Saturday, 6 June 2026
NewsFeed

PSL รับลูกเรือกลับ!! ลูกเรือ 20 รายเดินทางถึงบ้าน บริษัทดูแลด้านสุขภาพเต็มที่ ขอบคุณทุกหน่วยงานร่วมมือ ยังติดตามลูกเรือสูญหาย 3 คน

PSL รับลูกเรือ “มยุรี นารี” ทั้ง 20 รายกลับถึงประเทศไทย พร้อมดำเนินการดูแลตามมาตรการด้านสวัสดิภาพ

กรุงเทพฯ – 16 มีนาคม 2569 ลูกเรือชาวไทยทั้ง 20 รายของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL เจ้าของเรือ มยุรี นารี (M.V. Mayuree Naree)ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเดินทางไปรอรับที่สนามบิน พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของลูกเรืออย่างใกล้ชิด

การเดินทางกลับในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ลูกเรือสามารถเดินทางกลับถึงประเทศไทยได้โดยเรียบร้อย

ภายหลังการเดินทางกลับถึงประเทศไทย บริษัทได้ดำเนินการดูแลสวัสดิภาพของลูกเรือตามความเหมาะสม โดยจัดให้มีการตรวจสุขภาพร่างกายและการประเมินสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติด้านสวัสดิการของบริษัท เพื่อสนับสนุนการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจของลูกเรือ

PSL ขอขอบคุณทุกหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเดินทางกลับถึงประเทศไทยของลูกเรือในครั้งนี้

PSL ยังคงยืนยันว่า สิ่งสำคัญสูงสุดของบริษัทในขณะนี้ คือการติดตามลูกเรืออีก 3 คนที่ยังคงสูญหาย

'แทนคุณ' สวน 'แอคมี่' เตรียมรับผลกรรมที่สร้างไว้ ยันพร้อมสู้ทุกคดีหมิ่นประมาท ชี้ฟ้องต้องสุจริตพร้อมขึ้นศาล เผยแจกแจงผู้เสียหายทันทีไม่ถอนฟ้อง

“อี้ แทนคุณ” โต้ “แอคมี่”  เตรียมรับพายุแห่งกรรมที่ทำไว้  วัดใจใครแน่จริงกว่ากัน    กล้าฟ้องต้องกล้ากลับมาขึ้นศาลด้วยนะ

ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม กล่าวถึงกรณี ถูกนายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือแอคมี ลิงดำ ฟ้องดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่คาดหมายได้แต่แรกแล้ว และขอให้ฟ้องตนคนเดียวจะกี่กรรมก็แล้วแต่ไม่ต้องไปฟ้องผู้เสียหายหรือสื่อมวลชน เพราะตนพร้อมชนทุกสถานการณ์และคดีหมิ่นประมาทเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ที่ตนทราบว่า ในหลายกรณีที่มิจฉาชีพมักใช้กลไกนี้ในการฟ้องปิดปาก ดังนั้น การฟ้องคดีจึงควรเป็นไปโดยสุจริตตามสุภาษิต

กฎหมายที่ว่า “บุคคลผู้มาศาลต้องมาด้วยมือสะอาด” เพื่อมิให้มีการใช้การฟ้องคดีอาญาเพียงเพื่อที่จะกลั่นแกล้งผู้อื่น โดยกรณีนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยดีเสียอีกจะได้ลากตัวคนที่มีหมายจับถึง ๒ หมายมาขึ้นเบิกความในศาล ให้มีการนำเ อกสารหลักฐานหรือพยานขึ้นเบิกความต่อสู้ในชั้นศาล ให้ท่านได้พิจารณา ว่า ระหว่างคนที่ต่อสู้เพื่อผู้อื่นที่เสียหายเดือดร้อนจำนวนมากทั้งที่ความผิดสำเร็จแล้วในคดีก่อนหน้านี้ จนศาลออกหมายจับ และจะมีมาอีกในเดือนมิถุนายน ซึ่งมากมายมหาศาล โดยผู้เสียหายที่ขอให้ผมช่วยนั้นเดือดเนื้อร้อนใจ สิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้เป็นสิน

