Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

จีนส่งสัญญาณพร้อมรับการลงทุน ร่วมผลักดันรถยนต์ EV และรถอัจฉริยะ หวัง EU ถอยคนละก้าว หันคุยปมภาษี ลดศึกการค้าระหว่างสองทวีป

(9 ธ.ค. 68) จีนส่งสัญญาณพร้อมต้อนรับการลงทุนจากค่ายรถยุโรปต่อเนื่อง และชวนจับมือผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุครถไฟฟ้าและรถอัจฉริยะ หลัง หลิง จี (Ling Ji) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุระหว่างการประชุมทางวิดีโอกับฮิลด์การ์ด มึลเลอร์ (Hildegard Muller) ประธานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนี และโอลา แคลเลเนียส (Ola Källenius) ประธานสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปและซีอีโอกลุ่มเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes Benz)

หลิง จี ชี้ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนและยุโรปเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง จึงหวังให้สมาคมยานยนต์ของเยอรมนีและยุโรปใช้บทบาทของตัวเอง ผลักดันให้คณะกรรมาธิการยุโรปหันมาร่วมมือกับจีน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมให้กับคดีสอบสวนอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนของสหภาพยุโรปโดยเร็ว เพื่อลดแรงเสียดทานด้านการค้า

ด้านมึลเลอร์ ระบุว่า ความร่วมมือด้านรถยนต์ระหว่างเยอรมนีกับจีนให้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรมมานาน หลายค่ายรถเยอรมันยังคงเดินหน้าลงทุนเพิ่มในจีน และขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรจีนต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าทางสมาคมไม่เห็นด้วยกับการที่อียู (EU) จะเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน (countervailing duties) ต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ขณะเดียวกัน แคลเลเนียสเผยว่า บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปรวมถึงเมอร์เซเดส-เบนซ์ ต่างเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการวิจัยในจีนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ฝังตัวอยู่ในห่วงโซ่การผลิตและซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนอย่างแน่นแฟ้น และมองว่าจีนยังเป็นฐานสำคัญสำหรับยุทธศาสตร์รถไฟฟ้าของยุโรป

นอกจากนี้ ซีอีโอเมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำถึงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้ท่าทีที่เป็นรูปธรรมและยึดผลประโยชน์ร่วมกันเป็นหลัก เพื่อหาทางออกในคดีสอบสวนอุดหนุนรถอีวี และเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานต่อไป แทนที่จะปล่อยให้มาตรการภาษีกลายเป็นชนวนให้ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับยุโรปรุนแรงขึ้น


ที่มา : Xinhua

ธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนใหม่ สั่งสมประสบการณ์เมืองท่องเที่ยว-ชายฝั่งทั่วภาคใต้ พร้อมผสานหน่วยงาน-ประชาชน เพื่อยกระดับภูเก็ต เสริมเมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลกให้อยู่ดี-ปลอดภัย

การโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตปลายปี 2568 ภายใต้คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ทำให้ทีมบริหารจังหวัดสำคัญหลายแห่งขยับปรับตำแหน่งใหม่ หนึ่งในนั้นคือจังหวัดภูเก็ต ที่มีชื่อของนายธีระพงศ์ ช่วยชู ปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ในวันแรกของการปฏิบัติหน้าที่ เขาได้เข้าสักการะพระพุทธธำรงมิ่งเมืองและศาลตายาย ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต (หลังใหม่) เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าห้องทำงานรองผู้ว่าราชการจังหวัด ท่ามกลางการต้อนรับจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่จังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นทางการ

นายธีระพงศ์ ช่วยชู เป็นคนตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เติบโตจากเมืองชายฝั่งภาคใต้ ก่อนก้าวเข้าสู่เส้นทางราชการในสายงานปกครอง เขาสั่งสมประสบการณ์จากพื้นที่หลากหลาย ทั้งในฐานะนายอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และนายอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จากนั้นจึงก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดภูเก็ต ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดในที่สุด เส้นทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเขาคุ้นเคยทั้งเมืองท่องเที่ยวเกาะชื่อดัง เมืองชายฝั่งที่เผชิญภัยธรรมชาติ และเมืองศูนย์กลางท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลกอย่างภูเก็ตเป็นอย่างดี 

ในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่นายอำเภอเกาะสมุย มีการรายงานข่าวว่าเขามีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและการจัดการโควิด-19 ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว จนเกาะสมุยกลับมามีนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อย้ายมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอปากพนัง เขาเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั้งด้านการแก้ปัญหาชุมชนและการดูแลทรัพยากรชายฝั่ง ที่เด่นชัดคือการสั่งรื้อถอนเครื่องมือประมงผิดกฎหมายประเภท “ไซตัวหนอน” หรือ “ไอ้โง่” กลางทะเล 155 ตัว เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ถือเป็นภาพของผู้นำท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับทั้งปากท้องชาวประมงและการอนุรักษ์ทะเลควบคู่กันไป 
.
เมื่อย้ายมารับตำแหน่งนายอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เขาต้องเผชิญโจทย์ใหม่ในเมืองท่องเที่ยวกลางคืนอย่างหาดป่าตอง ทั้งในมิติการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลความเรียบร้อย อำเภอกะทู้ได้จัดเวทีประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นเรื่องการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงในพื้นที่หาดป่าตองถึงตี 4 โดยมีนายธีระพงศ์เป็นประธาน และมีการวางมาตรการควบคู่ ทั้งการจัดโซนนิ่งสถานบันเทิง การเน้นตรวจบัตรประชาชนตัวจริงและแอปพลิเคชันยืนยันตัวตน การใช้กล้องและระบบเทคโนโลยีช่วยดูแลความปลอดภัย ตลอดจนการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมและขยะจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้เมืองท่องเที่ยวเติบโตบนฐานความปลอดภัยและความเป็นระเบียบ 

บทบาทในฐานะปลัดจังหวัดภูเก็ต ยังสะท้อนมุมมองการพัฒนาที่เชื่อมโยง “ท่องเที่ยว-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพประชาชน” เขาเป็นประธานเปิดการประชุมและเปิดตัวโครงการจัดการขยะอาหาร (Food Waste) ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “ลด Food Waste @Phuket กินเกลี้ยง เลี่ยงโลกร้อน” ที่มุ่งจัดการปริมาณขยะจากเศษอาหารในเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการลดก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เร่งรัดมาตรการยุติปัญหาเอดส์ ระดับจังหวัดภูเก็ต (Provincial Model)” ซึ่งเชื่อมหน่วยงานสาธารณสุข ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพในจังหวัดอย่างบูรณาการ 

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตของนายธีระพงศ์ ช่วยชู จึงไม่ใช่เพียงการเลื่อนตำแหน่งในสายราชการ แต่คือการดึง “คนทำงานภาคสนาม” ที่เข้าใจทั้งเมืองท่องเที่ยวเกาะสมุย เมืองชายฝั่งปากพนัง และเมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลกอย่างภูเก็ต ให้มาดูแลภาพใหญ่ของจังหวัดอย่างมียุทธศาสตร์ ประสบการณ์ด้านการบริหารเมืองท่องเที่ยว การจัดการภัยพิบัติและทรัพยากรทะเล การควบคุมกิจการสถานบันเทิง และการผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ ทำให้คาดหวังได้ว่าเขาจะช่วยขับเคลื่อนภูเก็ตบนสมดุลของเศรษฐกิจการท่องเที่ยว คุณภาพชีวิตคนเมือง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยมีฐานคิดมาจากการเห็นทั้ง “หน้างานจริง” และ “ภาพรวมระดับจังหวัด” ในเวลาเดียวกัน

 

ยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าฯ ขอนแก่น พร้อมขับเคลื่อนขอนแก่นสู่สมาร์ตซิตี้ศูนย์กลางอีสาน

ในคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ปลายปี 2568 กระทรวงมหาดไทย หนึ่งในรายชื่อที่ถูกจับตามองคือ “นายยุทธนา โพธิวิหค” ปลัดจังหวัดสระบุรี กรมการปกครอง ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป การย้ายจากจังหวัดในภาคกลางอย่างสระบุรี มาสู่จังหวัดศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างขอนแก่น จึงถูกมองว่าเป็นการส่ง “นักบริหารจังหวัดสายปกครอง” เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองที่กำลังเร่งตัวเองสู่สมาร์ตซิตี้และศูนย์กลางภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

นายยุทธนาเติบโตมาจาก “สายปกครองท้องที่” ของกระทรวงมหาดไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนริมคลองและพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต ก่อนจะขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองนครปฐม ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการคมนาคมของจังหวัดนครปฐม และต่อมารับตำแหน่งปลัดจังหวัดสระบุรี ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายระดับจังหวัดในมิติต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เป็นบันไดสำคัญก่อนก้าวสู่บทบาทรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในวันนี้

หากมองผลงานที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ จะเห็น “ลายเซ็นการทำงาน” ของนายยุทธนาค่อนข้างชัดเจน ในช่วงดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองนครปฐม เขาเป็นผู้ลงนามคำสั่งพักหน้าที่ “กำนันนก” หรือกำนันตำบลตาก้องในคดีอุกฉกรรจ์ที่เป็นข่าวสะเทือนขวัญ โดยให้เหตุผลว่า หากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอาจกระทบต่อพยานหลักฐานและความเชื่อมั่นของสังคม แสดงให้เห็นถึงการใช้กลไกทางปกครองอย่างเด็ดขาดเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ

ขณะเดียวกันในมิติการพัฒนาคุณภาพชีวิต เขาเคยทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เมืองนครปฐม ที่เน้นบูรณาการหน่วยงานด้านสาธารณสุข ท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการทำงานเชิงพื้นที่ยุคใหม่

