควบคู่กับการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนผ่านโครงการ Solar Private PPA และ Direct PPA  พร้อมพัฒนาโซลูชันนวัตกรรม เช่น Peer-to-Peer Energy Trading Platform ระบบซื้อขาย REC และการศึกษาการพัฒนา SMR เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ

อัดงบลงทุน 2.9 พันล้านบาท เร่งเครื่อง 2 ธุรกิจหลัก สู่ New S-Curve

บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนปี 2569 ที่ 2,900 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจพลังงานไฟฟ้า 57 % และระบบสาธารณูปโภคน้ำ 43 %  โดยตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ผ่าน 2 ธุรกิจหลัก ดังนี้

1.ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) : ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวม 170  ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน แบ่งเป็นประเทศไทย 129 ล้านลูกบาศก์เมตร และเวียดนาม 41 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม Smart Water เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เร่งขยายระบบสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง     เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่ม Data Center ที่มีการใช้น้ำสูงกว่าธุรกิจทั่วไป    12-16 เท่า โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เซ็นสัญญาซื้อขายและบริหารจัดการน้ำกับลูกค้าเพิ่มกว่า            28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และเตรียมปิดดีลสัญญาน้ำใหม่เพิ่มเติมอีก 17-29 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในไตรมาส 2/2569 นี้ นอกจากนี้บริษัทฯ กำลังอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตน้ำอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียรวมกว่า 25 ล้านลูกบาศ์เมตร ในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2.1, WHA ESIE3.1 และ WHA ESIE5 เพื่อรองรับความต้องการจากลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center

ด้านเวียดนาม บริษัทฯ ยังคงขยายพื้นที่การให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในนิคมของ WHA Group โดยเฉพาะในจังหวัดเหงะอานและทัญฮว้า  ขณะเดียวกันโครงการที่บริษัทฯ ร่วมลงทุน โดยเฉพาะโครงการโรงผลิตน้ำประปา Duong River ซึ่งจำหน่ายน้ำให้กับชุมชนในกรุงฮานอย ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 นอกจากนี้บริษัทฯ ปรับกลยุทธ์สู่ “Water Positive” มุ่งบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าคืนน้ำสู่ธรรมชาติในปริมาณมากกว่าที่ใช้ ผ่านการพัฒนาแหล่งน้ำทางเลือก การกักเก็บน้ำฝน การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การส่งเสริมการใช้น้ำรีไซเคิล และลดการสูญเสียน้ำในระบบ รวมถึงพัฒนาโซลูชัน Water Reclamation และแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ ตอบโจทย์ด้าน ESG และ Decarbonization

 2.ธุรกิจไฟฟ้า: ในปี 2569 บริษัทฯ เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสีเขียวจากภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งพัฒนาโครงการ Solar ทั้งในรูปแบบ Private PPA, Feed-in-Tariff และ Direct PPA ควบคู่กับการพัฒนาโซลูชันพลังงานหมุนเวียนสำหรับลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงและต้องการเสถียรภาพด้านพลังงาน

ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้วเป็น 1,124 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นพลังงานหมุนเวียน 596 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 53% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด    โดยตั้งเป้าการเซ็นสัญญาโครงการ Private PPA ภายในประเทศเพิ่มอีก 60 เมกะวัตต์ และในประเทศเวียดนามเพิ่ม 29 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการเตรียมขยายพอร์ตพลังงานสะอาดเพื่อรองรับความต้องการโครงการ Direct PPA ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการสูงกว่า 2,000 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งศึกษาการลงทุนเพื่อขยายสู่ตลาดใหม่ อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างฐานการเติบโตในภูมิภาคในระยะยาว

ในด้านการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดในอนาคต บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายไฟฟ้า Peer-to-Peer Energy Trading ควบคู่กับระบบซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  รวมถึงอยู่ระหว่างการร่วมศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงในอนาคต

 “WHAUP ยังคงเดินหน้าต่อยอดการเติบโตควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรภายใต้พันธกิจของ WHA Group ที่ว่า ”WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND” มุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ 2 ลง 42% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยตั้งเป้าลดปริมาณการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ให้ได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2030” นายอัครินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด

 

อุกอาจลอบสังหาร? คนร้ายซุ่มยิงรถ “สส.กมลศักดิ์” กลางดึก เจาะเป้าใกล้บ้านพัก ผู้ติดตามเจ็บ 2 หลังกลับจากประชุมสภา คาดปมการเมือง-ความมั่นคง