จนเครียดหนัก บางคนเป็นมะเร็งขอเงินที่ลงทุนไว้ออกมาเพื่อรักษาตัวเอง รักษาคนในครอบครัว บางคนเป็นเงินเก็บที่จะจ่ายค่าเทอมให้ลูกวันที่เปิดเทอม บางคนเป็นค่าน้ำค่าไฟ ในการใช้ชีวิต หมดตัวแล้ว ต้องเป็นหนี้เป็นสินให้คนบางประเภทเสพสุขบนคราบน้ำตา คราบเลือด บนชีวิตและจิตวิญญาณของคนที่รักและศรัทธาในตัวคนอย่างพวกเมิง เขาถึงบอกกันว่า คนที่น่ากลัวที่สุด คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเลวไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ผมเจอมิจฉาชีพมาเยอะ
ฟ้องมา ผมฟ้องกลับหมด เพราะผมชนะมาเยอะไม่เคยแพ้คดีหมิ่นประมาทที่ถูกฟ้องมาเลย และตอนผมฟ้องกลับข้อหาเบิกความเท็จต่อศาล มันกว่าเยอะ เพราะทุกถ้อยคำทุกข้อความ ทุกการกระทำมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ

อีกอย่างผมรอนะ ถ้าฟ้องแล้วต้องมาเบิกความเองต่อศาล มาใช้สิทธิโดยสุจริต กลับมา ตำรวจเขารออยู่ ผู้เสียหายเขารออยู่ แต่ถึงไม่กลับ ผมจะทำทุกอย่างล่าตัวคุณกลับมาขึ้นศาลให้ได้ อย่าถอนฟ้องคดีนี้นะ ฟ้องแล้วฟ้องเลย ไปให้สุดวัดกันใครแน่กว่าใคร ใครสุจริตกว่าใคร ใครลวงใครจริง ใครดีใครชั่วกว่ากัน และที่สำคัญ ใครต้องติดคุกก่อนใคร อ้อ อีกอย่างหลังจากนี้ผมจะได้เดินหน้าเรื่องตามสืบทรัพย์และยึดทรัพย์เพื่อมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย เตรียมรับพายุแห่งกรรมที่ทำกับคนอื่นๆไว้

อย่าคิดว่า จะสุขสบายบนความทุกข์ของคนอื่นแล้วจะไม่ต้องรับผลกรรมนะถึงตอนนั้น รู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้ว ดัง พุทธศาสนสุภาษิต ที่ว่า

เมื่อบาปยังไม่ส่งผล คนชั่วก็เห็นว่าเป็นของดี

ต่อเมื่อมันให้ผลเมื่อใด

เมื่อนั้นแหละเขาจึงรู้พิษสงของบาป

พันธุ์ไทยผนึกซับเวย์!! เปิดโมเดล Hybrid Store จับมือเจาะตลาดอาหารครบจบ ตั้งเป้าเพิ่มสาขา15แห่ง ผลักดันยอดขายโต30%

เปิดเกมรุก! พันธุ์ไทย x ซับเวย์ ผุดโมเดล ‘Hybrid Store’ จุดหมายเดียวครบ ทั้งกาแฟสัญชาติไทยและแซนวิชระดับโลก ลุยเปิด 15 สาขาแพคคู่ หวังดันยอดขายโต 30%

เมื่อ ‘Local Coffee Brand’ จับมือ ‘Global Sandwich Chain’ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด แบรนด์กาแฟชั้นนำของประเทศไทย และ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย ร่วมประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดร้านแบบ Co-location ภายใต้โมเดล ‘Hybrid Store’ การวางร้านกาแฟพันธุ์ไทยและร้านซับเวย์ ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์มื้ออาหารที่ครบครันแก่ผู้บริโภคยุคใหม่ นำร่องสาขาแรกที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งเป้าขยายสาขาในรูปแบบคู่กันจำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569 คาดว่าสามารถเพิ่มปริมาณ Traffic พร้อมผลักดันจำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้นกว่า 20% และเพิ่มยอดเฉลี่ยต่อบิลสูงขึ้นกว่า 25%

คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า "เราไม่ได้มองตัวเองในฐานะร้านกาแฟอีกต่อไป แต่เรากำลังสร้าง Ecosystem ของอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้บริโภค การจับมือกับ ซับเวย์ ครั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบประสบการณ์ โดยเชื่อมโยงพฤติกรรมลูกค้าทั้งสองแบรนด์เข้าหากัน สร้างโอกาสการเข้าถึงแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคยได้ง่าย สามารถดึงดูดลูกค้าให้เปิดใจทดลองแบรนด์ใหม่ๆ และขยายฐานลูกค้าร่วมกัน ซับเวย์ ส่งมอบความอิ่มอร่อยสุขภาพดีจากอาหารจานหลัก ขณะที่พันธุ์ไทยตอบโจทย์ด้านเครื่องดื่มและช่วงเวลาพักผ่อน ส่งผลให้พื้นที่เดียวสามารถรองรับทั้งการรับประทานอาหาร การพบปะ และการพักผ่อนในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ที่ครบและคุ้มค่าที่สุด พร้อมยกระดับ กาแฟพันธุ์ไทย สู่สากล และยืนเคียงข้าง Global Brand ได้อย่างภาคภูมิใจ"

ด้าน คุณเพชรัตน์ อุทัยสาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า "ซับเวย์มีพันธกิจในการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยผ่านกลยุทธ์ Co-location ที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน Ecosystem ของทั้งซับเวย์และพันธุ์ไทย เพิ่ม Traffic Sharing ระหว่างสองแบรนด์และยังก่อให้เกิด Hybrid Store Concept รูปแบบใหม่ที่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในแบบที่แต่ละแบรนด์ไม่สามารถสร้างได้ตามลำพัง ซึ่งความร่วมมือกับพันธุ์ไทยในครั้งนี้ เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าสองกลุ่มเข้าหากันได้อย่างลงตัว ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการอาหารหลักอย่างแซนด์วิชในชีวิตประจำวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับแบรนด์ซับเวย์อยู่แล้ว เข้ากับกลุ่มที่ต้องการเครื่องดื่มรสชาติกาแฟพันธุ์ไทยที่ดื่มได้ทุกวัน ไม่ว่าจะนั่งผ่อนคลายที่ร้านหรือ Grab & Go ในช่วงเวลาเร่งด่วน ผลลัพธ์คือประสบการณ์ที่ครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพในที่เดียว อย่างสะดวกและรวดเร็ว”

แน่นอนว่า ผู้บริโภคจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่สะดวกและครบครัน อิ่มอร่อยกับขนมปังอบสดใหม่จากซับเวย์และสดชื่นกับเครื่องดื่มจากพันธุ์ไทยภายในร้านเดียวกัน ไม่ว่ามื้อเบาๆ ยามเช้า มื้อหลักยามเที่ยง มื้อเร่งรีบก่อนเข้าประชุม หรือมื้อเย็นเน้นผักกับมัทฉะเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ ทั้งสองแบรนด์ยังส่งมอบความสะดวก สบาย คุ้มค่าให้กับสมาชิก Max Card Plus และ EV สามารถใช้สิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม ทั้งส่วนลดและสะสมแต้มได้ทั้ง 2 แบรนด์ โดยโมเดลแพคคู่นี้เริ่มต้นนำร่องที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นสาขาแรก ก่อนขยายไปยังทำเลเชิงยุทธศาสตร์ย่าน CBD จำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569

โดยใช้ฐานแฟนจำนวนมากของกาแฟพันธุ์ไทยเป็นตัวเร่งการเติบโตของ ซับเวย์ ในตลาดไทย ขณะที่ ซับเวย์ ในฐานะหนึ่งในแบรนด์ QSR ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะช่วยเสริม Brand Equity และดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพให้เข้ามาสู่ Ecosystem ของกาแฟพันธุ์ไทยมากยิ่งขึ้น

สื่อมวลชนติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด

เงินสำรองยังไม่พอ พบ 2 ใน 3 คนไทยไม่มีเงินสำรอง แนะนำวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เคทีซีชี้แผนการเงินและใจช่วยลดเสี่ยง เร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน

คนไทย 2 ใน 3 ไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน เคทีซีแนะวางแผนการเงิน–ชีวิตก่อนเหตุไม่คาดคิด