เมื่อย้ายมารับตำแหน่งปลัดจังหวัดสระบุรี นายยุทธนามีบทบาททั้งในมิติ “พลเมือง” และ “เศรษฐกิจฐานราก” เขาเคยเป็นประธานมอบเกียรติบัตรให้ “นักเรียนพลเมืองจังหวัดสระบุรี” และเยาวชน-ประชาชนในโครงการอบรมต้นแบบความเป็นพลเมือง ซึ่งมุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจสิทธิ หน้าที่ และบทบาทของตนเองในสังคมประชาธิปไตย

ภาคีพัฒนาชุมชนสระบุรียังสะท้อนภาพของเขาในฐานะปลัดจังหวัดที่ทำงานเคียงข้างหน่วยงานพัฒนาชุมชน สนับสนุนแนวคิด “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านการขับเคลื่อนงาน OTOP กองทุนสตรี และโครงการยกระดับรายได้ประชาชนในพื้นที่

อีกด้านหนึ่ง เขายังเคยกล่าวถึงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าในเวทีสัมมนาสื่อมวลชนสระบุรี ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่หนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจภาคกลาง สะท้อนมุมมองการพัฒนาที่เชื่อมโยง “โครงสร้างพื้นฐาน-เศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต” เข้าด้วยกัน

เมื่อก้าวสู่บทบาทรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เมืองที่มีวิสัยทัศน์ “มหานครน่าอยู่ มุ่งสู่เมืองนวัตกรรม ศูนย์กลางเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” และถูกวางตัวเป็น “ขอนแก่นสมาร์ตซิตี้” ตามแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะและแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ. 2566-2570 บทบาทของนายยุทธนาจึงไม่ใช่เพียงดูแลงานปกครองทั่วไป แต่คือการเป็น “ผู้จัดการเมือง” ที่ต้องประสานยุทธศาสตร์ใหญ่ ทั้งการพัฒนา LRT ระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ การพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรม การเป็นศูนย์กลาง MICE และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

ด้วยประสบการณ์จากพื้นที่แม่กลอง นครปฐม และสระบุรี ที่ผสมทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองเกษตร และเมืองอุตสาหกรรม เขาจึงมีต้นทุนสำคัญในฐานะข้าราชการสายบริหารจังหวัด ที่เข้าใจทั้งการจัดระเบียบ ความปลอดภัย การมีส่วนร่วมของประชาชน และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันขอนแก่นให้เดินหน้าเป็นสมาร์ตซิตี้และศูนย์กลางภูมิภาคอย่างสมดุลระหว่าง “ความเติบโต” และ “คุณภาพชีวิต” ของคนทั้งเมือง

รัสเซีย GDP ชะลอตัวตามที่คาดไว้ คุมอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 6% ย้ำเป็นไปตามเป้าของรัฐบาล เตรียมปูทางให้กลับมามั่นคงกว่าเดิม

(9 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัสเซียในปีนี้เข้าสู่ช่วงชะลอตัวตามที่ประเมินไว้ โดยสอดคล้องกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลง พร้อมประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตลอดปีจะขยายตัวได้ราว 1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ใกล้เคียงหรือไม่เกิน 6% ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล

ปูตินกล่าวในที่ประชุมสภาว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์และโครงการระดับชาติว่า ขณะนี้รัสเซียมีเงื่อนไขและโอกาสที่จะกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังคงรักษาระดับการว่างงานให้อยู่ในระดับต่ำ พร้อมสั่งการให้เร่งเดินหน้าแผนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจโดยทันที เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทั้งในและนอกประเทศ

ทั้งนี้ ผู้นำรัสเซียยอมรับด้วยว่า ความท้าทายจากปัจจัยภายนอกยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องอัตราการเกิดและแนวโน้มจำนวนประชากรในระยะยาว พร้อมย้ำว่าเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียคือการ “รักษาและเพิ่มจำนวนประชากร” ซึ่งรัฐบาลจะต้องวางนโยบายด้านสังคม เศรษฐกิจ และครอบครัวให้สอดรับกับโจทย์นี้อย่างจริงจัง


ที่มา : Sputnik

เดชาธร เชาว์เลขา รองผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา สั่งสมงานรับมือภัยพิบัติ-สร้างชุมชนเข้มแข็ง

กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 หนึ่งในนั้นคือ นายเดชาธร เชาว์เลขา ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดกรมการปกครอง และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในจังหวัดบ้านงานเดิมของตนเอง การขยับขึ้นมาทำหน้าที่บริหารจังหวัดเต็มตัวครั้งนี้ น่าสนใจเป็นพิเศษเพราะพระนครศรีอยุธยาเป็นทั้งเมืองมรดกโลกด้านประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม และเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไปพร้อมกัน