ลอบยิง สส.กมลศักดิ์

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค.69 เวลาประมาณ 01.00 น.ขณะที่ นายกมลศักดิ์  แวยูแฮ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ พร้อมผู้ติดตามจำนวน 3 คน เดินทางกลับมาจากประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อกลับบ้าน

โดยได้นั่งรถมาจากสนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อมาถึงบริเวณปากทางเข้าบ้านที่เกิดเหตุ ได้มีคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวน ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงใส่ รถยนต์โตโยต้า ยี่ห้อ อัลพาส ที่ สส.กมลศักดิ์นั่งมา พร้อมผู้ติดตาม

1. นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ อายุ 59 ปีนั่งโดยสาร ไม่โดนกระสุน ไม่ได้รับบาดเจ็บ

2.นายอุชลัมห์ โกะเลาะ  ผู้ขับขี่ อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 ม.4 ต.กาเยาะมาตี อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส ได้รับบาดเจ็บ กระสุนเข้าตามลำตัวหลายนัด

3.ด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ ผู้โดยสาร อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 9  ม.5 รัตนศิริ ต.บาเจาะ จว.นราธิวาส เป็นตำรวจติดตาม  ได้รับบาดเจ็บ กระสุนเข้าเบ้าตา และลำตัวหลายนัด

เหตุเกิดบริเวณ ทางเข้าประตูหน้าบ้านเลขที่ 13/3  ม.9 ถ.เพชรเกษม  ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

จากการสอบถามคนใกล้ชิด ตั้งข้อสังเกตว่า การลอบยิงครั้งนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ สส.กมลศักดิ์ สาเหตุน่าจะมาจากสองประเด็น 1.ความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สส.กมลศักดิ์รับทำคดีความมั่นคงหลายคดีด้วยกัน 2.เรื่องการเมือง เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีการต่อสู้กันเข้มข้นดุเดือด เป็นที่รับรู้กันว่า คู่ต่อสู้เป็นผู้มีอิทธิพลพอสมควร แต่กมลศักดิ์ฝ่าด่านเข้ามาได้เป็น สส.สมัย 2 ในนามพรรคประชาชาติ

สหรัฐฯ ส่งกำลังทหาร เร่งทหารนาวิกโยธินกว่า 2,200 นาย เสริมกำลังภาคพื้นตะวันออกกลาง เรือ USS Boxer นำกำลังติดตาม กะลาสีอาจเพิ่มอีกพันนาย

สหรัฐอเมริกาเร่งส่งกำลังทหารไปยังตะวันออกกลาง รวมทั้งหน่วยนาวิกโยธินและกำลังพลประจำเรือหลายพันนาย ตามรายงานของ NBC News โดยเฉพาะหน่วยนาวิกโยธินที่ 11 ที่ประกอบด้วยนาวิกโยธินอย่างน้อย 2,200 นาย คาดว่าจะเดินทางออกจากซานดิเอโกเร็วกว่ากำหนดภายในไม่กี่วันข้างหน้า

หน่วยนี้จะเดินทางไปกับเรือ USS Boxer ซึ่งเป็นเรือยกพลขึ้นบกโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก นอกจากนั้นอาจมีเรืออีก 1-2 ลำร่วมปฏิบัติการ ทำให้กะลาสีเรือสหรัฐฯ อีกราวหลายพันคนมีโอกาสถูกส่งไปยังภูมิภาคดังกล่าว

การส่งกำลังเพิ่มเติมครั้งนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ยังคงสูงขึ้น และสหรัฐฯยังคงยึดมั่นในความพยายามเสริมความมั่นคงและเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

"การส่งกำลังครั้งนี้สำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค" แหล่งข่าวระบุการตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความเร่งด่วนและความมุ่งมั่นในภารกิจของสหรัฐฯ

ที่มา : Sputnik

 

สู้วิกฤตพลังงาน!! รัฐบาลอินโดนีเซียไฟเขียว WFH หวังลดใช้น้ำมันช่วงตะวันออกกลางปะทุ ใช้มาตรการทำงานจากบ้านสัปดาห์ละ 1 วัน ติดตามสถานการณ์น้ำมันและสงครามอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศเตรียมใช้มาตรการทำงานแบบยืดหยุ่น เริ่มต้นกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยยอมให้ทำงานจากที่บ้านได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอดช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

'แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต' รัฐมนตรีประสานงานประจำกระทรวงกิจการเศรษฐกิจ ระบุผ่านแถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 มี.ค. ว่า "นโยบายนี้ช่วยลดการใช้น้ำมันเบนซินลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเหลือเพียง 1 ใน 5 ของงบประมาณที่เคยใช้จ่ายตามปกติ" พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิดเพื่อการปรับมาตรการในอนาคต

นโยบายนี้จะเริ่มบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก แต่ภาคเอกชนสามารถนำไปปรับใช้ได้ด้วย โดยรายละเอียดทางเทคนิครอการสรุปเพิ่มเติม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

เหตุการณ์ราคาน้ำมันสู่ภาวะผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก ทำให้อินโดนีเซียซึ่งเน้นการบริหารจัดการพลังงานอย่างเข้มงวด ต้องออกนโยบายเพื่อลดการใช้พลังงานและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจรวมถึงสังคมในประเทศ

ที่มา : Xinhua

กนอ. เปิดเกมใหม่ ชู Smart Park ดูดนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง ชูไทยฐานการผลิตมั่นคง-ปลอดภัย เปิดมาตรการใหม่เร่งดูด FDI

กนอ. รุกหนัก! คลอดมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดิน "Smart Park" ดูดเม็ดเงิน FDI

ชูไทยเป็นฐานการผลิตที่มั่นคง-ปลอดภัย จากวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เดินหน้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เปิดตัวมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park ครั้งใหม่ มุ่งเป้าดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (New S-Curve) และนักลงทุนที่มองหาฐานการผลิตที่มีความมั่นคงท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการ กนอ. เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกำหนดมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดินใน

นิคมอุตสาหกรรม Smart Park เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจลงทุนและลดต้นทุนเริ่มต้นให้แก่ผู้ประกอบการ  โดยมีรายละเอียดมาตรการที่สำคัญ ดังนี้ 1.ยกเว้นค่าเช่าที่ดินเป็นระยะเวลา 2 ปีแรก นับแต่วันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน 2.ยกเว้นค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบกิจการจาก กนอ. โดยมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรน คือ ต้องมีระยะเวลาการเช่าไม่น้อยกว่า 10 ปี วางหลักประกันการเช่าที่ดินเป็นเงินสดหรือหนังสือค้ำประกัน มูลค่าเท่ากับค่าเช่าเพียง 1 ปี ต้องแจ้งเริ่มประกอบกิจการภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดิน  ทั้งนี้ มาตรการเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ กนอ. ออกประกาศ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ภาคธุรกิจระดับโลกมองหาการกระจายฐานการลงทุนมายังภูมิภาคที่มีความปลอดภัยและยืดหยุ่น (Supply Chain Resilience) ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่มีศักยภาพและมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม  Smart Park มีความพร้อมและข้อได้เปรียบที่แข็งแกร่งในการรองรับนักลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ด้วยจุดแข็งด้านระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ (Smart Utilities) พร้อม Ecosystem ที่ครบวงจร ทั้งสถานศึกษาชั้นนำ โรงพยาบาล และชุมชนที่อยู่อาศัย ทำให้การลงทุนใน Smart Park เป็นการลงทุนที่ดีและปลอดภัยในระยะยาว 

นอกจากนี้ เพื่อขยายโอกาสการลงทุนให้หลากหลายยิ่งขึ้น กนอ. มีการกำหนดประเภทกิจการและกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดและเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดผู้ประกอบการเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“มาตรการนี้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเร่งรัดการลงทุนภาคอุตสาหกรรมภายใต้กลไก 'Fast Pass' และยุทธศาสตร์ 'Quick Big Win' เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ มติของคณะกรรมการ กนอ. ในครั้งนี้ ถือเป็น "โอกาสทอง" สำหรับนักลงทุนที่จะเข้าถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเขต EEC ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

กองสื่อสารองค์กร  

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

20 มีนาคม 2569

เอเชียนเกมส์ 2026 ไอจิ-นาโกย่าเลือกทางประหยัด จัดที่พักนักกีฬาบนเรือสำราญแทนสร้างใหม่ นักกีฬาบางส่วนเตรียมพักบนเรือสำราญกลางนาโกยา ชูคุ้มกว่าสร้างใหม่

ฝ่ายจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่จังหวัดไอจิ-นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เตรียมจัดที่พักให้นักกีฬาผู้เข้าร่วมงานโดยเฉพาะ โดยนักกีฬาราวครึ่งหนึ่งจะพักบนเรือสำราญหรูสัญชาติอิตาลีชื่อ คอสตา เซเรน่า ซึ่งจอดเทียบท่าที่ท่าเรือนาโกยา ขณะที่นักกีฬาและเจ้าหน้าที่อีกจำนวน 2,000 คนจะพักในกระท่อมสไตล์ตู้คอนเทนเนอร์ทำจากไม้