แม้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า “เหตุไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเมื่อใด” แต่สัญญาณล่าสุดสะท้อนว่าครัวเรือนไทยจำนวนมากยังมีความเปราะบางทางการเงิน ผลสำรวจสวนดุสิตโพลล์ปี 2568 ระบุว่า 48.32% ของคนไทยมีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน และอีก 35.24% มีเงินสำรองเพียง 1-3 เดือน เท่ากับว่าอย่างน้อย 2 ใน 3 ของคนไทย ยังไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญสำหรับรองรับเหตุฉุกเฉิน หากรายได้สะดุดหรือมีเหตุเร่งด่วนเกิดขึ้น ครอบครัวจำนวนมากอาจตั้งหลักได้ยากตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ

ด้านสุขภาพก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ “มาโดยไม่บอกล่วงหน้า” เช่นกัน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคชี้ว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างมะเร็ง หลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ย 227 รายต่อวัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งภาระค่าใช้จ่าย การตัดสินใจ และแรงกดดันทางใจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน การมี “แผน” ทั้งด้านเงินและด้านใจตั้งแต่วันนี้ จึงช่วยลดต้นทุนความไม่แน่นอนได้จริง

วิธีวางแผนการเงินให้ตั้งหลักได้
เคทีซีถอดบทเรียนจากข้อมูลผู้ใช้และอินไซต์คนทำงาน พบว่า “ความกังวลใหญ่ของคนไทย” อยู่ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ สุขภาพ การเงินและเหตุไม่คาดคิด ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว การวางแผนไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่เริ่มจากหลักการพื้นฐานที่ช่วยให้ครอบครัวตั้งหลักได้ทันที ได้แก่

แบ่งเงินอย่างมีระบบ: ใช้โครงสร้าง 50–30–20 เป็นแนวทางตั้งต้น (50% ค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% คุณภาพชีวิต 20% ออม–ลงทุน) ตัวเลขยังชี้ว่าคนไทยเพียง 57% มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอสำหรับครึ่งหนึ่งของครัวเรือนไทย

เร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉินให้ถึง 3-6 เดือน: ในยุคที่การเจ็บป่วย-ตกงานเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เงินสำรองคือ ร่มกันฝน ที่ช่วยผ่อนแรงความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและการเงิน

จัดการหนี้อย่างเป็นขั้นตอน: เพราะดอกเบี้ยคือ “ต้นทุนเวลา” ที่ลดทอนความสามารถในการออม ควรเริ่มจากการเคลียร์หนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เงินออมเติบโตได้จริง

ตั้ง Auto-transfer หลังเงินเดือนเข้าทันที แยกบัญชี “เงินฉุกเฉิน” ไม่ปะปนกับบัญชีใช้จ่าย พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนออมทุกครั้งที่รายจ่ายหนี้ลดลง

สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ลดต้นทุนความไม่แน่นอน
นอกจากความพร้อมทางการเงินแล้ว “ใจที่พร้อม” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หลายองค์กรจึงหันมาใช้แนวทาง Work–Life Integration เพื่อสร้างระบบสนับสนุนสุขภาวะกาย–ใจ เช่น การเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา การให้ความรู้ด้านสุขภาวะ วัฒนธรรมโค้ชชิ่งที่ “ฟังโดยไม่ตัดสิน” การชวนพนักงานวางแผนชีวิตล่วงหน้า เพื่อให้คนทำงานมีสมาธิ-มีพลัง-และตัดสินใจได้ดีขึ้น แม้ในวันที่ไม่ทันตั้งตัว เมื่อใจไม่ต้องแบก ประสิทธิภาพงานและความสัมพันธ์รอบตัวก็ดีขึ้นพร้อมกัน

“สมุดเบาใจ” เครื่องมือที่ทำให้ความรักเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งสิ่งที่คนไทยเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นคือ การเขียน “สมุดเบาใจ” หรือเอกสารแสดงเจตนาล่วงหน้า (Advance Care Plan) ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งไม่ใช่เอกสารแห่งความกลัว แต่เป็นการบันทึกรูปแบบการรักษาที่ต้องการหรือไม่ต้องการ ระบุผู้ที่ต้องการมอบหมายให้สื่อสารและตัดสินใจแทน ระบุพิธีการหรือบรรยากาศที่อยากให้เกิดขึ้นในวาระสุดท้าย เพื่อช่วยลดภาระของคนข้างหลัง ไม่ต้องคาดเดาใจเราในวันที่ทุกคนกำลังอ่อนแรงที่สุด ควบคู่กับการดูแลตัวเองตามสูตร “5 ออ + อภัย” ได้แก่ อาหาร / อารมณ์ / อากาศ / อดิเรก / ออกกำลังกาย + อภัยให้ตัวเอง ซึ่งช่วยลดต้นทุนความไม่แน่นอนทั้งกายและใจได้ในระยะยาว

