Saturday, 6 June 2026
NewsFeed

อาลัย “เหน่ง เหม่งจ๋าย” จากไปอย่างสงบ ในวัย 47 ปี หลังต่อสู้กับโรคร้าย ท่ามกลางความอาลัยของคนบันเทิง ทิ้งไว้เพียงผลงานและรอยยิ้มในความทรงจำ

วงการตลกเศร้า “เหน่ง เหม่งจ๋าย” เสียชีวิตในวัย 47 ปี หลังป่วยโรคตับแข็งและมะเร็งตับระยะสุดท้าย

นับเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียของวงการบันเทิงไทย เมื่อ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ตลกชื่อดัง ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 47 ปี ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว เพื่อนพ้อง และแฟน ๆ ที่เคยติดตามผลงานสร้างเสียงหัวเราะของเขามาโดยตลอด

มีรายงานว่า “เหน่ง เหม่งจ๋าย” จากไปด้วยโรคตับแข็ง และมะเร็งตับระยะสุดท้าย หลังจากเข้ารับการรักษาอาการป่วยอย่างเร่งด่วนที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 19 มีนาคม 2569

หลังข่าวการจากไปเผยแพร่ออกไป บรรดาเพื่อนในวงการตลกต่างออกมาโพสต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ “นาย เดอะคอมมีเดียน” ที่โพสต์ข้อความไว้อาลัยว่า
“หลับให้สบายนะครับพี่ชาย พี่เหน่ง เหม่งจ๋าย ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วยนะครับ #RIP #เหน่งเหม่งจ๋าย”

สำหรับ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” หรือชื่อจริง “อาทิตย์ มีมาก” เป็นตลกคาเฟ่และนักแสดงที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมมาอย่างยาวนาน เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานการแสดงตลกในรายการวาไรตี้ชื่อดังอย่าง บริษัท ฮาไม่จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำให้ผู้ชมจำนวนมากจดจำบุคลิกและสไตล์การแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากผลงานด้านตลกแล้ว เหน่ง เหม่งจ๋าย ยังมีผลงานด้านการแสดงภาพยนตร์ โดยเฉพาะในเรื่อง แดงพระโขนง (2022) ที่เขารับบท “ไอ้ไม้” และได้รับการพูดถึงจากผู้ชมไม่น้อย

การจากไปของ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการสูญเสียบุคลากรคุณภาพอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย ที่เคยฝากทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และผลงานไว้ในความทรงจำของแฟน ๆ อย่างไม่มีวันลืม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10176504

ศึกอิหร่านบานปลาย!! เพนตากอนขอเพิ่มงบ ทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์ หวังเติมคลังอาวุธลุยศึกอิหร่าน ขัดคำมั่นควบคุมงบต่างประเทศ

เพนตากอนได้ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อทำเนียบขาว เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการสงครามในอิหร่าน รายงานของ 'The Washington Post' ระบุว่าตัวเลขนี้สูงกว่าระดับการใช้จ่ายปัจจุบันอย่างมาก และอาจเผชิญแรงต้านในสภาคองเกรส

ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีราวพันครั้ง ส่งผลให้ความต้องการเติมคลังอาวุธของเพนตากอนเร่งตัว รวมถึงค่าใช้จ่ายที่พุ่งเกิน 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์แรกเท่านั้น

เจ้าหน้าที่เตือนว่า หากมีการอนุมัติงบเพิ่มเติม อาจก่อให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ เนื่องจากการสนับสนุนจากสาธารณชนยังค่อนข้างจำกัด ขณะที่ข้อเสนองบประมาณนี้ขัดแย้งกับคำมั่นก่อนหน้าที่ว่าจะควบคุมการใช้จ่ายทางทหารต่างประเทศ

เหตุการณ์นี้สะท้อนคำถามเกี่ยวกับขนาดและความยั่งยืนของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่กำลังขยายตัวและอาจประสบแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ที่มา : Sputnik

นายกคนที่ 32 “อนุทิน” ชนะขาด 293 เสียง หลังผ่านด่านความเห็นชอบจากสภาฯ จ่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ท่ามกลางการจับตาทิศทางการเมืองไทยระยะถัดไป

สภาฯ โหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ต่อ ด้วยเสียงข้างมาก 293 ต่อ 119

วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ โดยมีการเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนแบบขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 499 คนในเวลาประมาณ 12.12 น. ตามข้อมูลที่คุณส่งมา ผู้ถูกเสนอชื่อมี 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขณะที่รายงานสาธารณะบางสำนักระบุบริบทการลงมติและคู่แข่งต่างออกไป จึงควรตรวจสอบกับบันทึกทางการของรัฐสภาอีกครั้งเพื่อความแม่นยำสูงสุด

ระหว่างการออกเสียง ผลคะแนนค่อย ๆ ขยับจนกระทั่งในเวลา 13.06 น. นายอนุทินได้รับคะแนนเกิน 251 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่การลงคะแนนจะเสร็จสิ้นในเวลา 13.17 น. โดยผลอย่างไม่เป็นทางการตามข้อมูลที่คุณให้มาคือ นายอนุทินได้ 293 เสียง นายณัฐพงษ์ได้ 119 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 86 เสียง รวม 498 เสียง ก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะประกาศผลและปิดประชุมในเวลา 13.22 น. ทั้งนี้ สำนักข่าว AP รายงานตัวเลข 293 จาก 498 เสียงในบริบทของการลงมติในสภา ขณะที่บางสื่อไทยและต่างประเทศรายงานตัวเลขอีกชุดหนึ่งสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนหน้า

ผลการลงมติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินยังคงรักษาฐานเสียงสนับสนุนในสภาได้อย่างมั่นคง และสามารถผ่านด่านสำคัญทางการเมืองไปได้แบบไม่พลิกความคาดหมาย ท่ามกลางการจับตาของสังคมต่อทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 ซึ่งหลายสำนักข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสมการอำนาจใหม่ในสภา และส่งผลให้นายอนุทินก้าวขึ้นเป็นตัวแปรหลักของการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

อย่างไรก็ตาม แม้สภาจะลงมติเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ยังต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะถือว่าเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ โดยสื่อไทยและต่างประเทศต่างรายงานตรงกันว่า หลังผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเริ่มเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป

ย้อนรอย Palomares 1966 อุบัติเหตุเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ เกือบเปลี่ยนโลกสู่บทเรียนจาก Palomares อุบัติเหตุปี 1966 เกือบเกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ ย้อนเหตุการณ์ที่โลกไม่ลืม

1966 Palomares accident
อุบัติเหตุเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ชนกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135
จนเกือบทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์

เทคโนโลยีเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นระบบสำคัญในกองทัพอากาศปัจจุบัน โดยในปี 1923 มีการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศสำเร็จโดยใช้วิธี “สายยาง” ระหว่างเครื่องบินแบบ Airco DH.4 สองลำของกองทัพบกสหรัฐฯ (กองทัพอากาศสหรัฐฯ หรือ United States Air Force (USAF) ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กันยายน 1947)
ด้วยวิธีง่าย ๆ คือโยนสายยางจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่อง แล้วให้ลูกเรือดึงเข้าไป

ช่วงทศวรรษ 1930–1940 เริ่มพัฒนาเทคนิคให้ปลอดภัยขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อใช้ทางทหาร ยุค 1950s เริ่มใช้ระบบ probe-and-drogue และ flying boom การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศถูกพัฒนาและใช้กว้างขวางในช่วงสงครามเย็น ด้วยเพราะสามารถเพิ่มระยะปฏิบัติการของเครื่องบินรบ สนับสนุนภารกิจลาดตระเวนหรือทิ้งระเบิดระยะไกล ทำให้เครื่องบินสามารถ ปฏิบัติภารกิจบนท้องฟ้าได้นาน (การคุ้มกันหรือการเฝ้าระวัง) ลดความจำเป็นในการลงจอดระหว่างทาง สามารถทำการบินต่อเนื่องได้นาน และกลายเป็นขีดความสามารถหลักของกองทัพอากาศหลายประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน

การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่ “เสี่ยงและต้องใช้ทักษะสูงมาก” เพราะเครื่องบินสองลำต้องบินใกล้กันมากในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ยากมาก ๆ โดยอันตรายหลัก ๆ ในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้แก่
1. การชนกัน (Mid-air Collision) การบินห่างกันเพียงไม่กี่เมตร มีความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้ชนกันทันที โดยเฉพาะช่วงเวลาการ “เข้าเสียบ” (contact) มีความเสี่ยงสูงสุด
2. กระแสลมปั่นป่วน (Wake Turbulence) เครื่องเติมเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ เช่น Boeing KC-135 Stratotanker สร้างกระแสลมหมุนแรง เครื่องบินรบขนาดเล็กกว่ามากหลังอาจเสียการทรงตัวขณะเข้ารับการเติมเชื้อเพลิง นักบินจึงต้องคุมเครื่องให้นิ่งท่ามกลางกระแสลมที่ปั่นป่วน
3. ความเสี่ยงไฟไหม้/ระเบิด เชื้อเพลิงอากาศยานติดไฟค่อนข้างง่าย หากมีประกายไฟหรือระบบรั่ว อาจทำให้เกิดไฟไหม้กลางอากาศได้ แม้จะมีระบบป้องกัน แต่ความเสี่ยงยังคงสูง
4. ความเสียหายของอุปกรณ์ อาทิ สาย drogue หรือ boom อาจแกว่งอย่างรุนแรงแล้วฟาดหรือกระแทกเครื่องบินที่กำลังเติมเชื้อเพลิง เพราะเคยมีกรณีทำให้เครื่องบินเสียหายหรือกระจกแตกมาแล้ว
5. ความผิดพลาดของมนุษย์ ด้วยนักบินต้องทำการควบคุมอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก ความล้า (fatigue) หรือสื่อสารผิดพลาด จึงอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ
6. สภาพอากาศเลวร้ายมีผลต่อทัศนวิสัย เมฆ ฝน ลมแรง หรือกลางคืน อาตทำให้การมองเห็นยากและการควบคุมยากขึ้นหลายเท่า

สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135R 2 ลำชนกันเหนือประเทศอิรักจนลำหนึ่งตก และลูกเรือทั้ง 6 นายเสียชีวิตหมด ทำให้ต้องย้อนกลับไปถึงอุบัติเหตุเมื่อ 60 ปีก่อนที่เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G ชนกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135R ขณะเติมเชื้อเพลิงเหนือเมือง Palomares ประเทศสเปนในยุคสงครามเย็นในปฏิบัติการ Chrome Dome อันเป็นปฏิบัติการป้องปรามทางนิวเคลียร์ทางอากาศที่ไม่เคยมีมาก่อนของ กองบัญชาการยุทธศาสตร์ทางอากาศ (SAC) ซึ่งเป็นการตอบโต้ต่อภัยคุกคามจากขีปนาวุธนิวเคลียร์ของ (อดีต)สหภาพโซเวียตซึ่งมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

จากหนังสือ Chrome Dome 1960–68 The B-52s' high-stakes Cold War nuclear operation โดย Peter E. Devies นักประวัติศาสตร์การบินในยุคสงครามเย็น ได้อธิบายว่า ตลอดระยะเวลาแปดปี ปฏิบัติการ Chrome Dome ต้องใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Stratofortress จำนวน 12 ลำ เพื่อรักษาสถานะเตรียมพร้อมทางอากาศอย่างต่อเนื่องและไม่มีวันหยุด ทำการบินในระยะโจมตีเป้าหมายของโซเวียต โดยบินวนอยู่เหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตอนเหนือของอะแลสกา เครื่องบินทิ้งระเบิดแต่ละลำจะบินอยู่บนอากาศนาน 24 ชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณ 10,000 ไมล์ จนกว่าจะมีเครื่องบินลำอื่นมาปฏิบัติการแทนที่ ในห้องนักบินแต่ละห้องจะมีแฟ้มภารกิจการรบที่เป็นความลับสุดยอด ซึ่งบรรจุรายละเอียดของเส้นทางและขั้นตอนสำหรับการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ต่อเป้าหมายของ (อดีต)สหภาพโซเวียตที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ภารกิจ Chrome Dome ที่ยาวนาน 8 ปีนั้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นและเป็นที่ถกเถียง และปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ตก หลายครั้ง และทำให้อาวุธนิวเคลียร์สูญหาย (ซึ่งเรียกว่า “อุบัติเหตุ Broken Arrow”) โดยเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งสเปน เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G-115-BW หมายเลข 58-0256 Tea 16 ของฝูงบินที่ 51 กองบินที่ 68 ฐานทัพอากาศเซย์มัวร์-จอห์นสัน เป็นหนึ่งในปฏิบัติการ Chrome Dome ซึ่งในขณะนั้นมีเพียง 4 ลำ ในวันที่ 16/17 มกราคม 1966 เครื่องบินลำนี้บินขึ้นจากฐานทัพอากาศเซย์มัวร์-จอห์นสันในตอนรุ่งสาง และไปถึงจุดที่ไกลที่สุดของภารกิจบริเวณชายแดนโซเวียต-ตุรกี หลังจากเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเหนือพื้นที่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Golden Spur ในสเปน โดยเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงเครื่องบินเติมเชื้อเพล KC-135R Stratotanker ฝูงบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ 161 ฝูงบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ 197 “Copperheads” หมายเลข 63-8038 สังกัดกองกำลังพิทักษ์ชาติทางอากาศแห่งมลรัฐแอริโซนา จากฐานทัพอากาศสกายฮาร์เบอร์ มลรัฐแอริโซนา ในเที่ยวบินขากลับตามเส้นทางใต้ เครื่องบินลำนี้ได้เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเหนือชายฝั่งอัลเมเรียจากเครื่องบิน KC-135A หมายเลข 61-273 ของฝูงบิน 910th ARS ที่โมรอน ซึ่งมีนาวาอากาศตรี เอมิล เจ. ชาปลา เป็นนักบิน ส่วนเครื่องบิน B-52G (Tea 12) ซึ่งบินนำหน้า กำลังได้รับการเติมเชื้อเพลิงจากเครื่องบิน KC-135A (Troubadour 12) ในพื้นที่เดียวกัน คือพื้นที่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศแซดเดิลร็อก นับตั้งแต่ปี 1959 ภายใต้ภารกิจของ SAC มีการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศอย่างปลอดภัยมากกว่า 750,000 ครั้ง โดยมีเพียงการชนกันในเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1959 เหนือมลรัฐเคนตักกี้เท่านั้น