ข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะระบุเพียงว่า นายเดชาธรเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครองที่เติบโตมาจากสายงาน “นักปกครองท้องที่” เคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอในหลายพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนเลื่อนขึ้นเป็นปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงกล่าวได้ว่าเขาสั่งสมประสบการณ์ทำงานภาคสนามและงานนโยบายในพื้นที่เดียวกันต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับจังหวัด

ในระดับพื้นที่ นายเดชาธรเริ่มเป็นที่รู้จักจากบทบาทนายอำเภอท่าเรือ ทั้งในด้านการขับเคลื่อนงานขจัดความยากจนและการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยทำงานร่วมกับกิ่งกาชาดอำเภอและท้องถิ่น ลงพื้นที่เยี่ยมครัวเรือนยากจน ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงการมอบถุงยังชีพ-เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ต่อมาเมื่อย้ายมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอพระนครศรีอยุธยา เขามีบทบาทในการบูรณาการงานบริหารอำเภอ ทั้งการประชุม ก.บ.อ. อย่างสม่ำเสมอ การเตรียมการจัดงาน “ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก-งานกาชาด” และการขับเคลื่อนโครงการ “อยุธยาเมืองสะอาด-กรุงเก่าเมืองสะอาด” เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ขนานไปกับการวางแผนรับมืออุทกภัย ภัยแล้ง อัคคีภัย และวาตภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

เมื่อเลื่อนขึ้นเป็นปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายเดชาธรรับบทเป็นกลไกสำคัญในระดับจังหวัด ทั้งในงานความมั่นคงและสังคม เขามีบทบาทในโครงการ “หมู่บ้านสีขาว ปลอดยาเสพติด” ตามแผนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามอบใบประกาศเกียรติคุณให้หมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์กว่า 100 แห่ง โดยในฐานะปลัดจังหวัดได้อธิบายแนวทางสร้างชุมชนเข้มแข็งและหมู่บ้านปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน เขายังทำหน้าที่กล่าวรายงานและขับเคลื่อนพิธีสำคัญของจังหวัด เช่น พิธีมอบเหรียญที่ระลึกพระราชทานในวันข้าราชการพลเรือนและวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย ซึ่งย้ำบทบาทของข้าราชการมหาดไทยในภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้ประชาชนในพื้นที่

ในมุมมองเชิงนโยบาย การก้าวขึ้นมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของนายเดชาธรจึงน่าจะต่อยอดจากประสบการณ์ที่เห็นทั้ง “หน้าเมืองมรดกโลก” และ “ฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ของจังหวัดอย่างใกล้ชิด พระนครศรีอยุธยาเป็นทั้งพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกและจุดหมายท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันก็มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรจนะ และกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตที่ดึงดูดการลงทุนจำนวนมากจนทำให้จังหวัดมีโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

ในบริบทเช่นนี้ แนวทางการทำงานของเขามีแนวโน้มจะเน้นการบริหารจัดการพื้นที่ให้สมดุล ระหว่างการอนุรักษ์และยกระดับมรดกโลก-แหล่งท่องเที่ยว (ผ่านงานความสะอาด การจัดการขยะ และการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ) กับการดูแลผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรม การจัดการน้ำ-ภัยพิบัติ และการสร้างกลไกให้ชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งในเมืองเก่าและพื้นที่รอบนิคมฯ เพื่อให้พระนครศรีอยุธยาเป็นทั้ง “เมืองมรดกโลกที่ดูแลรักษาได้จริง” และ “เมืองอุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน”


ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1209257
https://www.naewna.com/politic/930454
https://siamrath.co.th/n/452649
https://www.topnews.co.th/news/839127
https://chapternews.redcross.or.th/?p=82368
https://siamrath.co.th/n/315767
https://www.facebook.com/thajaosanook/posts/5239092032852598/
https://www.facebook.com/dopa.tharuadistric/posts/436491795330241/
https://www.siampollnews.com/detail-column.php?id_news=469
https://ayutthaya.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/377660
https://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/ayutthaya/index.php/th/
https://www.thai-koujyo.com/ie_summary.php?ineid=0048&lg=th

“บิ๊กต้อม” รับ “ซีเกมส์ 2025” เจอ 5 ปัญหารุมเร้า สั่งเร่งแก้ไขด่วน ย้ำหลังพิธีเปิด ทุกอย่างต้องเข้าที่ เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

(9 ธ.ค. 68) ซีเกมส์สรุปยอดนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ร่วม 10,000 คน แต่เจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย หัวหน้านักกีฬาถึงกับอึ้ง สั่งประสานงานเร่งแก้ไขอย่างพัลวัน ทั้งเรื่องที่พัก , การขนส่ง และ อาหาร  ย้ำหลังพิธีเปิดการแข่งขันทุกอย่างต้องเข้าสู่ระบบเพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หลังจากที่ได้มีการเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาครบทั้ง 11 ชาติ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 9 ธันวาคม “บิ๊กต้อม” นายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาชุดซีเกมส์ พร้อมด้วย ดร.สุพิตร สมาหิโต และ นายวิสุทธิ์ ตั้งวาริธร รองหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย ได้ร่วมกันประชุมหัวหน้านักกีฬาทั้ง 11 ชาติ ขาดเพียงผู้แทนจาก ติมอร์เลสเต้ เพียงชาติเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมมีการกำหนดแบบวันเว้นวัน เพื่อเป็นการรับทราบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