เรือสำราญ คอสตา เซเรน่า มีห้องพักถึง 571 ห้อง พร้อมสระว่ายน้ำ 7 แห่ง ร้านอาหาร 8 แห่ง และบาร์ 9 แห่ง โดยฝ่ายจัดเช่าเรือเพื่อใช้เป็นที่พักนักกีฬาราคาประมาณ 4.5 พันล้านเยน หรือราว 916 ล้านบาท ซึ่งถือว่าถูกกว่าสร้างหมู่บ้านนักกีฬาใหม่ นอกจากนี้ยังมีการจัดที่พักในโรงแรมต่าง ๆ รวมถึงในโตเกียวซึ่งเป็นสถานที่แข่งขันกีฬาว่ายน้ำ กระโดดน้ำ และขี่ม้า

คาซูฮิโระ ยางิ รองเลขาธิการคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ระบุว่า กระท่อมตู้คอนเทนเนอร์ไม้เป็นรูปแบบใหม่ที่เพิ่งติดตั้งบางส่วนแล้ว เขากล่าวว่า "ผมได้ยินบางคนบอกว่าพื้นที่อาจจะแคบไปนิด แต่จากที่ผมเห็น มันเป็นสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยได้อย่างเหมาะสม" ขณะที่เขายอมรับว่า การพักบนเรือสำราญอาจเจอปัญหาตอนฤดูกาลไต้ฝุ่นของญี่ปุ่น แต่มั่นใจว่าการพยากรณ์อากาศแม่นยำมากขึ้น

ในส่วนของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ฝ่ายจัดมองว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน และยังไม่มีแผนพิเศษสำหรับทีมอิหร่านหรือเกาหลีเหนือซึ่งมีแนวโน้มจะส่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่กว่า 260 คนมาร่วมงาน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10178286

นั่งนายกฯ 32 สมัย 2 ชื่นมื่นพรรคภูมิใจไทย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยึดมั่นทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชน

(20 มี.ค. 69) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในสมัยที่ 2 โดยมีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เชิญพระบรมราชโองการ

ในพิธี นายอนุทิน ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์และเปิดกรวยกระทงดอกไม้รับพระบรมราชโองการ ก่อนถวายบังคม 3 ครั้งและทำความเคารพอีกครั้ง โดยมีสมาชิกครอบครัวประกอบด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา นายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชาย และบิดามารดา ร่วมพิธีพร้อม ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล

นายอนุทิน กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า "ข้าพระพุทธเจ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

หลังพิธี นายอนุทินคุกเข่าก้มกราบบิดาและมารดา โอบกอดภริยาและผู้ร่วมแสดงความยินดี ก่อนร่วมถ่ายรูป บรรยากาศสะท้อนความอบอุ่นและขวัญกำลังใจในครอบครัว การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นการต่อเนื่องของบทบาทผู้นำรัฐบาลและย้ำพันธกิจการเมืองของ 'อนุทิน' ที่ได้รับความไว้วางใจอีกครั้งจากมหาอำนาจพระมหากษัตริย์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10178284

อาหรับเตือนทรัมป์ อย่าเปิดเกมถล่มพลังงานอิหร่าน อาหรับไม่เอาสงครามพลังงาน เตือนทรัมป์โจมตีอิหร่าน เท่ากับจุดชนวนหายนะ

รายงานจาก The Wall Street Journal (WSJ) และสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งในช่วงวันที่ 22 มีนาคม 2026 ระบุว่ากลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซียได้ส่งคำเตือนไปยังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับการขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน

รายงานระบุว่าชาติอาหรับกังวลว่าหากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าหรือโรงงานพลังงานของอิหร่าน จะนำไปสู่การตอบโต้ (Reprisals) ที่รุนแรง ซึ่งจะพุ่งเป้ามายังโรงผลิตน้ำจืด (Desalination plants) และแหล่งพลังงานในฝั่งอาหรับเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำและไฟฟ้าไปทั่วทั้งภูมิภาค