ในช่วงปฏิบัติการ Chrome Dome การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเกิดขึ้นทุก ๆ หกนาที เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G (Tea 16) บินเข้าใกล้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135A หมายเลข 61-0273 (Troubadour 14) ของฝูงบิน 910th AREFS, 4130th SW, Bergstrom AFB (97th BW) ในระหว่างการเติมเชื้อเพลิงที่ระดับความสูง 30,500 ฟุต ห่างจากชายฝั่งสองไมล์ เหนือหมู่บ้าน Palomares โดยบินเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่สูงกว่าที่วางแผนไว้เล็กน้อยตามที่ได้ตกลงกันไว้

รายงานอุบัติเหตุสรุปว่า นักบินสำรอง ซึ่งเป็นอดีตนักบินเครื่องบินทิ้งระเบิด B-17 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นาวาอากาศตรี แลร์รี จี. เมสซิงเกอร์ ได้ทำการกำลังฝึกซ้อมการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศภายใต้การดูแลของผู้บังคับการเครื่องบิน เรืออากาศเอก ชาร์ลส์ เวนดอร์ฟ เมสซิงเกอร์บินเข้าใกล้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงด้วยความเร็ว 260 นอต แต่เพิ่มความเร็วเมื่ออยู่ห่างจากเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง 900 ฟุต เมื่อได้รับแจ้งจากเครื่องส่งเชื้อเพลิงของเครื่องบิน KC-135A ว่าเขาจะ "บินเลยไป" เขาจึงใช้เบรกอากาศก่อนที่เวนดอร์ฟจะเข้ามาควบคุม ทำให้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G เชิดหัวขึ้นและชนเข้ากับใต้ท้องเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง

ท่อเติมเชื้อเพลิงยาว 33 ฟุต พร้อมท่อภายในแบบยืดหดได้ยาว 12 ฟุต ซึ่งควบคุมโดยพันจ่าอากาศเอกลอยด์ จี. โปโตลิคคิโอ ได้ทะลุเข้าไปที่รอยต่อระหว่างลำตัวและปีกส่วนบนของเครื่องบิน B-52 ทำให้เกิดการระเบิดและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อคานยาว ทำให้พลปืนและเจ้าหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ปีกซ้ายแยกออกจากกัน จากนั้นเครื่องบินก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยส่วนหน้าของลำตัวเครื่องบินร่วงลงมา ลูกไฟขนาดใหญ่ถูกพบเห็นโดยผู้ควบคุมท่อเติมเชื้อเพลิงของเครื่องบิน Troubadour 12 และลูกเรือของเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงได้กลับมาพบเห็นซากเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้ และส่วนหางและปีกของเครื่องบิน B-52 กำลังร่วงลงมา

เปลวไฟจากการระเบิดของเครื่องบิน B-52G ได้ลุกไหม้เชื้อเพลิงลามไปติดท่อเติมเชื้อเพลิงของเครื่องบิน KC-135 ทำให้เครื่องบินดิ่งลงสู่ระดับ 1,600 ฟุต จากนั้นถังเชื้อเพลิงขนาด 30,000 แกลลอนที่บรรจุเชื้อเพลิง JP-4 ก็ระเบิดขึ้น และเครื่องบินก็ตกกระแทกพื้นห่างจากซากเครื่องบิน B-52G ประมาณ 3 ไมล์ ใกล้กับเมืองปาโลมาเรส หมู่บ้านชาวประมงในสเปน ผลที่ตามมา ลูกระเบิดนิวเคลียร์ B28F1 จำนวน 4 ลูกที่ติดตั้งหัวระเบิดกันกระแทก Mod 3F และร่มชูชีพ Mod 0 กระจัดกระจายไปทั่ว ลูกแรกตกลงใกล้ชายหาด ลูกที่สองตกใส่สุสาน และอีกลูกหนึ่งตกอยู่ในทุ่งมะเขือเทศ ส่วนร่มชูชีพชะลอความเร็วขนาดกว้าง 100 ฟุตของลูกสี่กางออกและลอยออกสู่ทะเล

ระเบิดสองลูกแรกเกิดการระเบิดในขั้นต้นด้วยแรงระเบิดสูง ทำให้เศษซากนิวเคลียร์ปนเปื้อนดินและพืชพรรณกว่า 1,400 ตันด้วยพลูโทเนียม ซึ่งทั้งหมดต้องถูกขุดขึ้นและส่งกลับไปยังสหรัฐอเมริกาในถังเหล็ก 6,000 ถังเพื่อกำจัด ส่วนระเบิด B28 ลูกที่สี่ตกลงห่างจากฝั่ง 5 ไมล์ ในระดับความลึก 2,500 ฟุต และไม่พบจนกระทั่งวันที่ 15 มีนาคม หรือ 80 วันต่อมา เรือดำน้ำจากกองกำลังเฉพาะกิจที่ 65 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งบัญชาการโดยพลเรือตรี วิลเลียม เกสต์ ใช้เรือดำน้ำต้นแบบสองลำ คือ อัลวิน และ อลูมิโนต์ และเรือยูเอสเอส เพเทรล เพื่อยกระเบิดที่ตกขึ้นมาอย่างปลอดภัยในวันที่ 7 เมษายน อุปกรณ์กู้คืนที่เช่ามาใช้ในการปฏิบัติการนี้ทำให้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นอีก 50,000 ดอลลาร์ต่อวัน จากค่าใช้จ่ายมหาศาล 80 ล้านดอลลาร์ของการปฏิบัติการ และต้องส่งเครื่องบิน KC-135A เที่ยวบินพิเศษเพื่อนำอุปกรณ์ดังกล่าวกลับไปยังสหรัฐอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่รัฐบาลสเปน และคำมั่นสัญญาที่จะกำจัดดินที่ปนเปื้อนพลูโทเนียม 25 ปอนด์ที่เหลืออยู่ในพื้นที่ที่ล้อมรั้วไว้และยังคงดำเนินการต่อไปจนถึงปี 2010 ในขณะที่การเรียกร้องค่าชดเชยความพิการสำหรับทหารอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2021