โดยนายธนา ไชยประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ยอดนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 มีจำนวนร่วม 10,000 คน แต่สิ่งที่ได้รับทราบคือหลายชาติได้แจ้งถึงปัญหาจำนวนมาก

ปัญหาแรก การเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณถภูมิ ต้องรอรถที่ไปรับนักกีฬานาน 5-6 ชั่วโมง ทำให้เสียเวลาในการเข้าร่วมพิธีเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา

ปัญหาที่สอง เรื่องอาหารกลางวัน ทางเจ้าภาพได้จัดเป็น ลั้นช์ บ๊อก (อาหารกล่อง) แต่ได้สั่งแก้ไขเป็น บุฟเฟ่ต์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาที่สาม ปัญหาเรื่องรถรับ-ส่ง นักกีฬาไปซ้อมที่สนามยังไม่เพียงพอ ทำให้เสียเวลาในการฝึกซ้อมและวางแผนในแต่ละวัน

ปัญหาที่สี่ เรื่องอาหาร ฮาลาล ฟู๊ด (สำหรับนักกีฬาจากประเทศอิสลาม) บรูไน, มาเลเซีย,ติมอร์ฯ , อินโดฯ ขอความร่วมมือให้ทางโรงแรมจัดอาหาร ฮาลาล อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบางมื้อเป็นอาหารรวมทำให้ลำบากต่อการรับประทาน 

ปัญหาสุดท้าย เรื่องที่พักของนักกีฬาแต่ละชาติ ได้มีการสื่อสารกันอย่างผิดพลาด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธนา ไชยประสิทธิ์ ได้รับปัญหาทั้งหมดมาดำเนินการ และ รายงานตรงไปยัง นายปรีชา ลาลุน กับ นายแพทย์ มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้รับทราบ พร้อมเร่งแก้ไขให้อย่างเร่งด่วน 

นอกจากนี้ยังได้รับปากอีกด้วยว่า หลังจากพิธีเปิดการแข่งขันวันที่ 9 ธันวาคม จบสิ้นลง เริ่มแข่งขันชิงเหรียญทองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 10 ธันวาคม จะส่งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละส่วนเดินทางไปดูแลนักกีฬาอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเร่งด่วน

มูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จัดพิธีเททองรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” ศิลปินแห่งชาติ และตำนานนักแสดงผู้ล่วงลับ ณ บ้านโนนกุ่ม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.49 น. ณ บริเวณพลับพลาภายในมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี บ้านโนนกุ่ม ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ในหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและเททองหล่อรูปเหมือนพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)เมตตาบารมี

โดยนางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และนายพิศรุตม์ และนายพัทธกฤต เทียมเศวต สองพี่น้องบุตรชายสรพงศ์ฯ นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ฤทธิ์ ลือชา, นางปิยะมาศ โมนยะกุล, นางนัยนา ชีวานันท์ ดารานักแสดงชื่อดังในอดีต คณะกรรมการมูลนิธิฯ ตลอดจนประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ผู้ที่เคารพนับถือและแฟนคลับของสรพงศ์ ชาตรี พระเอกตลอดกาล ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

นางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประธานมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี เปิดเผยว่า “พิธีเททองหล่อรูปเหมือนของพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง เป็นดำริของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย ที่อยากจะสร้างพิพิธภัณฑ์ของพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมนิทรรศการชีวประวัติและผลงานการแสดงของพี่เอกที่มีกว่า 600 เรื่อง รวมถึงรางวัลพระราชทานและรางวัลต่างๆ ที่เคยได้รับตลอดจนจะเป็นสถานที่บอกเล่าถึงคุณประโยชน์ที่พี่เอกบำเพ็ญต่อสังคมเพื่อให้แฟนคลับและประชาชนทั่วไปเชิดชูและรำลึกถึง”

“สำหรับรูปหล่อเหมือนสรพงศ์ ชาตรี เป็นการออกแบบของนายศิระ เลิศภูมิปัญญา โรงหล่อพระปติมากรรมประทานพรของอาจารย์สุรินทร์ ขนาดความสูงเท่ากับตัวจริง โดยรูปหล่อใช้ทองเหลืองหล่อทั้งตัว หลังเททองหล่อเสร็จสิ้นแล้ว จะนำไปติดตั้งไว้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์ ‘สรพงศ์ ชาตรี’ ภายในมูลนิธิฯ เมื่อทุกอย่างมีความพร้อมสมบูรณ์ก็จะทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมต่อไป” นางสาวดวงเดือน กล่าว