เพราะวันไม่คาดคิดอาจมาถึงก่อนที่เราจะพร้อม: เริ่มได้ทันที
ท้ายที่สุด “การตายดีต้องมีทีม” ทีมนี้อาจเป็นครอบครัว เพื่อนสนิท หรือคนที่ไว้ใจ ที่รู้เจตนาและช่วย ดูแลในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต แม้ความตายไม่มีคิว แต่เราสามารถเลือกได้ว่า “วันนี้จะเริ่มวางแผน เพื่อให้วันสุดท้ายงดงามที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้คนที่เรารักคลายความกังวล ไม่ต้องคาดเดาใจเรา ในวันที่ยากที่สุดของพวกเขา

ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บมจ. บัตรกรุงไทย

ณเดชน์-แบมแบม ปลุกเวที ดันเนสกาแฟสูตรใหม่เต็มสูบ แฟนคลับาร่วมกว่า 1,200 คน โชว์เพลง "ไปอีก Ready For MORE" เกมและกิจกรรมสุดสนุกเต็มอิ่ม

ณเดชน์ และ แบมแบม ร่วมเป็นดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ในงานใหญ่เปิดตัว "เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริช อโรมา สูตรใหม่" ณ เวทีมวยราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็ว ๆ นี้ สร้างประสบการณ์ดื่มกาแฟรูปแบบ Immersive Experience 360 องศาแก่แฟนคลับและคอกาแฟกว่า 1,200 ราย

ภายในงาน ณเดชน์ และ แบมแบม ร่วมแสดงโชว์เพลงพิเศษ "ไปอีก (Ready For MORE)" ซึ่งแต่งและโปรดิวซ์โดยแบมแบม พร้อมเกม "จังหวะอร่อยลงตัว" และกิจกรรม "กำกับกาแฟ" ที่มีความสนุกสนานเกิดขึ้นท่ามกลางแฟนคลับ นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษอย่าง นินิว และ คริสติน่า แซ่แต้ มาร่วมเติมสีสันให้บรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

“งานครั้งนี้ถือเป็นโมเมนต์พิเศษที่ทุกคนจะได้สัมผัสความสนุกและรสชาติกาแฟแบบใหม่ไปพร้อม ๆ กัน” แบมแบม กล่าวผ่านเวที ณ เวลานั้น ก่อนร่วมกิจกรรมถ่ายภาพคู่แฟนคลับอย่างใกล้ชิดและปิดงานด้วยโชว์สุดพิเศษจากทั้งคู่

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ณเดชน์และแบมแบมร่วมงานโฆษณากาแฟ พวกเขาได้ใช้โอกาสนี้เสริมสร้างภาพลักษณ์ร่วมกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตั้งเป้าดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยมีกิจกรรมที่เน้นสร้างประสบการณ์ตรงและความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9878586/

ประกาศเตือนจาก ทปอ.!! ห้ามซื้อ-ขาย และเผยแพร่ข้อสอบ A-Level โดยเด็ดขาด แชร์ข้อสอบไม่ใช่เรื่องเล่น เตือนนักเรียนทั่วประเทศ ฝ่าฝืนเสี่ยงหมดอนาคต

ประกาศเตือนจาก ทปอ.  ห้ามซื้อ-ขาย และเผยแพร่ข้อสอบ A-Level โดยเด็ดขาด!