สำหรับกองทัพอากาศไทยได้ดำเนินการจัดหาเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศลำแรก รุ่นที่ได้คัดเลือกไว้แล้วคือ Airbus A330 MRTT ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบ Multi Role Tanker Transport (MRTT) ใช้ได้ทั้ง:
- การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
- การลำเลียงกำลังพล / ผู้ป่วย
- ภารกิจ VIP
รองรับทั้งระบบ Boom และ Probe-and-Drogue Ffpส่งมอบประมาณปี 2571–2572 การมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้เครื่องบินรบทั้ง F-16 Fighting Falcon และ JAS 39 Gripen สามารถทำการบินได้นานขึ้น ปฏิบัติภารกิจไกลขึ้น และไม่ต้องลงจอดเติมน้ำมันบ่อย

ก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศไทยยังไม่มีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง หากต้องเติมเชื้อเพลิงต้องพึ่งพาการฝึกร่วม
กับประเทศอื่น หรือใช้ข้อจำกัดระยะบินของเครื่องด้วยการแวะจอดหรือติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองแทน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง Airbus A330 MRTT จะไม่ใช่แค่ “มีเครื่องเพิ่มขึ้นอีก 1 ลำ” แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถทั้งระบบของกองทัพอากาศเลย เพราะจะทำให้เครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทย บินได้ไกลขึ้น บินได้นานขึ้น สามารถป้องกันน่านฟ้าได้ต่อเนื่อง ทำงานกับพันธมิตรได้ดีขึ้น สามารถขยับตำแหน่งในอาเซียน แม้จะยังไม่ถึงขั้น “เหนือกว่า” ประเทศชั้นนำในภูมิภาค แต่เป็นการยกระดับแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะมีผลต่อสมดุลในระดับภูมิภาคพอสมควร

สปอร์ตร้อนแรง!! ตลาดสปอร์ตแวร์ไทยเติบโตต่อเนื่อง เคทีซี ชูสิทธิประโยชน์ตรงใจนักวิ่ง นวัตกรรมผ้าเย็น-รองเท้าล้ำปี 2026 งานวิ่งหนุนรายได้ท่องเที่ยวจังหวัด

Sports Marketing คึกคัก นวัตกรรมสปอร์ตแวร์คึกกว่า เคทีซีร่วมขับเคลื่อนกำลังซื้อ

เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการออกกำลังกายกลายเป็น “ค่าใช้จ่ายประจำ” ของคนเมือง ตลาด สปอร์ตแวร์ (Sportswear) ในไทยยังเติบโตต่อจากแรงหนุนของอีคอมเมิร์ซและไลฟ์สไตล์แอคทีฟ รายงานอุตสาหกรรมระบุว่าเซ็กเมนต์ Sportswear เป็นหนึ่งในหมวดย่อยที่โดดเด่นของตลาดเสื้อผ้าและรองเท้าไทยในปีล่าสุด และแนวโน้มยังขยายตัวต่อเนื่อง เคทีซีมองเทรนด์นี้เป็น “สัญญาณซื้อ” ของสมาชิกที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จึงออกแบบสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงทั้งหน้าร้านและออนไลน์

อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างดีมานด์ถูก “เร่ง” ด้วย ภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่าปี 2024 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และช่วง 2023–2025 คือสามปีที่ร้อนที่สุดติดต่อกัน ส่งผลโดยตรงต่อการเล่นกีฬากลางแจ้ง และผลักให้สินค้าประเภท Cooling Performance กลายเป็นความจำเป็นสำหรับไทย คลื่นความร้อนเดือนเมษายน 2024 ทำให้อุณหภูมิหลายจังหวัดแตะกว่า 40°C และทำสถิติใหม่ในบางพื้นที่ ยิ่งตอกย้ำความต้องการอุปกรณ์ที่ช่วยจัดการความร้อนและความชื้นระหว่างออกกำลังกาย

ฝั่งอุปทาน แบรนด์ระดับโลกเร่งนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น Nike “Aero‑FIT” ที่ออกแบบโซนช่องลมเฉพาะจุด เพิ่มการไหลเวียนอากาศ “มากกว่าวัสดุรุ่นเดิมกว่าเท่าตัว” พร้อมเตรียมเดบิวต์ในชุดแข่งขันระดับนานาชาติปี 2026 ก่อนขยายสู่กีฬาอื่นๆ ขณะเดียวกัน แนวโน้มผ้าในปี 2026 ชี้ชัดไปที่ thermal‑adaptive/smart fabrics และการใช้ Phase Change Materials (PCM) ซึ่งเริ่มมีต้นทุนเข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อช่วยควบคุมความร้อนใกล้ผิวหนังและสวมใส่สบายได้ตลอดวัน (Long Wear) ในด้านของรองเท้า เวที The Running Event (TRE) ก็สะท้อนธีม “เบา–ระบายอากาศดี–คืนแรงสูง” ครอบคลุมสายทางเรียบ เทรล และไฮบริดกราเวล จนกลายเป็นพอร์ตที่ผู้ผลิตทั่วโลกให้ความสำคัญ

ในประเทศไทย อีโคซิสเต็มงานวิ่ง ยังหนุนการจับจ่าย: ก่อนโควิด ไทยมีงานวิ่งกว่า 2,000 งานต่อปี และกำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่งานเรือธงอย่าง บางแสน 42 / ลากูน่า ภูเก็ต ช่วยสร้างรายได้ท่องเที่ยวท้องถิ่น โดยงานวิจัยกรณี Bangsaen21 พบผลเชิงบวกต่อรายได้ท่องเที่ยวระดับจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อน “เอฟเฟ็กต์การใช้จ่าย” ตั้งแต่ค่าสมัคร ที่พัก อาหาร ไปจนถึงอุปกรณ์กีฬา

สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บทบาทไม่ได้อยู่แค่ “ปลายทางการชำระเงิน” แต่คือการเชื่อมความต้องการของผู้บริโภคกับนวัตกรรมสินค้า ในจังหวะที่ใช่ ผ่านเครือข่ายร้านค้าพันธมิตรสายกีฬา และสิทธิประโยชน์ที่ออกแบบให้เข้ากับพฤติกรรมจริงของนักวิ่งและคนรักการออกกำลังกาย เช่น ส่วนลดเฉพาะหมวด หรือทางเลือกผ่อนชำระระยะสั้น สำหรับรุ่นเรือธง นอกจากนี้ สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซียังสามารถใช้คะแนน KTC FOREVER แลกรับ e‑Coupon ส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท และผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน ได้ที่ JD SPORTS ทุกสาขา (ยกเว้นออนไลน์) โดยข้อมูลของเคทีซียังสะท้อนภาพเดียวกับตลาด คือ ยอดใช้จ่ายหมวดกีฬา ปี 2568 เติบโต 10% (YoY) ซึ่งชี้ว่ากีฬาได้ขยับจาก “กิจกรรม” สู่ “การบริโภคเชิงไลฟ์สไตล์” ที่พร้อมลงทุนกับคุณภาพและผลลัพธ์

เมื่ออากาศร้อนขึ้นและนวัตกรรมเดินหน้าเร็ว ผู้บริโภคไทยจะยิ่งมองหาอุปกรณ์ที่ “ช่วยให้วิ่งได้นานขึ้น ปลอดภัยขึ้นและสนุกขึ้น” และสถาบันการเงินที่เข้าใจไลฟ์สไตล์อย่างเคทีซี ก็พร้อมทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินที่เชื่อมทุกจุดสัมผัสทางการเงินที่หล่อเลี้ยงอีโคซิสเต็มนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมุมผู้บริโภค แบรนด์ ร้านค้า และเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยรวม

ที่มา : ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บมจ. บัตรกรุงไทย

BLC ปรับยุทธศาสตร์!! ลุยบริหาร API และสต็อกวัตถุดิบ เปิดโครงการโซลาร์ลดต้นทุนพลังงาน เป้าหมาย 'Green Factory' ปี 2569 เสริมความมั่นคงทางยาไทย

BLC ปรับทัพรับศึกภูมิรัฐศาสตร์! ลุยบริหาร API-สต็อกวัตถุดิบเข้ม ชูฐานะการเงินแกร่ง - หนี้ต่ำ
งัดโซลาร์ฟาร์มหั่นต้นทุน ดันเป้า ‘Green Factory’ เสริมความมั่นคงทางยาไทย

‘บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประกาศยุทธศาสตร์รับมือความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกและวิกฤตพลังงาน เร่งบริหารจัดการวัตถุดิบสารออกฤทธิ์ทางยา (API) อย่างเป็นระบบ พร้อมเพิ่มระดับ Safety Stock เพื่อความต่อเนื่องในการผลิตยาคุณภาพสูงทดแทนการนำเข้า ขณะที่ด้านต้นทุนเตรียมเปิดโครงการ Solar Farm เฟส 2 ไตรมาส 1/2569 คาดช่วยประหยัดค่าไฟกว่า 6 แสนบาทต่อเดือน มุ่งสู่เป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด 45% ภายในปี 2569 ชูฐานะทางการเงินแกร่ง D/E ต่ำ พร้อมรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อความมั่นคงยาของไทย

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน

โลก BLC ได้วางแผนบริหารจัดการ การจัดหาวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการดำเนินงานตามรอบคำสั่งซื้อ (Order Cycle) เพื่อความคล่องตัว สำหรับวัตถุดิบกลุ่มสารออกฤทธิ์ทางยา (API) ซึ่งนำเข้าหลักจากประเทศจีนและอินเดีย และสารประกอบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตยาจากยุโรป แม้เส้นทางการขนส่งจะไม่ผ่านพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่บริษัทฯ ยังคงติดตามและวางแผนเพื่อรองรับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือ (Freight) ค่าประกันภัย ซึ่งเป็นผลกระทบโดยรวม นอกจากนี้ สำหรับดีมานด์ในตลาดที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นในระยะถัดไป บริษัทฯ มีการติดตามสถานการณ์ด้านราคาและความพร้อมของสินค้าอย่างใกล้ชิด และมีการวางแผนจัดหาอย่างรอบคอบ เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและความต่อเนื่องของการผลิต พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา เพื่อความมั่นคงทางด้านยาของคนไทย

อย่างไรก็ตาม BLC ได้บริหารความเสี่ยงด้วยการทยอยรับมอบสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพต้นทุนและระดับสินค้าคงคลัง (Inventory) โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ปรับเพิ่มระดับการสำรองวัตถุดิบ (Safety Stock) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อยืนยันความต่อเนื่องของกระบวนการผลิตโดยรวม โดยการสำรองสต็อกดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่องบกระแสเงินสด (Cash Flow) เนื่องจากบริษัทฯ มีสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ในระดับต่ำ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวน BLC ได้ยกระดับการจัดการต้นทุนผ่านการลงทุนในพลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้โครงการ Solar Farm เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมค่าใช้จ่าย ปัจจุบันโครงการ Solar Farm เฟส 1 สามารถรองรับการใช้พลังงานได้ถึง 25.41% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดของปี 2568 นอกจากนี้ ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ ได้เปิดดำเนินงานโครงการ Solar Farm เฟส 2 ขนาดกำลังติดตั้ง 1.5 MW ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าจากการซื้อภายนอกได้ประมาณ 600,000 บาทต่อเดือน สำหรับเป้าหมายระยะยาว ในปี 2569 บริษัทฯ เตรียมติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มเติมขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตยาหลังใหม่ เพื่อบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนรวมไม่น้อยกว่า 45% ของโรงงานทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนการผลิตและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น “Green Factory” อย่างยั่งยืน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BLC กล่าวเพิ่มเติมว่า BLC เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะในภาวะที่ทั่วโลกเกิดการแย่งชิงทรัพยากรตัวยา ด้วยการมุ่งเน้นการผลิตยาสามัญ (Generic Drugs) ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูงสุดในประเทศ ผ่านกระบวนการทดสอบชีวสมมูล (Bioequivalence: BE) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ายาต้นแบบจากต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันผลิตภัณฑ์เข้าสู่ “บัญชียานวัตกรรมไทย” ของภาครัฐ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถจัดซื้อยาคุณภาพที่ผลิตในประเทศได้อย่างมั่นใจ ลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากยุโรป สหรัฐฯ หรืออิสราเอลที่มีความเสี่ยงด้านการขนส่งในสภาวะสงคราม เพื่อให้ผู้ป่วยชาวไทยเข้าถึงยาได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดแคลน

“BLC เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศไทย ในภาวะที่ทั่วโลกเกิดการแย่งชิงทรัพยากรตัวยา เราจึงมุ่งเน้นการผลิตยาสามัญคุณภาพสูงที่ผ่านการทดสอบชีวสมมูล (BE) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ และช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถเข้าถึงยาที่ผลิตในประเทศได้อย่างมั่นใจ ลดการพึ่งพาการนำเข้าที่มีความเสี่ยงด้านการขนส่งจากสภาวะสงคราม แม้ในเบื้องต้นยังไม่พบสัญญาณการขาดแคลนของยาต้นแบบในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม” ภก.สุวิทย์ กล่าว

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย บริษัท เอ็ม ที มัลติมีเดีย จำกัด (ในนาม บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC)

NPI ลุยตลาดโลก!! ที่นอนอัจฉริยะคุมแรงกดทับได้จริง ช่วยลดแผลกดทับผู้ป่วยติดเตียง ผลงานวิจัย 'FIBO' มจธ. ร่วมมือเอกชน มุ่งเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยสูงวัยทั่วโลก

นวัตกรรม 'NPI' ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ ฝีมือนักวิจัย FIBO มจธ. เตรียมขยายสู่ตลาดโลก

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ปัญหา "แผลกดทับ" ถือเป็นภัยเงียบที่กระทบต่อระบบสาธารณสุขไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุและผู้ป่วยวิกฤตที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เพราะเมื่อเกิดแผลขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวด เสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และยังเพิ่มภาระให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลที่ต้องคอยพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึง 60,000-150,000 บาทต่อราย และต้องใช้เวลารักษานาน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนผู้ป่วยติดเตียงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ภาระงบประมาณและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการดูแลยิ่งรุนแรงมากขึ้น

จึงเป็นที่มาของ "ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ NPI (Never Pressure Injuries)" ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยจากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับบริษัท เฟมเม เวิร์ค จำกัด (Famme Works Co.,Ltd.) บริษัท Spin-off ของ มจธ. มีเป้าหมายสำคัญคือการนำเทคโนโลยี AI Robotic มาช่วยทำหน้าที่แทนมนุษย์ในการจัดการแรงกดทับอย่างแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเปลี่ยนนิยามการดูแลผู้ป่วยจากการ 'ตามรักษา' เป็นการ 'ป้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ' จนทำให้อัตราการเกิดแผลกดทับใหม่กลายเป็นศูนย์ (Zero Pressure Injuries) ได้ในที่สุด

ดร.ปราการเกียรติ ยังคง อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มจธ. และผู้พัฒนาระบบ Automated Personalized-based Pressure Control System ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนา "NPI" หรือที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ มาจากความพยายามแก้ปัญหาพื้นฐานในโรงพยาบาล โดยเฉพาะการพลิกตัวผู้ป่วยและการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นภาระสำคัญที่ยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทีมวิจัยจึงพัฒนานวัตกรรมนี้ขึ้นเป็นระบบป้องกันแผลกดทับแบบไม่ต้องพลิกตัว หรือ "ที่นอนหุ่นยนต์" เพื่อช่วยลดข้อจำกัดของการดูแลแบบเดิมที่ต้องพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง หรือวันละ 12 ครั้ง เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนและลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับ

"นวัตกรรมนี้ไม่ได้เริ่มจากการคิดอยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่เริ่มจากการลงไปดูปัญหาจริงในโรงพยาบาล โดยทีมวิจัยทำงานร่วมกับพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นจะใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่เป็นต้นแบบ เพราะจากการลงพื้นที่พบว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่ชอบการถูกพลิกตัวบ่อย ๆ เนื่องจากทำให้นอนไม่ต่อเนื่อง รู้สึกเจ็บ และถูกรบกวนตลอดเวลา ขณะที่พยาบาลเองก็ต้องใช้ทั้งแรงและเวลาอย่างมากในการพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมาก ซึ่งมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ทีมวิจัยจึงไม่เลือกเดินตามวิธีเดิมหรือตามสิ่งที่ตลาดคุ้นเคยอย่างการทำเครื่องช่วยพลิกตัว แต่เลือกแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ "แรงกดทับ" เพื่อให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องถูกพลิกตัวบ่อย แต่ยังลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับได้อย่างต่อเนื่อง"

NPI ไม่ได้เป็นเพียงที่นอนที่ขยับได้เอง แต่เป็นนวัตกรรม "หุ่นยนต์ในรูปแบบที่นอน" ด้วยระบบ AI Robotic ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการแรงกดทับอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ แตกต่างจากที่นอนลมทั่วไปที่ทำงานด้วยการสลับยุบพองตามรอบเวลา เพราะ NPI สามารถปรับการรองรับให้สอดรับกับสรีระของผู้ป่วยได้ตลอด

24 ชั่วโมงอย่างนุ่มนวล โดยไม่รบกวนการนอนและไม่จำเป็นต้องพลิกตัวผู้ป่วยบ่อย ๆ ส่งผลให้ผู้ป่วยนอนนิ่งได้ต่อเนื่อง สบายขึ้น และช่วยลดแรงกดทับในจุดเสี่ยงได้ดีกว่าที่นอนป้องกันแผลกดทับแบบทั่วไป โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

NPI ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีจาก "เครื่องจักร" ไปสู่ "อุปกรณ์ทางการแพทย์" ที่ใช้งานได้จริง โดยผลที่ได้จากการใช้งานในสถานพยาบาล คือ สามารถป้องกันการเกิดแผลกดทับใหม่ได้ 100% ในกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้งานระบบ ลดภาระของพยาบาลในการพลิกตัวผู้ป่วย ทำให้มีเวลาไปดูแลผู้ป่วยด้านอื่นได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ในการดูแลที่บ้านยังช่วยลดความเหนื่อยล้าและความเครียดของญาติหรือผู้ดูแล เพราะไม่ต้องคอยพลิกตัวผู้ป่วยบ่อย ๆ ส่วนผู้ป่วยเองก็นอนหลับได้ดีขึ้น เนื่องจากระบบปรับแรงกดทับอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ ไม่รบกวนการพักผ่อน

กลไกการทำงานที่สำคัญของ NPI คือ "การจัดการแรงกดทับอย่างอัจฉริยะ สู่การเคลื่อนไหวอัตโนมัติ" ประกอบด้วย