ด้านนายพัทธกฤต เทียมเศวต บุตรชายของสรพงศ์ ชาตรี กล่าวว่า “ขอบคุณประชาชนและแฟนภาพยนตร์ ละครของพ่อ พ่อถือเป็นแบบอย่างที่ดีด้านการแสดงและการประกอบคุณงามความดีให้กับสังคมและประเทศชาติ ตนเองภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อ และตนก็เชื่อว่าพิพิธภัณฑ์สรพงศ์ ชาตรี จะเป็นประโยชน์แก่รุ่นแฟนภาพยนตร์และลูกหลานจะได้รำลึกถึงคุณพ่อ ซึ่งตนก็ขอเชิญชวนทุกคนมาเยี่ยมชมได้ที่มูลนิธิสมเด็ตพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา” นายพัทธกฤต กล่าว

วิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ผ่านงานด้านชุมชน สุขภาพจิต การจราจร สิ่งแวดล้อม เข้าใจทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก-งานความมั่นคง พร้อมต่อยอดหนองคายสู่ฮับโลจิสติกส์-ท่องเที่ยวริมโขง

การปรับโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตล่าสุดของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้ง-ย้ายรวม 40 ตำแหน่ง ได้สะท้อน “การจัดทัพใหม่” ในหลายจังหวัดสำคัญทั่วประเทศ หนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามอง คือ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ เดิมดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และได้รับคำสั่งให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย มีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

การมาปักหมุดทำงานริมโขงครั้งนี้ นับเป็นการย้ายจาก “เมืองใหญ่ศูนย์กลางภาคอีสานตอนใน” อย่างโคราช มาสู่ “ประตูการค้าชายแดน-โลจิสติกส์” ที่เชื่อมไทยกับ สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ซึ่งเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจสำคัญของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

จากเส้นทางรับราชการที่ยาวนานในสายกระทรวงมหาดไทย สะท้อนชัดว่าเป็น “ข้าราชการอาชีพ” ที่เติบโตมาจากสายการปกครองท้องที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับจังหวัด เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ทำงานใกล้ชิดชุมชน ดูแลทั้งภารกิจบรรเทาทุกข์และงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในชนบท

ต่อมาถูกดันขึ้นมาทำงานระดับจังหวัดในบทบาทปลัดจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต้องเชื่อมโยงงานทุกมิติของจังหวัด ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และภารกิจตามนโยบายรัฐบาล ก่อนจะไปนั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และกลับมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ดูแลงานจังหวัดใหญ่ที่ซับซ้อนและมีบทบาทระดับภูมิภาค

เมื่อเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา บทบาทของนายวิจิตรเด่นชัดในงานที่ต้อง “บูรณาการหลายหน่วยงาน” และ “แตะชีวิตผู้คนจริง ๆ” เช่น งานด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน ที่เขาในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสุขภาพจิตจังหวัดนครราชสีมา เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนสร้างสุข ดูแลปัญหาสุขภาพจิตนักเรียนเชิงรุก

ด้านชุมชนท้องถิ่น เขาเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อเสริมสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” และย้ำแนวคิดให้ชุมชนลุกขึ้นมาคิด แก้ปัญหา และพัฒนาตัวเองจากฐานล่าง ไม่รอเพียงความช่วยเหลือจากรัฐ

อีกด้านหนึ่ง เขายังทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเป็นประธานประชุมศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงการชี้แจงแนวทางการเลือกตั้งท้องถิ่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

งานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจฐานรากก็เป็นอีก “ลายเซ็น” ของนายวิจิตร เขาเคยเป็นประธานโครงการ “72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า” ในพื้นที่โบราณสถานเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา ที่ผสานการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้ากับการอนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงการเป็นประธานเปิดงาน Korat Health Product Start-up Expo 2025 เพื่อผลักดันผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพรายใหม่ และเชื่อมต่อกับศูนย์บริการแบบ One Stop Service ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่แทนมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ประจำจังหวัดนครราชสีมา ในการมอบสิ่งของพระราชทานให้ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนบทบาทการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้เดือดร้อนในระดับครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อย้ายมานั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย บทบาทของนายวิจิตรจึงถูกจับตามองในมุม “จากเมืองใหญ่ในประเทศ สู่งานชายแดน-โลจิสติกส์ริมโขง” หนองคายเป็นจังหวัดหน้าด่าน ที่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เชื่อมสู่นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับทั้งการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการเดินทางของแรงงาน-นักลงทุนระหว่างสองประเทศ