อ่านหนังสือมาเหนื่อย อย่าให้ต้องหมดอนาคตเพราะเรื่องนี้นะ! ทปอ. ออกประกาศเตือนเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ข้อสอบ A-Level ทุกกรณี

จำไว้ให้แม่น! ห้ามแชร์ ห้ามขาย ห้ามส่งต่อแบบทดสอบ ไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตาม เพราะโทษที่ตามมาไม่คุ้มเสีย

โดนตัดสิทธิ์: ผลสอบเป็นโมฆะ อดเข้ามหาลัยในปีนั้นทันที
โดนตรวจสอบ: ประวัติเสียถึงสถานศึกษาและมหาลัยที่เล็งไว้
โดนคดี: มีโทษทางกฎหมายตามมาติดๆ

ขอให้ผู้สมัครสอบทุกคนปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวท่านเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=914810957804512&id=100078268492766&post_id=100078268492766_914810957804512&rdid=leBZrCasRtuhdKpw#

วงการเกมสะเทือน!! ลงโทษ 2 นักกีฬาอีสปอร์ต ศาลสั่งกักขัง 3 เดือน “โตเกียวเกิร์ล-เชียริโอ” คดีแฮกระบบแข่งอีสปอร์ตซีเกมส์ ศาลย้ำบทเรียนความซื่อสัตย์

(17 มี.ค. 69) ศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษาจำคุก นางสาวณภัทร วราสินธ์ หรือ 'โตเกียวเกิร์ล' และนายไชยโย หรือ 'Cheerio' เป็นเวลา 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ในคดีร่วมกันเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยมิชอบ ระหว่างการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568

ศาลระบุว่านักกีฬาอีสปอร์ตทั้งสองได้ละเมิดมาตรการป้องกันระบบคอมพิวเตอร์เพื่อผลประโยชน์ในการแข่งขัน ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของวงการกีฬาไทย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศในฐานะเจ้าภาพระดับนานาชาติ

จากการที่จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้เหลือเปลี่ยนจากจำคุกเป็นกักขังแทน 3 เดือน พร้อมมีการประกันตัวเพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย ผู้พิพากษาย้ำว่า "คดีนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์ในฐานะนักกีฬาอีสปอร์ตทีมชาติ"

คดีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ช่วยย้ำเตือนวงการอีสปอร์ตไทยถึงบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับการทุจริตและละเมิดกฎเกณฑ์การแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันทุกรูปแบบในปัจจุบัน

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9878790/

ลุยรับมือ!! “ธนกร” สั่งทุกหน่วยอุตฯ รับมือศึกตะวันออกกลาง ประคองผู้ประกอบการฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ เร่งลดภาระผู้ประกอบการทั่วประเทศ หนุนใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น

“ธนกร” สั่งทุกหน่วยงานประคองอุตฯ ไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลางตามนโยบาย ศปศ. กำชับเร่งเดินหน้ามาตรการลดภาระ-อำนวยความสะดวก เพื่อช่วยผู้ประกอบการ

กรุงเทพฯ – นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน รัฐบาลจึงตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปศ.)” เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ ประเมินผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อดูแลภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

นายธนกร กล่าวต่อว่า ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือปัญหาการจัดหาน้ำมันของภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลกำหนดแนวทางให้ภาคอุตสาหกรรมกลับไปใช้น้ำมันผ่านระบบค้าส่งตามปกติ หากผู้ประกอบการรายใดประสบปัญหา สามารถใช้หลักฐานการสั่งซื้อย้อนหลัง 2 เดือน ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัด เพื่อจัดซื้อน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มสถานการณ์พลังงานภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรครบกำหนดนั้น ภาครัฐนำโดยกระทรวงพลังงาน ได้หารือร่วมกับผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อบริหารจัดการด้านปริมาณและการกระจายน้ำมันให้เพียงพอ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางปรับราคาน้ำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป ครั้งละ 50 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

“ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญคือ 1. สำรวจสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เพื่อจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุด 2. รณรงค์ให้สถานประกอบการในการลดใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก และ 3. ส่งเสริมการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ ระบบทะเบียนลูกค้ากลาง (I-Industry) การยื่นขอใบอนุญาตออนไลน์ (Digital License) และการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล (Digital Payment) เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ” นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน เช่น สินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวตามแนวประชารัฐ และสินเชื่อสีเขียว รวมถึงการกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และอินเดีย ตลอดจนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น การทำประกันความเสี่ยงจากสงคราม และการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น การผลิตพลังงานจากชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (Biofuel) เช่น แกลบ ใบอ้อย ชานอ้อย กะลาและเส้นใยปาล์ม การพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน (Solar Rooftop) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที เพื่อดูแลผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายธนกร กล่าว