1. การกระจายแรง มีจุดรองรับจำนวนมากเพื่อกระจายน้ำหนัก หากจุดใดแรงกดสูงระบบจะสั่งให้จุดนั้นลดระดับลง และให้จุดอื่นขยับขึ้นมารับน้ำหนักแทน เพื่อควบคุมแรงกดทับให้อยู่ในระดับปลอดภัย

2. การพัฒนาเทคโนโลยี AI Robotic ที่ทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ความละเอียดสูงและการประมวลผลแบบ Real-time ช่วยในการตรวจวัดแรงกดทับจากน้ำหนักของผู้ป่วยตลอดเวลา

3. การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ช่วยคำนวณและตัดสินใจในการปรับระดับการรองรับให้เหมาะสมกับน้ำหนักที่แตกต่างกันของผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้ที่นอนสามารถปรับรูปร่างเพื่อกระจายแรงกดทับได้อย่างอิสระและแม่นยำตามสรีระของผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง

4. ระบบ IoT (Internet of Things) มีการเก็บข้อมูลสถานะการนอนและค่าแรงกดทับผ่านระบบเครือข่าย โดยข้อมูลการใช้งานจะถูกส่งขึ้นระบบ Cloud เพื่อให้แอดมินหรือแพทย์มอนิเตอร์สถานะได้จากระยะไกล ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกจุดเด่นของ NPI คือสามารถวางใช้งานบนโครงเตียงได้หลายรูปแบบ และออกแบบให้ใช้งานง่ายแบบ Plug and Play เพียงเสียบปลั๊กก็เริ่มทำงานได้ทันที ไม่ต้องตั้งค่าซับซ้อน ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าให้เป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ในระดับราคาที่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลรัฐและสถานพยาบาลชุมชนสามารถใช้นวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยติดเตียงได้ทั้งในโรงพยาบาลและที่บ้าน

"จากการติดตามผลการใช้งานในสถานพยาบาลที่ผ่านมา เราเห็นว่า NPI ไม่ได้เป็นแค่ที่นอนที่มีเทคโนโลยีซับซ้อน แต่เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับ และช่วยให้การดูแลผู้ป่วยในระบบสาธารณสุขมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันทีมวิจัยก็ไม่ได้หยุดพัฒนาอยู่แค่นี้ แต่กำลังต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ เช่น Office Syndrome หมอนรองกระดูกทับเส้น และการนอนกรน โดยมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับบุคคลทั่วไปภายในปีนี้" ดร.ปราการเกียรติกล่าว

NPI ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ ได้รับการันตีจากรางวัล "Best Performance Award" ในกลุ่มการแพทย์และสุขภาพ จากงาน Thailand Innovation Hub 2026 โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นผลงานครั้งสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับโรงพยาบาลและยังเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจาก 'งานวิจัย' สู่ 'การใช้งานเชิงพาณิชย์ในระดับประเทศ' ล่าสุด NPI เตรียมขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ขาดแคลนคนดูแลและมีความต้องการที่นอนอัจฉริยะในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง

THRE ลุยโฮลดิ้งส์ ตั้งโฮลดิ้งส์เพิ่มศักยภาพ เทนเดอร์แลกหุ้น 1 ต่อ 1 เล็งเข้าเทรดปลายปี 69 ขยายธุรกิจพร้อมเสริมแข่งขันสากล

THRE ตั้ง “โฮลดิ้งส์” เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

เทนเดอร์แลกหุ้น 1 : 1 ปักหมุดเข้าเทรดปลายปีนี้ 

ไทยรับประกันภัยต่อ ปรับโครงสร้างสู่ “โฮลดิ้งส์ คอมพานี” เพิ่มความคล่องตัวด้านการลงทุนและขยายธุรกิจ อัพศักยภาพการแข่งขันเทียบชั้นระดับสากล เตรียมออกขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 4,215 ล้านหุ้น เทนเดอร์แลกหุ้น THRE อัตรา 1 : 1 ตามแผนทำคำเสนอซื้อทั้งหมด เล็งชงขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น 28 เมษายนนี้ คาดเข้าเทรดแทนหลักทรัพย์เดิมภายในปลายปี 69

นายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือ THRE ผู้ให้บริการด้านการรับประกันภัยต่อ (Professional Reinsurer) ครอบคลุมทั้งการรับประกันภัยทรัพย์สิน อุบัติเหตุ วิศวกรรม ภัยทางทะเลและการขนส่งสินค้า ภายในประเทศและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 มีมติอนุมัติปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทให้เป็นรูปแบบการประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยรี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ THREH เพื่อทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ THRE

โดยบริษัท ไทยรี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 4,215 ล้านหุ้น ราคาซื้อขายครั้งหลังสุด 0.42 บาทต่อหุ้น (เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569) เพื่อแลกหุ้นของ THRE ในอัตรา 1 หุ้นสามัญของ THRE ต่อ 1 หุ้นสามัญของบริษัทโฮลดิ้งส์ กำหนดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ช่วงเดือน ตุลาคม 2569 – ธันวาคม 2569 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ทุกวันทำการ รวมทั้งสิ้น 45 วันทำการ ซึ่งภายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เสร็จสิ้น บริษัทโฮลดิ้งส์จะดำเนินการยื่นขอนำหุ้นสามัญของบริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ และขอเพิกถอนหุ้น THRE ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ช่วงปลายปี 2569 หลังจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แล้วเสร็จ

“การปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทฯครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาคและสากล ควบคู่ไปกับเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุน และขยายธุรกิจ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นของโครงสร้างการจัดการขององค์กรในระยะยาว” นายโอฬาร กล่าว

นายโอฬาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากบริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมีแผนจะโอนขายหุ้นบริษัท บลูเวนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BVG ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ที่ปัจจุบันถือหุ้นอยู่จำนวน 292,499,980 หุ้น หรือ 65% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด โดยจะแบ่งการซื้อขายออกเป็น 2 งวด ประกอบด้วย งวดแรก จำนวน 157,500,000 หุ้น หรือ 35% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งคาดว่า จะดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือนนับจากวันที่บริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  และงวดที่ 2 จำนวน 134,999,980 หุ้น หรือ 30% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งอาจจะดำเนินการซื้อขายหุ้นในครั้งเดียว หรือทยอยดำเนินการซื้อขายหุ้น คาดจะดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จภายใน 5 ปี นับจากวันที่บริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมนำเรื่องการปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทฯ เสนอขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมวิคเตอร์คลับ อาคารสารทรสเเควร์ ซึ่งจะต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท บียอนด์ ไออาร์ จำกัด (ในนาม บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ)