ประสบการณ์ทำงานในจังหวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ-คมนาคมของภาคอีสานอย่างโคราช และประสบการณ์ในจังหวัดชายแดนแม่น้ำโขงอย่างนครพนม ทำให้เขามีมุมมองทั้งด้านความมั่นคง การบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติ สุขภาพ สังคม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญของหนองคายในยุคที่โลจิสติกส์ริมโขงกำลังเติบโต เขาจึงมีแนวโน้มจะใช้จุดแข็งด้านการบูรณาการหน่วยงาน-ชุมชนและการทำงานเชิงป้องกัน มาผูกโยงงานการค้าชายแดน การคมนาคม การท่องเที่ยวริมโขง และการดูแลคุณภาพชีวิตคนริมฝั่ง ให้การพัฒนาหนองคายเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งมิติ “เมืองด่านเศรษฐกิจ” และ “เมืองน่าอยู่ริมโขง” อย่างสมดุล

‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ กับบทบาทผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ปักหมุด กฟผ. เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย เน้นบริหารสมดุล โรงไฟฟ้า-เชื้อเพลิง-พลังงานยุคใหม่ พาไทยก้าวทันยุค Energy Transition อย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าวันนี้เราเปิดไฟ เปิดแอร์ ชาร์จมือถือ หรือเดินห้างสรรพสินค้าแล้วทุกอย่างทำงานได้ตามปกติ เบื้องหลังความ “ปกติ” นี้ คือการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักภายใต้กระทรวงพลังงาน กฟผ. มีหน้าที่ผลิตและจัดหาไฟฟ้าให้ทั้งประเทศ ดูแลระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่เชื่อมโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง และในต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมทั้งบริหารจัดการการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ในยุคที่โลกหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด บทบาทของ กฟผ. ยิ่งชัดเจนขึ้น กฟผ. ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) ที่ใช้พื้นที่ผิวน้ำเขื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังต่อยอดสู่โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ช่วยปูทางระบบคมนาคมพลังงานสะอาดในอนาคต

ควบคู่กับการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ยังเดินหน้าด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงการที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ที่ดำเนินงานมายาวนานกว่า 30 ปี ช่วยให้ครัวเรือนและธุรกิจเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าสะสมไปแล้วหลายหมื่นล้านหน่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งยังทำงานในมิติ “พลังงานเพื่อสังคม” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ห้องเรียนสีเขียว การรณรงค์ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และการทำงานเคียงข้างชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน เพื่อให้การพัฒนาด้านพลังงานเดินหน้าไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้คนและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล 

จะเห็นได้ว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานด้านไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตพลังงานสะอาด ลดคาร์บอน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศไปพร้อมกัน

ผู้นำยุค Energy Transition ที่เติบโตจาก “หน้างานจริง”

ในบริบทที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุค Energy Transition อย่างจริงจัง การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งเทคนิคของระบบไฟฟ้า นโยบายพลังงาน และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในคนที่เติบโตมากับภารกิจนี้ คือ “นายนรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2568 

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ถือเป็น ผู้ว่าการฯ ที่ผ่านงานทั้งด้านวิศวกรรมโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารเชื้อเพลิง ทำให้เข้าใจทั้งมิติหน้างานและมิติยุทธศาสตร์ ทำให้มีพื้นฐานความรู้ที่รอบด้านก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารขององค์กร 

จาก “ผู้ผลิตไฟฟ้า” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ”

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ไม่ได้มองบทบาทของ กฟผ. ว่าเป็นเพียง “ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง” อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับขึ้นไปเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ” ที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำด้านเชื้อเพลิง ระบบผลิต ระบบส่ง ไปจนถึงโซลูชันด้านพลังงานที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายคือระบบพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในระยะยาว

ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ได้ฉายภาพ “บริบทโลกใหม่” ที่ภาคพลังงานต้องเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้ภัยพิบัติถี่และรุนแรงขึ้น กระทบทั้งที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพ และห่วงโซ่อุปทานอาหาร ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูง สะท้อนออกมาในรูปค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคม ที่ผู้คนมีส่วนร่วมและคาดหวังต่อรัฐวิสาหกิจมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยียุคใหม่อย่าง AI ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือ” มากกว่าคู่แข่ง โดยเชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยให้การทำงานแม่นยำขึ้น 

SENSE: เข็มทิศใหม่ของ กฟผ. 