เจ้าหน้าที่จากหลายประเทศอาหรับแสดงความไม่พอใจที่พวกเขามีอิทธิพลในการโน้มน้าวการตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์น้อยมาก แม้จะมีการลงทุนและมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมานาน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดให้เวลาอิหร่าน 48 ชั่วโมง (เส้นตายคือวันที่ 23 มีนาคม 2026) ในการเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติอย่างปลอดภัย หากไม่ทำตาม ทรัมป์ขู่ว่า เขาจะสั่งโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้สิ้นซาก โดยระบุว่าจะเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดก่อน

ด้าน อิหร่านประกาศชัดเจนผ่านประธานรัฐสภาและโฆษกกองทัพว่า หากโครงสร้างพื้นฐานของตนถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบไอทีทั่วทั้งภูมิภาค (ซึ่งรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ให้ที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ) จะตกเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมในการโจมตีทันที อิหร่านขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวรจนกว่าโรงไฟฟ้าที่ถูกทำลายจะได้รับการซ่อมแซมจนเสร็จ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1253448603610164/?rdid=k5F3yvCX0n8L2tRs#

‘เทพไชยา’ คว้าแชมป์!! ปราบ 'รอนนี่' 10-7 เฟรม โชว์แมกซิมั่มเบรก 147 แต้ม คว้าแชมป์เวิลด์โอเพ่นครั้งแรก รับเงินรางวัลกว่า 7.6 ล้านบาท

'เทพไชยา อุ่นหนู' นักสนุกเกอร์ชาวไทย ทำผลงานสุดยอดชนะ รอนนี่ โอ'ซุลลิแวน นักสอยคิวมือชั้นนำของอังกฤษ ด้วยสกอร์ 10-7 เฟรม ในรอบชิงชนะเลิศศึกเวิลด์ โอเพ่น 2026 ที่เมืองอวี้ซาน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 22 มีนาคม

แมตช์นี้มีความสำคัญต่อ 'เทพไชยา' เป็นอย่างมาก เพราะถ้าคว้าชัยได้ จะมีคะแนนสะสมในฤดูกาลนี้เพียงพอให้ติด 12 อันดับแรก และได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขัน ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 30 มีนาคม - 5 เมษายน 2569

เซคชั่นแรกของการแข่งขัน 'เทพไชยา' พลิกกลับมานำ 5-4 จากที่ตามหลังถึง 0-4 เฟรม ก่อนในเซคชั่นที่สองจะเปิดเกมร่างทอง พร้อมกับกดแมกซิมั่มเบรก 147 แต้มในเฟรมที่ 16 จนเอาชนะไปได้ในที่สุด ผู้ชนะรับเงินรางวัล 175,000 ปอนด์ หรือราว 7.6 ล้านบาท

ผลงานครั้งนี้เป็นการคว้าแชมป์สมัยแรกของ 'เทพไชยา' ในรายการนี้ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอาชีพและสร้างชื่อเสียงให้กับวงการสนุกเกอร์ไทยอย่างมาก

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1372838071542717&set=a.625575576268974

#THESTATESTIMES

#NEWS

#NewsFeed

#สนุกเกอร์

#เทพไชยา

#เวิลด์โอเพ่น

‘อนุทิน’ ควงภรรยา นำสตรีโคราช ซ้อมใหญ่รำบวงสรวงท้าวสุรนารี ยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรี พร้อมเพรียงงดงาม เพื่อเตรียมงานฉลองชัยยุทธ ในวันที่ 23 มี.ค. 2569

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นางธนนนท์ นิรามิษ ภริยา 'นายอนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยสตรีชาวโคราชจำนวน 7,410 คน ร่วมซ้อมใหญ่การรำบวงสรวงท้าวสุรนารี หรือที่รู้จักกันในชื่อ "คุณย่าโม" ก่อนจะเข้าสู่พิธีรำจริงในวันงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 18.30 น.

การซ้อมใหญ่ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารีประจำปี 2569 ซึ่งถือเป็นประเพณีสำคัญของจังหวัดนครราชสีมาและแสดงถึงความเคารพต่อวีรสตรีท้องถิ่น

"นี่คือการรวมพลังของชาวโคราชที่แสดงถึงความสามัคคีและความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของจังหวัดเรา" ตัวแทนสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกล่าวในรายงาน

พิธีรำบวงสรวงท้าวสุรนารีหรือคุณย่าโม ถือเป็นกิจกรรมที่ย้ำให้เห็นการร่วมรักษาขนบประเพณีและความศรัทธาของชาวโคราช ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อสดุดีวีรกรรมของท้าวสุรนารีที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเมืองนครราชสีมา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1409782641184069&id=100064570394286&rdid=ySCCh9UXEN9i6wWJ#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top