UN เตือนแรง!! ส่งสารด่วนถึงสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เรียกร้องหยุดสงครามก่อนบานปลาย สงครามตะวันออกกลางเสี่ยงควบคุมไม่อยู่ จี้ทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา

'อันโตนิโอ กูเตร์เรส' เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยุติสงครามที่กำลังบานปลายและทำให้พลเรือนได้รับความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง พร้อมเตือนว่าความขัดแย้งครั้งนี้ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา

ในแถลงการณ์ยังสื่อสารถึงอิหร่านโดยตรงให้หยุดการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้ โดยระบุว่า "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ประณามการโจมตีเหล่านี้ และมีคำสั่งให้ยุติการกระทำดังกล่าว รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดยืดเยื้อ

เลขาธิการ UN เน้นย้ำว่า "ถึงเวลาแล้วที่อำนาจแห่งกฎหมายจะต้องอยู่เหนือกฎแห่งการใช้กำลัง" และ "ถึงเวลาแล้วที่การทูตจะต้องเข้ามาแทนที่สงคราม" เพื่อยุติความขัดแย้งที่มีผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นเรื่องที่ทั่วโลกจับตามองในด้านการรักษาสันติภาพ โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/100063785130772/posts/1544869344315889/?rdid=YHMEZvDTYXDxM1Q8#

โลกเตือนอเมริกา จดหมายเปิดผนึกถึงชาวอเมริกัน เมื่อโลกเริ่มหวาดกลัวผู้นำสหรัฐฯ นี่ไม่ใช่เรื่องของซ้ายหรือขวา แต่คือเรื่องของสติและสันติภาพ


จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนชาวอเมริกัน

ผ่าน สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

 

เรื่อง: เสียงสะท้อนจากประชาคมโลกต่อวิกฤตภาวะผู้นำและความมั่นคงสากล

เรียน พี่น้องประชาชนชาวอเมริกัน

ในฐานะพลเมืองของโลกที่เฝ้ามองประเทศของคุณด้วยความเคารพในหลักการประชาธิปไตยเสมอมา วันนี้มีความจำเป็นต้องส่งสารถึงพวกคุณด้วยความสัตย์จริงและด้วยความกังวลอย่างสูงสุด สิ่งที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่เพียงเกมการเมืองภายในของสหรัฐฯ แต่คือ "วิกฤตการณ์ระดับนานาชาติที่มีลมหายใจ"

 

ภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกในขณะนี้ คือภาพของมหาอำนาจอันดับหนึ่งที่เลือกผู้นำผู้มีพฤติกรรมหลงใหลในอำนาจและขาดความยับยั้งชั่งใจ  ข้อเสนอที่ฟังดูเหลือเชื่ออย่างการเข้ายึดครองกรีนแลนด์ การยื่นคำขาดต่อคิวบา การข่มขู่จะบุกรุกเพื่อนบ้านอย่างเม็กซิโก หรือแม้แต่การพูดเรื่องการผนวกแคนาดาราวกับเป็นเพียงทรัพย์สินส่วนบุคคล สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ "ยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด" แต่มันคือสัญญาณของความไม่มั่นคงทางจิตใจและภาวะผู้นำที่ถดถอย

"นี่ไม่ใช่พฤติกรรมปกติ และไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่มันคือพฤติกรรมของคนที่กำลังคว่ำกระดานเกมเพียงเพราะตัวเองกำลังจะแพ้"

 

เราขอสื่อสารไปยังพวกคุณทุกคน ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

  เมื่อประธานาธิบดีของคุณใช้อำนาจในลักษณะ "เจ้าพ่อมาเฟีย" ข่มขู่และละเมิดอธิปไตยของประเทศอื่น คนทั่วโลกไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง แต่เรากลับต้องเป็นผู้รับ "ผลลัพธ์" จากการกระทำนั้น

  คำพูดที่ว่า "ฉันไม่ได้เลือกเขา" อาจใช้เป็นข้ออ้างในวงสนทนาได้ แต่ใช้ไม่ได้ในเวทีโลก เมื่อประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในมือมหาศาลกำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของทุกภูมิภาค

  นี่คือระบบของคุณ นี่คือประธานาธิบดีของคุณ และสุดท้ายแล้ว นี่คือความรับผิดชอบของคุณ

เรามองเห็นชายวัยใกล้ 80 ปี ที่มีสภาพจิตใจเสื่อมถอยอย่างเห็นได้ชัด ผู้นำที่ไม่มีแผนการระยะยาวและทำตัวเหมือนไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไปหลังจากที่ตนเองจากโลกนี้ไปแล้ว คือผู้นำที่อันตรายที่สุด เพราะเขาไม่มีอะไรจะเสีย แต่อีโก้ของเขากลับต้องการการตอบสนองอยู่ตลอดเวลา

.

ทำไมครอบครัวในเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ หรือออสเตรเลีย ต้องตื่นมาพร้อมความกังวลเรื่องสงครามหรือวิกฤตเศรษฐกิจ เพียงเพราะอเมริกาไม่สามารถจัดการปัญหาภายในบ้านของตัวเองได้?

นี่ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา แต่มันคือเรื่องของ "สติสัมปชัญญะขั้นพื้นฐาน" เมื่อสงครามเริ่มขึ้นหรือพันธมิตรแตกสลาย มันจะไม่มีปุ่มรีเซ็ตให้พวกเราอีกต่อไป

 

เราขอเรียกร้องให้พวกคุณลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่พวกคุณมีส่วนสร้างขึ้น

1. ใช้กลไกทางรัฐธรรมนูญและระบบที่มีอยู่เพื่อยับยั้งและควบคุมผู้นำคนนี้

2. ตรวจสอบและถอดถอนหากเห็นว่าภาวะจิตใจไม่เหมาะสมกับการครองอำนาจ

3. กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ความเสียหายจะเกินเยียวยา

พวกเราที่เหลือในโลกนี้เพียงแต่อยากใช้ชีวิต เลี้ยงดูลูก และทำหน้าที่ของตนเองไปในแต่ละวัน เราไม่อยากตื่นมาพบกับสงครามโลกครั้งที่ 3 เพียงเพราะชายชราคนหนึ่งต้องการรู้สึกมีอำนาจเป็นครั้งสุดท้าย

อเมริกาต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงด้วยน้ำมือของคนเพียงคนเดียว

ด้วยความเคารพในเสรีภาพและสันติภาพ

 

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

อดีตสมาชิกวุฒิสภา ประเทศไทย

18 มีนาคม 2569

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top