นายนรินทร์ เล่าถึงกรอบบริหาร กฟผ. ภายใต้คำว่า “SENSE” ซึ่งรวบรวมทั้งเรื่องความปลอดภัย ระบบไฟฟ้ามั่นคง พลังงานสะอาด ความรับผิดชอบต่อสังคม และราคาค่าไฟที่เข้าถึงได้ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

เริ่มด้วย
S-Safety Operation กฟผ. ยึดหลัก “งานปลอดภัย-คนปลอดภัย” เป็นอันดับแรก ยกระดับมาตรฐานการทำงาน การซ่อมบำรุง และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุและเหตุขัดข้องในระบบไฟฟ้า เป้าหมายคือให้ทั้งพนักงานและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อมีเหตุไม่คาดคิด

E-Energy Security ภารกิจหลักของ กฟผ. คือการทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ตั้งแต่การวางแผนกำลังผลิต การผสานโรงไฟฟ้าหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) การจัดหาเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ LNG ในราคาที่เหมาะสม การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ฯลฯ 

N-Naturality (พลังงานคาร์บอนต่ำ) กฟผ. ศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงการศึกษา SMR ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ใช้ไฟก็ได้รับการขับเคลื่อนผ่านมาตรการอย่างฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 และแนวคิด “3 อ.” ได้แก่ อาคาร อุปกรณ์ และอุปนิสัย เพื่อให้ทั้งฝั่งผลิตและฝั่งใช้ไฟร่วมกันลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

S-Social Responsibility กฟผ. ให้ความสำคัญในมิติด้านสังคมและชุมชน ผ่านการขับเคลื่อนและการต่อยอดโครงการเพื่อชุมชน เช่น การพัฒนาอาชีพ พื้นที่สีเขียว และแหล่งเรียนรู้รอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน ตลอดจนโครงการสร้างการเรียนรู้ด้านพลังงานให้เยาวชนและประชาชน เป้าหมายคือการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนรอบข้าง ไม่ใช่เติบโตเพียงลำพัง

E-Economic Energy ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน กฟผ. ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนพลังงานอย่างรอบคอบ ทั้งจัดหา LNG ทั้งสัญญาระยะสั้น-ระยะยาว การใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำ และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายคือ “ค่าไฟที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้” ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ที่ขยับเร็วขึ้นจากปี ค.ศ.2065 เป็นปี ค.ศ.2050 

ก้าวต่อไปของ กฟผ. ภายใต้ผู้ว่าการฯ คนที่ 17

จะเห็นได้ว่า นายนรินทร์ เผ่าวณิช มองการบริหาร กฟผ. ในบทบาทของการดูแลความสมดุลของระบบไฟฟ้าไทย ทั้งด้านความมั่นคง ความยั่งยืนและพลังงานที่เป็นธรรม และพร้อมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเดินหน้าด้านพลังงานสะอาดและสอดรับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เช่น การเดินหน้าโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั้ง 3 แห่งที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ฯลฯ

“กฟผ. จะไม่เป็นเพียง “ผู้ผลิตฟ้าเพื่อความมั่นคง” เท่านั้น แต่จะเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ” เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน”

‘อ.อุ๋ย’ กระตุก ‘นายกหนู’ ยกเลิก MOU 43-44 ตอนนี้ เชื่อพลิกเกมโลก!! สร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชา

(9 ธ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ในสถานการณ์ที่ไฟสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้น เช่นนี้ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศผมถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบสูงสุดให้กับไทย

เมื่อวิเคราะห์เชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์แล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU ปี 2544 ว่าด้วยความร่วมมือในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ต่างก็เป็น “พันธกรณีที่เกิดจากความร่วมมือยามปกติ” 

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาเข้าสู่สถานะ คู่สงคราม (Belligerent) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์พื้นฐานอย่างรุนแรง (Fundamental Change of Circumstances - Rebus Sic Stantibus) ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และได้รับกระบวนการประมวล (codified) อยู่ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties - VCLT) มาตรา 62 ซึ่งให้อํานาจคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว 

ซึ่งเมื่อไทยยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับแล้ว จะทําให้ไทยมีความได้เปรียบ ดังนี้

1. ปลดภาระทางกฎหมาย: การยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในช่วงสงคราม จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากพันธกรณีในการเจรจาหรือความร่วมมือใดๆตามที่ระบุไว้ MOU 43 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะปลดล็อกไทยจากกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนทางบก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือการทหารโดยฝ่ายกัมพูชา

2. กุมอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรทางทะเล โดยการ ยกเลิก MOU 44 ที่เป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะทำให้ไทยสามารถอ้างสิทธิในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรเหล่านั้นได้โดยไม่ติดกรอบของการที่ต้องแบ่งปันหรือร่วมมือกับคู่สงคราม ซึ่งถือเป็นการ แสดงอำนาจอธิปไตยของไทยอย่าง ชัดเจนในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ

3. สร้างแรงกดดันระหว่างประเทศ: การใช้สิทธิยกเลิกสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองไว้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นว่าไทยจริงจังในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และทำให้กัมพูชาเสียเปรียบทันทีที่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายที่สั่นคลอนของความตกลงเหล่านั้นต่อหน้าประชาคมโลก 

สรุปแล้ว หากรัฐบาลไทยกล้าใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตัดสินใจยกเลิก MOU 43 และ 44 ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่การถอนตัวธรรมดา แต่คือการปรับกระบวนทัพทางกฎหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์เหนือคู่สงครามในเวทีโลกอย่างเด็ดขาด! ด้วยความปรารถนาดี
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top