ปตท.สผ. ออกหุ้นกู้ใหม่ เตรียมขายหุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเหรียญสหรัฐ หุ้นกู้ดิจิทัลผ่านแอปเป๋าตังครั้งแรกในเอเชีย หุ้นกู้ได้รับเรทติ้ง AAA สะท้อนความมั่นคง เตรียมเสนอขายในไตรมาส 2 ปี 2569

ปตท.สผ. เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ในประเทศชุดใหม่ 2 สกุลเงิน
หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ และหุ้นกู้สกุลเงินบาท ชูเรทติ้งสูงสุด AAA

กรุงเทพฯ, 18 มีนาคม 2569 – ปตท.สผ. เตรียมเสนอขาย 2 หุ้นกู้ชุดใหม่ “หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ” สำหรับนักลงทุนรายย่อยครั้งแรกในเอเชียผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และ “หุ้นกู้สกุลเงินบาท” สำหรับนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ เปิดทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนในองค์กรที่มีศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืน สะท้อนความเชื่อมั่นด้วยอันดับความน่าเชื่อถือจากทริสเรทติ้ง ที่ระดับสูงสุด “AAA” คาดว่าจะเสนอขายภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

นางชนมาศ ศาสนนันทน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าบริษัทมีแผนเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ 2 ประเภท ได้แก่ “หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ” และ “หุ้นกู้สกุลเงินบาท” เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้กับนักลงทุนไทย ได้ร่วมเติบโตไปกับ ปตท.สผ. ซี่งเป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย ที่มีพันธกิจในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน บริษัทจะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนครั้งนี้ไปชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และรองรับโอกาสการเข้าลงทุนในอนาคต การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง ปตท.สผ. กับพันธมิตรซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

หุ้นกู้ทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “AAA” แนวโน้ม “คงที่” จากทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดของตราสารหนี้ในประเทศ สะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินและศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท โดยแบ่งการเสนอขายออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1.หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ อายุ 5 ปี จะเสนอขายแก่นักลงทุนรายย่อย เป็นหุ้นกู้ดิจิทัลระยะยาว ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดย ปตท.สผ. ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำเทคโนโลยีดิจิทัลวอลเล็ตมาใช้ในการซื้อขายหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในเอเชีย ผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนไทยสามารถบริหารจัดการการลงทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 เหรียญสหรัฐ และทวีคูณเพิ่มครั้งละ 1,000 เหรียญสหรัฐ โดยไม่มีการกำหนดวงเงินลงทุนสูงสุด ซึ่งมีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จำหน่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือชี้ชวนการเสนอขายได้ที่ www.sec.or.th หรือธนาคารกรุงไทย โทร. 02-111-1111 หรือ www.krungthai.com

2. หุ้นกู้สกุลเงินบาท จะเสนอขายแก่นักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น (ไม่รวมถึงบุคคลธรรมดา) เป็นหุ้นกู้ระยะยาว ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่าย

ปตท.สผ. คาดว่าจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นกู้ทั้ง 2 ประเภทภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 โดยจะแจ้งอัตราดอกเบี้ย มูลค่าการเสนอขายหุ้นกู้ รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ให้ทราบอีกครั้ง

ปตท.สผ. เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีมูลค่าประมาณ 543,888 ล้านบาท (ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569) ปัจจุบันบริษัทมีการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม กว่า 50 โครงการ ในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย และสร้างการเติบโตให้กับบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังศึกษาธุรกิจพลังงานสะอาด เพื่อพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ สำหรับอนาคตอีกด้วย
หมายเหตุ: การเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวอยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านขนส่งน้ำมันดิบ(Crude Oil) ปริมาณต่อวัน

1.จีน  5.35 ล้าน

2.อินเดีย 2.15 ล้าน

3.เกาหลีใต้ 1.7 ล้าน

4.ญี่ปุ่น 1.7 ล้าน

4.ประเทศอื่นๆในเอเชีย 2 ล้าน

5.สหภาพยุโรป 5 แสน

6.สหรัฐอเมริกา  4 แสน

7.ประเทศอื่นๆ  แสน

หน่วย : บาร์เรล

หมายเหตุ ปริมาณน้ำมันดิบ จีนรวมกับอินเดียสูงถึง 52% ของปริมาณที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : IEA,Upsurge


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top